Rhemabooks Thailand - หนังสือเรม่า

Rhemabooks Thailand - หนังสือเรม่า เพจของเราแจกหนังสือคริสเตียนคุณภาพสูง ลึกซึ้ง เรียบง่าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ และทำได้จริง

หลักความเชื่อของเรา
ผู้คนมักจะถามถึงความเชื่อของเรา นี่คือหลักความเชื่อของเรา. เราไม่ได้เรียกร้องให้ผู้รับหนังสือต้องมีหลักความเชื่อเหมือนกับเรา. หนังสือของเราแจกฟรีให้กับทุกคนในทุกความเชื่อ

ทาง Rhema ยึดถือหลักความเชื่อพื้นฐานที่บรรดาผู้เชื่อทั้งหมดมีร่วมกัน ซึ่งเนื้อหาของหลักความเชื่อนี้ได้ปรากฏให้เห็นทั้งหมดในพันธสัญญาใหม่. โดยเฉพาะเราเชื่อว่า หลักความเชื่อพื้นฐานแห่งพันธสัญญาใหม่นี้ได้ประกอบข

ึ้นด้วยประเด็นเกี่ยวกับ พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคริสต์ ความรอด และนิรันดร์ดังต่อไปนี้:

1. พระคัมภีร์เป็นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่ครบถ้วน และแต่ละถ้อยคำล้วนเป็นการดลใจของพระเจ้าผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์.
2. พระเจ้าทรงมีเพียงหนึ่งเดียวและเป็นหนึ่งชั่วนิรันดร์ ทว่าพระองค์ยังทรงเป็นสามชั่วนิรันดร์ในฐานะพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ ซึ่งทั้งสามแตกต่างกัน แต่ไม่แยกออกจากกัน.
3. พระเจ้าในพระคริสต์ทรงกลายเป็นเนื้อหนังมาเป็นมนุษย์ที่จริงแท้และครบถ้วนสมบูรณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า เยซู. พระองค์ทรงถูกตรึงตายบนไม้กางเขน สำเร็จการตายแทนเพื่อไถ่เรา. ในวันที่สาม พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากตาย เป็นขึ้นมาด้วยพระวรกายอันสง่าราศี. พระองค์เสด็จสู่สวรรค์สู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และถูกกระทำให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของสิ่งสารพัด.
4. มนุษย์มีบาปและเต็มไปด้วยความบาป ดังนั้นจึงตกอยู่ภายใต้การพิพากษาของพระเจ้า. ทว่าโดยการตายแทนของพระคริสต์ มนุษย์จึงมีหนทางที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากความบาปและการพิพากษาของพระเจ้า. ทันทีที่คนหนึ่งกลับใจต่อพระเจ้าและเชื่อเข้าสู่องค์พระเยซูคริสต์เจ้า เขาก็จะได้รับความรอดอันนิรันดร์, การอภัยบาป, การโปรดให้ชอบธรรมต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า, และกระทั่งมีสันติสุขต่อพระเจ้า. โดยมีพื้นฐานเช่นนี้ ผู้ที่ได้รับความรอดจึงได้รับชีวิตและพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกระทำให้เขากลายเป็นบุตรน้อยของพระเจ้า และอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ ที่ซึ่งบรรดาผู้เชื่อทั้งหมดได้เติบโตและก่อสร้างขึ้นด้วยกันจนกระทั่งสุกงอม.
5. พระคริสต์จะเสด็จกลับมายังแผ่นดินโลกอีกครั้งเพื่อมารับบรรดาผู้เชื่อทั้งปวงของพระองค์กลับสู่พระองค์เอง. ในนิรันดร์กาล เราจะร่วมอาศัยกับพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งเป็นการสำเร็จสุดยอดแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้าที่มีต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรร.

19/06/2026

ใน ฮร/ฮบ.4:16 บอกให้เรา “มีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ.” ในเมื่อพระที่นั่งแห่งพระคุณนั้นอยู่ในสวรรค์ เราจะมาถึงพระที่นั่งนี้ได้อย่างไร? ถ้าว่าตามคำสอนของคนทั่วไป เราก็ต้องรอจนกว่าจะตายและขึ้นสวรรค์เสียก่อน แต่ข้อนี้เปิดเผยว่าเราสามารถมาถึงพระที่นั่งนี้ได้ในขณะที่เรายังอยู่บนโลก และเคล็ดลับก็อยู่ในข้อ 12 ของบทนี้ซึ่งกล่าวถึงการแยกจิตและวิญญาณโดยพระคำที่มีชีวิตและมีประสิทธิภาพของพระเจ้า

เราต้องมองเห็นว่า พระคริสต์ที่ทรงนั่งอยู่บนพระที่นั่งแห่งพระคุณในสวรรค์ (รม.8:34) ยังทรงอยู่ในเราด้วย (ข้อ 10) ซึ่งก็คือในวิญญาณของเรา (2ตธ/ทธ.4:22) อันเป็นที่ประทับของพระเจ้า (อฟ.4:22) จึงทำให้วิญญาณของเราเป็น "เบ็ธเอล" เป็นบ้านของพระเจ้า โดยมีตัวของพระคริสต์เองเป็นบันไดที่นำแผ่นดินโลกไปเชื่อมกับสวรรค์และนำสวรรค์มาสู่แผ่นดินโลก (ยนซ/ปฐก.28:12–17; ยฮ/ยน.1:51)

บัดนี้เราจึงสามารถมาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณได้อย่างง่ายดาย เพราะขณะที่พระที่นั่งแห่งพระคุณอยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย แต่พระที่นั่งนี้ก็เชื่อมต่อกับวิญญาณของเราโดยพระคริสต์ผู้เป็นบันไดสวรรค์. การเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในวิญญาณของเราอย่างสิ้นเชิง. ทุกครั้งที่เราหันสู่วิญญาณของเรา เราก็ได้มาถึงเบ็ธเอลและสัมผัสกับพระที่นั่งแห่งพระคุณในสวรรค์ผ่านพระคริสต์ผู้เป็นบันไดสวรรค์. ในเรื่องนี้เราจำเป็นต้องให้พระคำที่มีชีวิตของพระเจ้ามาแทงทะลุเข้าสู่ส่วนลึกของตัวเรา เพื่อแบ่งแยกวิญญาณออกจากจิตที่เร่ร่อนของเรา. ขอเพียงเราอยู่ในวิญญาณของเรา เราก็มาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ.

การเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดซึ่งอยู่ในสวรรค์นั้นแทบจะไม่ต้องใช้เวลาเลย เพราะที่บริสุทธิ์สุดนั้นกับวิญญาณของเราไม่มีระยะห่างใดๆ เลย. ทุกครั้งที่เราร้องจากส่วนลึกของเราว่า “โอ องค์พระเยซูเจ้า” เราก็อยู่ในที่บริสุทธิ์สุดทันที และได้สัมผัสกับพระที่นั่งแห่งพระคุณ.

เราไม่ต้องทำอะไรเลย. เราแค่เข้ามา, เปิดออก, และต้อนรับพระเมตตาและพระคุณที่จะช่วยเราในวาระที่ต้องการ. ในแต่ละวันการช่วยเหลือที่มาจากพระคุณนี้ล้วนมาในวาระที่เหมาะสม ทั้งยังใหม่สดเสมอและสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของเราพอดี. การดำเนินชีวิตคริสเตียนที่แท้จริงตามหนังสือเฮ็บราย (ฮีบรู) เป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่เพียงเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณเท่านั้น แต่ยังอาศัยคงอยู่ในที่บริสุทธิ์สุดเบื้องหน้าพระที่นั่งเพื่อต้อนรับพระเมตตาและพระคุณอยู่ตลอดเวลาด้วย. นี่คือการดำเนินชีวิตที่จำเป็นต่อเราในวันนี้.

🔻🔻🔻🔻🔻
คลิกรับหนังสือแจกฟรี 7 เล่ม
ที่จะช่วยให้เราเป็นอยู่ภายใต้พระเมตตาและพระคุณ
www.rhemabooks.org/th/home

19/06/2026

#สนใจ หนังสือ
เกี่ยวกับพระเจ้า
#แจกฟรี 7 เล่ม

“พระเยซูตรัสตอบเธอว่า ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่ผู้ใดจะดื่มน้ำซึ่งเราจะให้นั้นจะไม่กระหายเป็นนิรันดร์ แต่น้ำซึ่งเ...
18/06/2026

“พระเยซูตรัสตอบเธอว่า ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่ผู้ใดจะดื่มน้ำซึ่งเราจะให้นั้นจะไม่กระหายเป็นนิรันดร์ แต่น้ำซึ่งเราจะให้เขาจะกลายเป็นแหล่งกำเนิดแห่งน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นจนเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์” (ยฮ/ยน.4:13–14)

นี่เป็นหนึ่งในคำสัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเยซู พระองค์ทรงประกาศอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ดื่มน้ำที่พระองค์ประทานให้จะ “ไม่กระหายเป็นนิรันดร์” พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าความกระหายจะลดลงหรือเบาบางลง แต่ตรัสว่าจะไม่กระหายอีกเลย

แต่เมื่อเรามองดูชีวิตของคริสเตียนจำนวนมาก รวมทั้งตัวเราเองในบางครั้ง เรากลับพบว่า เรายังคงรู้สึกว่างเปล่า, ผิดหวัง, โศกเศร้า และมีบางสิ่งที่ต้องการอยู่เสมอ เราอธิษฐานแล้วก็ยังรู้สึกขาด เราเชื่อพระเจ้าแล้วก็ยังรู้สึกไม่พอ เราปรนนิบัติพระเจ้าแล้วก็ยังรู้สึกไม่มีความอิ่มหนำ

คำสัญญาของพระเจ้าไม่เป็นจริงอย่างนั้นหรือ?

ไม่เลย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำสัญญาของพระองค์ แต่อยู่ที่เราอ่านคำสัญญาในข้อ 14 โดยลืมเงื่อนไขในข้อ 13

ก่อนที่พระองค์จะสัญญาว่า “จะไม่กระหายเป็นนิรันดร์” พระองค์ตรัสเงื่อนไขว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก”

นี่คือความจริงที่คริสเตียนจำนวนมากมองข้าม

ไม่ว่า “น้ำ” ฝ่ายโลกจะดีเพียงใด ก็ไม่สามารถดับความกระหายของมนุษย์ได้อย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง, ความสำเร็จ, ชื่อเสียง, ความรัก, การยอมรับจากผู้คน หรือแม้แต่สิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้เรามีความสุขที่สุด แต่เมื่อเราได้ดื่ม “น้ำนี้” ในไม่ช้าเราก็จะค้นพบว่ายังมีบางสิ่งขาดหายไปอยู่ดี

ทุกคนที่ยังคงกลับไปดื่ม “น้ำนี้” จะกระหายอีก

ดังนั้นเมื่อคริสเตียนยังรู้สึกว่างเปล่า สาเหตุไม่ได้เป็นเพราะน้ำแห่งชีวิตของพระคริสต์ไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะเรายังคงกลับไปดื่มน้ำของโลกนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังคงหวังจะได้รับความอิ่มหนำจากสิ่งที่กำลังผ่านพ้นไป กระทั่งทูลขอ “น้ำฝ่ายโลก” จากพระคริสต์ผู้เป็น “น้ำแห่งชีวิต” ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเติมเต็มความต้องการทางภายในมนุษย์

เคล็ดลับของชีวิตที่ไม่ท้อใจ ไม่ใช่การมีทุกสิ่งที่ต้องการ แต่คือการไม่คาดหวังให้สิ่งของฝ่ายโลกมาเติมเต็มความกระหายทางภายในซึ่งมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เติมเต็มได้

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่างเปล่า สิ่งที่เราควรถามจึงไม่ใช่ “ฉันยังขาดอะไร?” แต่ควรถามว่า “ฉันกำลังพยายามดื่มน้ำชนิดไหน?”

เพราะทุกคนที่ดื่มน้ำของโลกนี้จะกระหายอีก แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งพระคริสต์ประทานให้ จะพบแหล่งน้ำภายในที่พลุ่งขึ้นสู่ชีวิตนิรันดร์ และนั่นคือความอิ่มหนำที่โลกไม่สามารถมอบให้หรือพรากไปได้

✅✅
ขอรับหนังสือฟรี 7 เล่ม
เลือกรับได้ทั้ง E-book และรูปเล่มโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่นี่
https://www.rhemabooks.org/th/home
ติดต่อให้เราช่วยเหลือในการลงทะเบียนขอหนังสือฟรีได้ที่
facebook : m.me/rhemathailand
Line : lin.ee/CIevimr

#หนังสือฟรี #พระเยซู #คริสเตียน #พระเจ้า #หนังสือเรม่า

📜หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องที่พระเจ้าทรงช่วยชาวยิวออกจากอียิปต์ โดยการทำให้ทะเลแหวก 🌊 แล้วให้พวกเขาเดินข้ามมา  แต่อาจไม่เค...
17/06/2026

📜หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องที่พระเจ้าทรงช่วยชาวยิวออกจากอียิปต์ โดยการทำให้ทะเลแหวก 🌊 แล้วให้พวกเขาเดินข้ามมา แต่อาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า เป้าหมายที่พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นก็เพื่อให้พวกเขาออกไปยังสถานที่ซึ่งพวกเขาจะสามารถนมัสการพระองค์ได้อย่างอิสระ

ขณะที่ฟาโรห์ก็ใช้กลอุบายทุกอย่างในการหลอกล่อไม่ให้พวกเขาออกไปจากอียิปต์ ไม่ต่างกับที่ซาตานพยายามหลอกล่อผู้คนมากมายในวันนี้

1️⃣ รับใช้พระเจ้าในอียิปต์ 🇪🇬
หลังจากที่หลายคนได้ยินกิตติคุณและเชื่อแล้ว ซาตานก็มากระซิบว่า “อย่าจริงจังเกินไป อย่าทิ้งสิ่งที่เจ้ามีอยู่ จงอยู่ในที่เดิมของเจ้า”

แทบทุกคนที่ต้อนรับกิตติคุณอย่างแท้จริง ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในชีวิตและสถานะของตนเอง บางคนเคยประกอบอาชีพที่ไม่ถูกต้อง เช่น เปิดบ่อนการพนัน เมื่อเขาเชื่อในพระเยซู เขาก็รู้ว่าจำเป็นต้องละทิ้งอาชีพนั้น

บางคนอาจมีอาชีพที่ถูกต้อง แต่เมื่อเชื่อในพระเยซูแล้ว มุมมองที่มีต่อชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป แต่เดิมเขาใส่ใจแต่งานและการดำรงชีวิต ไม่ได้ใส่ใจพระเจ้า แต่บัดนี้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป และหลักการพื้นฐานในการดำเนินชีวิตก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย แต่เดิมเขามีชีวิตเพื่อหาเลี้ยงชีพ บัดนี้เขามีชีวิตเพื่อรับใช้พระเจ้า
หลายคนตระหนักว่าตนควรเชื่อในพระเยซู แต่ยังลังเลที่จะเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง แล้วซาตานก็จะเสนอทางประนีประนอมว่า“จงรับใช้พระเจ้าในอียิปต์เถิด เจ้าจะได้ทั้งสวรรค์ในอนาคต และยังรักษาสิ่งที่เจ้ามีอยู่ในโลกนี้ไว้ได้”

2️⃣ “อย่าไปไกลเกินไป“
เมื่อห้ามไม่ได้ ฟาโรห์ก็ต่อรองว่า “เราจะปล่อยพวกเจ้าไปเพื่อจะได้ถวายสัตวบูชาแด่พระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้าในป่ากันดาร แต่ว่าพวกเจ้าอย่าไปให้ไกลนัก” (อซด/อพย.8:28)

ฟาโรห์ยอมให้ชนชาติอิสราเอลออกไปนมัสการพระเจ้า แต่มีเงื่อนไขว่า พวกเขาต้องไม่ไปไกลจากอียิปต์
ทุกวันนี้ คนจำนวนมากต้องการเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ซาตานก็กระซิบกับเขาว่า “อย่าไปให้ไกลนัก” ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของระยะทาง แต่เป็นเรื่องของสภาพการดำเนินชีวิต หลายคนจึงแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างชีวิตก่อนต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้ากับชีวิตหลังต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย

บางคนเลิกเล่นการพนันเพื่อเงิน แต่ยังเล่นไพ่เพื่อความสนุก นั่นเป็นข้อเสนอแนะของซาตาน สาเหตุที่ซาตานไม่ต้องการให้มนุษย์ไปไกล ก็เพราะมันต้องการดึงพวกเขากลับเข้าสู่โลกได้อย่างง่ายดายในเวลาใดก็ได้ ในตอนแรกอาจเล่นไพ่เพียงเพื่อความสนุก แต่ไม่นานก็อาจกลับไปเล่นการพนันอีกครั้ง 🎰

3️⃣ ผู้ชายไปได้ แต่เด็กและคนชราอยู่
ต่อมาฟาโรห์ก็ยอมให้ผู้ชายออกไปได้ แต่ไม่ยอมให้เด็กๆ และคนชราออกไปด้วย ซึ่งก็เหมือนกับหลายคนที่ไม่ยอมเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพ่อแม่ของตนจะเสียชีวิต

- เคยมีนักศึกษาคนหนึ่งที่พระเยซูคริสต์ได้มาสัมผัสเขาแล้ว แต่แม่ของเขาคัดค้านไม่ให้เขาต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจึงบอกผู้มาประกาศกิตติคุณว่า “ผมจะยังไม่เชื่อจนกว่าแม่จะเสียชีวิต”
ผู้ประกาศคนนั้นตอบว่า “คุณเป็นลูกที่กตัญญูจริงๆ เมื่อคุณส่งแม่ของคุณลงนรกแล้ว คุณก็ค่อยไปสวรรค์อย่างสบายใจ” คำตำหนินั้นทำให้นักศึกษาคนนั้นตื่นตัวขึ้น และในที่สุดเขาก็ได้รับความรอด 🛟

การไม่ยอมให้เด็กหรือคนชราออกไปคือกลอุบายของซาตาน หากพ่อแม่และลูกๆ ของท่านยังคงอยู่ในอียิปต์ ในไม่ช้าท่านเองก็จะกลับไปสู่อียิปต์ด้วย

4️⃣ “พวกเจ้าจงไปปรนนิบัติพระยะโฮวาเถิด เว้นแต่ฝูงแพะแกะและฝูงโคต้องเหลือไว้“ (10:24)

ต่อมาฟาโรห์ยอมให้ทั้งครอบครัวออกไปได้ แต่ให้เก็บทรัพย์สมบัติของพวกเขาไว้ในอียิปต์ 🪎

ทุกวันนี้ หลายคนที่เชื่อพระเยซูก็ทำเช่นเดียวกัน พวกเขาไม่ได้นำทุกสิ่งของตนมามอบแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า สาเหตุที่ซาตานต้องการให้เราเก็บสมบัติไว้ในอียิปต์ ก็เพราะมันรู้ดีว่า “เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหนใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย“ (มธ.6:21) ตราบใดที่ทรัพย์สมบัติยังคงอยู่ในอียิปต์ ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าของทรัพย์นั้นก็จะกลับไปยังอียิปต์เช่นกัน

✳️ไม่ว่าฟาโรห์จะขัดขวางและหลอกล่ออย่างไร สุดท้ายชาวอิสราเอลก็ยังออกจากอียิปต์ ในเมื่อสุดท้ายท่านจะต้องเชื่ออยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่เชื่อตั้งแต่วันนี้❓

📮📮คลิก แจ้งที่อยู่รับหนังสือฟรี
จัดส่งถึงคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
website: www.rhemabooks.org/th/home
facebook: m.me/rhemathailand
#หนังสือเรม่า #หนังสือฟรี #อีบุ๊กฟรี #พระเยซู #พระเจ้า #ความเชื่อ #คริสเตียน #กลับใจ #หนุนใจ #กำลังใจ #อยากรู้จักพระเจ้า #พระคัมภีร์ #สื่อที่พูดเรื่องพระเจ้า #ความรัก #สวรรค์ #อาณาจักร

หลายคนแบกความผิดไว้ในใจมากมายและไม่ว่าคุณจะเป็นคริสเตียนหรือยังไม่ได้เป็นก็ตามบางคนอาจยิ้มได้ภายนอก แต่ภายในเต็มไปด้วยคว...
15/06/2026

หลายคนแบกความผิดไว้ในใจมากมาย
และไม่ว่าคุณจะเป็นคริสเตียนหรือยังไม่ได้เป็นก็ตาม
บางคนอาจยิ้มได้ภายนอก แต่ภายในเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความเสียใจ

คุณอาจคิดว่า “ฉันบาปมากเกินไปแล้ว”
หรือ “พระเจ้าคงไม่รับฉันแล้ว”

แต่พระเยซูไม่ได้มาหาคนที่สมบูรณ์แบบ
พระองค์มาหาคนที่ต้องการความเมตตาจากพระเจ้า
ไม่ว่าบาปจะหนักแค่ไหน พระองค์ทรงอภัยได้
ไม่ว่าชีวิตจะพังแค่ไหน พระองค์ให้คุณเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

📖 “ถ้าเราสารภาพความบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและชอบธรรมก็จะทรงอภัยบาปของเรา
และจะทรงชำระเราให้ปราศจากอธรรมทั้งสิ้น” (1ยฮ./ยน.1:9)

พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาอย่างแท้จริง
เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระองค์ด้วยใจจริง

พระองค์ก็จะอภัยความบาปให้แก่เรา
และฟื้นฟูการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้าที่ถูกตัดขาดไปแล้วให้มีขึ้นมาอีก
เพื่อเราจะได้รับสุขพระองค์ในการสามัคคีธรรมที่ไม่ถูกรบกวนอีกต่อไป

💌
คลิก แจ้งที่อยู่รับหนังสือฟรี
จัดส่งถึงคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
website: www.rhemabooks.org/th/home
facebook: m.me/rhemathailand
#หนังสือเรม่า #หนังสือฟรี #อีบุ๊กฟรี #พระเยซู #พระเจ้า #ความเชื่อ #คริสเตียน #กลับใจ #หนุนใจ #กำลังใจ #อยากรู้จักพระเจ้า #พระคัมภีร์ #สื่อที่พูดเรื่องพระเจ้า #ความรัก #สวรรค์ #อาณาจักร

นี่คือเรื่องที่บันทึกไว้ในเยเนซิศ (ปฐมกาล) บทที่ 18วันหนึ่งขณะที่อับราฮามนั่งอยู่หน้ากระโจมของตน พระเจ้าได้เสด็จมาหาเขาใ...
13/06/2026

นี่คือเรื่องที่บันทึกไว้ในเยเนซิศ (ปฐมกาล) บทที่ 18

วันหนึ่งขณะที่อับราฮามนั่งอยู่หน้ากระโจมของตน พระเจ้าได้เสด็จมาหาเขาในลักษณะที่เป็นมนุษย์ และทรงมาร่วมสนทนาและรับประทานอาหารที่อับราฮามเตรียมไว้ แม้เรื่องนี้จะไม่ได้หมายความว่าเราควรเฝ้าหวังให้พระองค์มาปรากฏต่อเราทางกายภาพแบบนี้❗ แต่ก็ยังคงสะท้อนให้เห็นว่าเราควรมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับพระองค์ ในระดับที่เป็นมนุษย์เช่นนี้💚

อับราฮามนั้นชอบที่จะใกล้ชิดกับพระเจ้า จนกระทั่งในเวลาที่พระองค์ทรงลุกเดินจากไปแล้ว อับราฮามก็ยังคงเดินตามไปส่งพระองค์ … ลองคิดดูว่า ตอนที่เราอธิษฐานต่อพระองค์ เราเหมือนอับราฮามไหม❓ … หลายคนต้องยอมรับว่า เราแทบไม่เคยเดินตามไปส่งพระองค์เลย แต่มักเป็นฝ่ายลุกเดินจากพระองค์ไปก่อน ทันทีที่เราทูลจบ เราก็ไปแล้ว หลายครั้งพระองค์ก็ยังไม่ทันมีโอกาสจะตรัสอะไรกับเราเลยด้วยซ้ำ❗

เมื่ออับราฮามตามมาส่งพระองค์ พระองค์ถึงจะยอมตรัสกับเขาว่าพระองค์กำลังจะเสด็จ "ไปดู" สภาพของเมืองซะโดม (S***m) พระองค์ตรัสเท่านั้น อับราฮามก็รู้แล้วว่า พระองค์กำลังจะทำลายเมืองที่วิปริตนั้น … ลองคิดว่า ถ้าเราได้ยินพระองค์ตรัสอย่างนั้น เราจะรู้ไหมว่าพระเจ้าทรงต้องการอะไร❓😳

📍จริงๆ แล้ว อับราฮาม “รู้ใจ” พระเจ้ามากกว่านั้น อับราฮามรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการช่วย “โลต” ที่เป็นหลานของเขา ไม่อยากให้โลตพินาศไปกับเมืองนั้น แต่เราอาจไม่รู้อย่างที่อับราฮามรู้ว่า พระเจ้าจะไม่อาจช่วยโลตได้ ถ้าไม่มีใครสักคนอธิษฐานเผื่อโลตเลย (ยนซ/ปฐก.19:29) ดังนั้นอับราฮามจึงเริ่มอธิษฐานตามที่พระเจ้าทรงปรารถนา‼️

แล้วอับราฮามอธิษฐานเผื่อโลตอย่างไร❓❓

เรื่องนี้ยิ่งน่าอัศจรรย์❗ เพราะตลอดบทสนทนาระหว่างอับราฮามกับพระเจ้านั้น ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อ “โลต” เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทั้งอับราฮามและพระเจ้าต่างก็รู้ดีว่าพวกเขากำลังพูดถึงใคร❗

อับราฮามเริ่มต้นอธิษฐานเผื่อโลต ด้วยการทักท้วงถึง “ความชอบธรรมของพระเจ้า” … ถ้าให้เราไปอ้อนวอน เราน่าจะขอให้พระเจ้าทรงรักและเมตตาโลต … แต่อับราฮามผู้รู้จักพระเจ้าอย่างลึกซึ้งนั้นรู้ดีว่า ความชอบธรรมของพระเจ้าต่างหากที่มั่นคงและแน่นอนกว่า เพราะถ้าพระเจ้าจะไม่รักหรือไม่เมตตา นั่นก็เป็นสิทธิ์ของพระองค์ แต่ถึงอย่างไร พระเจ้าจะไม่ชอบธรรมไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพระที่นั่งของพระเจ้าเองจะสั่นคลอน (ดู บพส/สดด.89:14)

จากนั้นอับราฮามก็ถามพระเจ้าว่า ถ้าในเมืองนั้นมีคนชอบธรรมสัก 50 คน พระองค์จะไม่ทำลายเมืองนั้นเพื่อเห็นแก่ 50 คนนั้นจะได้ไหม? พระองค์ทรงรับปาก … แต่แล้ว อับราฮามก็ต่อรองขอลดจำนวนคนลงไปเรื่อยๆ จาก 50 เหลือ 45 พอพระองค์ยอมลดเหลือ 45 เขาก็ขอต่อเหลือ 40 เหลือ 30 เหลือ 20 และในที่สุดก็ต่อรองจนเหลือแค่ 10 คน❗️ (ตอนที่เราต่อราคากับแม่ค้า เรายังไม่กล้าต่อแบบนี้เลย‼️)

บางคนอาจคิดว่า ไหนๆ ก็ต่อรองได้ถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมเขาไม่ต่อรองให้เหลือ 5 คนไปเลย เมืองนั้นจะได้ไม่ถูกทำลาย⁉️ 😅 เราคิดอย่างนี้ก็เพราะเราไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว ประเด็นที่เขาคุยกันคือ “โลต” ไม่ใช่ “เมืองซะโดม” พระเจ้าทรงต้องการช่วยโลต และอับราฮามก็กำลังอธิษฐานเผื่อโลต ดังนั้นเมื่ออับราฮามลองนับดูแล้วว่า โลตมีภรรยา มีลูกสาวอีก 2 คน และน่าจะมีลูกเขย … เท่านี้ก็ 6 คนแล้ว และในเมื่อโลตไปอยู่ที่นั่นนานขนาดนั้น ก็น่าจะนำพาคนมาเชื่อและยำเกรงพระเจ้าได้อีก 4 คนเป็นอย่างน้อย ดังนั้น 10 คนก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว … แต่อับราฮามหารู้ไม่ว่าตนคิดผิด เพราะโลตไม่ได้พาใครมารู้จักพระเจ้าเลย กระทั่งว่าที่ลูกเขยของโลตก็ยังไม่เชื่อพระเจ้า

แม้จะเป็นเช่นนั้น พระเจ้าก็ยังทรงฟังและระลึกถึงคำอธิษฐานของอับราฮาม (ยนซ/ปฐก.19:29) ดังนั้นในขณะที่ทูตของพระองค์ไปทำลายเมืองซะโดม พระองค์ก็ยังคงช่วย “โลตผู้ชอบธรรม” (2ปต.2:7) ไม่ให้เขาต้องพินาศไปกับเมืองนั้น

ถึงตรงนี้แล้ว คุณได้เห็นเคล็ดลับสำคัญของการอธิษฐานบ้างไหม❓😊

💚💚💚💚💚💚💚
คลิก แจ้งที่อยู่รับหนังสือฟรี
จัดส่งถึงคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

website: www.rhemabooks.org/th/home
facebook: m.me/rhemathailand

#หนังสือเรม่า #หนังสือฟรี #อีบุ๊กฟรี #พระเยซู #พระเจ้า #ความเชื่อ #คริสเตียน #กลับใจ #หนุนใจ #กำลังใจ #อยากรู้จักพระเจ้า #พระคัมภีร์ #สื่อที่พูดเรื่องพระเจ้า #ความรัก #สวรรค์ #อาณาจักร

12/06/2026

#สนใจ
หนังสือคริสเตียน
แจกฟรี 7 เล่ม
ที่ทุกคนควรอ่าน

ใน กซ/คส.3:16 กล่าวว่า “จงใช้สติปัญญาทุกอย่างเพื่อให้พระคำของพระคริสต์อาศัยอยู่ภายในท่านทั้งหลายอย่างอุดมสมบูรณ์”พระคำขอ...
11/06/2026

ใน กซ/คส.3:16 กล่าวว่า “จงใช้สติปัญญาทุกอย่างเพื่อให้พระคำของพระคริสต์อาศัยอยู่ภายในท่านทั้งหลายอย่างอุดมสมบูรณ์”

พระคำของพระเจ้าไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้เราอ่านผ่านๆ หรือจดจำขึ้นใจเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อให้พระคำ ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์นั้น “อาศัยอยู่ภายใน” เราอย่างอุดมสมบูรณ์

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนเราอธิษฐานว่า “ขอโปรดประทานอาหารประจำวันให้ข้าพเจ้าทั้งหลายในกาลวันนี้” (มธ.6:11) อาหารประจำวันเป็นสิ่งที่เราควรทูลขอจากพระเจ้า แต่พระองค์ยังทรงสำแดงให้เราเห็นอีกด้วยว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหารฝ่ายวัตถุเพียงอย่างเดียว เพราะ “มนุษย์จะมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่ด้วยบรรดาพระคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มธ.4:4)

ดังนั้น นอกจากการทูลขออาหารสำหรับร่างกายแล้ว เราจึงควรทูลขออาหารฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้าด้วย และขอให้พระองค์ทรงสอนเราถึงวิธีรับประทานอาหารฝ่ายวิญญาณจากการอ่านพระคำของพระเจ้า

การอ่านพระคัมภีร์ในยามเช้าไม่ควรเป็นการอ่านอย่างเร่งรีบเหมือนการอ่านหนังสือทั่วไป แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่เราใช้เวลาอยู่กับพระคำ ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ คิดใคร่ครวญ และค่อยๆ อธิษฐานไปพร้อมกัน

เมื่ออ่านได้ 1-2 ประโยค หรือ 1-2 ข้อแล้ว ให้เริ่มพูดคุยกับพระเจ้าทันที อย่าอ่านรวดเดียวจนจบ แต่ให้นำการอธิษฐานมาผสมผสานเข้ากับการอ่านพระคำ การอธิษฐานเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเหมือนการอธิษฐานทั่วไป ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า “ในพระนามขององค์พระเยซูเจ้า” หรือปิดท้ายด้วยคำว่า “เอเมน”

สิ่งสำคัญคือการนำพระคำของพระเจ้ามาเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ ขณะที่เราอ่านพระคัมภีร์ เราก็สนทนากับพระเจ้าไปด้วย เราอ่านพระคำให้ตนเองฟัง และอ่านให้พระเจ้าสดับฟังด้วย อ่านไปพลาง อธิษฐานไปพลาง ให้พระคำและการอธิษฐานก็จะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน

การอ่านเช่นนี้ไม่ใช่การรีบอ่านให้จบ แต่คล้ายเป็นการเคี้ยวพระคำช้าๆอย่างละเอียด รับรสชาติและคุณค่าของทุกถ้อยคำ เมื่อเราฝึกอ่านและอธิษฐานในลักษณะนี้ พระคำของพระเจ้าจะไม่เพียงผ่านสายตา แต่จะเข้าไปหล่อเลี้ยงชีวิตภายใน และเราจะได้รับการป้อนเลี้ยงจากพระคัมภีร์อย่างแท้จริง

ถ้าใครอ่านพระคัมภีร์อย่างนี้ มาแบ่งปันกันบ้างนะครับ

✅✅
ขอรับหนังสือฟรี 7 เล่ม
เลือกรับได้ทั้ง E-book และรูปเล่มโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่นี่
https://www.rhemabooks.org/th/home
ติดต่อให้เราช่วยเหลือในการลงทะเบียนขอหนังสือฟรีได้ที่
facebook : m.me/rhemathailand
Line : lin.ee/CIevimr

#กลับใจ #อยากรู้จักพระเจ้า #สื่อที่พูดเรื่องพระเจ้า #อีบุ๊กฟรี #พระคัมภีร์ #ความเชื่อ #พระเจ้า #คริสเตียน #พระเยซู #หนังสือเรม่า

🙌 เราทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเราเป็นคนบาป เราจึงถูกพิพากษาให้ชดใช้ความบาปของเราด้วยการตาย จากนั้นพระคริสต์ผู้ทรงรักเราก็ทรงย...
10/06/2026

🙌 เราทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเราเป็นคนบาป เราจึงถูกพิพากษาให้ชดใช้ความบาปของเราด้วยการตาย จากนั้นพระคริสต์ผู้ทรงรักเราก็ทรงยินดีมาตายแทนเรา เพื่อไถ่เราจากความบาปนั้น แต่ทำไมการงานของพระองค์จึงไม่สิ้นสุดอยู่แค่การตายบนกางเขน? ในเมื่อเราทั้งหลายต่างได้รับการไถ่โดยกางเขนแล้วจนเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว การงานของพระเยซูคริสต์ก็น่าจะสิ้นสุดลงอยู่ลงที่การตายที่กางเขนนั้น แต่ทำไมถึงยังต้องมีการเป็นขึ้นด้วย?

✅ การเป็นขึ้นของพระคริสต์นั้นไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของการอัศจรรย์ของคนที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ แต่ยังเป็นเรื่องของการรับรองความชอบธรรมที่เราได้รับมาจากการไถ่ของพระคริสต์บนกางเขนด้วย (รม.4:25)

📝 สมมุติว่าเรามีฐานะยากจนและยังติดหนี้มหาศาล จนเราไม่มีทางใช้คืนได้เลย แต่แล้วก็มีคนกลางอาสาไปติดต่อเจ้าหนี้ เพื่อจะชดใช้หนี้ทั้งหมดนั้นแทนเรา แต่หลังจากที่คนกลางผู้นั้นไปหาเจ้าหนี้แล้ว เขาก็หายไปและไม่ติดต่อกลับมาเพื่อแจ้งอะไรแก่เราเลย ถ้าอย่างนั้น ถึงเจ้าหนี้จะบอกคนกลางว่าเขายกหนี้ให้เราหมดแล้ว แต่เราก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะทำให้เรามั่นใจได้เลยว่าเราหมดหนี้แล้วจริงๆ

💓 พระคริสต์ก็เปรียบเสมือนคนกลางผู้นั้น เมื่อพระองค์ทรงตายแทนเราบนกางเขนเพื่อให้เราพ้นสภาพ “ลูกหนี้แห่งความบาป” พระเจ้าก็ทรงให้พระองค์เป็นขึ้น เพื่อให้พระองค์กลับมายืนยันแก่เราถึงความชอบธรรมที่เราได้รับเมื่อเราได้เชื่อในพระองค์ด้วย

😃 อันที่จริง เราได้รับความชอบธรรมจากพระเจ้าตั้งแต่ตอนที่พระคริสต์ทรงตายบนกางเขนเพื่อไถ่เราให้พ้นจากโทษแห่งความบาปแล้ว แต่เมื่อพระเจ้าทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้น เราก็ไม่เพียงได้รับหลักฐานยืนยันจากพระเจ้าว่าพระองค์ทรงยอมรับการชดใช้หนี้ซึ่งพระคริสต์ได้กระทำสำเร็จบนกางเขนเท่านั้น แต่พระคริสต์ผู้เป็นขึ้นนี้ยังเสด็จเข้าสู่เรา มาเป็นชีวิตของเรา (กซ/คส.3:4) เพื่อเมื่อเราเป็นอยู่โดยชีวิตใหม่นี้ (2กธ/คร. 5:15) เราก็จะสำแดงความชอบธรรมออกมาในการดำเนินชีวิตของเราด้วย (ฟป.3:9)

💚ถ้าคุณอยากรู้ว่าจะเราเป็นอยู่โดยชีวิตของพระคริสต์ได้อย่างไร ทักขอรับหนังสือฟรีกับเราได้เลย

📕📗📘📙📕📗📘
ขอรับหนังสือฟรี 7 เล่ม
เลือกรับได้ทั้ง E-book และรูปเล่มโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่นี่
https://www.rhemabooks.org/th/home
ติดต่อให้เราช่วยเหลือในการลงทะเบียนขอหนังสือฟรีได้ที่
facebook : m.me/rhemathailand
Line : lin.ee/CIevimr

#หนังสือเรม่า #หนังสือฟรี #อีบุ๊กฟรี #พระเยซู #พระเจ้า #ความเชื่อ #คริสเตียน #ความหมายของชีวิต #หนุนใจ #กำลังใจ #อยากรู้จักพระเจ้า #พระคัมภีร์ #ข้อพระคัมภีร์ #สื่อที่พูดเรื่องพระเจ้า #กิตติคุณ #ข่าวประเสริฐ

ขนาดกล่าวร้ายพระบุตรยังมีทางอภัยได้แต่ทำไมหมิ่นประมาทและกล่าวร้ายต่อพระวิญญาณจึงไม่มีทางได้รับการอภัย?หลายคนอ่าน มธ.12:3...
09/06/2026

ขนาดกล่าวร้ายพระบุตรยังมีทางอภัยได้
แต่ทำไมหมิ่นประมาทและกล่าวร้ายต่อพระวิญญาณจึงไม่มีทางได้รับการอภัย?

หลายคนอ่าน มธ.12:31-32 แล้วก็ไม่เข้าใจ หรือบางทีก็อาจเข้าใจผิดถนัด จนคิดไปว่าแม้แต่คริสเตียนก็ยังอาจไม่ได้รับการอภัยจากเรื่องเช่นนี้ได้

ถ้าจะเข้าใจพระคำในข้อนี้ ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า ในการทำงานของพระเจ้าตรีเอกภาพนั้น พระวิญญาณทรงเป็นผู้นำเรามาสัมผัสกับความเที่ยงแท้ทุกอย่างของพระองค์ ... ถ้าไม่มีพระะวิญญาณ คนเราก็ไม่มีทางสัมผัสกับพระเจ้าได้เลย

แม้แต่เซาโล (ซึ่งต่อมาก็คือเปาโล) ที่เคยหมิ่นประมาทและกล่าวร้ายพระเยซูผู้เป็นพระบุตรนั้น พระวิญญาณก็ยังสามารถทำงานบนตัวเขา นำเขามาสัมผัสกับความเที่ยงแท้ของพระบุตรและรับการอภัยได้ (1ตธ/ทธ.1:13-16)

แต่ถ้าใครหมิ่นประมาทและกล่าวร้ายต่อต้านพระวิญญาณ เขาก็ไม่เหลือช่องทางใดๆ ให้พระเจ้าทำงานบนตัวเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางที่จะกลับใจหันมาสู่พระเจ้าและรับการอภัยจากพระองค์ได้เลย

‼ ทั้งนี้เราต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่า การหมิ่นประมาทพระวิญญาณนั้นไม่เหมือนกับการไม่เชื่อฟังพระวิญญาณ

การไม่เชื่อฟังพระวิญญาณนั้นเป็นเรื่องที่คริสเตียนทุกคนล้วนเคยทำมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งแม้เรื่องนี้จะทำให้พระวิญญาณนั้นเสียพระทัย (อฟ.4:30) แต่พระองค์ก็ยังคงทำงานอยู่ในคนผู้นั้นต่อไป จนกว่าวันหนึ่งเขาจะตอบรับพระองค์และน้อมฟังพระองค์ เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็จะขอรับการอภัยและมุ่งหน้าในชีวิตฝ่ายวิญญาณต่อไป

แต่การหมิ่นประมาทพระวิญญาณ หมายถึงการใส่ร้ายพระวิญญาณ ไม่ยอมให้พระวิญญาณมาสัมผัสเขาได้เลย (เทียบ มธ.12:24) คนที่ทำเช่นนี้ย่อมไม่เคยต้อนรับพระวิญญาณเข้าสู่ภายในเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และก็ไม่เคยได้รับความรอดแต่อย่างใด

พระคัมภีร์ข้อนี้จึงไม่ได้หมายความว่า ผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่แล้วจะสามารถหมิ่นประมาทพระวิญญาณและสูญเสียความรอดได้อีก ... ลองคิดดูว่า ถ้าลูกเกิดจากแม่แล้ว วันหนึ่งเขาโกรธแม่ตัวเอง จนถึงกับพูดว่าเขาไม่มีแม่ ... เรื่องนี้จะทำให้การเกิดจากท้องแม่ของเขาเป็นโมฆะได้ไหม? การพูดเช่นนี้จะทำให้เขาไม่มีแม่จริงๆ ไหม? เป็นไปไม่ได้ เพราะถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ภายในของลูกชั่วคนนี้ก็ยังคงรู้ดีว่าเขาเป็นลูกใคร

สำหรับผู้ที่บังเกิดจากพระวิญญาณแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ยอมรับในพระวิญญาณ ... คนชนิดเดียวที่จะไม่ยอมรับในพระวิญญาณได้ก็คือคนที่ไม่เคยสัมผัสกับพระวิญญาณเลย ‼

แต่น่าเสียดายที่มีคริสเตียนอยู่ไม่น้อยที่วิญญาณของเขาได้บังเกิดจากพระวิญญาณแล้ว (ยฮ/ยน.3:6) เพราะเคยสัมผัสกับพระวิญญาณจนได้บังเกิดใหม่แล้ว แต่หลังจากนั้น เขากลับไม่ค่อยได้สัมผัสกับพระวิญญาณอีก ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากสัมผัส แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้สัมผัสกับพระองค์ ดังนั้นเขาจึงได้แต่ใช้ชีวิตเลียนแบบ "คริสเตียนที่ดี" ที่อยู่ในจินตนาการของเขา แต่จริงๆ แล้ว เขาไม่ได้ดำเนินตาม "พระวิญญาณ" (ฆต/กท.5:16, 25) ที่คอยนำพาอยู่ใน "วิญญาณ" ของเขาเลย (รม.8:4)

คริสเตียนเช่นนี้ แม้จะไม่ได้หมิ่นประมาทพระวิญญาณ ไม่ได้กล่าวร้ายต่อต้านพระวิญญาณ ถึงจะไม่มีทางสูญเสียความรอดตลอดไป แต่ก็แทบไม่ได้สัมผัสกับพระวิญญาณอยู่ภายในของเขา นานๆ เข้าก็รู้สึกเก่าแก่ หรือถึงกับรู้สึกเหนื่อยกับการทำตัวเป็นคริสเตียนที่ดี 😓

ถ้าคุณรู้จักใครที่มีอาการแบบนี้ ... เรามีหนังสือดีที่จะช่วยเขาได้ แจกฟรีด้วย ❤

💚💚💚💚💚💚💚
คลิก แจ้งที่อยู่รับหนังสือฟรี
จัดส่งถึงคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

website: www.rhemabooks.org/th/home
facebook: m.me/rhemathailand

#หนังสือเรม่า #หนังสือฟรี #อีบุ๊กฟรี #พระเยซู #พระเจ้า #ความเชื่อ #คริสเตียน #กลับใจ #หนุนใจ #กำลังใจ #อยากรู้จักพระเจ้า #พระคัมภีร์ #สื่อที่พูดเรื่องพระเจ้า #ความรัก #สวรรค์ #อาณาจักร

ที่อยู่

Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rhemabooks Thailand - หนังสือเรม่าผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์