คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน - กกร.

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน - กกร. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน - กกร.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 คณะผู้แทนฝ่ายวิชาการของคณะทำงาน Zero Corruption: กกร.และเพื่อนไม่ทน นำโดย รศ.ดร.เสาวณีย์ ไท...
26/06/2026

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 คณะผู้แทนฝ่ายวิชาการของคณะทำงาน Zero Corruption: กกร.และเพื่อนไม่ทน นำโดย รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ดร.มานะ นิมิตรมงคล และคุณอมรเทพ ทวีพานิชย์ ได้เข้าพบผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านวิชาการในการขับเคลื่อนการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

ที่ประชุมได้นำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงาน Zero Corruption: กกร.และเพื่อนไม่ทน ทั้งการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย การแก้ไขกฎหมายลำดับรอง การสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) และการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเห็นว่าการมีเครือข่ายทางวิชาการที่เข้มแข็งจะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของงานวิจัยและการสำรวจข้อมูล รวมถึงสนับสนุนการขยายเครือข่ายไปยังภูมิภาคผ่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ

มหาวิทยาลัยรามคำแหงตอบรับเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายของคณะทำงานฯ พร้อมแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการสำรวจข้อมูล การดำเนินกิจกรรมทางวิชาการ และการสร้างการรับรู้ด้าน Zero Corruption โดยเสนอให้รณรงค์สร้างค่านิยม "ภาคเอกชนไม่จ่ายสินบน" ควบคู่กับการป้องกันการเรียกรับสินบน และเตรียมนำสัญลักษณ์ Zero Corruption เผยแพร่ผ่านสื่อของมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัด Workshop ร่วมกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และมีข้อเสนอให้ผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection) และกฎหมาย Anti-SLAPP เพื่อสร้างหลักประกันในการเปิดเผยข้อมูลการทุจริตและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

📊 สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าสำคัญ ประจำสัปดาห์📅 วันที่ 8 – 12 มิถุนายน 2569🌍 เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัด...
24/06/2026

📊 สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าสำคัญ ประจำสัปดาห์
📅 วันที่ 8 – 12 มิถุนายน 2569

🌍 เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางเศรษฐกิจโลก

🔹 ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เหลือ 2.5% พร้อมเตือนว่าหากวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ อัตราการเติบโตอาจลดลงเหลือเพียง 1.3%

🔹 สหรัฐฯ เผชิญเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ 4.2% จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ตลาดคาดว่า Fed อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป

🔹 จีนส่งออกขยายตัว 19.4% จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.4% สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคการผลิต

🔹 อินเดียยังคงเติบโตโดดเด่น โดยการส่งออกสินค้าด้านวิศวกรรมแตะ 122.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 28% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

🇹🇭 ด้านเศรษฐกิจไทย

✅ กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทย ปี 2569 เป็น 1.6 – 2.0%
✅ ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8 – 10%
✅ ชี้โอกาสของไทยจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง Smart Electronics และ Advanced Manufacturing
✅ เร่งยกระดับการวิจัยและพัฒนา (R&D) และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD

💡 ประเด็นที่ต้องติดตาม
• สถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาพลังงาน
• ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
• การเติบโตของอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์โลก
• โอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ข้อมูลจาก📑
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

#เศรษฐกิจโลก #เศรษฐกิจไทย #การค้าโลก #ส่งออกไทย

รัฐ-เอกชนผนึกกำลังผ่าน กรอ. แปลงข้อเสนอภาคธุรกิจสู่แผนปฏิบัติการ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลกวันที่ 22 มิถุนายน...
23/06/2026

รัฐ-เอกชนผนึกกำลังผ่าน กรอ. แปลงข้อเสนอภาคธุรกิจสู่แผนปฏิบัติการ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม 4. การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อคเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจ โดยผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าร้อยละ 3 และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน

“การประชุมในวันนี้ ได้กำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ด้าน รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้ไปความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ร่วมกัน ขับเคลื่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

ติดตามข่าวสาร📊
https://www.jsccib.org/news/detail/state-private-sector-alliance-turns-business-proposals-into-action-plan-targets-global-top-20-competitiveness

ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพันาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ดังนี้
1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ
2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ
3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ
4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

“หากได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการต่างๆ และเสนอใน กรอ. จะได้เดินหน้าการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน short cut ให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น โดยมติที่เกิดจากการประชุมในวันนี้เกิดจากโอกาสที่เราพบกันก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการที่ไทยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งหากยังคง speed นี้ยังคงใช้เวลาอีกนาน แต่รัฐบาลจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด ด้วยสิ่งที่เราจะเปลี่ยนจากนี้ไป ความหวังก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม รัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง ได้เห็นว่าไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนานาประเทศ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

📢 ประกาศรับสมัครมูลนิธิคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง🔹 รองผู้อ...
22/06/2026

📢 ประกาศรับสมัคร

มูลนิธิคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

🔹 รองผู้อำนวยการมูลนิธิคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน
จำนวน 1 อัตรา

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการบริหารงานของมูลนิธิฯ ทั้งด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการองค์กร การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

📌 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569
🕘 วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.
📧 สมัครทางอีเมล: [email protected]

📄 อ่านรายละเอียดคุณสมบัติ หน้าที่ความรับผิดชอบ และดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่
https://www.jsccib.org/news/detail/recruitment-selection-foundation-deputy-director-jsccib-2026

#กกร

📊 **เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จับตาราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย**แม้ว่าสหรัฐอเมริกา...
22/06/2026

📊 **เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จับตาราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย**

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่หลายฝ่ายยังมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากยังมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องดำเนินการและติดตามผลในระยะต่อไป โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง และการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

นักเศรษฐศาสตร์และหน่วยงานวิจัยหลายแห่งประเมินตรงกันว่า ความไม่แน่นอนดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะในด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ การค้าโลก และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

# # # ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะมีทิศทางดีขึ้น แต่การฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมันในหลายพื้นที่ยังต้องใช้เวลา ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกยังอยู่ในระดับจำกัด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคการผลิต ปิโตรเคมี เกษตรกรรม ไปจนถึงภาคบริการและการท่องเที่ยว

# # # เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ

การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและวัตถุดิบมีแนวโน้มสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรืออาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

# # # เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากหลายด้าน

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบและพลังงานจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของการค้าโลก สงครามการค้า และต้นทุนโลจิสติกส์ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น หากเกิดข้อจำกัดในการเดินเรือผ่านเส้นทางสำคัญของโลก

แม้ว่าการส่งออกของไทยในช่วงต้นปีจะขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี แต่ภาคการผลิตดั้งเดิมหลายอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

# # # ท่องเที่ยวไทยยังเป็นความหวังสำคัญ

ด้านภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ลุกลามและราคาพลังงานไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากเกินไป

การคลี่คลายของความขัดแย้งจะช่วยลดต้นทุนการเดินทาง เพิ่มความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้จากการท่องเที่ยวและการจ้างงานภายในประเทศ

# # # สิ่งที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลัง

🔹 ทิศทางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
🔹 สถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง
🔹 การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบโลก
🔹 นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
🔹 ความเสี่ยงจากสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้า
🔹 แนวโน้มการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

โดยสรุป แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากความพยายามลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปียังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในหลายมิติ ทั้งด้านพลังงาน เงินเฟ้อ การค้า และการลงทุน ดังนั้น ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

#เศรษฐกิจโลก #เศรษฐกิจไทย #ราคาน้ำมัน #เงินเฟ้อ #การลงทุน #ตลาดการเงิน #การส่งออก #การท่องเที่ยว #ข่าวเศรษฐกิจ

กกร.ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทยสะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร...
19/06/2026

กกร.ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทยสะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อความสามารถของประเทศไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับวิกฤตและความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกครั้งใหม่

กกร. เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐและเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสโลก อย่างไรก็ดี การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว (Trust & Confidence) จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพการเติบโต เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

ทั้งนี้ กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ทั่วถึงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหที่อาจนำไปสู่การเสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ (Open government) ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่าง “ธนาคารโลก” สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตอกย้ำความน่าเชื่อถือของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก

ภาคเอกชนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงินตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่าหากไทยสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำได้จริง ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว

ติดตามข่าวสาร กกร.👇
https://www.jsccib.org/news/detail/sp-maintains-thailand-credit-rating-economic-stability

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) / 18 มิถุนายน 2569

ข่าวสาร - กกร.ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทยสะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง

📢 สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเชิญองค์กรภาคเอกชนเข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพ...
12/06/2026

📢 สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเชิญองค์กรภาคเอกชนเข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการให้สินบน

🎯 เพื่อเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมาตรา 176 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และส่งเสริมให้นิติบุคคลไทย รวมถึงนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ทั้งองค์กรขนาดใหญ่และ SMEs สามารถนำแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้ในองค์กร รวมถึงขยายผลสู่คู่ค้าทางธุรกิจ (Supply Chain)

📚 กิจกรรมที่ 1
เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนให้มีการรายงานการกระทำความผิดหรือกรณีมีเหตุน่าสงสัยสำหรับนิติบุคคล

👥 สำหรับผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียนขององค์กร
📌 จำนวน 80 คน
🗓️ วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569
⏰ เวลา 09.00 - 15.30 น.
✅ ลงทะเบียนตอบรับผ่าน QR Code ภายในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569

📚 กิจกรรมที่ 2
เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทบทวน ตรวจสอบ และประเมินผลมาตรการป้องกันการให้สินบน

👥 สำหรับผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินงานเกี่ยวกับการทบทวน ตรวจสอบ และประเมินผลมาตรการป้องกันการให้สินบนขององค์กร
📌 จำนวน 80 คน
🗓️ วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569
✅ ลงทะเบียนตอบรับผ่าน QR Code ภายในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569

อ่านต่อ🔗
https://www.jsccib.org/news/detail/nacc-promotes-anti-bribery-measures-for-thai-businesses

🤝 ร่วมสร้างองค์กรโปร่งใส ยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล และป้องกันการให้สินบนอย่างยั่งยืน

#ป้องกันการให้สินบน

สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาน้อ...
12/06/2026

สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน

ที่อยู่

150/2 ถนนราชบพิธ แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร
Bangkok
10200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน - กกร.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์