คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย (ICRC)

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย (ICRC) คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ไอซีอาร์ซี (International Committee of the Red Cross – ICRC) ปฏิบัติหน้าที่ด้านมนุษยธรรมในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางและเป็นอิสระ มีภารกิจด้านมนุษยธรรมในการให้ความคุ้มครองและความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการขัดกันทางอาวุธและสถานการณ์รุนแรงอื่น เราได้รับมอบหมายอาณัติหน้าที่ตามอนุสัญญาเจนีวาในการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการขัดกันทางอาวุธและความรุนแรงอื่น รวมถึงส่งเสริมกฎหมายที่คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม

แนวปฏิบัติส

ำหรับชุมชน: ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มองค์กรกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดง คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) มุ่งมั่นที่จะเปิดกว้างต่อสาธารณะและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และให้เกียรติซึ่งกันและกันในทุกช่องทางดิจิทัลของเรา เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้ร่วมกันให้ได้มากที่สุด เรายินดีต้อนรับมุมมองที่หลากหลายและขอความร่วมมือจากผู้ใช้งานทุกท่านในการแสดงความคิดเห็นอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน อ่านเพิ่มเติม: https://www.icrc.org/en/community-guidelines

17/06/2026

ประกาศรายชื่อผู้โชคดีจากกิจกรรม

ตอบคำถามสั้นๆ ลุ้นรับ 5 คะแนนข้อใด "ไม่ถือว่าเป็น" การใช้โรงพยาบาลเพื่อกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกตามกฎหมายมนุษยธรรมระห...
12/06/2026

ตอบคำถามสั้นๆ ลุ้นรับ 5 คะแนน

ข้อใด "ไม่ถือว่าเป็น" การใช้โรงพยาบาลเพื่อกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

A. บุคลากรทางการแพทย์มีอาวุธเบาเพื่อป้องกันตนเองและผู้ป่วย
B. ใช้สถานพยาบาลเป็นที่กำบังพลรบที่ยังพร้อมรบ
C. ตั้งจุดยิงอาวุธภายในหน่วยแพทย์

ส่งคำตอบที่ถูกต้องในกล่องคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะสุ่มเลือกและประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ตอบถูก 5 ท่าน เพื่อรับ 5 คะแนนสำหรับแลกของรางวัลจากเรา ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน

เรากำลังหาเพื่อนร่วมงานใหม่ในตำแหน่ง Head of Sub-Delegation ประจำจังหวัดเชียงใหม่ท่านที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดและวิธีส...
09/06/2026

เรากำลังหาเพื่อนร่วมงานใหม่ในตำแหน่ง Head of Sub-Delegation ประจำจังหวัดเชียงใหม่

ท่านที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดและวิธีสมัครได้ที่: https://blogs.icrc.org/th/2025/10/22/job-vacancy-2026/

We are looking for a Head of Sub-Delegation to join our team in Chiang Mai, Thailand.

If you are an experienced leader with a passion for humanitarian work, we would love to hear from you.

Learn more about the position and how to apply here: https://blogs.icrc.org/th/2025/10/22/job-vacancy-2026/

เพื่อเป็นหลักประกันว่าสถานพยาบาลจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจึงได้กำหนดเงื่...
09/06/2026

เพื่อเป็นหลักประกันว่าสถานพยาบาลจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจึงได้กำหนดเงื่อนไขประกอบกันหลายประการที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับการสิ้นสุดลงของความคุ้มครองเฉพาะ กล่าวคือ ประการแรก สถานพยาบาลนั้นจะต้องถูกใช้เพื่อกระทำการอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกซึ่งอยู่นอกเหนือหน้าที่ทางมนุษยธรรมของสถานพยาบาลนั้น ประการที่สอง ต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าและกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ยุติการกระทำนั้นหากทำได้ และประการที่สาม ความคุ้มครองเฉพาะจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อคำเตือนนั้นยังคงถูกเพิกเฉยเท่านั้น

ประเด็นนี้ย่อมนำไปสู่คำถามสำคัญยิ่งว่า การกระทำใดบ้างที่เข้าข่ายเป็น “การกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึก” ซึ่งสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศไม่ได้ให้นิยามคำศัพท์นี้และไม่ได้ลงรายละเอียดการกระทำที่เข้าข่ายไว้ชัดเจน แต่ในแนวปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ มีระบุไว้ว่า การกระทำที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อข้าศึกนั้นรวมถึง การยิงใส่ข้าศึกด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากการป้องกันตนเองของบุคคล การตั้งจุดยิงอาวุธไว้ในที่ทำการทางการแพทย์ การใช้โรงพยาบาลเป็นที่กำบังพลรบที่มีร่างกายสมบูรณ์ เป็นที่เก็บคลังอาวุธหรือกระสุน หรือเป็นจุดสังเกตการณ์ทางทหาร การตั้งหน่วยแพทย์ไว้ใกล้กับเป้าหมายทางทหารโดยมีเจตนาใช้เป็นโล่กำบังปฏิบัติการทางทหารของข้าศึก ส่วนไอซีอาร์ซีได้ตีความว่าหมายถึง “การกระทำที่มีวัตถุประสงค์หรือส่งผลให้เกิดอันตรายต่อฝ่ายตรงข้าม โดยการอำนวยความสะดวกหรือการขัดขวางปฏิบัติการทางทหาร” ซึ่งครอบคลุมไปถึงการใช้สถานพยาบาลเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติการทางทหารทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจแนวคิดนี้ที่ดูเหมือนเป็นแนวคิดในภาพกว้าง ต้องทำควบคู่ไปกับการพิจารณาข้อบังคับในกฎหมายสนธิสัญญาของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่มีระบุการกระทำที่ “ไม่ถือว่าเป็น” การกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกไว้อย่างชัดเจน อาทิ การที่บุคลากรทางการแพทย์มีอาวุธเบาไว้ในครอบครองเพื่อป้องกันตนเองหรือผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของตน การมีหน่วยระวังเวร ยาม หรือหน่วยคุ้มกันอารักขาสถานพยาบาล การตรวจพบอาวุธเล็กและเครื่องกระสุนที่ปลดมาจากผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยในหน่วยบริการทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ได้ส่งต่อให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือการมีพลรบที่บาดเจ็บและป่วยอยู่ในสถานพยาบาลของพลเรือนด้วยเหตุผลทางการแพทย์

แม้ว่ารายละเอียดข้างต้นจะช่วยจำกัดขอบเขตของการกระทำที่อาจถือว่าเป็นอันตรายต่อข้าศึกให้ชัดเจนขึ้น แต่การที่กฎหมายสนธิสัญญาของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศขาดคำนิยามหรือรายละเอียดอย่างครบถ้วนก็ยังคงเปิดช่องให้เกิดความคลุมเครือที่อันตราย เพราะในด้านหนึ่ง สถานพยาบาลอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการทหารได้โดยง่าย ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายผู้โจมตีก็สามารถยกข้อกล่าวหาดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุผลในการโจมตีได้ง่ายและยากที่จะโต้แย้งเช่นกัน ปัญหานี้ทวีความซับซ้อนขึ้นจากการที่กองทัพในปัจจุบันยังขาดความโปร่งใสในข้อมูลสำคัญหลายประการ เช่น ในประเด็นที่ว่ามีการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐานและแผนการปฏิบัติการเพื่อหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางทหารในสถานพยาบาลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ หรือมีการระบุสถานการณ์ยกเว้นที่อาจสร้างความชอบธรรมในการใช้งานสถานพยาบาล ตลอดจนข้อจำกัดที่ยังคงต้องบังคับใช้ในกรณีข้อยกเว้นนั้นเพียงใด รวมถึงมีแนวทางที่ชัดเจนในการประเมินว่าสถานพยาบาลถูกใช้เพื่อการกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกหรือไม่ รวมถึงกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับผลที่ตามมาจากการประเมินดังกล่าวและการสื่อสารกับฝ่ายตรงข้ามและผู้รับผิดชอบสถานพยาบาลเพื่อจัดการกับกรณีเหล่านี้ ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ การมีเอกสารและขั้นตอนปฏิบัติทางทหารที่ชัดเจนจะช่วยให้คู่สงครามสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในการเคารพสถานพยาบาลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ ภายใต้กรอบการคุ้มครองตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การใช้โรงพยาบาลในทางที่ผิดเพื่อกระทำการอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลดังกล่าวกลายเป็นเป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรมโดยอัตโนมัติ ก่อนการโจมตีทุกครั้ง ฝ่ายที่ตัดสินใจจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการแยกแยะ (Principle of Distinction) ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงว่าโรงพยาบาลแห่งนั้น เมื่อพิจารณาจากการถูกใช้ในทางที่ผิดแล้ว เข้าข่ายนิยามสององค์ประกอบของเป้าหมายทางทหาร[2] ตามข้อ 52(2) ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 หรือไม่

📌การแจ้งเตือนในฐานะมาตรการป้องกันก่อนการตอบโต้ทางทหารในกรณีความคุ้มครองเฉพาะสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มปฏิบัติการตอบโต้ทางทหารต่อสถานพยาบาลที่ถูกวินิจฉัยว่ามีการกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึก ภาคีคู่พิพาทต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าโดยกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้อีกฝ่ายยุติการกระทำดังกล่าวหากทำได้ และจะดำเนินการตอบโต้ได้ต่อเมื่อการแจ้งเตือนนั้นถูกเพิกเฉยแล้วเท่านั้น มาตรการคุ้มครองอันเป็นสาระสำคัญยิ่งนี้ไม่อาจละเว้นได้โดยอ้างความจำเป็นทางทหาร ซึ่งแตกต่างจากการแจ้งเตือนสำหรับวัตถุพลเรือนทั่วไปอันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการระมัดระวังที่เป็นไปได้ที่อาจละเว้นได้หากสถานการณ์ทางทหารไม่เอื้ออำนวย ในกรณีของสถานพยาบาลนั้น การแจ้งเตือนมีวัตถุประสงค์เฉพาะในการเป็นกลไกเสริมเพื่อคุ้มครองผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และตัวสถานพยาบาลเองให้พ้นจากผลกระทบร้ายแรงที่จะตามมาจากการตอบโต้ทางทหารหลังความคุ้มครองเฉพาะสิ้นสุดลง โดยหลักการนี้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารเพื่อให้ผู้กระทำการอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกยุติการกระทำดังกล่าวและเพื่ออพยพบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง มากกว่าการมุ่งชิงความได้เปรียบด้วยการโจมตีโดยฉับพลันโดยไม่แจ้งเตือนฝ่ายตรงข้าม ซึ่งหากการกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกยุติลง คู่สงครามย่อมไม่สามารถดำเนินการตอบโต้ทางทหารต่อสถานพยาบาลดังกล่าวได้

การแจ้งเตือนดังกล่าวควรเอื้อให้มีการเตรียมการเพื่ออพยพผู้ป่วยอย่างปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยคำนึงถึงการตอบโต้ทางทหารที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังควรเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึก เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการประเมินสถานการณ์ในขณะนั้น ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติมักมีประเด็นคำถามสำคัญตามมา อาทิ ใครคือผู้รับการแจ้งเตือน ควรสื่อสารกับผู้รับการแจ้งเตือนด้วยวิธีใด ช่องทางการสื่อสารใดมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการบรรลุวัตถุประสงค์ ตลอดจนปัจจัยใดที่ใช้กำหนดระยะเวลาอันเหมาะสมในการปฏิบัติตามคำเตือน รวมถึงเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติตามคำเตือนดังกล่าว

อ่านเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้บทความล่าสุดของเรา ว่าด้วยการยืนยันความคุ้มครองเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ https://blogs.icrc.org/th/2026/05/13/eaffirming-ihl-s-specific-protection-of-hospitals/

ตอบคำถามสั้นๆ ลุ้นรับ 5 คะแนนคำว่า "เคารพ" (Respect) สถานพยาบาล หมายถึงข้อใดA. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โรงพยาบาลB. ...
05/06/2026

ตอบคำถามสั้นๆ ลุ้นรับ 5 คะแนน

คำว่า "เคารพ" (Respect) สถานพยาบาล หมายถึงข้อใด

A. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โรงพยาบาล
B. ส่งเจ้าหน้าที่ทหารไปประจำในโรงพยาบาล
C. สร้างโรงพยาบาลเพิ่มในพื้นที่สงคราม
D. หลีกเลี่ยงการโจมตีและไม่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์

ส่งคำตอบที่ถูกต้องในกล่องคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะสุ่มเลือกและประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ตอบถูก 5 ท่าน เพื่อรับ 5 คะแนนสำหรับแลกของรางวัลจากเรา ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน

ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โรงพยาบาลและสถานพยาบาลอื่น ไม่ว่าจะเป็นของพลเรือนหรือทหาร ต่างได้รับความคุ้มครองเฉพาะ...
04/06/2026

ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โรงพยาบาลและสถานพยาบาลอื่น ไม่ว่าจะเป็นของพลเรือนหรือทหาร ต่างได้รับความคุ้มครองเฉพาะซึ่งเหนือกว่าวัตถุพลเรือนทั่วไป การยกระดับความคุ้มครองเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถานพยาบาลยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในยามที่จำเป็นที่สุดและรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยได้

ภาคีคู่พิพาทในการขัดกันทางอาวุธมีพันธกรณีที่จะต้อง “เคารพและคุ้มครองโรงพยาบาลและสถานพยาบาลอื่นในทุกสถานการณ์” โดยการ “เคารพ” หมายถึง คู่สงครามไม่เพียงต้องหลีกเลี่ยงการโจมตีสถานพยาบาลเท่านั้น แต่ยังต้องละเว้นจากการแทรกแซงทางทหารรูปแบบอื่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์และการใช้สถานพยาบาลในทางที่ผิดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร

ส่วนการ “คุ้มครอง” หมายถึง คู่สงครามต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกและมาตรการอื่นที่เป็นไปได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของสถานพยาบาล และคุ้มครองสถานพยาบาลเหล่านั้นจากอันตราย เช่น การปล้นสะดมโดยบุคคลภายนอก เป็นต้น

แม้ว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจะกำหนดให้โรงพยาบาลได้รับความคุ้มครองจากการโจมตีและการใช้ประโยชน์ทางทหารในระดับสูงสุด แต่ก็ไม่ได้ห้ามการใช้สถานพยาบาลเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารหรือการตกเป็นเป้าหมายโจมตีอย่างเด็ดขาดเสียทีเดียว อย่างไรก็ดี การใช้สถานพยาบาลในทางทหารนั้นมีเกณฑ์การพิจารณาที่สูงเป็นพิเศษ โดยจะสามารถอ้างความชอบธรรมได้เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นทางทหารอย่างยิ่งยวดเท่านั้นและต้องมีการเตรียมการอย่างเพียงพอเพื่อรับรองว่าผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยจะยังคงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง $

นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามการใช้สถานพยาบาลในบางลักษณะโดยเด็ดขาดในทุกสถานการณ์ เช่น การใช้โรงพยาบาลเป็นเครื่องกำบังเป้าหมายทางทหาร อีกทั้งการใช้สถานพยาบาลเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารในบางบริบทอาจถือเป็นการละเมิดข้อบัญญัติอื่น ๆ ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย เช่น การละเมิดพันธกรณีในการเคารพและคุ้มครองสถานพยาบาล การละเมิดหลักมาตรการระมัดระวังในเชิงรับ การฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการใช้เครื่องหมายอย่างไม่ถูกต้องในกรณีที่สถานพยาบาลมีการแสดงเครื่องหมายกาชาด เสี้ยววงเดือนแดง หรือคริสตัลแดง รวมไปถึงการฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการล่อลวง

อ่านเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้บทความล่าสุดของเรา ว่าด้วยการยืนยันความคุ้มครองเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ https://blogs.icrc.org/th/2026/05/13/eaffirming-ihl-s-specific-protection-of-hospitals/

เรากำลังหาเพื่อนร่วมงานใหม่ในตำแหน่ง Regional Cooperation Coordinator เพื่อมาร่วมทีมของเราในกรุงเทพฯ ท่านที่สนใจสามารถอ่...
29/05/2026

เรากำลังหาเพื่อนร่วมงานใหม่ในตำแหน่ง Regional Cooperation Coordinator เพื่อมาร่วมทีมของเราในกรุงเทพฯ

ท่านที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดและวิธีสมัครได้ที่: https://blogs.icrc.org/th/2025/10/22/job-vacancy-2026/

We are on the lookout for a Regional Cooperation Coordinator to join our office in Bangkok.

If you are interested, please visit our site for more info: https://blogs.icrc.org/th/2025/10/22/job-vacancy-2026/

ตอบคำถามสั้นๆ ลุ้นรับ 5 คะแนน 👇เหตุใดการตัดสินใจโดยมนุษย์จึงมีความจำเป็นและไม่ควรให้เครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที...
29/05/2026

ตอบคำถามสั้นๆ ลุ้นรับ 5 คะแนน 👇

เหตุใดการตัดสินใจโดยมนุษย์จึงมีความจำเป็นและไม่ควรให้เครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่แทนในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธ

A. เพราะมนุษย์มีต้นทุนต่ำกว่า
B. เพราะมนุษย์สามารถชั่งน้ำหนักความจำเป็นทางศีลธรรม มีความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจบริบท
C. เพราะเครื่องจักรทำงานช้าและก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน
D. เพราะกฎหมายสงครามห้ามใช้เทคโนโลยีโดยเด็ดขาด

หาคำตอบได้จาก วีดีโอของเรา https://youtu.be/dK-5oRMuwhM

ส่งคำตอบที่ถูกต้องในกล่องคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะสุ่มเลือกและประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ตอบถูก 5 ท่าน เพื่อรับ 5 คะแนนสำหรับแลกของรางวัลจากเรา ในวันอังคารที่ 2 มิถุนายน

ที่อยู่

สำนักงานภูมิภาคกรุงเทพฯ 191/6-8 ซีทีไอ ทาวเวอร์ ชั้น 30 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66 (0) 2262 1680

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย (ICRC)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์