YOUNG Engineer Thailand

YOUNG Engineer Thailand พื้นที่แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างเครือข่ายยุววิศวกร
ยุววิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)
คนรุ่นใหม่คืออนาคตของวิศวกรรมไทย
YNEIT

📡 LiDAR: จากสภาพพื้นที่จริงสู่แบบจำลองสามมิติสำหรับงานวิศวกรรมLiDAR หรือ Light Detection and Ranging เป็นเทคโนโลยีสำรวจร...
29/08/2026

📡 LiDAR: จากสภาพพื้นที่จริงสู่แบบจำลองสามมิติสำหรับงานวิศวกรรม

LiDAR หรือ Light Detection and Ranging เป็นเทคโนโลยีสำรวจระยะไกลที่ใช้ลำแสงเลเซอร์ตรวจวัดระยะทาง โดยทั่วไประบบจะคำนวณจากเวลาเดินทางไป-กลับของพัลส์เลเซอร์ หรือ Time-of-Flight ขณะที่เครื่องสแกนภาคพื้นดินระยะใกล้บางรุ่นใช้การวัดผลต่างเฟสของสัญญาณมอดูเลตต่อเนื่องแทน เมื่อประมวลผลร่วมกับตำแหน่งและทิศทางของเซนเซอร์ จึงสามารถระบุตำแหน่งสามมิติของจุดต่าง ๆ บนพื้นผิวได้

ผลลัพธ์พื้นฐานที่ได้เรียกว่า "Point Cloud" ซึ่งประกอบด้วยจุดจำนวนมากที่อ้างอิงตำแหน่งในระบบพิกัดสามมิติ แต่ละจุดอาจมีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ความเข้มของสัญญาณสะท้อน ลำดับและจำนวนครั้งของการสะท้อน และเวลาที่บันทึกข้อมูล ส่วนค่าสีนั้นไม่ได้มาจากเลเซอร์โดยตรง แต่ได้จากกล้องที่ติดตั้งร่วมหรือจากภาพถ่ายที่นำมาซ้อนทับภายหลัง

Point Cloud สามารถนำไปสร้างแบบจำลองของภูมิประเทศ อาคาร ถนน สะพาน อุโมงค์ พืชพรรณ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมได้อย่างละเอียด

🔹 จำแนกตามแพลตฟอร์มที่ติดตั้ง

1️⃣ การสแกนภาคพื้นดินแบบอยู่กับที่
Terrestrial Laser Scanning หรือ TLS ใช้เครื่องสแกนที่ติดตั้งบนขาตั้ง เหมาะกับการสำรวจอาคาร สะพาน อุโมงค์ พื้นที่ก่อสร้าง และโครงสร้างที่ต้องการรายละเอียดสูง

2️⃣ การสแกนแบบพกพาและสะพายหลัง
Handheld และ Backpack Scanning อาศัยอัลกอริทึม SLAM ประมวลผลตำแหน่งขณะเดินสแกนต่อเนื่อง เก็บข้อมูลได้เร็วกว่า TLS หลายเท่า เหมาะกับอาคารหลายชั้น อุโมงค์ เหมือง และพื้นที่ที่ต้องเข้าถึงหลายห้อง โดยแลกกับความถูกต้องที่ต่ำกว่าการตั้งสแกนแบบอยู่กับที่

3️⃣ การสแกนภาคพื้นดินแบบเคลื่อนที่
Mobile Laser Scanning หรือ MLS ติดตั้งเซนเซอร์บนรถ เรือ หรือแพลตฟอร์มเคลื่อนที่ และมักทำงานร่วมกับ GNSS และ IMU เหมาะกับการสำรวจแนวถนน เครื่องหมายจราจร ราวกันอันตราย ระยะเคลียร์ และทรัพย์สินภายในเขตทาง

4️⃣ การสำรวจทางอากาศ
Airborne LiDAR ติดตั้งบนเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรืออากาศยานไร้คนขับ เหมาะสำหรับสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่ ภูมิประเทศซับซ้อน หรือบริเวณที่เข้าถึงจากภาคพื้นดินได้ยาก ดังนั้น UAV LiDAR จึงถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ Airborne LiDAR

5️⃣ การสำรวจจากอวกาศ
Spaceborne LiDAR เช่นระบบ ATLAS บนดาวเทียม ICESat-2 และระบบ GEDI ใช้สำรวจระดับความสูงของพื้นผิว ความสูงเรือนยอด และปัจจุบันนำมาประยุกต์กับการสำรวจความลึกบริเวณชายฝั่งได้ด้วย

🔹 จำแนกตามความยาวคลื่นและการใช้งาน

▪️ Topographic LiDAR
ใช้เลเซอร์ช่วงใกล้อินฟราเรด ประมาณ 1064 นาโนเมตร ซึ่งถูกน้ำดูดกลืน จึงใช้สำรวจภูมิประเทศและสิ่งก่อสร้างบนบก

▪️ Bathymetric LiDAR
ใช้เลเซอร์สีเขียวที่ความยาวคลื่นประมาณ 532 นาโนเมตร ซึ่งเดินทางผ่านน้ำได้ดีกว่า จึงนำมาสำรวจระดับท้องทะเล แม่น้ำ หรือพื้นที่ชายฝั่งได้ ในทางปฏิบัติระบบส่วนใหญ่ยิงเลเซอร์สองความยาวคลื่นพร้อมกัน คือเลเซอร์สีเขียวสำหรับอ่านท้องน้ำ และเลเซอร์อินฟราเรดสำหรับอ่านตำแหน่งผิวน้ำ เพื่อนำไปแก้ค่าการหักเหของแสงและความเร็วแสงในน้ำ หากขาดข้อมูลผิวน้ำ ค่าความลึกที่ได้จะคลาดเคลื่อน

ข้อสังเกตสำคัญคือ Bathymetric LiDAR ไม่ใช่การจำแนกตามแพลตฟอร์ม เพราะโดยทั่วไปติดตั้งบนอากาศยาน จึงจัดเป็น Airborne Lidar Bathymetry

ความลึกที่วัดได้นิยมอ้างอิงเป็นจำนวนเท่าของระยะมองเห็นใต้น้ำ หรือ Secchi Depth
- เซนเซอร์แบบ Topo-bathymetric ประมาณ 1 ถึง 2 เท่า
- เซนเซอร์ Bathymetric เฉพาะทาง ประมาณ 3 เท่า
- ระบบจากดาวเทียม ประมาณ 1 เท่า

นอกจากความขุ่นของน้ำแล้ว ลักษณะท้องน้ำก็มีผลมาก ทรายสีอ่อนหรือกรวดสะท้อนแสงได้ดีจึงวัดได้ลึกกว่า ขณะที่โคลนหรือพืชน้ำสีเข้มทำให้วัดได้ตื้นลง

🏗️ LiDAR สนับสนุนงานวิศวกรรมโยธาได้หลายด้าน

✅ จัดทำข้อมูลภูมิประเทศและแบบจำลองระดับความสูง
✅ สำรวจแนวถนน ทางรถไฟ สะพาน อุโมงค์ และระบบสาธารณูปโภค
✅ จัดทำแบบจำลองสภาพก่อสร้างจริงหรือ As-built Model
✅ ตรวจสอบระยะเคลียร์ของสะพานและโครงสร้างเหนือทาง
✅ คำนวณปริมาตรดินตัด ดินถม และกองวัสดุ
✅ ติดตามความก้าวหน้าและตรวจสอบความคลาดเคลื่อนของงานก่อสร้าง
✅ ประเมินการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ การกัดเซาะ และพื้นที่เสี่ยงภัย
✅ สนับสนุนการสร้างแบบจำลองสำหรับ GIS, CAD, BIM และ Digital Twin
✅ ติดตามการเคลื่อนตัวหรือการเปลี่ยนรูปของโครงสร้างจากการสแกนหลายช่วงเวลา โดยการวิเคราะห์มักอาศัยการเฉลี่ยจุดจำนวนมากหรือการปรับพอดีผิว มากกว่าการเปรียบเทียบจุดต่อจุด เนื่องจากความถูกต้องของจุดเดี่ยวมักหยาบกว่าค่าการเคลื่อนตัวที่ต้องการวัด

🌳 LiDAR มองเห็นพื้นดินใต้ต้นไม้ได้จริงหรือไม่

LiDAR บางระบบสามารถบันทึกสัญญาณสะท้อนกลับหลายครั้งจากพัลส์เดียว ทำให้จุดสะท้อนอาจมาจากเรือนยอดไม้ กิ่งไม้ พุ่มไม้ และพื้นดิน เมื่อนำ Point Cloud มาจำแนกประเภท จึงสามารถเลือกเฉพาะจุดที่เป็นพื้นดินเพื่อสร้าง Bare-earth Digital Elevation Model หรือแบบจำลองระดับพื้นดินที่ตัดพืชพรรณและสิ่งปลูกสร้างออกแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้ไม่ได้มีในทุกระบบ เครื่องสแกนที่ใช้หลักการวัดผลต่างเฟสจะให้สัญญาณสะท้อนได้เพียงครั้งเดียวต่อพัลส์ ขณะที่ระบบแบบ Full-waveform บันทึกรูปคลื่นสะท้อนทั้งหมด จึงแยกวัตถุที่อยู่ใกล้กันได้ละเอียดกว่า

ที่สำคัญคือ LiDAR ไม่ได้มองทะลุวัตถุทึบ และไม่สามารถรับประกันว่าจะตรวจพบพื้นดินใต้พืชพรรณได้ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีเรือนยอดหนาแน่นมากหรือไม่มีช่องให้ลำแสงเลเซอร์เดินทางถึงพื้น

⚠️ จุดหนาแน่นไม่ได้หมายความว่าข้อมูลจะแม่นยำเสมอไป

ความถูกต้องของข้อมูล LiDAR ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ได้แก่
- สมรรถนะและการสอบเทียบเซนเซอร์
- ความสูง ความเร็ว และมุมที่ใช้สำรวจ
- ความถูกต้องของ GNSS และ IMU สำหรับระบบเคลื่อนที่
- การวางจุดควบคุมและจุดตรวจสอบภาคสนาม
- ลักษณะและความสามารถในการสะท้อนแสงของพื้นผิว
- ความหนาแน่นและการกระจายตัวของจุด
- การเชื่อมต่อชุดข้อมูลและการปรับแก้แนวสแกน
- ระบบพิกัดและหลักฐานทางระดับ
- วิธีจำแนกและประมวลผล Point Cloud

มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงกันในระดับสากลคือ ASPRS Positional Accuracy Standards for Digital Geospatial Data ฉบับที่ 2 ปี 2023 ซึ่งกำหนดแนวทางไว้ชัดเจน
- แยกรายงานความถูกต้องทางดิ่งเป็น NVA สำหรับพื้นที่ไม่มีพืชปกคลุม และ VVA สำหรับพื้นที่มีพืชปกคลุม โดย NVA ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินรับหรือไม่รับงาน ส่วน VVA ให้รายงานตามค่าที่ตรวจวัดได้ แต่ไม่ใช้เป็นเกณฑ์ปฏิเสธงาน
- รายงานค่าความคลาดเคลื่อนในรูป RMSE โดยฉบับที่ 2 ได้ตัดการรายงานที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ออกแล้ว
- ใช้จุดตรวจสอบอิสระอย่างน้อย 30 จุด และจุดตรวจสอบต้องมีความถูกต้องดีกว่าผลงานที่ตรวจอย่างน้อย 2 เท่า
- ตรวจสอบความถูกต้องสัมพัทธ์ระหว่างแนวสแกนที่ซ้อนทับกัน ควบคู่ไปกับความถูกต้องเชิงสัมบูรณ์

ก่อนนำข้อมูลไปออกแบบ ตรวจรับงาน หรือประเมินพฤติกรรมของโครงสร้าง จึงควรกำหนดระดับความถูกต้องที่ต้องการไว้ตั้งแต่ขั้นตอนจัดทำขอบเขตงาน ตรวจสอบด้วยจุดอ้างอิงอิสระ และรายงานค่าความคลาดเคลื่อนตามมาตรฐานที่เหมาะสมกับโครงการ

กล่าวได้ว่า LiDAR ไม่ได้มีคุณค่าเพียงการสร้างภาพสามมิติที่สวยงาม แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจริงให้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ซึ่งสามารถใช้ตรวจวัด เปรียบเทียบ วิเคราะห์ และสนับสนุนการตัดสินใจทางวิศวกรรมได้อย่างเป็นระบบ

#วิศวกรรมโยธา #งานสำรวจ #ตรวจสอบอาคาร #เทคโนโลยีวิศวกรรม

26/08/2026
คณะยุววิศวกร และคณะวิศวกรหญิง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  ได้รับเกียรติบรรยายพิเศษให้กับ นักศึกษาชั้นป...
19/08/2026

คณะยุววิศวกร และคณะวิศวกรหญิง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเกียรติบรรยายพิเศษให้กับ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กว่า 800 คน ในหัวข้อ
"ก้าวแรกสู่การเป็นวิศวกร จรรยาบรรณ และใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรม "
โดยวิทยากรทั้ง 5 ท่าน ได้แก่:
1.ดร.จองชัย ใจตรง
2.นางสาวลาวัลย์ สุ่มประดิษฐ์
3.นายกิตติโชค สีกาแก้ว
4.นายจีรายุ สุริยะธรรม
5.นายเวชกร ทองมี
ตลอดการบรรยาย น้อง ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่
✅ เส้นทางวิชาชีพวิศวกร ตั้งแต่วันแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ก.ว.)
✅ บทบาทของ วสท. ต่อวิศวกรไทย
✅ กรณีศึกษา จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพวิศวกร
✅ แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ยุววิศวกรในการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย และการเริ่มต้นสู่เป็นวิศวกร
ขอบคุณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เปิดพื้นที่ให้เราได้ส่งต่อ "ก้าวแรก" ให้กับว่าที่วิศวกรรุ่นใหม่ 💙

-------------------

#ยุววิศวกร #วสท

🌍 "Net Zero" กับ "Carbon Neutral" — สองคำที่คนใช้สลับกันตลอด แต่ในเชิงมาตรฐานมันไม่เหมือนกันเลยมาดูให้ชัดแบบอ้างมาตรฐานจ...
17/08/2026

🌍 "Net Zero" กับ "Carbon Neutral" — สองคำที่คนใช้สลับกันตลอด แต่ในเชิงมาตรฐานมันไม่เหมือนกันเลย

มาดูให้ชัดแบบอ้างมาตรฐานจริง 👇

🔹 Carbon Neutral (อ้างอิง ISO 14068-1:2023)
ทำให้ก๊าซที่ปล่อย "สมดุล" กับที่ดูดกลับ/ชดเชย เน้นที่ CO₂ เป็นหลัก — จุดสำคัญคือมาตรฐานนี้ "ไม่ได้กำหนดว่าต้องลดขั้นต่ำเท่าไร" จึงชดเชย (offset) ได้มาก

🔹 Net Zero (อ้างอิง SBTi Corporate Net-Zero Standard)
ลดก๊าซเรือนกระจก "ทุกชนิด" (คิดเป็น CO₂e) ครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2, 3 โดยต้องลดจริงให้ลึกอย่างน้อย 90% ก่อน เหลือเฉพาะส่วนที่เลี่ยงไม่ได้ (~10%) จึงค่อยทำให้เป็นกลางด้วยการ "ดูดกลับ" (removal) — เข้มงวดกว่าชัดเจน

⚖️ หัวใจที่ทั้งสองยึดร่วมกันคือ "ลดที่แหล่งกำเนิดก่อน ค่อยชดเชย" ไม่ใช่ "ซื้อคาร์บอนเครดิตแล้วจบ"

และนี่คือเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด 🇹🇭 ไทยเพิ่งเร่งเป้า Net Zero จากปี 2065 มาเป็น 2050 (NDC 3.0 ครม.อนุมัติ 4 พ.ย. 2025) พร้อมเป้าลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% ภายในปี 2035 เทียบปี 2019

แปลว่าในวันที่พวกเราเป็นวิศวกรเต็มตัว เป้าหมายพวกนี้จะกลายเป็นโจทย์จริงบนโต๊ะทำงาน — ไม่ว่าจะออกแบบอาคาร เลือกวัสดุ คุมพลังงาน หรือทำบัญชีคาร์บอน 💪

📌 หมายเหตุเชิงมาตรฐาน: PAS 2060 (เกณฑ์ carbon neutrality เดิม) ถูกยกเลิกเมื่อ 30 พ.ย. 2025 ปัจจุบันใช้ ISO 14068-1:2023 แทน

จานเบรก MotoGP ไม่มีรูสักรูเดียว 🏍️ เราเชื่อกันมานานว่า "จานเบรกเจาะรู = ของแข่ง" ยิ่งรูเยอะยิ่งโหด แต่จานคาร์บอนของ Mot...
14/08/2026

จานเบรก MotoGP ไม่มีรูสักรูเดียว 🏍️

เราเชื่อกันมานานว่า "จานเบรกเจาะรู = ของแข่ง" ยิ่งรูเยอะยิ่งโหด

แต่จานคาร์บอนของ MotoGP ผิวเรียบสนิท ไม่มีรูเลยแม้แต่รูเดียว — Brembo เลือกใช้ครีบระบายความร้อนภายนอกแทน

ส่วน Porsche 911 GT3 Cup? สเปกระบุว่า "internally vented and slotted" คือจานเซาะร่อง ไม่ใช่จานเจาะรู

ขอสรุปให้ 3 ข้อครับ 👇

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

1️⃣ เรื่อง "ระบายก๊าซ" ไม่ใช่คำตอบอีกแล้ว

ทฤษฎีนี้มาจากงานวิจัย SAE ปี 1967 ยุคดรัมเบรกกับผ้าเบรกออร์แกนิก

ผ้าเบรกยุคนี้ยังปล่อยก๊าซอยู่ (เรซินฟีนอลิกยังเป็นสารยึดเกาะมาตรฐาน) แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการทดสอบชิ้นไหนพิสูจน์ได้ว่ารูบนจานช่วยลด Brake Fade ได้จริงจากการระบายก๊าซ

⚠️ Brake Fade ตัวจริงมี 2 แบบ อาการตรงข้ามกันเลย

▪️ Pad Fade → ผ้าเบรกร้อนเกินช่วงใช้งาน μ ตกฮวบแถว 300°C
อาการ: แป้นแข็งเป๊าะ เหยียบมิดแต่รถไม่ชะลอ

▪️ Fluid Fade → น้ำมันเบรกเดือด เกิดฟองอากาศ
อาการ: แป้นยวบ จมลงไปติดพื้น = เปลี่ยนน้ำมันเบรกด่วนครับ 🚨

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

2️⃣ รูช่วยระบายความร้อน... แค่บางส่วน

รูเพิ่มพื้นที่สัมผัสอากาศก็จริง แต่ก็ควักเนื้อเหล็กทิ้งไปด้วย = ลด Thermal Mass ตัวแปรจริงคือ "อัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อมวลจาน" ไม่ใช่พื้นที่ผิวเพียว ๆ

แถมบนรถถนนยังมีแผ่นกันฝุ่นกับช่วงล่างบังอยู่ อากาศแทบไม่ไหลผ่านรู

พระเอกตัวจริงคือ "จานแบบมีครีบระบายอากาศภายใน" (Vented Disc) — ซึ่งรถบ้านของคุณก็มีอยู่แล้วที่ล้อหน้าครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

3️⃣ "เจาะรูแล้วพื้นที่หาย เบรกแย่ลง" — ถูกปลายทาง แต่ผิดเหตุผล

สมการแรงบิดเบรกคือ T = 2 × μ × F_clamp × r_eff

ไม่มีพจน์ "พื้นที่" อยู่ในสมการเลย (ตามกฎ F = μN)

เจาะรูควักพื้นที่ออกแค่ 5–10% → ความดันสัมผัสขึ้นมาชดเชยพอดี → กระทบแรงบิดแค่หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์

แล้วแย่ลงตรงไหน? ไปทางความร้อนครับ 👇

พื้นที่น้อยลง → ฟลักซ์ความร้อนต่อพื้นที่สูงขึ้น → ผิวสัมผัสร้อนขึ้น → μ ร่วง = Pad Fade

พื้นที่มีผลจริง แต่ผลเดินผ่าน "ความร้อน" ไม่ใช่ผ่านกฎแรงเสียดทานโดยตรง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📌 สรุป

จานเจาะรูไม่ได้ทำให้ "เบรกแรงขึ้น" ครับ มันช่วยเรื่องรีดน้ำและกันผ้าเบรกเคลือบแข็ง แต่แลกมาด้วยอายุจานที่สั้นลงและผ้าเบรกที่หมดไวขึ้น

สิ่งที่ทำให้เบรกดีขึ้นจริงคือ ผ้าเบรกที่เลือกช่วงอุณหภูมิให้ตรงงาน + น้ำมันเบรกที่ยังไม่หมดอายุ + การระบายความร้อนที่ดี

วิศวกรรมไม่มีของฟรีครับ มีแต่การเลือกว่าจะยอมแลกอะไรกับอะไร ⚙️

💬 รถคันปัจจุบันของเพื่อน ๆ ใช้จานแบบไหนอยู่ครับ?

#ยุววิศวกร #วิศวกรรมเครื่องกล #ระบบเบรก #วิศวกรรมยานยนต์

เจาะอุโมงค์จากภูเขาสองฝั่งเข้าหากัน ยาว 1,352 เมตร ไม่มี GPS ไม่มีเลเซอร์ — แล้วรู้ได้ยังไงว่าจะมาบรรจบกันพอดีนี่คืออุโม...
13/08/2026

เจาะอุโมงค์จากภูเขาสองฝั่งเข้าหากัน ยาว 1,352 เมตร ไม่มี GPS ไม่มีเลเซอร์ — แล้วรู้ได้ยังไงว่าจะมาบรรจบกันพอดี

นี่คืออุโมงค์ขุนตาน จ.ลำพูน ใช้เวลาเจาะ 11 ปีเต็ม (พ.ศ. 2450–2461) และเป็นหนึ่งในหลักฐานว่างานวิศวกรรมบนแผ่นดินนี้ ไม่ได้เริ่มต้นมาแบบธรรมดา

เรื่องรถไฟไทยมักถูกเล่าในมุมประวัติศาสตร์ แต่วันนี้อยากชวนดูในมุมที่วิศวกรจะสนุกกว่า — มุมของ "การตัดสินใจทางวิศวกรรม" และ "คนที่ลงมือทำ"

━━━━━━━━━━━━━━

【 1 】 ขนาดราง ไม่ใช่แค่สเปก แต่คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

ทางรถไฟหลวงสายแรก กรุงเทพฯ–อยุธยา เปิดเดินเมื่อ 26 มีนาคม 2439 ระยะทาง 71 กิโลเมตร วางด้วยรางขนาด 1.435 เมตร

น่าสนใจตรงที่ ในเวลานั้นอาณานิคมรอบบ้านเราทั้งหมด — พม่าและมลายูของอังกฤษ กับอินโดจีนของฝรั่งเศส — ใช้รางขนาด 1 เมตร

รางที่ไม่เท่ากัน แปลว่าขบวนรถจากนอกประเทศวิ่งเข้ามาตรง ๆ ไม่ได้ ต้องหยุดถ่ายลำที่ชายแดน

ปกติวิศวกรออกแบบระบบให้ interoperable คือเชื่อมต่อกับคนอื่นได้ แต่ในบริบทนั้น "การเชื่อมต่อไม่ได้" กลับกลายเป็นคุณสมบัติที่ต้องการ นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงมองว่าการเลือกเกจครั้งนั้นมีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์อยู่ด้วย ไม่ใช่เหตุผลทางเทคนิคล้วน ๆ

แล้วทางสายใต้ล่ะ? กลับวางด้วยราง 1 เมตร เพราะสร้างด้วยเงินกู้จากอังกฤษ 4.63 ล้านปอนด์ ภายใต้สนธิสัญญาอังกฤษ–สยาม พ.ศ. 2452

ผลคือประเทศเดียว มีรางสองขนาด ต่อมาจึงต้องรวมเป็นราง 1 เมตรทั้งระบบ — และนั่นคือมรดกทางเทคนิคที่เรายังใช้อยู่จนถึงวันนี้

บทเรียนข้อแรกสำหรับวิศวกร: การเลือกมาตรฐานในวันนี้ จะผูกมัดคนอีก 100 ปีข้างหน้า

━━━━━━━━━━━━━━

【 2 】 งานที่ยากที่สุด อยู่ตรงที่ภูเขาไม่ยอมหลีกทาง

อุโมงค์ขุนตาน 1,352.10 เมตร เจาะระหว่างปี 2450–2461

โจทย์หน้างานตอนนั้นคือ ป่าทึบ ภูเขาชัน ไข้ป่าระบาด ขนวัสดุขึ้นไปยากมาก และต้องเจาะเข้าหากันจากสองฝั่งโดยอาศัยงานสำรวจล้วน ๆ — ผิดพลาดไม่กี่เซนติเมตร ก็คือเจาะพลาดกันคนละทาง

ผู้ควบคุมงานคือ เอมีล ไอเซินโฮเฟอร์ วิศวกรชาวเยอรมัน ที่ใช้ชีวิต 11 ปีอยู่กับงานเดียวในป่าเขา

อีกงานหนึ่ง: สะพานพระราม 6 สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศ ยาว 443.60 เมตร โครงเหล็กแบบ cantilever 5 ช่วง สร้างระหว่างปี 2465 เปิดใช้ 1 มกราคม 2469

เกร็ดที่วิศวกรน่าจะชอบ: สะพานนี้ถูกทิ้งระเบิดเสียหายหนักในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่าสร้างเดิมอยู่ที่ราว 2.7 ล้านบาท แต่ค่าซ่อมหลังสงครามพุ่งไปถึงราว 25.5 ล้านบาท — เกือบ 10 เท่าของค่าสร้าง

ตัวเลขนี้พูดแทนได้ดีว่า ทำไมงานโครงสร้างพื้นฐานถึงต้องคิดเรื่อง resilience ตั้งแต่วันออกแบบ

━━━━━━━━━━━━━━

【 3 】 ชื่อที่ควรถูกจำ และชื่อที่ไม่เคยถูกบันทึก

กิจการรถไฟไทยเริ่มจากกรมรถไฟ ตั้งเมื่อเดือนตุลาคม 2433 โดยมี คาร์ล เบธเก วิศวกรชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมคนแรก

หลุยส์ ไวเลอร์ วิศวกรเยอรมันอีกท่าน คุมงานทางสายเหนือ และเขียนจดหมายกลับบ้านอย่างสม่ำเสมอ จดหมายเหล่านั้นกลายเป็นบันทึกหน้างานที่ละเอียดที่สุดชิ้นหนึ่งของยุคนั้น

ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง และทรงนำรถจักรดีเซลเข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2471 ทำให้ไทยเป็นชาติแรก ๆ ในเอเชียที่ใช้รถจักรดีเซล จนได้รับการยกย่องเป็น "พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่"

แต่คนที่ยกราง แบกหมอน ขุดดิน และเจาะหินจริง ๆ คือคนงานไทย จีน และคนท้องถิ่นอีกนับหมื่น ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกบันทึกชื่อไว้ที่ไหนเลย

ทุกครั้งที่รถไฟลอดอุโมงค์ขุนตาน มันวิ่งผ่านงานของคนที่เราไม่รู้จักชื่อสักคน

━━━━━━━━━━━━━━

【 4 】 130 ปีผ่านไป โจทย์ยังเป็นข้อเดิม

วันนี้รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ–นครราชสีมา 250.77 กิโลเมตร 6 สถานี วงเงิน 179,412.21 ล้านบาท คืบหน้าราว 55% ตั้งเป้าเปิดบริการปี 2573

ระยะที่ 2 นครราชสีมา–หนองคาย อีก 357.12 กิโลเมตร เตรียมประมูลปลายปี 2569

เส้นทางเดิม จุดหมายเดิม — กรุงเทพฯ ไปโคราช เหมือนที่เปิดเดินครั้งแรกเมื่อ 21 ธันวาคม 2443

ต่างกันแค่ว่ารุ่นก่อนใช้สิ่วกับดินปืน รุ่นเราใช้ TBM กับ BIM

แต่แก่นของงานยังเหมือนเดิมทุกประการ: ตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด สร้างสิ่งที่ต้องอยู่ให้ได้นานกว่าอายุคนสร้าง และรับผิดชอบต่อคนที่จะใช้มัน

━━━━━━━━━━━━━━

อ้างอิง: การรถไฟแห่งประเทศไทย, สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กระทรวงคมนาคม

10/08/2026

DIGITAL TWIN

💻 "เขียนโค้ดเป็น" ไม่ใช่เรื่องของเด็กคอมอีกต่อไป… วันนี้มันคือทักษะของวิศวกรแทบทุกสาขาลองสังเกตดูครับ ไม่ว่าจะ ไฟฟ้า ⚡ เ...
07/08/2026

💻 "เขียนโค้ดเป็น" ไม่ใช่เรื่องของเด็กคอมอีกต่อไป… วันนี้มันคือทักษะของวิศวกรแทบทุกสาขา

ลองสังเกตดูครับ ไม่ว่าจะ ไฟฟ้า ⚡ เครื่องกล ⚙️ โยธา 🌉 หรือ เคมี 🧪 — งานยุคนี้ "สร้างข้อมูล" มากขึ้นทุกวัน 📈

ทั้งจากเซนเซอร์ การจำลอง (Simulation) งาน FEM/CFD ระบบ IoT ไปจนถึงผลทดสอบในแล็บ ข้อมูลพวกนี้มหาศาลและซับซ้อนเกินกว่าจะนั่งวิเคราะห์มือในกระดาษ และเครื่องมือที่วิศวกรหยิบมาใช้ร่วมกัน "ข้ามสาขา" ก็คือ 2 ภาษานี้ 👇

🔶 MATLAB — The Language of Technical Computing
ถนัดงานคำนวณเชิงวิศวกรรม สัญญาณ และระบบควบคุม โดยเฉพาะคู่กับ Simulink

⭐ จุดเด่นคือ "ครบ จบ ในตัว" มี Toolbox สำเร็จรูป เอกสารเยอะ และเป็นมาตรฐานในมหาวิทยาลัยกับงานวิจัย (แต่เป็นซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ มีค่าใช้จ่ายนะครับ)

🔷 Python — The Language of Data & AI
ภาษาเอนกประสงค์ ฟรีและโอเพนซอร์ส 🆓 มี ecosystem มหาศาล (NumPy, pandas, scikit-learn, TensorFlow, PyTorch ฯลฯ) เด่นสุดด้าน Data Science และ AI จนตอนนี้นักพัฒนาทั่วโลกใช้ราว 58% (Stack Overflow 2025) *เป็นภาพรวมนักพัฒนาทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะวิศวกร
แล้วต้องเลือกตัวไหน? 🤔

คำตอบคือ… "ไม่ต้องเลือกข้าง" ✅

วิศวกรจำนวนมากใช้ทั้งคู่ร่วมกัน เช่น เริ่มจาก MATLAB เพื่อจำลองและออกแบบ แล้วส่งต่อให้ Python ทำงานอัตโนมัติ จัดการข้อมูลใหญ่ หรือต่อยอดเป็น AI 🤖

⭐ แต่จุดที่อยากฝากไว้จริง ๆ คือ — เครื่องมือเป็นแค่ "เครื่องมือ" สิ่งที่ทำให้คุณเป็นวิศวกรที่แตกต่าง ไม่ใช่การรู้ภาษาไหน แต่คือการ "เข้าใจปัญหา" และ "ตั้งโจทย์ให้ถูก" 🎯

💬 ถ้าวันนี้ต้องเลือกเรียนก่อน 1 ตัว คุณจะเลือกอะไร — 🔶 Team MATLAB หรือ 🔷 Team Python? คอมเมนต์บอกสาขาของคุณ พร้อมเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกภาษานั้น 👇

#ยุววิศวกร #วสท #วิศวกรรมข้อมูล

ไทยประกาศปั้น "ชิป Made in Thailand" — ต้องการวิศวกรทักษะสูงกว่า 230,000 คนนี่อาจเป็นประกาศรับสมัครงานล่วงหน้าที่ใหญ่ที่...
05/08/2026

ไทยประกาศปั้น "ชิป Made in Thailand" — ต้องการวิศวกรทักษะสูงกว่า 230,000 คน
นี่อาจเป็นประกาศรับสมัครงานล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดที่วิศวกรไทยเคยเห็นครับ
กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลตั้ง "คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ" อย่างเป็นทางการ
เป้าหมายชัดเจน: ชิป Made in Thailand ภายในปี 2593 ดึงเม็ดเงินลงทุนรวม 2.5 ล้านล้านบาท
แต่อย่างไรก็ตาม ปี พศ. 2593 อีกตั้ง 24 ปี ถึงตอนนั้นโลกจะยังต้องการชิปอยู่มั้ย ?
แต่บรรทัดที่วิศวกรรุ่นเราต้องอ่านซ้ำสองรอบคือ — แผนนี้ต้อง "พัฒนาบุคลากรทักษะสูงมากกว่า 230,000 คน"
ทำไมถึงเป็นโอกาสจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ ในแผน?
เพราะทั้งโลกกำลังแย่งคนสายนี้กันอยู่ครับ ความต้องการชิปจาก AI โตเร็วกว่ากำลังผลิต จนมีการคาดการณ์ว่าภาวะชิปตึงตัวอาจลากยาวถึงปี 2030 การขยายกำลังผลิตเวเฟอร์แต่ละครั้งใช้เวลา 4-5 ปี
และแม้แต่สหรัฐฯ เองยังประกาศว่าขาดแคลนช่างเทคนิคและวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์
แล้วสาขาเราเสียบตรงไหนได้บ้าง?
🔧โยธา — สร้างร่มเงาสำหรับอาคารผลิตชิป
⚡ ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ — ออกแบบวงจร ทดสอบชิป งานหลังบ้านอย่าง packaging & testing ที่ไทยแข็งอยู่แล้ว
🧪 เคมี/วัสดุ — กระบวนการผลิตระดับนาโน สารเคมีความบริสุทธิ์สูง คลีนรูม
🏭 อุตสาหการ — วางระบบโรงงาน คุมคุณภาพระดับ "เสียไม่ได้แม้ชิ้นเดียวในล้านชิ้น"
💻 คอมพิวเตอร์ — ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป (EDA), embedded system, ระบบอัตโนมัติในไลน์ผลิต
🔧 เครื่องกล — ระบบความแม่นยำสูง ระบบสุญญากาศ และการควบคุมอุณหภูมิ-ความสั่นสะเทือนของเครื่องจักรผลิตชิป
เด็กวิศวะที่เข้าเรียนปีนี้ จะจบมาพอดีช่วงที่อุตสาหกรรมนี้ในไทยกำลังตั้งไข่ — คำถามคือ เราจะเตรียมตัวทันไหม

#ยุววิศวกร #วสท #เซมิคอนดักเตอร์ #วิศวกรไฟฟ้า #วิศวกรคอมพิวเตอร์

ค่ำวันศุกร์ปี 2004 นักฟิสิกส์สองคนนั่ง "ลอกเทปใส" เล่นกับไส้ดินสอ — ไม่มีใครรู้เลยว่าเทปม้วนนั้นกำลังจะเปลี่ยนวงการก่อสร...
03/08/2026

ค่ำวันศุกร์ปี 2004 นักฟิสิกส์สองคนนั่ง "ลอกเทปใส" เล่นกับไส้ดินสอ — ไม่มีใครรู้เลยว่าเทปม้วนนั้นกำลังจะเปลี่ยนวงการก่อสร้างทั้งโลกครับ 🏗️

ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ Andre Geim กับ Konstantin Novoselov มีธรรมเนียมประจำแล็บชื่อ "Friday night experiments" — ค่ำวันศุกร์จะทดลองอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับงานหลัก เอาสนุกเข้าว่า

คืนหนึ่ง พวกเขาใช้เทปใสแปะแท่งกราไฟต์ (วัสดุเดียวกับไส้ดินสอ) แล้วลอกออก... แปะแล้วลอก ซ้ำไปเรื่อย ๆ จนชั้นคาร์บอนบางลง บางลง

จนเหลือแผ่นคาร์บอนที่หนาเพียง 1 อะตอม

นั่นคือ "กราฟีน" — วัสดุ 2 มิติชนิดแรกของโลก บางกว่ากระดาษเป็นล้านเท่า แต่แข็งแรงกว่าเหล็กราว 200 เท่าเมื่อเทียบน้ำหนัก

ปี 2010 ทั้งคู่คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากเทปใสม้วนนั้น

แต่หลังเสียงปรบมือจบลง กราฟีนกลับเจอคำถามที่ตอบยากที่สุด:

"แล้วมันเอาไปใช้ทำอะไรได้จริงบ้าง?"

เกือบ 20 ปีที่กราฟีนถูกแซวว่าเป็น "วัสดุมหัศจรรย์ที่ยังหางานประจำไม่ได้" — ผลิตยาก ราคาแพง ขยายสเกลสู่อุตสาหกรรมจริงไม่ง่าย

ระหว่างนั้น... อีกฟากหนึ่งของวงการวิศวกรรม มีโจทย์ใหญ่รออยู่

คอนกรีต คือวัสดุที่มนุษย์ใช้มากที่สุดในโลกรองจากน้ำ แต่การผลิตซีเมนต์ปล่อย CO₂ ราว 8% ของทั้งโลก — มากกว่าอุตสาหกรรมการบินทั้งอุตสาหกรรมราว 3 เท่า

แถมธรรมชาติของคอนกรีตคือ "ต้องรอ" — เทเสร็จต้องบ่ม กว่าจะถอดแบบได้ก็หลายวัน กว่าจะได้กำลังออกแบบเต็มที่ก็ 28 วัน

โลกต้องการสร้างให้เร็วขึ้น แต่ปล่อยคาร์บอนให้น้อยลง — สองโจทย์นี้มันสวนทางกันมาตลอด

จนกระทั่งสองเส้นเรื่องนี้มาบรรจบกันครับ

พฤษภาคม 2021 ที่เมือง Amesbury ประเทศอังกฤษ ทีมวิศวกรจาก Nationwide Engineering ร่วมกับ University of Manchester — บ้านเกิดของกราฟีนเอง — เทพื้นคอนกรีตให้โรงยิมแห่งหนึ่ง

หน้างานวันนั้นดูเหมือนงานเทพื้นธรรมดาทุกประการ รถโม่คันเดิม ขั้นตอนเดิม คนงานชุดเดิม

ต่างกันอยู่อย่างเดียว: ในเนื้อคอนกรีตมีกราฟีนผสมอยู่ ปริมาณแค่ราว 0.03% ของน้ำหนักซีเมนต์ — น้อยขนาดที่เรียกว่า "หยิบมือ" ยังเกินจริง

นั่นคือการเทคอนกรีตเสริมกราฟีนเชิงวิศวกรรมครั้งแรกของโลก พวกเขาตั้งชื่อมันว่า "Concretene"

แล้วผลทดสอบที่ตามมา ก็ทำให้ทั้งวงการหันมามองครับ 👇

✅ กำลังอัดเพิ่มขึ้นราว 13–30% (แล้วแต่สูตรผสมและปริมาณกราฟีน)
✅ กำลังดัดเพิ่มขึ้น 40–59%
✅ พัฒนากำลังช่วงต้นเร็วขึ้นมาก — หลายงานทดสอบได้กำลังเทียบเท่ามาตรฐาน 28 วัน ภายในราว 7 วัน แปลว่าถอดแบบไวขึ้น หมุนแบบเร็วขึ้น งานจบเร็วขึ้น
✅ ที่กำลังเท่าเดิม ใช้ซีเมนต์น้อยลง → คาร์บอนต่ำลง และต้นทุนรวมถูกลง

เคล็ดลับอยู่ตรงนี้ครับ — แผ่นกราฟีนจิ๋วนับล้านทำหน้าที่เป็น "จุดก่อผลึก" (nucleation sites) ในเนื้อคอนกรีต

ปกติผลึกซีเมนต์จะค่อย ๆ ก่อตัวแบบต่างคนต่างโต แต่พอมีกราฟีน มันเหมือนมี "นั่งร้านนาโน" ให้ผลึกเกาะ — ก่อตัวเร็วขึ้น แน่นขึ้น เป็นระเบียบขึ้น แถมตัวแผ่นกราฟีนเองยังช่วยเสริมแรงระดับนาโนอีกชั้น

แต่เรื่องยังไม่จบครับ เพราะคำถามถัดมาคือ "กราฟีนมันแพงไม่ใช่เหรอ?"

ปี 2020 ทีมของศาสตราจารย์ James Tour ที่ Rice University สหรัฐฯ ค้นพบเทคนิค Flash Joule Heating — ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงใส่ขยะคาร์บอน ทั้งเศษพลาสติก ยางรถยนต์เก่า ไปจนถึงเศษอาหาร ให้ร้อนจัดเกือบ 3,000 องศาในเสี้ยววินาที

สิ่งที่เหลืออยู่หลังแสงวาบนั้นคือ... กราฟีน

ขยะที่เราเคยเสียเงินฝังกลบ กำลังกลายเป็นวัสดุที่ทำให้อาคารแข็งแรงขึ้น

ลองไล่วงจรนี้ดูครับ: ลดขยะ → ได้กราฟีน → ผสมคอนกรีต → ใช้ซีเมนต์น้อยลง → ลด CO₂ — ความแข็งแรง ความเร็ว และความยั่งยืน มาบรรจบกันในวัสดุเดียว

ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน กราฟีนเป็นแค่ผลงานเล่น ๆ ค่ำวันศุกร์ ที่ใคร ๆ ก็ถามว่า "เอาไปใช้ทำอะไร"

วันนี้มันนอนอยู่ใต้พื้นโรงยิมที่อังกฤษ และกำลังเดินทางเข้าสู่ไซต์งานทั่วโลก

เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนวิชาชีพของพวกเรา บางครั้งก็เริ่มต้นจากสิ่งที่เล็กจนมองไม่เห็น — เล็กแค่อะตอมเดียวครับ

ถ้าวันหนึ่งคอนกรีตกราฟีนมาถึงไซต์งานเมืองไทย คุณอยากเห็นมันถูกใช้กับงานแบบไหนก่อน — สะพาน อาคารสูง หรือถนน? มาคอมเมนต์คุยกันครับ 👇

#ยุววิศวกร #วสท #กราฟีน #คอนกรีต #วิศวกรรมโยธา #นวัตกรรมก่อสร้าง

ที่อยู่

เลขที่ 487 ซอยรามคำแหง 39 (เทพลีลา 1) ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง
Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

+6621844600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ YOUNG Engineer Thailand โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่