มูลนิธิสุขภาพไทย

มูลนิธิสุขภาพไทย สมุนไพร
สุขภาพ
ภูมิปัญญา
สุขภาพองค์รวม

มูลนิธิสุขภาพไทย เดิมมีชื่อว่า โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2522 ในสังกัดมูลนิธิโกมลคีมทอง โดยมีเป้าหมายที่จะรวบรวมความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรจากตำรับตำราและประสบการณ์ของชาวบ้าน เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ในระหว่างปี 2529-2533 ได้ทำการส่งเสริมเกษตรผสมผสานและเกษตรธรรมชาติในพื้นที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร และสนับสนุนให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี จนกลุ่มชาวบ้านสามารถตั้ง

โรงสีข้าวของตนเองในปี 2534 ต่อมาในปี 2535-2538 ได้ทำการรณรงค์เรื่องการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรและอาหารปลอดสารพิษ โดยตั้ง “ชมรมเพื่อนธรรมชาติ” เป็นช่องทางเชื่อมโยงผู้บริโภคกับเกษตรกรผู้ผลิต.
ในเดือนตุลาคม ปี 2539 โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง ได้เปลี่ยนสถานะและชื่อเป็นมูลนิธิสุขภาพไทย เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจขององค์กรที่ขยายออกไปหลายด้าน แต่ยังคงมุ่งมั่นการดำเนินงานภายใต้แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพที่เล็งเห็นว่า การเสริมสร้างให้เกิดสุขภาวะสำหรับคนส่วนใหญ่ จำเป็นต้องใส่ใจกับทุกมิติของสุขภาพ ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะทางปัญญา มูลนิธิสุขภาพไทยได้อาศัยปรัชญาองค์รวมแห่งสุขภาพนี้ เป็นรากฐานของกิจกรรมต่างๆ เพื่อมุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละบุคคล และสังคมโดยรวม

พรรณไม้ในนิทานพื้นบ้าน “ท้าวปาจิตและนางอรพิม”“ตำนานท้าวปาจิตและนางอรพิม” ในฉบับที่ปรากฎในฐานข้อมูลของห้องสมุดดิจิทัลวัชร...
24/03/2026

พรรณไม้ในนิทานพื้นบ้าน “ท้าวปาจิตและนางอรพิม”
“ตำนานท้าวปาจิตและนางอรพิม” ในฉบับที่ปรากฎในฐานข้อมูลของห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ มีชื่อพรรณไม้ปรากฎให้เห็นถึง 170 ชื่อ เดิมนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ใช้ระบบการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ (ปากต่อปาก) ต่อมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. 2316 เนื้อเรื่องที่น่าสนใจส่วนหนึ่งกล่าวถึงพรรณไม้ที่ปรากฎในนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้
ในฉบับลายมือของพระอริยานุวัตร เขมจารี วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม สันนิษฐานว่าท่านได้ทำการจดบันทึกจากเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก จะยกมาเฉพาะตอนที่นางอรพิมขอบวชล้างปาบและอุทิศบุญกุศลให้กับท้าวปาจิต จึงอธิษฐานขอให้มีร่างกายเป็นชาย ความว่า “เอาผมนางไปไว้อุทถังไว้สระใหญ่ เกิดเป็นเทาอยู่น้ำปางนั้นสืบมา………จิงเอานมสองเต้าอรพิมไปฝาก ไว้กับต้นหมากงิ้วปางนั้นสืบมา นมตุ่มตั้งงิ้วง่าในดง จึงเกิดนมเป็นหนามสืบมาเดี๋ยวนี้ แล้วเอาจิตนางแก้วอรพิมไปฝาก ไว้กับต้นตะไค้ริมน้ำอยู่เย็น ใจจึงใสปานแก้วแยงเงาในแว่น ใจจิงเย็นดังน้ำในส้างอ่างหิน นั้นแล้ว จิงเอาโยนีน้องอรพิมไปฝากกับหมากส้มโฮงแต่พุ้นปางนั้นสืบมา ส่วนว่าในน้อยน้อยอันอยู่ทางใน เป็นของธรรมดาเพศหญิงมีไว้ เอาไปฝากกับต้นหมากแต้ในป่าดงดอน มันจึงเกิดมีในสืบมาเดียวนี้”
ในนิทานพื้นบ้านนี้พว่ามีต้นไม้สมุนไพรถูกกล่าวถีง 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่
(1)ต้นงิ้ว (2)ต้นตะไค้ (3)หมากส้มโมง (4)ต้นหมากแต้ จืงอยากชวนทุกวัยกลับมาอ่านวรรณกรรมพื้นบ้าน เรียนรู้เนื้อเรื่องชวนคิด และมาช่วยกันส่งเสริมการปลูกพรรณไม้ที่ปรากฎในวรรณกรรมต่าง ๆ ช่วยส่งต่อวรรณกรรมและอาหารสมุนไพรพื้นบ้านต่อไป.
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/

ต้นงิ้ว เมนูอร่อยและสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้ามในทางวิชาการ ต้นงิ้ว เป็นพืชที่อยู่ในสกุล Bombax ทั่วโลกรายงานว่าพบ 8 ชนิด แต...
18/03/2026

ต้นงิ้ว เมนูอร่อยและสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้าม
ในทางวิชาการ ต้นงิ้ว เป็นพืชที่อยู่ในสกุล Bombax ทั่วโลกรายงานว่าพบ 8 ชนิด แต่ไม่ว่าจะเป็นต้นงิ้วชนิดใดก็มีลักษณะที่ลำต้นเหมือนกันเป็นปุ่มหนาม แต่น่าแปลกใจที่ฐานข้อมูลของสวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิว ที่ประเทศอังกฤษรายงานว่ามี 4 ชนิด ได้แก่
1) ชนิด Bombax anceps Pierre มีชื่อไทยว่างิ้วป่าหรืองิ้วดอกขาว
2) ชนิด Bombax ceiba L. มีชื่อไทยว่า งิ้วหรืองิ้วดอกแดง
3) ชนิด Bombax cambodiense Pierre งิ้วป่าดอกขาว
4) ชนิด Bombax insigne Wall. มีชื่อไทยว่า งิ้วป่าดอกแดง
ต้นงิ้วทั้ง 4 ชนิดนั้น ดูเหมือนว่าที่ผูกพันกับชีวิตของคนไทยมากที่สุด คือ งิ้วป่าหรืองิ้วดอกขาว (Bombax anceps Pierre) และงิ้วหรืองิ้วดอกแดง (Bombax ceiba L.)
งิ้วป่าหรืองิ้วดอกขาว (Bombax anceps Pierre) ยาพื้นบ้านอีสานใช้เปลือกต้นผสมกับเปลือกต้นนุ่น (Ceiba pentandra (L.) Gaertn.) ต้มน้ำดื่ม แก้อาหารเป็นพิษ แก่นเข้ายารักษาแผลน้ำร้อนลวก แก้ปวด ในตำรายาไทย ใบมีรสเย็นใช้ตำพอกแก้ฟกช้ำ บดผสมน้ำใช้ทาแก้ทอลซิลอักเสบ เปลือกต้นรสฝาดเย็น แก้ท้องเสีย แก้บิด รากรสจืดเย็น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยากระตุ้นและยาบำรุง รากและเปลือก รสฝาดเย็น ทำให้อาเจียน ยางรสเย็น เมา กระตุ้นความต้องการทางเพศ ห้ามเลือดที่ตกภายใน ขับน้ำเหลืองเสียบำรุงกำลัง แก้ท้องเสีย แก้ระดูมามากกว่าปกติ ดอกแห้งรสหวานเย็น รักษาแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ แก้ปวด แก้คัน แก้พาไข้ ดอกและผล รสหวานฝาดเย็น แก้พิษงู

อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8/

อ่อมแซ่บ ผักบ้านเป็นยาและอาหารสุขภาพผักอ่อมแซ่บมีองค์ประกอบของสารฟลาโวนไกลโคไซด์ (Flavone Glycoside) เหมือนกับที่พบในใบแ...
24/02/2026

อ่อมแซ่บ ผักบ้านเป็นยาและอาหารสุขภาพ
ผักอ่อมแซ่บมีองค์ประกอบของสารฟลาโวนไกลโคไซด์ (Flavone Glycoside) เหมือนกับที่พบในใบแปะก๊วย ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์สมองเสื่อมจากการทำลายของอนุมูลอิสระ และป้องกันหลอดเลือดเสื่อม ด้วยฤทธิ์ที่เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง จึงช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองให้มีความจำดี บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ อาการบ้านหมุน หูอื้อ และแก้ความผิดปกติทางการได้ยินได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเบื้องต้นของผักอ่อมแซ่บ ได้แก่ สารสกัดจากใบ มีฤทธิ์ลดสารฮีสตามีน (สารก่อภูมิแพ้) ของโรคหอบหืดด้วยการทดสอบในหลอดทดลอง (in vitro) และเมื่อวิจัยในหนูทดลอง พบว่ามีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด ทั้งยังมีฤทธิ์ลดปวด บวมและต้านการอักเสบอีกด้วย
สรรพคุณตามตำรายาไทย ใบและดอก มีรสเย็น จืด น้ำต้มใบดอกช่วยลดไข้แก้พิษร้อนได้ และยังแก้ปวดบวม แก้ปวดตามข้อ ถ่ายพยาธิ สมานลำไส้ บำรุงกำลัง บำรุงเลือด บำรุงสายตา และนิยมใช้ปรุงเป็นอาหารรสเด็ดได้หลายเมนู ราก แก้ไข้อันเกิดจากโลหิตพิการ, แก้ไข้เหนือ (หมายถึงไข้ป่าหรือไข้มาลาเรีย), แก้พิษฝี, ขับลม เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%9a-%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81/

ผักชีฝรั่งผักชีฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eryngium foetidum L. มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ พบมากในแถบเม็กซิโกและอเมริกา...
17/02/2026

ผักชีฝรั่ง
ผักชีฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eryngium foetidum L. มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ พบมากในแถบเม็กซิโกและอเมริกากลาง สันนิษฐานว่าชาวต่างชาตินำเข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยกลิ่นคล้ายต้นผักชี คนไทยจึงเรียกว่า “ผักชีฝรั่ง” จากนั้นก็นิยมปลูกกันทั่วไป
ผักชีฝรั่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย อุดมไปด้วย สารเบต้าแคโรทีน วิตามิน เอ วิตามิน บี1 วิตามิน บี 2 วิตามิน บี 3 วิตามิน ซี ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ไนอาซิน น้ำมันหอมระเหย กรดโฟลิก เป็นต้น
ทางการแพทย์แผนไทยก็กล่าวไว้ถึงสรรพคุณว่า ใช้ใบและใบอ่อน เป็นยาแก้ท้องอืด บำรุงกระดูกและฟัน แก้อาการหวัด แก้ท้องเสีย ลำต้นช่วยลดระดับความดันโลหิต บำรุงผิวพรรณ ใช้เป็นยาถ่าย ขับลม ทำให้เล็บเส้นผมแข็งแรง ราก ช่วยขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับปัสสาวะ รักษาแผลผุพอง ใบ ตำเป็นยาทาแก้แผลเรื้อรัง และแก้บวม ทั้งต้น แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แก้ปวดศีรษะ อาหารเป็นพิษ ที่น่าสนใจมีการศึกษาวิจัยพบว่าผักชีฝรั่งมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผักชีฝรั่งน่ากินและมีประโยชน์ทางสมุนไพรหลากหลาย แต่ก็มีข้อควรระวังว่า ผักชีฝรั่งมีกรดออกซาลิกสูงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดนิ่วในไต ทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักชีฝรั่ง เพราะอาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะแท้งบุตรได้จ้า.
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87/

หม่าล่า สัมพันธ์ไทย-จีนหม่าล่าหรือมะแข่วน เป็นเครื่องเทศที่มีความต้องการทางการค้า และยังใช้เป็นยาสมุนไพรได้แม้ว่ามีหลากห...
11/02/2026

หม่าล่า สัมพันธ์ไทย-จีน
หม่าล่าหรือมะแข่วน เป็นเครื่องเทศที่มีความต้องการทางการค้า และยังใช้เป็นยาสมุนไพรได้แม้ว่ามีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติต่างกันไป ในเวลาหลายปีมานี้มีร้านอาหารที่มีเมนูหมาล่าเป็นเครื่องปรุงอยู่มากมาย หม่าล่า จัดเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ในทางวิชาการอยู่ในวงศ์ส้ม (Rutaceae) คำว่า หมาล่า มาจากคำ 2 คำ ตามสำเนียงภาษาจีน คือ “หม่า” แปลว่า ชา ส่วนคำว่า “ล่า” แปลว่า เผ็ดฉุน ในชื่อเรียกในภาษาไทย คือ “พริกเสฉวน”
หากจำแนกทางพฤกษศาสตร์ ก็อ้างอิงฐานข้อมูลระดับโลกของสวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิว ประเทศอังกฤษ รายงานสกุลมะแข่วน (Zanthoxylum) มีมากถึง 235 ชนิด ในประเทศไทยพบพืชในสกุลนี้เพียง 5 ชนิด ได้แก่
1) หมักก้ากดอยสุเทพ (Zanthoxylum acanthopodium DC.)
2) หมักก้าก (Zanthoxylum armatum DC.)
3) Zanthoxylum dimorphophyllum Hemsl. ชนิดนี้ยังไม่ได้มีการตั้งชื่อไทย
4) กำจัดหน่วย (Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC.)
5) มะแข่วน (Zanthoxylum myriacanthum Wall. ex Hook.f.)
ในประเทศจีน มีการค้นพบทางโบราณคดีพบว่ามีการใช้หมาล่าหรือพริกเสฉวนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน (221 – 206 ก่อนคริสต์ศักราช) ในอดีตพริกเสฉวนใช้เป็นยาสมุนไพร ได้รับการยกย่องว่าสามารถช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99/

ขาเขียด อาหารสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้ามขาเขียด ที่พบในไทย ชนิดที่ 2 ที่อยู่ในสกุล Pontederia ทั่วโลกมีพืชในสกุลนี้ 27 ชนิด ...
02/02/2026

ขาเขียด อาหารสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้าม
ขาเขียด ที่พบในไทย ชนิดที่ 2 ที่อยู่ในสกุล Pontederia ทั่วโลกมีพืชในสกุลนี้ 27 ชนิด ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในอาฟริกาและอเมริกาใต้ ที่มีถิ่นกำเนิดในไทย ได้แก่ 1) Pontederia elata (Ridl.) M.Pell. & C.N.Horn หรือเรียกว่า โพลงหรือสิมพลี 2) Pontederia hastata L. เรียกว่า ผักตบไทยหรือผักโป่ง 3) Pontederia korsakowii (Regel & Maack) M.Pell. & C.N.Horn (ไม่มีชื่อไทย) 4) Pontederia plantaginea Roxb. (ไม่มีชื่อไทย) 5) Pontederia vaginalis Burm.f. เรียกว่า ผักขาเขียด แต่มีอีกชนิดหนึ่งที่หอพรรณไม้ กรมป่าไม้รายงานว่าเป็นพืชท้องถิ่นของ อเมริกาใต้ที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย คือ ช่อคราม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pontederia cordata L.
ผักขาเขียด มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า pickerel w**d มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pontederia vaginalis Burm.f. ขาเขียดชนิดนี้เป็นพืชน้ำ อยู่ในวงศ์ผักตบ (Pontederiaceae) ลำต้นและลำต้นอ่อน ใบ นำมาปรุงสุกกินเป็นผัก ในประเทศมาเลเซียจัดอันดับให้ว่าเป็นผักชั้นเยี่ยม ช่อดอกอ่อนก็กินได้นิยมนำมาปรุงสุก มีรายงานข้อมูลว่าประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กินขาเขียดชนิดนี้กันทั่วไป บางประเทศกินเหง้าด้วยแต่พบว่าจะหาส่วนของเหง้าได้น้อย
ประโยชน์ด้านสมุนไพร น้ำคั้นจากใบใช้แก้ไข้ แก้ไอ และ แก้ปวดฟันด้วย น้ำคั้นจากรากก็ใช้แก้ปวดฟันได้ และยังใช้แก้อาการโรคกระเพาะและตับ ส่วนคั้นจากรากและเปลือกใช้รักษาโรคหอบหืด นอกจากนี้ยังมีความรู้พื้นบ้านให้นำใบขาเขียดมาตำให้ละเอียดผสมกับขมิ้นชัน (Curcuma longa) และผักเบี้ยใหญ่ (Portulaca pilosa L.) นำมาพอกรักษาแผลบริเวณฝีที่แตก
พืชน้ำ 2 ชนิดเรียกชื่อเหมือนกัน แต่ในทางวิชาการเป็นพืชคนละวงศ์ คนละสกุล การใช้ประโยชน์ก็แตกต่างกัน มีความจำเป็นที่หน่วยงานวิชาการควรมาช่วยกันศึกษาให้ลงลึกในทุกด้าน เราอาจมองแค่ภาวะน้ำท่วมน้ำนองที่เป็นปัญหา แต่มองข้ามความสำคัญของพืชน้ำที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศและคือแหล่งอาหารและสมุนไพรด้วย.
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/

ขอเชิญร่วมงาน ปาฐกถาประจำปี ๒๕๖๙ มูลนิธิโกมลคีมทอง ครั้งที่ ๕๒
30/01/2026

ขอเชิญร่วมงาน ปาฐกถาประจำปี ๒๕๖๙
มูลนิธิโกมลคีมทอง ครั้งที่ ๕๒

กิมปักกะ พรรณไม้ในพระไตรปิฏกชื่อ กิมปักกะ (kimpakka) ที่ปรากฎในพระไตรปิฎก ใน ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไต...
27/01/2026

กิมปักกะ พรรณไม้ในพระไตรปิฏก
ชื่อ กิมปักกะ (kimpakka) ที่ปรากฎในพระไตรปิฎก ใน ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๕) กล่าวว่า

ว่าด้วยกามเปรียบเหมือนผลไม้มีพิษชื่อกิมปักกะ (พระศาสดาตรัสเปรียบการบริโภคกามคุณเหมือนการบริโภคผลไม้มีพิษแก่กุลบุตรผู้บวชถวายชีวิตว่า)
บุคคลใดไม่รู้จักโทษในอนาคตแล้วมัวแต่เสพกามอยู่ในที่สุด
กามทั้งหลายในคราวให้ผลย่อมขจัดบุคคลนั้น
เช่นเดียวกับผลไม้มีพิษชื่อกิมปักกะ๑- ขจัดผู้บริโภค
คำสอนที่ว่านี้ให้เราตระหนักว่า กิเลสตัณหาเปรียบเสมือนผลของต้นกิมปักกะ รสหวานและน่ารับประทานในยามสุข แต่ต่อมาก็นำไปสู่ภัยอันตรายได้
เมื่อสวมบทนักวิชาการหรือเป็นชาวบ้านชอบแสวงหาความรู้ จึงลองสืบค้นพบว่ามีพืชชนิดหนึ่งที่มีลักษณะและคุณสมบัติตรงกับผลกิมปักกะที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก นั่นคือผลของต้นตีนเป็ดทราย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cerbera manghas L. เมื่อพิจารณาต้นตีนเป็ดทรายในภาพรวม นับว่าเป็นพืชที่มีพิษร้ายแรงต่อหัวใจ อย่างไรก็ตามมีการศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในเมล็ดของตีนเป็ดทรายก็พบว่ามีมากมายหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป งานวิจัยจำนวนมากกว่า 100 การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่านอกจากจะเป็นพืชพิษหรือมีสารที่เป็นพิษแล้ว แต่ก็มีประโยชน์ทางยาด้วย เช่น เมล็ดมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และเซลล์มะเร็งเอพิเดอร์มอยด์
อานเพิ่มเติมได้..ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b0-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%95/

ชะคราม ภูมิปัญญาป่าชายเลนผักพื้นบ้านต้านมะเร็งชะคราม (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Suaeda maritima (L.) Dumort.,ชื่อสามัญ: Seablite...
19/01/2026

ชะคราม ภูมิปัญญาป่าชายเลนผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง
ชะคราม (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Suaeda maritima (L.) Dumort.,ชื่อสามัญ: Seablite) ผลการวิจัยพบว่า สารสกัด 1,000 มิลลิกรัม(มก.) ของใบชะครามอ่อนสีเขียวสดมีสารฟีนอลิก 328.62 มก. มีศักยภาพในการกําจัดอนุมูลอิสระสูงสุดถึง 59.04% รองลงมา คือ สารสกัดใบชะครามแก่สีเขียวสด มีสารฟีนอลิก 200.89 มก.และมีศักยภาพกำจัดอนุมูลอิสระ 55.28%,ส่วนใบชะครามสีแดงอมม่วงสดมีศักยภาพกำจัดอนุมูลอิสระ 51.01 %, สรุปได้ว่าใบชะครามอ่อนสีเขียวสดมีศักยภาพสูงสุดในการนำมาประกอบอาหารต้านมะเร็ง
ใบและก้านชะคราม อาหารอนาคตใกล้ตัว-ใกล้เมือง สามารถพบได้ในพื้นที่ที่มีน้ำเค็ม เช่นบริเวณชายทะเล ป่าชายเลน นาเกลือ หรือพื้นที่ที่มีน้ำกร่อยเข้าถึง อาทิ แถบจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชลบุรี และจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ติดชายทะเล เช่น จังหวัดกรุงเทพมหานคร พื้นที่บางขุนเทียนก็หาได้ง่าย
ในที่นี้ขอแนะนำ เมนูยำชะครามรสเด็ด สูตรตําหรับของหม่อมเยื้อน ณ บางช้าง มีขั้นตอนวิธีการทำดังนี้ ล้างใบชะครามอ่อนสีเขียวสด รูดใส่ลงในหม้อต้มน้ำด้วยไฟกลางให้สุกนุ่มนานประมาณ 15-30 นาที เพื่อลดความเค็มลง เทใส่อ่างขยำกับน้ำ 3-4 ครั้ง บีบน้ำให้แห้ง ใส่จานพักไว้ ปรุงน้ำสำหรับยํา โดยผสมน้ำมะนาว น้ำตาลมะพร้าว (อาจใส่เกลือทะเลเล็กน้อย) ให้น้ำตาลละลายในถ้วย พักไว้ จากนั้นล้างกุ้ง แกะเปลือก เด็ดหัวแต่ไว้หาง ผ่าหลังดึงเส้นดำออก ลวกกุ้งในหม้อน้ำกะทิด้วยไฟกลางพอสุก ตักใส่ถ้วยพักไว้ จากนั้นใส่ใบชะครามต้มลงในจาน ใส่หมูรวน ราดด้วยน้ำยําและหัวกะทิเคี่ยว วางกุ้งลวกประดับด้านบน โรยถั่วลิสงคั่ว หอมแดงเจียว และพริกขี้หนูแห้งทอดหรือคั่ว (ที่คลุกเคล้าให้เข้ากัน)
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%8a%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80/

ข้าวต้ม อาหารสุขภาพในพระไตรปิฎกการศึกษาของ ดร.อุษา กลิ่นหอม เขียนไว้ในหนังสือ “อาหารในพระไตรปิฎก” เพื่อค้นหานิยามความหมา...
12/01/2026

ข้าวต้ม อาหารสุขภาพในพระไตรปิฎก
การศึกษาของ ดร.อุษา กลิ่นหอม เขียนไว้ในหนังสือ “อาหารในพระไตรปิฎก” เพื่อค้นหานิยามความหมายของอาหารในพระพุทธศาสนา เมื่อสืบค้นเอกสารภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ (45 เล่ม) มิลินทปัญหาและนวโกวาท รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ถึงอาหาร 4 ประเภท หรือกล่าวได้ว่าการดำรงชีวิตต้องการอาหารมาดับความหิว 4 แบบได้แก่ (1) กวฬิงการาหาร (อาหาร คือ คำข้าว) ทั้งหยาบและละเอียด (2) ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะ) (3) มโนสัญเจตนาหาร (อาหาร คือ มโนสัญเจตนา) (4) วิญญาณาหาร (อาหาร คือ วิญญาณ) อาหารทั้ง 4 ประการนี้ คือ กฎแห่งโภชนาการที่ควบคุมชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้เรามีสุขภาพดีหรือแย่ มีจิตใจดีงามหรือต่ำดำดิ่งได้นั่นเอง
ในการศึกษานี้ยังพบอาหารที่น่าสนใจเป็นอาหารที่ธรรมดาที่สุด แต่ถือเป็นอาหารสุขภาพหรืออาหารช่วยบรรเทาอาการป่วยไข้ที่ดี ในพระไตรปิฎก(ฉบับภาษาไทย) จำนวน 9 เล่ม กล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 500 ครั้ง นั่นคือ “ข้าวต้ม” ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า การกินข้าวต้ม ให้ประโยชน์ 10 ประการ ทำให้มีอายุยืน ทำให้มีความผ่องใส ทำให้มีความสุขใจ ทำให้มีพลานามัยแข็งแรง ทำให้มีปัญญา ทำให้ระงับความหิว ทำให้ดับความกระหาย ทำให้ลมเดินคล่อง ทำให้ชำระลำไส้ ทำให้เกิดการย่อยอาหารที่ยังไม่ย่อย ให้ย่อยได้
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3/

หนามแท่ง ให้ประโยชน์ ไม่ทำร้ายใครกล่าวถึงต้นหนามแท่ง ถ้าคุยกันเชิงวิชาการก็ขอบอกว่าเราจะต้องคุยกันทั้งสกุลพืช คือ สกุลหน...
07/01/2026

หนามแท่ง ให้ประโยชน์ ไม่ทำร้ายใคร
กล่าวถึงต้นหนามแท่ง ถ้าคุยกันเชิงวิชาการก็ขอบอกว่าเราจะต้องคุยกันทั้งสกุลพืช คือ สกุลหนามแท่งเลยทีเดียว เพราะถ้ามองด้วยตาจะเห็นลักษณะต้นคล้าย ๆ กัน ทั้งดอกและลำต้นก็มีหนามคล้าย ๆกันอีก พืชสกุลหนามแท่ง มีลักษณะเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ที่มีหนามค่อนข้างมาก จัดอยู่ในสกุล Catunaregam ขออ้างอิงจากข้อมูลในไทยที่พบ 6 ชนิด ให้เราได้เรียนรู้ ได้แก่
1)ชนิด Catunaregam longispina (Link) Tirveng. ชื่อไทยเรียกว่า เคล็ดน้ำ ไม่พบรายงานการใช้เป็นสมุนไพร
2)ชนิด Catunaregam nutans (Roxb.) Tirveng. หอพรรณไม้ รายงานว่าพบในไทย มีชื่อไทยว่า ระเวียงสอ ใบระเวียงสอนำมาชงเป็นชาสมุนไพร มีผู้ใช้ช่วยย่อยอาหารและช่วยลดการอักเสบ
3)ชนิด Catunaregam oocarpa (Ridl.) Tirveng. ชื่อไทยเรียกวว่า เคล็ดหนูหมอพื้นบ้านทางภาคใต้ ใช้ผลทำยาสระผม รักษาโรคเชื้อราบนหนังศีรษะ
4)ชนิด Catunaregam spinosa (Thunb.) Tirveng. ชื่อไทยคือ หนามทะแวง สรรพคุณทางยา เปลือกและผลช่วยให้อาเจียน ขับเหงื่อ และคลายกล้ามเนื้อ ผลนำมาต้มน้ำดื่มลดไข้ หรือใช้ตำพอกตามตัวหรือศีรษะก็ลดไข้เช่นกัน และมีการใช้ผลกับอาการหลอดลมอักเสบและหอบหืด เปลือกรากนำมาแช่น้ำดื่มช่วยให้อาเจียน เปลือกใช้เป็นยาระงับประสาทและขับลม เปลือกต้นมีการใช้ทั้งยาภายในและภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ รวมถึงปวดตามไขข้อด้วย หนามทะแวงยังมีฤทธิ์ฝาดสมานจึงมีการนำใช้แก้อาการโรคท้องร่วงและโรคบิด นอกจากนี้เปลือกยังนำมาใช้เป็นสมุนไพรย้อมผ้าและทำเป็นสีในงานพิมพ์ลายผ้าดิบด้วย
5)ชนิด Catunaregam stipulosa (Zoll. & Moritzi) Deb & M.Gangop. ชื่อไทยเรียกว่า บุหลังนก นำทุกส่วนมาต้มรวมกันดื่มแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
6)Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) Tirveng. ชื่อไทยเรียกว่า มะเค็ด ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ระเวียงใหญ่ หนามแท่ง (ภาคอีสาน) ในตำรายาไทย ใช้ทั้งต้น มีรสเฝื่อนเล็กน้อย ใช้เข้ายารักษาเบาหวาน ใบใช้เป็นยาแก้ไข้ ขับปัสสาวะ ในตำรับยาพื้นบ้านอีสาน ใช้รักษาอาการปวดฟัน
สมุนไพรในสกุลหนามแท่งเป็นตัวอย่างหนึ่งให้เราเรียนรู้ว่า ยังมีสมุนไพรอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้จัดการความรู้หรือศึกษาวิจัยให้ลึกซึ้งพอ.
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.thaihof.org/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%84%e0%b8%a1/

ที่อยู่

งามวงศ์วาน
Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6625894243

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิสุขภาพไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิสุขภาพไทย:

แชร์