Hug Your Heart 🌻อาสารับฟัง โดยนักจิตวิทยาฝึกหัด
🩵ภายใต้การดูแลโดยนักจิตวิทยามืออาชีพ จาก ME HUG
‼️ฟรี! สำหรับเพื่อนๆอายุ 18-25 ปี
https://linktr.ee/hugyourheart

15/05/2026

ทางอาสาโอบใจจะพามาชม 🚗
How to เดินทางมางาน Root & Rise Exhibition กัน!
📍หรือจะปักหมุดมาที่Me Hug Home Coming ก็ได้เลยย

เคยไหมที่เวลาปรึกษากับเพื่อน บางทีเราก็มักจะรู้สึกว่าเพื่อน “ไม่เข้าใจเรา❔”วันนี้อาสาโอบใจมีเวิร์กช็อปน่ารู้เกี่ยวกับการ...
10/05/2026

เคยไหมที่เวลาปรึกษากับเพื่อน บางทีเราก็มักจะรู้สึกว่าเพื่อน “ไม่เข้าใจเรา❔”

วันนี้อาสาโอบใจมีเวิร์กช็อปน่ารู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาเบื้องต้น (Basic Counseling) มาฝาก โดยภายในงานจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ
🌟 การให้คำปรึกษาเบื้องต้น (Basic Counseling)
🌟 การรับฟังโดยไม่ตัดสิน
🌟 ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและความรู้กับเพื่อน ๆ ใน Community !
‼️ จำนวนจำกัด เพียง 16 ที่นั่งเท่านั้น ‼️
‼️ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ‼️

สามารถมาเจอกันได้ ณ วันเวลาและสถานที่ข้างล่างนี้เลย !
🗓️ วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569
🕰️ เวลา 13:00 - 16:00 น.
📍 ME HUG HOME COMING (ฺBTS เพลินจิต)
https://maps.app.goo.gl/4D5PwZNeBUEh4rKM9?g_st=ic

ลงทะเบียนได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย�Link form: https://forms.gle/7W4HLH7zfZJME8GS9

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Line Official:

แล้วพบกันนะ ❤

HugYourHeart ขอนำเสนอ อาสาโอบใจ Exhibition ครั้งที่  1 🧸💖🗓️ วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569🕰️ เวลา 10:00 - 16:30💸 ฟรี! ไม่ม...
08/05/2026

HugYourHeart ขอนำเสนอ อาสาโอบใจ Exhibition ครั้งที่ 1 🧸💖

🗓️ วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569
🕰️ เวลา 10:00 - 16:30
💸 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
📍 ME HUG HOME COMING (BTS เพลินจิต)
https://maps.app.goo.gl/4D5PwZNeBUEh4rKM9?g_st=ic

เตรียมพบกับงาน “Root & Rise – หยั่งราก เติบโต ผลิบาน” 🌸✨
นิทรรศการสุขภาพใจที่จะชวนคุณกลับมาทำความรู้จักตัวเองอีกครั้ง

🌰The Seeds of Childhood ย้อนรอยเมล็ดพันธุ์แรกเริ่มผ่าน “ความฝัน” ในวัยเยาว์
🌱The Rising Sprout ตกผลึกการหยั่งราก สะท้อนการเติบโตในปัจจุบัน
💐The Fragrant Flowers of You สู่ความงอกงามในอนาคต ค้นพบการผลิบานในแบบของคุณ

ให้พื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้ช่วยสะท้อนตัวตนของคุณ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Line Official:

แล้วพบกันน้า 🩵



**ลูกเราฉลาดหรือไม่?หรือเราแค่กำลังวัดเขาผิดแบบ**คำถามที่พ่อแม่จำนวนมากไม่ค่อยพูดออกเสียงแต่คิดอยู่ลึก ๆ คือ“ลูกเราเก่งพ...
19/02/2026

**ลูกเราฉลาดหรือไม่?

หรือเราแค่กำลังวัดเขาผิดแบบ**

คำถามที่พ่อแม่จำนวนมากไม่ค่อยพูดออกเสียง
แต่คิดอยู่ลึก ๆ คือ

“ลูกเราเก่งพอไหม”
“ทำไมลูกคนอื่นเรียนเก่งกว่า”
“ลูกเราไม่ถนัดวิชาการ แบบนี้เรียกว่าฉลาดหรือเปล่า”

คำถามเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันอย่างเดียว
แต่มาจากความรัก
และความกลัวว่าลูกจะไปไม่รอดในโลกที่วัดกันด้วยคะแนน

แต่บางที
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ลูกไม่ฉลาด
แต่อยู่ที่เราใช้ไม้บรรทัดผิดอัน



ความฉลาดไม่ได้มีแบบเดียว

นักจิตวิทยาชื่อ Howard Gardner
เสนอแนวคิดที่เรียกว่า ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences Theory)
โดยตั้งคำถามว่า

ทำไมเราถึงเรียกเด็กที่ทำข้อสอบเก่งว่า “ฉลาด”
แต่ไม่เรียกเด็กที่เล่นดนตรีเก่ง
เข้าใจเพื่อน
หรือเคลื่อนไหวร่างกายดี
ว่า “ฉลาด” เช่นกัน

Gardner เสนอว่า
ความฉลาดไม่ได้มีแค่แบบเดียว
แต่มีหลายรูปแบบ เช่น
• ปัญญาด้านภาษา
• ปัญญาด้านตรรกะคณิตศาสตร์
• ปัญญาด้านดนตรี
• ปัญญาด้านการเคลื่อนไหว
• ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์
• ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง
• ปัญญาด้านการเข้าใจผู้อื่น
• ปัญญาด้านธรรมชาติ

นั่นหมายความว่า
เด็กที่ไม่ได้เด่นเรื่องคะแนน
อาจกำลังฉลาดในแบบที่ระบบการสอบไม่ได้วัด



ปัญหาคือ เรามักเห็นแค่สิ่งที่โรงเรียนวัด

ระบบการศึกษาส่วนใหญ่
เน้นวัดปัญญาด้านภาษาและคณิตศาสตร์

เด็กที่เก่งสองด้านนี้
จึงถูกมองว่า “หัวดี”

แต่เด็กที่
• อ่านใจเพื่อนเก่ง
• สื่อสารเก่ง
• เข้าใจอารมณ์ตัวเอง
• หรือแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงเก่ง

อาจไม่ได้คะแนนสูง
แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ฉลาด

เขาแค่ฉลาดคนละด้าน



คำถามสำคัญไม่ใช่ “ลูกฉลาดไหม”

แต่คือ “ลูกฉลาดแบบไหน”

เมื่อเราเปลี่ยนคำถาม
การเลี้ยงดูก็เปลี่ยน

แทนที่จะพยายามดึงลูกไปในพื้นที่ที่เขาอ่อน
เราอาจเริ่มจากการมองหา
พื้นที่ที่เขา “สว่าง”

เด็กที่ชอบต่อเลโก้ทั้งวัน
อาจมีปัญญาด้านมิติสัมพันธ์สูง

เด็กที่เล่าเรื่องเก่ง
อาจมีปัญญาด้านภาษา

เด็กที่รับรู้ความรู้สึกคนอื่นไว
อาจมีปัญญาด้านความเข้าใจผู้อื่น

และเด็กที่ดูเหมือนเงียบ ๆ
อาจกำลังมีปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง
ที่ลึกกว่าที่เราคิด



สิ่งที่งานวิจัยเตือนเราเบา ๆ

การติดป้ายว่า “ไม่เก่ง” ตั้งแต่เล็ก
อาจทำให้เด็กเชื่อว่า
เขาไม่มีความสามารถจริง ๆ

ในทางจิตวิทยา
สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง
ความเชื่อเกี่ยวกับความสามารถของตนเอง (self-belief)
ซึ่งมีผลต่อแรงจูงใจและความพยายามในระยะยาว

เด็กที่รู้สึกว่า
“ฉันมีบางอย่างที่เก่ง”
จะกล้าลอง
กล้าผิด
และเติบโตได้ดีกว่าเด็กที่ถูกทำให้รู้สึกว่า
“ฉันไม่เก่งอะไรเลย”



สรุปง่าย ๆ

ลูกของคุณอาจไม่ได้ฉลาดแบบที่สังคมคาดหวัง
แต่เขาอาจฉลาดในแบบที่คุณยังมองไม่เห็น

บางครั้ง
หน้าที่ของพ่อแม่
ไม่ใช่การทำให้ลูกเก่งขึ้น
แต่คือการช่วยให้เขาเห็นว่า
ตัวเองมีคุณค่าในแบบของตัวเอง

เพราะความฉลาด
ไม่ควรถูกจำกัดด้วยคะแนนสอบ
และเด็กคนหนึ่ง
ไม่ควรถูกสรุปด้วยตัวเลขไม่กี่ตัว❤️

**ลูกลิงที่กอดตุ๊กตากับคำถามที่มนุษย์ยังตอบกันไม่จบ**ภาพหนึ่งที่คนแชร์กันเต็มโซเชียลคือลูกลิงตัวเล็ก ๆ กอดตุ๊กตาแน่นเดิน...
18/02/2026

**ลูกลิงที่กอดตุ๊กตา

กับคำถามที่มนุษย์ยังตอบกันไม่จบ**

ภาพหนึ่งที่คนแชร์กันเต็มโซเชียล
คือลูกลิงตัวเล็ก ๆ กอดตุ๊กตาแน่น
เดินไปไหนก็ไม่ยอมปล่อย

เขาชื่อ “พันช์คุง”
ลูกลิงหิมะในญี่ปุ่น
ที่ถูกแม่ทอดทิ้งตั้งแต่เกิด

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เอาตุ๊กตาตัวหนึ่งมาให้
เป็นแค่ของนุ่ม ๆ ธรรมดา
ไม่มีชีวิต
ไม่มีนม
ไม่มีอ้อมกอดจริง ๆ

แต่พันช์คุงกอดมันเหมือนมันคือทั้งโลก

คำถามที่ตามมาคือ
ทำไมของที่ไม่มีชีวิต
ถึงปลอบใจสิ่งมีชีวิตได้

คำถามนี้
ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคโซเชียล

เมื่อกว่า 60 ปีก่อน
นักจิตวิทยาชื่อ Harry Harlow
ตั้งคำถามคล้ายกันว่า

ลูกลิงรักแม่
เพราะแม่ให้นม
หรือเพราะแม่ให้ความอบอุ่น

ในการทดลองของเขา
ลูกลิงถูกแยกจากแม่จริง
แล้วให้เลือกอยู่กับ “แม่ปลอม” สองแบบ

แบบแรก
ทำจากขดลวดเหล็ก
มีขวดนมติดอยู่

แบบที่สอง
ทำจากผ้านุ่ม
ไม่มีนมเลย

ผลลัพธ์ชัดเจนมาก

ลูกลิงจะไปกินนมจากแม่ลวด
แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับแม่ผ้า
และเมื่อกลัว
พวกมันวิ่งไปกอดแม่ผ้า

ข้อค้นพบนี้เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องความผูกพันไปทั้งยุค

ความรักและความผูกพัน
ไม่ได้เกิดจากอาหารเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจาก “contact comfort”
หรือความอบอุ่นจากการสัมผัส

กลับมาที่พันช์คุง

ตุ๊กตาตัวนั้น
ไม่ได้แทนแม่ในเชิงเหตุผล
แต่แทน “ความรู้สึกปลอดภัย”

ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ
แนวคิดเรื่องความผูกพัน (attachment)
อธิบายว่า
ทารก—ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือลิง—
ต้องการ “ฐานที่ปลอดภัย”
เพื่อให้ระบบประสาทสงบ
และสามารถเติบโตต่อไปได้

John Bowlby
เสนอว่า ความผูกพันไม่ใช่แค่ความรัก
แต่เป็นระบบทางชีวภาพเพื่อความอยู่รอด
เมื่อสิ่งมีชีวิตรู้สึกปลอดภัย
สมองจะลดสัญญาณอันตราย
และเปิดพื้นที่ให้การเรียนรู้และการเติบโตเกิดขึ้น

สิ่งที่พันช์คุงกอด
อาจไม่ใช่ “แม่”
แต่เป็น “สัญญาณว่าปลอดภัย”

มนุษย์เองก็ไม่ต่างกันมาก

เวลาที่เราอกหัก
เสียใครบางคน
หรือเผชิญการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เรามองหา
อาจไม่ใช่คำอธิบายที่สมเหตุสมผล
แต่คือความอบอุ่นบางอย่าง

บางคนกอดหมอน
บางคนฟังเพลงเดิม
บางคนโทรหาเพื่อน
บางคนต้องการเพียงใครสักคนให้อยู่เงียบ ๆ ข้างกัน

มันอาจดูเล็ก
แต่มันคือกลไกเดียวกับลูกลิงตัวนั้น

ภาพของพันช์คุง
จึงไม่ใช่แค่ภาพไวรัล

แต่มันเตือนเราว่า
ไม่ว่าเราจะโตแค่ไหน
ความอบอุ่นยังสำคัญต่อระบบประสาทของเรา

และบางครั้ง
สิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดทางใจ
ไม่ใช่เหตุผล
แต่คือความรู้สึกว่ามีบางอย่างให้กอดไว้

แม้มันจะเป็นแค่ตุ๊กตาก็ตาม❤️

กว่าจะเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาหลายคนเข้าใจว่านักจิตวิทยาการปรึกษา คือคนที่ “เก่งให้คำแนะนำ”หรือเป็นคนที่ “ใจดี ชอบฟังคนบ...
10/02/2026

กว่าจะเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา

หลายคนเข้าใจว่า
นักจิตวิทยาการปรึกษา คือคนที่ “เก่งให้คำแนะนำ”
หรือเป็นคนที่ “ใจดี ชอบฟังคนบ่น”

ความจริงคือ
อาชีพนี้ไม่ใช่การบอกว่าคนควรทำอะไร
แต่คือการช่วยให้เขา
เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง
มองชีวิตชัดขึ้น
และตัดสินใจได้อย่างเป็นของตัวเอง

นักจิตวิทยาการปรึกษา
ไม่ใช่หมอ
ไม่จ่ายยา
แต่ทำงานกับความทุกข์ ความสับสน
และการเปลี่ยนผ่านของชีวิตมนุษย์

กว่าจะเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาได้
ต้องเรียนด้านจิตวิทยาโดยตรง
โดยเฉพาะระดับปริญญาโท
ที่ต้องฝึกทั้งทฤษฎีและการทำงานกับคนจริง
มีการฝึกภาคสนาม
มีอาจารย์ดูแล
และต้องเรียนรู้ “ใจตัวเอง” ไปพร้อมกับการเรียนรู้ใจคนอื่น

อาชีพนี้ไม่ได้ต้องการคนใจดีอย่างเดียว
แต่ต้องการคนที่รู้จักขอบเขต
ฟังโดยไม่ตัดสิน
และไม่แบกปัญหาของคนอื่นกลับบ้าน

มันไม่ใช่งานที่เห็นผลเร็ว
และไม่ใช่งานที่ต้องดัง
แต่เป็นงานที่บางครั้ง
แค่การฟังอย่างจริงใจ
ก็เปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้แล้ว

และนั่น
คือเหตุผลที่หลายคนเลือกเดินเส้นทางนี้
แม้จะรู้ว่าไม่ง่าย
แต่มีความหมาย❤️

ทำไมการอกหักถึงเจ็บ…ทั้งที่ไม่มีแผลให้เห็นถ้าเคยอกหักคุณอาจเคยได้ยินประโยคเหล่านี้“เดี๋ยวก็หาย”“คิดมากไปเอง”“มันก็แค่เรื...
22/01/2026

ทำไมการอกหักถึงเจ็บ…ทั้งที่ไม่มีแผลให้เห็น

ถ้าเคยอกหัก
คุณอาจเคยได้ยินประโยคเหล่านี้

“เดี๋ยวก็หาย”
“คิดมากไปเอง”
“มันก็แค่เรื่องความรู้สึก”

แต่ในฐานะนักจิตวิทยา
ผมอยากบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า
ความเจ็บจากการถูกทิ้งหรือถูกปฏิเสธ
ไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง

เพราะสมองของเรา
“เจ็บจริง”



สมองไม่แยกความเจ็บทางใจออกจากความเจ็บทางกาย

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาที่โด่งดังของ
Naomi Eisenberger
และ Matthew Lieberman
ใช้เครื่อง fMRI สแกนสมองของคน
ในขณะที่พวกเขาถูก “ปฏิเสธทางสังคม”

ผลที่ได้ชัดเจนมาก
สมองส่วนที่ทำงานขึ้นมา
คือบริเวณเดียวกับที่ตอบสนองต่อ
ความเจ็บปวดทางร่างกาย

พูดง่าย ๆ คือ
สำหรับสมอง
การถูกทิ้ง
การไม่ถูกรัก
การถูกปฏิเสธ
= ความเจ็บปวดจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความคิด



ทำไมวิวัฒนาการถึงออกแบบให้เรารู้สึกแบบนี้

ถ้ามองย้อนในเชิงวิวัฒนาการ
มนุษย์อยู่รอดได้เพราะ “การอยู่ร่วมกัน”

การถูกตัดออกจากกลุ่ม
ในอดีต
หมายถึงการไม่รอดชีวิต

สมองจึงพัฒนาระบบเตือนภัยที่รุนแรง
เมื่อเราสูญเสียความผูกพัน
เพื่อบอกว่า

“นี่คือภัยคุกคามต่อการอยู่รอด”

แม้ในโลกปัจจุบัน
การอกหักจะไม่ทำให้เราอดอาหารหรือหนาวตาย
แต่สมองยังใช้ระบบเตือนภัยแบบเดิม

หัวใจเราเลยเจ็บ
ทั้งที่ร่างกายไม่ได้ถูกทำร้าย



ทำไมบางคนเจ็บนาน บางคนฟื้นเร็ว

ในทางจิตวิทยาความสัมพันธ์
ความเจ็บจากการอกหัก
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ใครรักมากกว่า”

แต่มักขึ้นอยู่กับ
รูปแบบความผูกพัน (Attachment Style)

คนที่มีความผูกพันแบบวิตกกังวล
มักเจ็บแรงและนาน
เพราะสมองตีความการจากลา
ว่าเป็นการสูญเสียคุณค่าในตัวเอง

ในขณะที่คนที่มีความผูกพันแบบมั่นคง
ยังเจ็บ
แต่สมองสามารถปลอบตัวเองได้ว่า

“การถูกทิ้ง ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีค่า”



อกหักเหมือนการลงแดง (และนี่ไม่ใช่คำเปรียบเทียบ)

งานวิจัยด้านสมองพบว่า
ช่วงอกหัก
ระบบโดพามีน (สารแห่งความอยากและการผูกติด)
ทำงานคล้ายกับภาวะถอนสารเสพติด

จึงไม่แปลกที่คนอกหักจะ
• หมกมุ่น
• คิดซ้ำ
• อยากติดต่อ
• และทรมานเมื่อขาดการเชื่อมโยง

คุณไม่ได้ “อ่อนแอ”
คุณแค่กำลังถอนตัวจากความผูกพันที่สมองเคยชิน



แล้วเราควรดูแลความเจ็บแบบนี้อย่างไร

ในฐานะนักจิตวิทยา
ผมไม่อยากบอกให้คุณ “เข้มแข็งเข้าไว้”
แต่ขอชวนดูแลใจตามธรรมชาติของสมอง

1) หยุดดูถูกความเจ็บของตัวเอง

ถ้าสมองเจ็บเหมือนแผลจริง
คุณไม่จำเป็นต้องรีบหาย
แค่ไม่ซ้ำเติมตัวเองก็เพียงพอแล้ว



2) ลดการกระตุ้นซ้ำ

การเช็กโซเชียล
การย้อนอ่านข้อความ
คือการ “เปิดแผล” ซ้ำทางสมอง

ไม่ใช่เพราะคุณไม่ตัดใจ
แต่เพราะสมองกำลังพยายามหาสิ่งที่เคยให้ความสุข



3) ใช้ความสัมพันธ์อื่นช่วยพยุงสมอง

การอยู่กับเพื่อน
การพูดคุย
การเชื่อมโยงทางสังคม
ช่วยหลั่งสารที่ปลอบประโลมระบบประสาท

เราไม่ได้หายเพราะลืม
แต่หายเพราะมี “การเชื่อมโยงใหม่” เข้ามาแทน



บทสรุป

การอกหักไม่ใช่เรื่องเล็ก
และไม่ใช่เรื่องที่ควรรีบข้าม

มันเจ็บ
เพราะสมองรับรู้ว่าความผูกพันคือเรื่องความอยู่รอด
ไม่ใช่แค่เรื่องโรแมนติก

ถ้าวันนี้คุณยังเจ็บอยู่
ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอ
แต่มันแปลว่า
คุณเป็นมนุษย์ที่เคยรักอย่างจริงจัง

และนั่น
ไม่ใช่ความผิด
แต่คือความสามารถหนึ่งของหัวใจมนุษย์
ที่ลึกและงดงามมาก

เรายังอยากทำงานที่ทำตอนนี้อยู่ไหมเมื่อความสับสนเรื่องงาน ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอมีคำถามหนึ่งที่คนทำงานจำนวนมากไม่กล้าถามตั...
06/01/2026

เรายังอยากทำงานที่ทำตอนนี้อยู่ไหม

เมื่อความสับสนเรื่องงาน ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ

มีคำถามหนึ่งที่คนทำงานจำนวนมากไม่กล้าถามตัวเองดัง ๆ คือ
“ถ้าไม่ต้องกลัวอะไรเลย เรายังอยากตื่นมาทำงานนี้อยู่ไหม”

คำถามนี้มักไม่ได้มาพร้อมเหตุการณ์ใหญ่
ไม่ได้มีดราม่า
ไม่ได้เกลียดงาน
ไม่ได้ลาออกทันที

แต่มันมาแบบเงียบ ๆ
มาในวันที่งานยังเดินได้
เงินยังเข้า
คนรอบข้างยังมองว่า “ก็ดีอยู่แล้ว”

และนั่นแหละ
คือจุดที่ความสับสนทางใจเริ่มทำงาน



ความสับสนเรื่องงานคือสัญญาณพัฒนาการ ไม่ใช่ปัญหา

ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ
Erik Erikson อธิบายว่า
ชีวิตมนุษย์ไม่ได้พัฒนาแค่ตอนเด็ก
แต่มี “ช่วงทบทวนบทบาท” เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในชีวิตผู้ใหญ่

เมื่อบทบาทที่เราเคยยึด
เริ่มไม่ตอบคำถามเรื่องความหมาย
ใจจะส่งสัญญาณว่า

“บางอย่างอาจต้องถูกปรับ”

ความสับสนจึงไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่มักเป็นผลของการเติบโตทางจิตใจ



ทำไมงานที่เคยใช่ ถึงเริ่มไม่ใช่

ทฤษฎี Self-Determination Theory ของ
Edward Deci และ
Richard Ryan
อธิบายว่า มนุษย์ต้องการ 3 สิ่งพื้นฐานจากการทำงาน
1. Autonomy – ได้เลือก ได้มีอำนาจตัดสินใจ
2. Competence – ได้ใช้ความสามารถอย่างมีความหมาย
3. Relatedness – รู้สึกเชื่อมโยงกับคนหรือสิ่งที่ทำ

เมื่อเวลาผ่านไป
ถ้างานยังให้เงิน
แต่เริ่มไม่ให้ “สามอย่างนี้”
ความไม่อยากตื่นมาทำงาน
จะค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีเหตุผลชัดเจน



นี่ไม่ใช่ Burnout เสมอไป

หลายคนรีบสรุปว่า
“เราหมดไฟ”
ทั้งที่จริงอาจเป็นแค่
งานไม่สอดคล้องกับตัวตนปัจจุบันแล้ว

Burnout คือความเหนื่อยจากการให้มากเกิน
แต่ความสับสนเรื่องงาน
มักเกิดจากการถามว่า

“สิ่งที่เราทำ ยังมีความหมายกับชีวิตเราหรือไม่”

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
และต้องการการแก้ไขต่างกัน



เครื่องมือทางจิตวิทยา: เช็กใจก่อนตัดสินใจ

ในฐานะนักจิตวิทยา
ผมมักไม่แนะนำให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่วคราว
แต่ชวนใช้ กรอบคิด เหล่านี้แทน

1) งานนี้ยังพาเราเข้าใกล้ “ชีวิตที่อยากมี” ไหม

ไม่ใช่ถามว่า
“งานนี้ดีไหม”
แต่ถามว่า
“ถ้าทำต่อไป 5 ปี ชีวิตจะเป็นแบบที่เรารับได้หรือเปล่า”



2) สิ่งที่ไม่ชอบ คืองาน หรือคือบริบท

บางครั้งเราไม่ได้เกลียดงาน
แต่เกลียด
• วัฒนธรรม
• รูปแบบการทำงาน
• หรือบทบาทที่ถูกคาดหวัง

การแยกสองอย่างนี้ออก
ช่วยให้ไม่ตัดสินใจพลาด



3) ลองปรับก่อนเปลี่ยน

จิตวิทยาการตัดสินใจแนะนำว่า
การเปลี่ยนแบบ “ทดลอง”
ปลอดภัยกว่าการเปลี่ยนแบบ “หักดิบ”

เช่น
• ปรับบทบาท
• เรียนรู้ทักษะใหม่
• ทำโปรเจกต์ข้างเคียง
• หรือขอเปลี่ยนวิธีทำงาน

บางครั้ง
การปรับเล็ก ๆ
อาจทำให้ใจกลับมาได้มากกว่าที่คิด



ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็ไม่ผิด

ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครบอกคือ
การยังไม่รู้คำตอบ ไม่ใช่การเสียเวลา

ในทางจิตวิทยา
การ “อยู่กับคำถาม”
เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจที่ดี

บางคำตอบ
ต้องการประสบการณ์ใหม่
ไม่ใช่การคิดเพิ่ม



บทสรุป

คำถามว่า
“เรายังอยากทำงานที่ทำตอนนี้อยู่ไหม”
ไม่ใช่คำถามของคนอ่อนแอ
แต่เป็นคำถามของคนที่เริ่มฟังตัวเองจริงจัง

งานที่ดี
ไม่ใช่งานที่ไม่มีวันเหนื่อย
แต่คืองานที่
แม้จะเหนื่อย
เรายังรู้ว่ากำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร

ถ้าวันนี้คุณยังไม่รู้คำตอบ
นั่นอาจหมายความว่า
ใจคุณกำลังทำงานสำคัญอยู่เงียบ ๆ
และนั่น…ไม่ใช่เรื่องผิดเลย

**เราแค่เศร้าหรือกำลังป่วยเป็นซึมเศร้า**ความเศร้าเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ใคร ๆ ก็เศร้าได้เศร้าเพราะผิดหวังเศร้าเพราะสู...
05/01/2026

**เราแค่เศร้า

หรือกำลังป่วยเป็นซึมเศร้า**

ความเศร้าเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์
ใคร ๆ ก็เศร้าได้
เศร้าเพราะผิดหวัง
เศร้าเพราะสูญเสีย
เศร้าเพราะชีวิตไม่เป็นอย่างที่คิด

แต่คำถามที่หลายคนเริ่มกังวลคือ
ความเศร้านี้…ปกติไหม
หรือมันกำลังกลายเป็นโรคซึมเศร้า

วันนี้ผมอยากชวนดูเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา
โดยไม่ตีตรา และไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดกับความรู้สึกของตัวเอง



ความเศร้า ≠ โรคซึมเศร้า

ความเศร้า (sadness)
คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ
และมักสัมพันธ์กับเหตุการณ์บางอย่างในชีวิต

คนที่เศร้า
ยังสามารถ
• รู้สึกดีขึ้นได้เป็นบางเวลา
• หัวเราะได้บ้าง
• ใช้ชีวิตประจำวันต่อไปได้ แม้จะหนักใจ

แต่ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder)
ไม่ใช่แค่อารมณ์
มันคือ ภาวะสุขภาพจิต
ที่ส่งผลต่อความคิด อารมณ์ ร่างกาย และการใช้ชีวิตโดยรวม



DSM-5 ใช้อะไรเป็นเกณฑ์วินิจฉัย

ตามเกณฑ์ของ DSM‑5
โรคซึมเศร้าจะถูกพิจารณาเมื่อ

👉 มีอาการ อย่างน้อย 5 ข้อจาก 9 ข้อ
👉 เป็นติดต่อกัน เกือบทุกวัน นานอย่างน้อย 2 สัปดาห์
👉 และกระทบการใช้ชีวิต การทำงาน หรือความสัมพันธ์

อาการหลักที่ใช้พิจารณา ได้แก่
1. รู้สึกเศร้า หดหู่ ว่างเปล่า หรือสิ้นหวังแทบทั้งวัน
2. ไม่สนใจหรือไม่รู้สึกเพลิดเพลินกับสิ่งที่เคยชอบ
3. น้ำหนักหรือความอยากอาหารเปลี่ยนชัดเจน
4. นอนไม่หลับ หรือหลับมากเกินไป
5. เชื่องช้า หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ
6. เหนื่อยล้า ไม่มีพลัง แม้ไม่ได้ทำอะไรหนัก
7. รู้สึกไร้ค่า หรือรู้สึกผิดมากเกินจริง
8. สมาธิแย่ ตัดสินใจยาก
9. มีความคิดอยากตาย หรือรู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่

หมายเหตุสำคัญ:
อาการเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ “นิสัย” หรือ “คิดมาก”
แต่เป็นรูปแบบอาการที่เกิดซ้ำและต่อเนื่อง



จุดต่างสำคัญระหว่าง “เศร้า” กับ “ซึมเศร้า”

นักจิตวิทยามักดู 3 เรื่องนี้เป็นหลัก
1. ระยะเวลา – เป็นนานแค่ไหน
2. ความต่อเนื่อง – เกิดเกือบทุกวันหรือไม่
3. ผลกระทบต่อชีวิต – ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติไหม

ถ้าความเศร้า
เริ่มกลืนพื้นที่ชีวิต
ทำให้ไม่อยากตื่น
ไม่อยากทำงาน
ไม่อยากพบใคร
และไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควร “ฝืนไหว” คนเดียว



การประเมินเบื้องต้นที่ช่วยได้: PHQ-9

ในทางคลินิก
มีแบบประเมินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายชื่อว่า
PHQ-9 (Patient Health Questionnaire-9)

แบบทดสอบนี้
• ใช้เวลาไม่กี่นาที
• ประเมินอาการซึมเศร้าตามเกณฑ์ DSM
• ไม่ใช่การวินิจฉัย
แต่ช่วยคัดกรองและชวนให้เรารู้เท่าทันตัวเอง

คุณสามารถทำแบบทดสอบได้ที่ลิงก์นี้
👉 https://www.rama.mahidol.ac.th/depression_risk

เมื่อความหวั่นไหวในสัปดาห์นั้นของเดือนไม่ใช่เรื่องคิดไปเองPMS: อาการจริงที่เกิดจากสมอง ฮอร์โมน และอารมณ์ที่เชื่อมถึงกันอ...
03/01/2026

เมื่อความหวั่นไหวในสัปดาห์นั้นของเดือนไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง

PMS: อาการจริงที่เกิดจากสมอง ฮอร์โมน และอารมณ์ที่เชื่อมถึงกัน

อาการก่อนมีประจำเดือน หรือ PMS (Premenstrual Syndrome)
เป็นสิ่งที่ผู้หญิงจำนวนมากประสบ
แต่กลับถูกอธิบายอย่างผิวเผินมานาน

หลายคนถูกบอกว่า
“อารมณ์แปรปรวน”
“คิดมากไปเอง”
หรือ “เดี๋ยวก็หาย”

ในฐานะนักจิตวิทยา
จำเป็นต้องพูดให้ชัดว่า
PMS ไม่ใช่เรื่องในหัว แต่เป็นกระบวนการทางชีวภาพที่ส่งผลต่อจิตใจจริง



PMS คืออะไร (แบบไม่สับสน)

PMS คือกลุ่มอาการที่เกิดขึ้น ก่อนมีประจำเดือน 5–14 วัน
และดีขึ้นหรือหายไปเมื่อประจำเดือนมา

อาการไม่ได้เกิดแค่ทางร่างกาย
แต่เกิด พร้อมกันทั้งร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรม

สิ่งสำคัญคือ
อาการเหล่านี้ เกิดซ้ำเป็นรอบเดือน
ไม่ใช่เกิดแบบสุ่ม
และมีรูปแบบค่อนข้างคงที่ในแต่ละคน



ทำไม PMS ถึงกระทบ “อารมณ์” อย่างชัดเจน

คำอธิบายสำคัญอยู่ที่ สมอง ไม่ใช่นิสัย

งานวิจัยด้าน neuroendocrinology พบว่า
ในช่วงก่อนมีประจำเดือน
ระดับฮอร์โมน เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน จะลดลงอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อ
serotonin
ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับ
• ความสงบ
• การควบคุมอารมณ์
• ความทนต่อความเครียด

เมื่อ serotonin แปรปรวน
สมองจะ
• ไวต่ออารมณ์ลบมากขึ้น
• ตอบสนองต่อความเครียดแรงขึ้น
• ฟื้นตัวจากอารมณ์ได้ช้าลง

นี่คือเหตุผลที่หลายคนรู้สึกว่า

“เรื่องเดิม แต่รับไม่ไหวเหมือนเดิม”



อาการทางอารมณ์ของ PMS ที่พบได้จริง

จากงานวิจัยทางจิตเวช
อาการทางอารมณ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่
• หงุดหงิดง่าย
• เศร้าโดยไม่มีเหตุการณ์ชัดเจน
• วิตกกังวลมากกว่าปกติ
• รู้สึกไร้คุณค่า
• อ่อนไหวต่อคำพูด
• สมาธิลดลง

อาการเหล่านี้
ไม่ใช่การควบคุมตัวเองไม่ได้
แต่เป็นผลจากสมองที่กำลังทำงานภายใต้สภาวะฮอร์โมนเปลี่ยน



PMS ต่างจากอารมณ์แปรปรวนทั่วไปอย่างไร

จุดสำคัญคือ
PMS มีรูปแบบซ้ำ และมีกรอบเวลาแน่ชัด

อารมณ์แปรปรวนทั่วไป
อาจเกิดจากเหตุการณ์ชีวิต
แต่ PMS จะ
• เกิดช่วงเดิมของรอบเดือน
• ดีขึ้นชัดเจนเมื่อประจำเดือนมา
• และกลับมาใหม่ในรอบถัดไป

แพทย์และนักจิตวิทยาจึงมอง PMS
เป็น ภาวะสุขภาพ ไม่ใช่บุคลิกภาพ



เมื่อ PMS รุนแรง: ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ในบางคน
อาการทางอารมณ์รุนแรงจน
• ทำงานไม่ได้
• ความสัมพันธ์เสียหาย
• หรือมีความคิดสิ้นหวัง

กรณีนี้อาจเข้าข่าย PMDD (Premenstrual Dysphoric Disorder)
ซึ่งได้รับการรับรองในคู่มือการวินิจฉัยทางจิตเวช

สิ่งนี้ยืนยันอีกครั้งว่า
อาการก่อนมีประจำเดือนสามารถรุนแรงในระดับโรคได้จริง



การดูแล PMS ตามหลักจิตวิทยาและงานวิจัย

การดูแล PMS ไม่ใช่การ “ฝืนใจให้ปกติ”
แต่คือการช่วยระบบประสาทให้ทำงานได้ดีขึ้น

สิ่งที่งานวิจัยสนับสนุน ได้แก่
• การนอนหลับเพียงพอ (ช่วยฟื้นสมองส่วนควบคุมอารมณ์)
• การออกกำลังกายระดับเบา–กลาง (ช่วยเพิ่ม serotonin)
• ลดคาเฟอีน น้ำตาล และแอลกอฮอล์
• การจดบันทึกรอบเดือนและอารมณ์
• การสื่อสารกับคนรอบตัวอย่างตรงไปตรงมา

ที่สำคัญที่สุดคือ
การไม่โทษตัวเอง



บทสรุป

ความหวั่นไหวในสัปดาห์นั้นของเดือน
ไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง
ไม่ใช่นิสัย
และไม่ใช่ข้ออ้าง

มันคือผลของการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน
ที่ส่งผลถึงสมองและอารมณ์โดยตรง

เมื่อเราเข้าใจว่า
นี่คือเรื่องสุขภาพ
ไม่ใช่ความอ่อนแอ
เราจะดูแลตัวเองได้อย่างมีเมตตา
และไม่ปล่อยให้คำว่า
“เธอคิดมากไปเอง”
กลายเป็นบาดแผลซ้ำซ้อนทางใจอีกต่อไป

ที่อยู่

177/2 Soi Ruamrudee 2, Lumphini, Pathum Wan
Bangkok
10330

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Hug Your Heartผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Hug Your Heart:

แชร์