มูลนิธิสุขภาพไทย

มูลนิธิสุขภาพไทย สมุนไพร
สุขภาพ
ภูมิปัญญา
สุขภาพองค์รวม

มูลนิธิสุขภาพไทย เดิมมีชื่อว่า โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2522 ในสังกัดมูลนิธิโกมลคีมทอง โดยมีเป้าหมายที่จะรวบรวมความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรจากตำรับตำราและประสบการณ์ของชาวบ้าน เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ในระหว่างปี 2529-2533 ได้ทำการส่งเสริมเกษตรผสมผสานและเกษตรธรรมชาติในพื้นที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร และสนับสนุนให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี จนกลุ่มชาวบ้านสามารถตั้ง

โรงสีข้าวของตนเองในปี 2534 ต่อมาในปี 2535-2538 ได้ทำการรณรงค์เรื่องการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรและอาหารปลอดสารพิษ โดยตั้ง “ชมรมเพื่อนธรรมชาติ” เป็นช่องทางเชื่อมโยงผู้บริโภคกับเกษตรกรผู้ผลิต.
ในเดือนตุลาคม ปี 2539 โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง ได้เปลี่ยนสถานะและชื่อเป็นมูลนิธิสุขภาพไทย เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจขององค์กรที่ขยายออกไปหลายด้าน แต่ยังคงมุ่งมั่นการดำเนินงานภายใต้แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพที่เล็งเห็นว่า การเสริมสร้างให้เกิดสุขภาวะสำหรับคนส่วนใหญ่ จำเป็นต้องใส่ใจกับทุกมิติของสุขภาพ ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะทางปัญญา มูลนิธิสุขภาพไทยได้อาศัยปรัชญาองค์รวมแห่งสุขภาพนี้ เป็นรากฐานของกิจกรรมต่างๆ เพื่อมุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละบุคคล และสังคมโดยรวม

นางแลว ไม้ส่งออก ดอกกินได้สมุนไพร นางแลว มีสรรพคุณอยู่อย่างหนึ่งในด้านใช้บำรุงเกี่ยวกับเพศ โดยยาพื้นบ้านนำมาปรุงแล้วทำให...
17/08/2026

นางแลว ไม้ส่งออก ดอกกินได้
สมุนไพร นางแลว มีสรรพคุณอยู่อย่างหนึ่งในด้านใช้บำรุงเกี่ยวกับเพศ โดยยาพื้นบ้านนำมาปรุงแล้วทำให้กระตุ้นอารมณ์เพศแบบเข้มข้น แต่ที่น่าสนใจคือ นางแลวเป็นพืชกลุ่มที่นิยมนำดอกมาประกอบอาหาร ในทางวิชาการนางแลวหรือนางเลวเป็นพืชอยู่ใน วงศ์หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagaceae) ในประเทศไทยมีพืชที่เรียกว่านางแลวหรือนางเลวอยู่ 2 สกุล คือ Aspidistra และ Tupistra การปรุงอาหารนิยมนำดอกอ่อนมานึ่งกินกับน้ำพริก มีรสขมแต่กลมกล่อม และมักใส่ในแกงแค หรือแกงที่ใส่ปลาแห้งด้วย
สรรพคุณทางสมุนไพร รากและเหง้า นำมาดองเหล้าใช้ดื่มบำรุงกำลัง ใบนำมาต้มน้ำดื่มแก้ช้ำใน แก้ปวดหลัง และจากประสบการณ์คนเคี้ยวหมากถ้านำเหง้านางแลวมาผสมด้วยจะช่วยเพิ่มรสชาติอย่างดี และเคยมีการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ (ปี 2552) พบว่าสารสกัดจากส่วนของใบ ราก ดอก มีสารสำคัญช่วยยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ได้ 4 ชนิด คือ Salmonella spp. E. coli, Shigella spp. และ Staphylococcus aureus
พืชในกลุ่มนางแลว กินเป็นอาหารก็ได้ สรรพคุณตามภูมิปัญญาท้องถิ่นก็น่าสนใจ และมีศักยภาพเป็นพืชเศรษฐกิจได้ในหลายรูปแบบ ..
อ่านเพิ่มเติมได้ ทีนี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a7-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99/

ไหว้พระรับปีใหม่ สุขภาพดีกับสมุนไพรในวัดทริปไหว้พระ 9 วัด นับเป็นกิจกรรมตามความเชื่อในวัฒนธรรมไทยที่ใกล้ชิดในพระพุทธศาสน...
10/08/2026

ไหว้พระรับปีใหม่ สุขภาพดีกับสมุนไพรในวัด
ทริปไหว้พระ 9 วัด นับเป็นกิจกรรมตามความเชื่อในวัฒนธรรมไทยที่ใกล้ชิดในพระพุทธศาสนา บวกกับความเชื่อในเลขมงคล 9 ให้ทุกสิ่งก้าวหน้ามีแต่สิ่งดีงามทั้งการงาน ครอบครัว ความรัก ขอชวนทุกท่านเดินทางไหว้พระตามวัดที่ศรัทธาแล้ว ขอชวนมองหาเรียนรู้จักต้นไม้หรือสมุนไพรที่นิยมปลูกไว้ในวัด
เริ่มจาก (1)พิกุล (Mimusops elengi L.) เป็นยาสมุนไพรบำรุงหัวใจ เป็นยาหอม (2)ข่อย (Streblus asper Lour.) เป็นสมุนไพรในตำรับยาอายุวัฒนะ ที่ช่วยบำรุงธาตุ เจริญอาหาร ช่วยทำให้นอนหลับ (3)มะตูม (Aegle marmelos (L.) Corr.) เป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพใกล้ตัวชั้นเยี่ยม ทำเป็นชาชงอุ่น ๆ บำรุงร่างกายให้ร่างกายสดชื่น ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยบำรุงธาตุ เจริญอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ (4)มะขามป้อม (Phyllanthus emblica Linn.) แก้ไอ แก้หวัด ละลายเสมหะ ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้คอแห้ง บำรุงร่างกาย ทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ กระตุ้นน้ำลาย ถ้าเป็นผลแห้ง เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสียด้วย (5)สมอไทย (Terminalia chebula Retz.) ผลสดจะสัมผัสได้ถึง 4 รส คือ รสเปรี้ยว ฝาด หวาน ขม และเหมือนจะมีรสเค็มแทรกด้วย (6)สมอพิเภก (Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb.) สรรพคุณคล้ายสมอไทย ผลแก่ช่วยแก้ท้องเสีย (7)สมอดีงู (Terminalia citrina (Gaertn.) Roxb.) เป็นยาแก้โลหิตเป็นพิษ แก้อาการไอ แก้เจ็บคอ แก้ไข้ แก้ลม รักษาโรคท้องร่วงอย่างแรง (8)บุนนาค (Mesua ferrea L.) สรรพคุณบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้วิงเวียน หน้ามืด ใจสั่น
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/

มะเขือปู่ หมากอึก มะอึก พืชสวนครัวยอดนิยมคนเหนือและอีสานมะอึก เป็นพืชที่อยู่ในสกุลมะเขือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum st...
03/08/2026

มะเขือปู่ หมากอึก มะอึก พืชสวนครัวยอดนิยมคนเหนือและอีสาน
มะอึก เป็นพืชที่อยู่ในสกุลมะเขือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum stramoniifolium Jacq. มีรายงานว่ามะอึก คือ มะเขือป่าที่เป็นลูกครึ่งระหว่างมะเขือพวงกับมะแว้ง ในมะอึกมีอัลคาลอยด์ที่จะเกิดการแพ้หรือพิษได้ แต่ในเวลาเดียวกันอัลคาลอยด์เหล่านี้ก็มีประโยชน์ในการรักษาโรคได้หลากหลายด้วยกัน ปัจจุบันมีการนำสารสกัดจากผลมะอึกไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเชิงพาณิชย์ เพื่อใช้เป็นสารปรับสภาพผิว
ในด้านสรรพคุณทางยาสมุนไพร กล่าวถึง ราก มะอึกมีรสเย็นและเปรี้ยวเล็กน้อย ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย ช่วยลดไข้ ผล ช่วยกัดเสมหะ ขับฟอกเสมหะในลำคอ แก้อาการไอ ใบ รากและดอกใช้รวมกันเป็นยาพอก แก้อาการคัน ผดผื่นคัน หรือจะใช้ดอกนำมาตำแล้วพอกก็ได้เช่นกัน
อยากแนะนำให้ปลูกสมุนไพรต้นนี้ในครัวเรือน เรียนรู้วิธีใช้ให้ถูกต้องเพื่อกำจัดพิษ จะได้ประโยชน์ทั้งอาหารและยาสมุนไพรแน่นอน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b6%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b6%e0%b8%81/

กำลังช้างเผือกรู้จักต้นก่อนรู้จักสรรพคุณ กำลังช้างเผือกนี้เป็นพืชอยู่ในสกุล Hiptage รายงานทั่วโลกพบรวม 48 ชนิด ในประเทศไ...
27/07/2026

กำลังช้างเผือก
รู้จักต้นก่อนรู้จักสรรพคุณ กำลังช้างเผือกนี้เป็นพืชอยู่ในสกุล Hiptage รายงานทั่วโลกพบรวม 48 ชนิด ในประเทศไทยรายงานว่าพบอยู่ถึง 11 ชนิด ได้แก่ 1) โนรีเกาะหิน 2) โนรีปราน 3) โนรีแม่กก 4) โนรีปันหยี 5) โนรีแก่งสร้อย 6) โนรีน้ำพรม 7) โนรีเกาะช้าง 8) โนรา 9) กำลังช้างเผือก 10) โนรี และ 11) เครือกล้วยน้อย
ชนิดที่พบกระจายทั่วประเทศไทยและมีการนำมาใช้เป็นยาจำนวนมากคือ โนรา หรือภาษาหมอยาเรียกว่า “กำลังช้างเผือก” ดอกมีกลิ่นหอมและสวยงามจึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันแพร่หลายมาก
ในด้านสมุนไพร ภูมิปัญญาดั้งเดิม แก่นและดอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดอกใช้เป็นยาเย็นโดยนำไปแช่ในน้ำดื่ม เปลือกตำพอกรักษาแผลสด ใบแก้โรคผิวหนัง การแพทย์แบบอายุรเวทใช้ใบและเปลือกมีรสเผ็ด ขม มีฤทธิ์ฆ่าแมลง มีฤทธิ์ต่อผิวหนัง และมีประโยชน์ในการรักษาอาการน้ำดี ไอ แสบร้อน กระหายน้ำ อาการอักเสบ และใช้เป็นยาภายนอกรักษาโรคผิวหนังและโรคเรื้อนด้วย ..
อานเพิ่มเติมได้ ทีนี https://www.thaihof.org/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/

ลมหนาว หอบพาหืดหอบมาด้วยลมหนาวช่วยให้เราคลายร้อนและรู้สึกสบายตัว แต่ถ้าว่ากันตามหลักต้นเหตุการเกิดโรคและทำให้โรคแปรปรวนต...
21/07/2026

ลมหนาว หอบพาหืดหอบมาด้วย
ลมหนาวช่วยให้เราคลายร้อนและรู้สึกสบายตัว แต่ถ้าว่ากันตามหลักต้นเหตุการเกิดโรคและทำให้โรคแปรปรวนตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้น ในคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย กล่าวไว้ 4 ประการ ได้แก่ ธาตุสมุฏฐาน ฤดูสมุฏฐาน อายุสมุฏฐาน และกาลสมุฏฐาน ในที่นี้ขยายความเล็กน้อยเฉพาะ “ฤดูสมุฏฐาน” หรือเรียกว่า “อุตุสมุฏฐาน” หมายถึงว่าพอเปลี่ยนฤดูหรือในฤดูนั้นจะทำให้อาการของโรคเกิดขึ้นได้ง่ายนั่นเอง
แพทย์แผนไทยของเรากล่าวถึงที่ตั้งโรคที่เกิดจากเสมหะ ออกเป็น 3 อย่าง ได้แก่ ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และ คูถเสมหะ (เสมหะในลำไส้) โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ และมีโรคประจำตัวหืดหอบมักจะมีอาการเพิ่มมากขึ้นในฤดูหนาวเช่นนี้ ซึ่งมูลนิธิสุขภาพไทยมีตำรับยาแก้หืด ที่เผยแพร่มานานตั้งแต่เริ่มงานเมื่อราว 45 ปีมาแล้ว
ตำรับยาโรคหืดนี้ เป็นตำรับที่โบราณท่านว่า จนกระทั่งทางมูลนิธิฯ ได้พบพระเทพสุธี (สมณศักดิ์ท่านสมัยช่วงปี 2523) เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม ท่านเป็นต้นตำรับทำยานี้ออกเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก โดยท่านได้ใช้ตำรับยานี้ดูแลสุขภาพท่านที่ป่วยด้วยหืดหอบจนอาการดีขึ้น
ตำรับยา ประกอบด้วยตัวยา 5 ชนิด แก่นฝางเสน (หนัก 2 บาท 2 สลึง) แก่นแสมสาร (หนัก 6 บาท 2 สลึง) เถาวัลย์เปรียง (หนัก 2 บาท 2 สลึง) ใบมะคำไก่ (หนัก 2 บาท 2 สลึง) หัวแห้วหมู (หนัก 2 บาท 2 สลึง)
วิธีปรุงยาและกินยา อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7/

ผลตะลิงปลิงในสูตรยามูลจิตรใหญ่ช่วยคลายเครียด ยามมหาอุทกภัยตะลิงปลิง (Averhoa bilimbi) เป็นพืชโพ้นทะเลจากอินโดนีเซีย มีชื...
13/07/2026

ผลตะลิงปลิงในสูตรยามูลจิตรใหญ่ช่วยคลายเครียด ยามมหาอุทกภัย
ตะลิงปลิง (Averhoa bilimbi) เป็นพืชโพ้นทะเลจากอินโดนีเซีย มีชื่อเรียกตามพื้นถิ่นเดิมว่า บิลิมบิง (Bilimbing) ซึ่งเพี้ยนมาเป็น ตะลิงปลิงในภาษากลาง หรือ หลิงปิงในภาษาปักษ์ใต้บ้านเรา
สำหรับประโยชน์ทางยา เฉพาะผล มีสรรพคุณเจริญอาหาร ฤทธิ์ฝาดสมานของแทนนินและเส้นใยในผลตะลิงปลิง ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร รักษาลำไส้อักเสบ มีฤทธิ์เย็นช่วยลดไข้ รสเปรี้ยวของกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด แก้เสมหะเหนียว แก้ไอ สร้างภูมิคุ้มกัน ฟอกโลหิต ยาบำรุงแก้ปวดมดลูก บรรเทาโรคริดสีดวงทวาร ชาวเกาะชวากินผลตะลิงปลิงร่วมกับพริกไทยเพื่อขับเหงื่อในผู้มีอาการซึมเศร้า เป็นต้น กล่าวเฉพาะสรรพคุณบำรุงหัวใจ คลายเครียด ผลของตะลิงปลิงมีฟอสฟอรัสสูง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ปกติ ทำให้จังหวะเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ และยังช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอีกด้วย
เมื่อมีข้อดีก็มีข้อเสีย ผลตะลิงปลิงมีปริมาณกรดออกซาลิกสูง (Oxalic acid) เช่นเดียวกับใบชะอม เมล็ดสะตอ พืชผักยอดอ่อน เป็นต้น กรดออกซาลิกสามารถจับกับแคลเซียมตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วที่ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ผู้ป่วยโรคไตจึงต้องหลีกเลี่ยงผลตะลิงปลิง
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5/

โด่ไม่รู้ล้ม ตำรับยาพื้นบ้านโด่ไม่รู้ล้ม คือสมุนไพรชนิดหนึ่งที่คนสนใจสมุนไพรรุ่นใหม่ ๆ เข้าใจไปว่าเป็นยาบำรุงทางเพศเพราะ...
06/07/2026

โด่ไม่รู้ล้ม ตำรับยาพื้นบ้าน
โด่ไม่รู้ล้ม คือสมุนไพรชนิดหนึ่งที่คนสนใจสมุนไพรรุ่นใหม่ ๆ เข้าใจไปว่าเป็นยาบำรุงทางเพศเพราะชื่อสื่อไปทำนองนั้น ที่จริงชื่อนั้นบ่งบอกลักษณะทางกายภาพมากกกว่าสรรพคุณ เพราะจะเหยียบย่ำหรือกระทืบจนติดดินลำต้นก็กลับมาตั้งตรงสมคำว่า “โด่ไม่รู้ล้ม” นั่นเอง
โดไม่รู้ล้ม จัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กในวงศ์ทานตะวัน (Asteraceae) ในประเทศไทยพบเพียง 2 ชนิด คือ Elephantopus mollis Kunth และ Elephantopus scaber L. ทั้ง 2 ชนิดมีชื่อไทยเหมือนกันคือ โด่ไม่รู้ล้ม เพราะดูจากลักษณะภายนอกแล้วเหมือนกันมาก โด่ไม่รู้ล้มชนิด Elephantopus mollis Kunth มีการศึกษาเชิงลึกของโด่ไม่รู้ล้มชนิดนี้พบว่ามีสารสำคัญ เซสควีเทอร์ปีนแลคโทน (sesquiterpene lactone) และดีออกซี่อิลิแฟนโทพิน (deoxyelephantopin) ซึ่งทดลองในสัตว์ทดลอง (หนู) พบว่าสารสกัดจากทั้งต้นของสมุนไพรชนิดนี้สามารถยับยั้งมะเร็งคาร์ซิโนซาร์โคมา Walker-256 อย่างมีนัยสำคัญ
ชนิดที่ 2 โด่ไม่รู้ล้มชนิด Elephantopus scaber สรรพคุณที่กล่าวถึงในไทย ไม่ได้แยกว่าเป็นวาไรตี้ไหนเหมือนนำมาใช้ทดแทนกันได้ เช่น ชุมชนบนพื้นที่สูงใช้ทั้งต้นทั้งราก นำไปตากแห้ง ต้มน้ำดื่มหรือใช้ดองเหล้า สำหรับบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย ปวดหลังปวดเอว ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ รักษานิ่ว
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89/

เก๋ากี้แดง VS เก๋ากี้ดำขอเล่าเรื่องสมุนไพรจีนสักนิด สมุนไพรจีนชนิดนี้ก็อยู่ในสังคมไทยมานานและเป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยไม่น้...
29/06/2026

เก๋ากี้แดง VS เก๋ากี้ดำ
ขอเล่าเรื่องสมุนไพรจีนสักนิด สมุนไพรจีนชนิดนี้ก็อยู่ในสังคมไทยมานานและเป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยไม่น้อย เก๋ากี้เป็นผลไม้ของจีนก็จริงแต่คนไทยก็นำมาใช้ประกอบอาหารกันมาอย่างยาวนาน
เก๋ากี้เป็นไม้ที่อยู่ในวงศ์มะเขือ (Solanaceae) มี 2 แบบ คือ เก๋ากี้แดงและเก๋ากี้ดำ คนไทยมักคุ้นเคยเก๋ากี้แดง เก๋ากี้แดงที่เราใช้บริโภคกันมาจากพืช 2 ชนิด ชนิดที่พบเห็นได้มาก คือ Lycium barbarum L. ก๋ากี้แดงอีกชนิดหนึ่ง คือ Lycium chinense Mill. เก๋ากี้แดงทั้ง 2 ชนิด ใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน ในตำรายาจีนระบุว่าเก๋ากี้แดงมีรสหวาน สุขุม เข้าสู่เส้นลมปราณตับและไต บำรุงตับและไต ช่วยบำรุงสายตาทำให้มองเห็นชัดขึ้น ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา ช่วยบำรุงผิวพรรณ ลดความดันโลหิตสูง บรรเทาอาการนอนไม่หลับ และมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ ต้านความแก่ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
เก๋ากี้ดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycium ruthenicum Murray ในทางการแพทย์แผนจีน เก๋ากี้ดำ รสหวาน ฤทธิ์กลาง ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของตับ ไต และปอด ช่วยบำรุงไต เสริมตับ บำรุงสายตา สงบประสาท ดับกระหาย เสริมปอด แก้ไอร้อน รักษาตับและไต หยินพร่อง เอวและเข่าอ่อนแรง เวียนศีรษะ ตาลาย น้ำตามาก เบาหวาน ..
อ่านเพิ่มเติมได้ ทีนี่ https://www.thaihof.org/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-vs-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b3/

พรรณไม้ในนิทานพื้นบ้าน “ท้าวปาจิตและนางอรพิม”“ตำนานท้าวปาจิตและนางอรพิม” ในฉบับที่ปรากฎในฐานข้อมูลของห้องสมุดดิจิทัลวัชร...
24/03/2026

พรรณไม้ในนิทานพื้นบ้าน “ท้าวปาจิตและนางอรพิม”
“ตำนานท้าวปาจิตและนางอรพิม” ในฉบับที่ปรากฎในฐานข้อมูลของห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ มีชื่อพรรณไม้ปรากฎให้เห็นถึง 170 ชื่อ เดิมนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ใช้ระบบการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ (ปากต่อปาก) ต่อมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. 2316 เนื้อเรื่องที่น่าสนใจส่วนหนึ่งกล่าวถึงพรรณไม้ที่ปรากฎในนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้
ในฉบับลายมือของพระอริยานุวัตร เขมจารี วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม สันนิษฐานว่าท่านได้ทำการจดบันทึกจากเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก จะยกมาเฉพาะตอนที่นางอรพิมขอบวชล้างปาบและอุทิศบุญกุศลให้กับท้าวปาจิต จึงอธิษฐานขอให้มีร่างกายเป็นชาย ความว่า “เอาผมนางไปไว้อุทถังไว้สระใหญ่ เกิดเป็นเทาอยู่น้ำปางนั้นสืบมา………จิงเอานมสองเต้าอรพิมไปฝาก ไว้กับต้นหมากงิ้วปางนั้นสืบมา นมตุ่มตั้งงิ้วง่าในดง จึงเกิดนมเป็นหนามสืบมาเดี๋ยวนี้ แล้วเอาจิตนางแก้วอรพิมไปฝาก ไว้กับต้นตะไค้ริมน้ำอยู่เย็น ใจจึงใสปานแก้วแยงเงาในแว่น ใจจิงเย็นดังน้ำในส้างอ่างหิน นั้นแล้ว จิงเอาโยนีน้องอรพิมไปฝากกับหมากส้มโฮงแต่พุ้นปางนั้นสืบมา ส่วนว่าในน้อยน้อยอันอยู่ทางใน เป็นของธรรมดาเพศหญิงมีไว้ เอาไปฝากกับต้นหมากแต้ในป่าดงดอน มันจึงเกิดมีในสืบมาเดียวนี้”
ในนิทานพื้นบ้านนี้พว่ามีต้นไม้สมุนไพรถูกกล่าวถีง 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่
(1)ต้นงิ้ว (2)ต้นตะไค้ (3)หมากส้มโมง (4)ต้นหมากแต้ จืงอยากชวนทุกวัยกลับมาอ่านวรรณกรรมพื้นบ้าน เรียนรู้เนื้อเรื่องชวนคิด และมาช่วยกันส่งเสริมการปลูกพรรณไม้ที่ปรากฎในวรรณกรรมต่าง ๆ ช่วยส่งต่อวรรณกรรมและอาหารสมุนไพรพื้นบ้านต่อไป.
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/

ต้นงิ้ว เมนูอร่อยและสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้ามในทางวิชาการ ต้นงิ้ว เป็นพืชที่อยู่ในสกุล Bombax ทั่วโลกรายงานว่าพบ 8 ชนิด แต...
18/03/2026

ต้นงิ้ว เมนูอร่อยและสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้าม
ในทางวิชาการ ต้นงิ้ว เป็นพืชที่อยู่ในสกุล Bombax ทั่วโลกรายงานว่าพบ 8 ชนิด แต่ไม่ว่าจะเป็นต้นงิ้วชนิดใดก็มีลักษณะที่ลำต้นเหมือนกันเป็นปุ่มหนาม แต่น่าแปลกใจที่ฐานข้อมูลของสวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิว ที่ประเทศอังกฤษรายงานว่ามี 4 ชนิด ได้แก่
1) ชนิด Bombax anceps Pierre มีชื่อไทยว่างิ้วป่าหรืองิ้วดอกขาว
2) ชนิด Bombax ceiba L. มีชื่อไทยว่า งิ้วหรืองิ้วดอกแดง
3) ชนิด Bombax cambodiense Pierre งิ้วป่าดอกขาว
4) ชนิด Bombax insigne Wall. มีชื่อไทยว่า งิ้วป่าดอกแดง
ต้นงิ้วทั้ง 4 ชนิดนั้น ดูเหมือนว่าที่ผูกพันกับชีวิตของคนไทยมากที่สุด คือ งิ้วป่าหรืองิ้วดอกขาว (Bombax anceps Pierre) และงิ้วหรืองิ้วดอกแดง (Bombax ceiba L.)
งิ้วป่าหรืองิ้วดอกขาว (Bombax anceps Pierre) ยาพื้นบ้านอีสานใช้เปลือกต้นผสมกับเปลือกต้นนุ่น (Ceiba pentandra (L.) Gaertn.) ต้มน้ำดื่ม แก้อาหารเป็นพิษ แก่นเข้ายารักษาแผลน้ำร้อนลวก แก้ปวด ในตำรายาไทย ใบมีรสเย็นใช้ตำพอกแก้ฟกช้ำ บดผสมน้ำใช้ทาแก้ทอลซิลอักเสบ เปลือกต้นรสฝาดเย็น แก้ท้องเสีย แก้บิด รากรสจืดเย็น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยากระตุ้นและยาบำรุง รากและเปลือก รสฝาดเย็น ทำให้อาเจียน ยางรสเย็น เมา กระตุ้นความต้องการทางเพศ ห้ามเลือดที่ตกภายใน ขับน้ำเหลืองเสียบำรุงกำลัง แก้ท้องเสีย แก้ระดูมามากกว่าปกติ ดอกแห้งรสหวานเย็น รักษาแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ แก้ปวด แก้คัน แก้พาไข้ ดอกและผล รสหวานฝาดเย็น แก้พิษงู

อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8/

ที่อยู่

งามวงศ์วาน
Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6625894243

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิสุขภาพไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิสุขภาพไทย:

ทางลัด

แชร์