ศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชน - Law for People’s Rights Center

ศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชน - Law for People’s Rights Center ​"กฎหมายไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และความยุติธรรมไม่ควรเป็นเรื่องที่ไกลตัว" ศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชน

⛓️⚖️ "กำไล EM vs ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" – เส้นแบ่งที่ท้าทายหลักนิติรัฐ​กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมาย 📅 6 พ.ค. 69...
07/05/2026

⛓️⚖️ "กำไล EM vs ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" – เส้นแบ่งที่ท้าทายหลักนิติรัฐ

​กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมาย 📅 6 พ.ค. 69 เมื่อเกิดข้อถกเถียงเรื่องการใช้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ในกลุ่มผู้ได้รับสิทธิพักการลงโทษ โดยมีการตั้งคำถามว่า มาตรการนี้ "กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เกินสมควรหรือไม่?

​ศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชน ขอชวนทุกท่านมาวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของกฎหมายและหลักการปกครองในระบอบนิติรัฐ ดังนี้ครับ 👇

​🚩 แง่มุมทางกฎหมาย 🛡️ เมื่อสิทธิส่วนบุคคล ปะทะ ประโยชน์สาธารณะ

​1️⃣ หลักนิติรัฐและความเสมอภาค (Rule of Law & Equality)

การใช้กำไล EM คือมาตรการควบคุมตัวตามกฎหมายราชทัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้กระทำความผิดที่ได้รับการพักโทษจะ 🔍

📍 ไม่หลบหนีออกนอกพื้นที่ที่กำหนด
📍 ไม่กลับไปกระทำความผิดซ้ำในระหว่างคุมประพฤติ

✨ หัวใจสำคัญ มาตรฐานนี้ต้องถูกบังคับใช้กับ "ทุกคน" อย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม

​2️⃣ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity)
แม้รัฐธรรมนูญจะให้การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างสูงสุด แต่ในทางนิติศาสตร์สิทธินี้ "ไม่ใช่สิทธิที่เด็ดขาดจนจำกัดไม่ได้" 🚫

🔸 รัฐสามารถจำกัดสิทธิบางประการได้ หากมีกฎหมายรองรับ
🔸 ต้องเป็นไปเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ และ ความสงบเรียบร้อย
🔸 ต้องเป็นไปตาม หลักความพอสมควรแก่เหตุ (Proportionality)

​🛡️ ทนายอาสาให้ทัศนะ ⚖️ "ความเท่าเทียมคือรากฐานของความเชื่อมั่น"

​ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายหรือความอับอาย แต่มันคือบทเรียนสำคัญของ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ว่า 🗣️

​"กระบวนการยุติธรรมต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสถานะทางสังคมอย่างไร หากเราเริ่มสร้างข้อยกเว้นให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ความเชื่อถือในระบบยุติธรรมของประชาชนจะถูกทำลายลงทันที"

​หากมองในมุมหนึ่ง กำไล EM อาจดูเหมือนการตีตรา 🏷️ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือ "โอกาส" ที่รัฐมอบให้ผู้กระทำผิดได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวก่อนครบกำหนดโทษจริง 🔓 โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแทนการกักขังในกรงเหล็ก

​เส้นแบ่งที่เหมาะสมที่สุดคือการใช้ "หลักความพอสมควรแก่เหตุ" 📏 โดยพิจารณาตามระดับความเสี่ยงรายบุคคล เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองทั้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และรักษาความปลอดภัยให้สังคมไปพร้อมๆ กันอย่างยั่งยืนครับ 🏛️✨

​ #ศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชน

10 ข้อกฏหมายใกล้ตัวที่น่ารู้
05/05/2026

10 ข้อกฏหมายใกล้ตัวที่น่ารู้

49 likes, 1 comment. "10 ข้อกฎหมายใกล้ตัวที่น่ารู้! | Law Insights By Ohm’s Law"

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลแพ่งการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่คู่กรณีตกลงเจรจาหาข้อยุติทางแพ่งโดยสั...
30/04/2026

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลแพ่ง

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่คู่กรณีตกลงเจรจาหาข้อยุติทางแพ่งโดยสันติวิธี มีคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องใช้การตัดสินจากศาล เป็นความลับ สมัครใจ และรวดเร็วโดยจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินคดีน้อยกว่าการพิจารณาคดี ช่วยรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี ลดความขัดแย้ง และประหยัดค่าใช้จ่าย ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ยกตัวอย่างคดี เช่น คดีข้อพิพาทเรื่องหนี้สิน, การผิดสัญญา, ข้อพิพาทระหว่างเพื่อนบ้าน ,คดีครอบครัว , มรดก และละเมิด เป็นต้น ซึ่งสามารถที่จะขอเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพากได้ตั้งแต่ ก่อนการฟ้องคดี ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 20 ตรี และการไกล่เกลี่ยในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 20 ทวิ

แต่ปัจจุบันศาลแพ่งได้มีโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เรียกว่าโครงการ ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี คือ การดำเนินการเพื่อให้คู่กรณีมีโอกาสเจรจาตกลงกันและระงับบข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาโดยสันติและปราศจากการวินิจฉัย
ชี้ขาดข้อพิพาท โดยจะเป็นการระงับข้อพิพาทก่อนที่จะมีการฟ้องคดีต่อศาล โดยมีคนกลางทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ข้อดีของการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง
- ไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล : เป็นการเจรจาตกลงเพื่อยุติข้อพิพาทโดยคนกลางหรือผู้ประนีประนอม
- สามารถทำได้ฟรี : ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีค่าธรรมเนียมศาลตลอดกระบวนการไกล่เกลี่ย
- สามารถไกล่เกลี่ยช่องทางออนไลน์ได้ : หากคู่กรณีไม่สะดวกเดินทางมาที่ศาลแพ่ง โดยสามารถเลือกที่จะนัดวันเวลาได้เองผ่านระบบ
- ครอบคลุมทุกคดีแพ่ง : ไม่มีการจำกัดจำนวนทุนทรัพย์ เช่น คดีหนี้ , สัญญา, ข้อพิพาทระหว่างเพื่อนบ้าน ,คดีครอบครัว , มรดก และละเมิด เป็นต้น
- ไม่เสียประวัติ : หากสามารถไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องได้สำเร็จ คู่กรณีก็จะไม่มีประวัติการฟ้องหรือถูกฟ้องคดีต่อศาล
- อายุความหยุดลงชั่วคราว : หากตกลงกันไม่ด้ อายุความจะยายออกไปอีก 60 วัน

ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง
1 ยื่นคำร้อง ( ตามแบบฟอร์มศาล โดยสามารถดาวน์โหลดช่องทางออนไลน์ได้จากช่องทางนี้ https://civiltbc.coj.go.th/th/content/category/detail/id/4/cid/35/iid/242052/ หรือทางไปรษณีย์ )
2 ศาลจะเป็นผู้แจ้งคู่กรณีอีกฝ่ายเพื่อเชิญมาเจรจาไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง
3 เจรจากันโดยมีคนกลางคอยช่วยเหลือ
4 เมื่อสามารถหาข้อตกลงกันได้ จะมีการทำบันทึกข้อตกลงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือบางกรณีศาลจะมีคำพิพากษาตามยอม

วิธีการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคู่กรณีสามารถเลือกใช้ช่องทางไกล่เกลี่ยได้ดังนี้
1 มาที่ศาลด้วยตนเอง
2 ช่องทางออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชั่นหรือโปรแกรมต่างๆที่ทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้กำหนดไว้ เช่น Google meet , Line , Zoom เป็นต้น
#ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

[สิทธิผู้โดยสารเมื่อสายการบินยกเลิกเที่ยวบินเพราะราคาน้ำมัน]การยกเลิกเที่ยวบินเนื่องจากราคาน้ำมันผันผวนไม่ใช่เหตุสุดวิสั...
28/04/2026

[สิทธิผู้โดยสารเมื่อสายการบินยกเลิกเที่ยวบินเพราะราคาน้ำมัน]

การยกเลิกเที่ยวบินเนื่องจากราคาน้ำมันผันผวนไม่ใช่เหตุสุดวิสัย สายการบินต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ทั้งการคืนเงินเต็มจำนวน การจัดหาเที่ยวบินใหม่ และการจ่ายเงินชดเชยเป็นเงินสดเพิ่มเติมสูงสุด 4,500 บาท หากแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 7 วัน
สิทธิผู้โดยสารเมื่อเที่ยวบินถูกเทเพราะน้ำมันแพง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยและคุณต้องได้เงินชดเชย

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวนจนสายการบินบางแห่งตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินเพื่อลดต้นทุนไม่ใช่เหตุสุดวิสัยตามกฎหมาย แต่เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่บริษัทต้องบริหารจัดการเอง ตามข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือนฉบับที่ 101 ประชาชนต้องตระหนักว่าสิทธิของคุณได้รับการคุ้มครองทันทีที่เที่ยวบินถูกยกเลิก สายการบินไม่มีสิทธิอ้างเหตุผลเรื่องต้นทุนเพื่อปัดความรับผิดชอบหรือบังคับให้คุณรับเพียงคูปองเดินทาง (Voucher) หากคุณต้องการรับเงินคืนเป็นเงินสด กฎหมายระบุชัดเจนว่าต้องคืนเงินเต็มจำนวนภายใน 7 ถึง 45 วันตามช่องทางที่ชำระเงินมา

เมื่อเกิดการยกเลิกเที่ยวบิน สายการบินต้องเสนอทางเลือกให้คุณทันที 3 ประการ คือ หนึ่ง การคืนเงินค่ามวลสารและค่าธรรมเนียมทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ สอง การเปลี่ยนเส้นทางบินไปยังจุดหมายเดิมหรือใกล้เคียงโดยห้ามเก็บค่าส่วนต่างเพิ่มแม้ตั๋วใหม่จะแพงกว่า และสาม การเดินทางด้วยวิธีอื่นที่เหมาะสม นอกจากนี้ในระหว่างที่รอการจัดการใหม่ที่สนามบิน สายการบินมีหน้าที่ต้องดูแล (Duty of Care) ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการติดต่อสื่อสาร รวมถึงที่พักและรถรับส่งในกรณีที่ต้องรอข้ามคืน โดยผู้โดยสารไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
สิ่งที่ประชาชนมักเสียสิทธิคือ เงินชดเชยเป็นเงินสดเพิ่มเติม (Cash Compensation) ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าตั๋วที่ได้รับคืน หากสายการบินแจ้งยกเลิกเที่ยวบินล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด คือน้อยกว่า 7 วันสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และน้อยกว่า 3 วันสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ คุณมีสิทธิได้รับเงินสดชดเชยตั้งแต่ 1,500 ถึง 4,500 บาทต่อคนตามระยะทางบิน หากถูกบ่ายเบี่ยงหน้าที่หรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ให้รวบรวมหลักฐานการจองและบันทึกการสนทนาทั้งหมดเพื่อร้องเรียนต่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยหรือสภาองค์กรของผู้บริโภคทันที

#ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2569ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ ภาษีที่จัดเก็บเป็นรายปีจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป...
25/04/2026

[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2569
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ ภาษีที่จัดเก็บเป็นรายปีจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว, ทาวน์โฮม, อาคารพาณิชย์ หรือ คอนโด]

วิธีคำนวณภาษีที่ดิน
มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง x อัตราภาษีต่อปี = ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องจ่าย

อัตราภาษีที่ดิน 2569 คร่าวๆเบื้องต้น
1 ที่อยู่อาศัยหลัก ( บ้านหลังแรก )
มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน : อสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่า 0-50 ล้านบาท ได้รับการยกเว้นภาษี
2 อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป: เริ่มเสียภาษีตั้งเเต่บาทเเรก (อัตราก้าวหน้า) เริ่มต้นเสียภาษีในอัตรา 0.02% ล้านละ 200 บาท
3เกษตรกรรม: บุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นมูลค่า 0-50 ล้านบาท
4 อื่นๆ/พาณิชยกรรม ( นำบ้านหรือคอนโดมาปล่อยเช่า ): เสียภาษีตามมูลค่าที่กำหนด เริ่มต้นเสียภาษีในอัตรา 0.3% หรือ ล้านละ 3,000 บาท

ข้อมูลอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 แยกตามประเภทการใช้งาน
1. ประเภทที่อยู่อาศัย (บ้าน คอนโด)
เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหลังเดียว
มูลค่า 0 - 50 ล้านบาท ได้รับยกเว้นภาษี
มูลค่า 50 - 75 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.03%
มูลค่า 75 - 100 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.05%
มูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.1%

เจ้าของเฉพาะสิ่งปลูกสร้างหลังเดียว
มูลค่า 0 - 10 ล้านบาท ได้รับยกเว้นภาษี
มูลค่า 10 - 50 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.02%
มูลค่า 50 - 75 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.03%
มูลค่า 75 - 100 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.05%
มูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.1%

เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง 2 หลังขึ้นไป
มูลค่า 0 - 50 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.02%
มูลค่า 50 - 75 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.03%
มูลค่า 75 - 100 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.05%
มูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.1%

2. ประเภทที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม
สำหรับอาคารพาณิชย์, โรงแรม, อพาร์ตเมนต์ , คอนโด ให้เช่า หรือการใช้งานเชิงธุรกิจ
มูลค่า 0 - 50 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.3%
มูลค่า 50 - 200 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.4%
มูลค่า 200 - 1,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.5%
มูลค่า 1,000 - 5,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.6%
มูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.7%

3. ประเภทที่ดินเพื่อการเกษตร
ใครที่ทำสวน ทำไร่ หรือใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม จะมีรายละเอียดแยกย่อยระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
บุคคลธรรมดา
มูลค่า 0 - 50 ล้านบาท: ได้รับยกเว้นภาษี
มูลค่า 50 - 125 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา0.01%
มูลค่า 125 - 150 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.03%
มูลค่า 150 - 550 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.05%
มูลค่า 550 - 1,050 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.07%
มูลค่า 1,050 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.1%

นิติบุคคล
มูลค่า 0 - 75 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.01%
มูลค่า 75 - 100 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.03%
มูลค่า 100 - 500 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.05%
มูลค่า 500 - 1,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.07%
มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.1%

4. ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า (ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์)
มูลค่า 0 - 50 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.3%
มูลค่า 50 - 200 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.4%
มูลค่า 200 - 1,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.5%
มูลค่า 1,000 - 5,000 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 0.6%
•มูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 0.7%

วิธีชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
กรณีได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน และได้ตรวจสอบแล้วข้อมูลถูกต้อง
- ชำระ ณ สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล, อบต., สำนักงานเขต กทม.) ที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่
- ชำระผ่านธนาคาร QR CODE หรือช่องทางออนไลน์ที่ระบุในหนังสือแจ้งประเมิน

ระยะเวลาการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569
ในปีนี้ทางรัฐบาลขยายเวลาจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ไปจนถึงเดือนกันยายน (จากเดิมมิถุนายน) โดยสามารถผ่อนชำระได้ 3 งวด เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ โดยกำหนดระยะเวลาใหม่ มีสาระสำคัญ ดังนี้
การแจ้งประเมินภาษี จากเดิมภายในเดือนเมษายน 2569 ขยายเป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 การชำระภาษี จากเดิมภายในเดือนมิถุนายน 2569 ขยายเป็น ภายในเดือนกรกฎาคม 2569
การผ่อนชำระภาษี (3 งวด) งวดที่ 1 ภายใน กรกฎาคม 2569 งวดที่ 2 ภายใน สิงหาคม 2569 งวดที่ 3 ภายใน กันยายน 2569 การแจ้งเตือนภาษีค้างชำระ ขยายเป็น ภายในเดือนสิงหาคม 2569

คัดค้านภาษี
กรณีผู้รับประเมินไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ข้อมูลไม่ตรง หรือเจ้าหน้าที่มีการประเมิณผิดพลาด เช่น ผู้รับประเมินต้องถูกยกเว้นภาษี เนื่องจากมีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เพียง1ที่ และไม่เกิน 50 ล้านบาท หรือ ซื้อคอนโดหรือห้องชุดไว้เพื่ออยู่อาศัยเอง เป็นบ้านหลังที่2 แต่ว่าได้รับการประเมินว่า ซื้อห้องชุดหรือคอนโดไว้เพื่อปล่อยเช่าเพื่อทำกำไรจากอสังหาริมทรัพย์ทำให้ได้รับการประเมิณภาษีที่ดินแพงขึ้น จากจะต้องเสียภาษีจากมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ล้านละ200บาท เป็นล้านละ 3,000 บาท ให้ดำเนินการยื่นคำร้องคัดค้านการประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภ.ด.ส.10) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับใบแจ้งการประเมิน โดยขั้นตอนวิธีการคัดค้าน คร่าวๆคือ ให้ไปทำการติดต่อ สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานเขต หรือฝ่ายรายได้ เพื่อ กรอกคำร้องคัดค้าน (ภ.ด.ส.10) สามารถดาวน์โหลดจากช่องทางออนไลน์ได้ที่ https://www.bannasao.go.th/datacenter/doc_download/a_210421_112540.pdf พร้อมเตรียมเอกสารอื่นๆยื่นประกอบด้วย เช่น เอกสารสำเนาฉโนดที่ดินทั้งด้านหน้า-หลัง , สำเนาบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้าน และ รูปถ่ายที่อยู่อาศัยยื่นประกอบเป็นหลักฐาน หากไม่สะดวกเดินทางไปที่ สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานเขต หรือฝ่ายรายได้ ก็สามารถที่จะยื่นออนไลน์ได้ ทั้งทาง E-mail และช่องทาง Line official ของสำนักงานเขตนั้นๆ

ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

[กฎหมายทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดให้เจ้าหนี้ทวงหนี้ได้วันละ 1 ครั้ง ห้ามข่มขู่ ห้ามทวงกับคนรอบข้าง และห้ามใช้ความรุนแรง ...
24/04/2026

[กฎหมายทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดให้เจ้าหนี้ทวงหนี้ได้วันละ 1 ครั้ง ห้ามข่มขู่ ห้ามทวงกับคนรอบข้าง และห้ามใช้ความรุนแรง หากเจ้าหนี้ทำผิดกฎหมายมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับสูงสุด 5 แสนบาท ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1567 หรือ 1599]

การเป็นหนี้คือภาระทางแพ่งที่ต้องชดใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหนี้จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกฎเกณฑ์ไว้อย่างเข้มงวดว่าเจ้าหนี้ติดต่อลูกหนี้ได้เพียงวันละ 1 ครั้งเท่านั้น โดยนับจากการที่ลูกหนี้รับทราบเรื่องหนี้สินชัดเจน เช่น การรับสายโทรศัพท์แล้วได้พูดคุย หรือการเปิดอ่านข้อความทางสื่อออนไลน์ และต้องติดต่อภายในเวลา 08.00 น. ถึง 20.00 น. ในวันธรรมดาเท่านั้น การที่เจ้าหนี้รัวโทรศัพท์หรือส่งข้อความถล่มลูกหนี้ทั้งวันถือเป็นการจงใจละเมิดกฎหมายและมีโทษทางปกครองปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท

หัวใจสำคัญอีกประการคือการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีของลูกหนี้ กฎหมายสั่งห้ามเจ้าหนี้แจ้งเรื่องหนี้สินแก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้เด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือที่ทำงาน การประจานลูกหนี้ผ่านโซเชียลมีเดียหรือการส่งจดหมายที่ระบุเรื่องหนี้ไว้หน้าซองเพื่อให้อับอายถือเป็นความผิดร้ายแรง รวมถึงการข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือการหลอกลวงว่ามาจากหน่วยงานรัฐหรือสำนักงานทนายความเพื่อกดดันลูกหนี้ พฤติกรรมเหล่านี้มีโทษทางอาญาจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับสูงสุด 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นโทษที่หนักกว่ามูลหนี้ในหลายๆ กรณีเสียด้วยซ้ำ

นอกจากเรื่องพฤติกรรมแล้ว กฎหมายยังควบคุมการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทวงถามหนี้ไม่ให้เป็นการขูดรีดลูกหนี้ซ้ำซ้อน โดยกำหนดเพดานไว้ที่ 50 ถึง 100 บาทต่อรอบการทวงเท่านั้น หากประชาชนถูกคุกคามหรือพบเห็นการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย อย่าเพิกเฉยหรือหวาดกลัวจนเกินเหตุ ให้รวบรวมหลักฐานสำคัญ เช่น คลิปวิดีโอ การบันทึกเสียง หรือภาพถ่ายหน้าจอข้อความทวงถาม แล้วแจ้งไปยังศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ 1599 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะความยุติธรรมต้องเริ่มต้นจากการที่ประชาชนรู้สิทธิและกล้าที่จะปกป้องตนเอง

#ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

[ปิดตำนานทำงานฟรี! ยกระดับคุณภาพชีวิต รปภ. เตรียมรับค่าโอทีดีเดย์ 24 เม.ย. 2569]ยุติยุคแห่งการทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค...
20/04/2026

[ปิดตำนานทำงานฟรี! ยกระดับคุณภาพชีวิต รปภ. เตรียมรับค่าโอทีดีเดย์ 24 เม.ย. 2569]

ยุติยุคแห่งการทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนสำหรับพนักงานรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ เมื่อรัฐบาลประกาศดีเดย์บังคับใช้กฎกระทรวงแรงงานฉบับใหม่ ที่ยกเลิกข้อยกเว้นเดิมที่เคยกำหนดให้งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง (รปภ.) ไม่อยู่ในข่ายได้รับค่าล่วงเวลา โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้กลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานต่อเนื่องยาวนานและมีความรับผิดชอบสูงได้รับการดูแลที่เท่าเทียมและเป็นธรรม

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายใหม่ที่นายจ้างและลูกจ้าง รปภ. ต้องรับทราบเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ คือ การกำหนดหน้าที่ให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลา (Overtime) เมื่อ รปภ. ปฏิบัติหน้าที่เกินเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยหากเป็นการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ นายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ และหากเป็นการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด (ที่ปฏิบัติหน้าที่เกิน 8 ชั่วโมง) อัตราจะพุ่งสูงถึงไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า ถือเป็นการปรับปรุงเกณฑ์การจ่ายเงินเพื่อชดเชยความเหนื่อยล้าอย่างแท้จริง

การยกระดับคุณภาพชีวิตครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนามาตรฐานแรงงานและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของพนักงานรักษาความปลอดภัย ข้อมูลจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุว่า กฎหมายฉบับนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามสิทธิมนุษยชน รปภ. ควรศึกษาข้อกฎหมาย ตรวจสอบสัญญาจ้าง และติดตามการจ่ายค่าตอบแทนให้ถูกต้อง ขณะที่นายจ้างจำเป็นต้องปรับระบบการบริหารจัดการเวลาทำงานและการคำนวณเงินเดือนให้สอดคล้องกับระเบียบใหม่ เพื่อป้องกันข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

#ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

[กฎหมายแพ่งใหม่ — ห้ามตีลูก ห้ามทำร้ายจิตใจเด็ก บังคับใช้แล้ว!]หลายคนอาจเคยได้ยินสุภาษิตไทยโบราณว่า "รักวัวให้ผูก รักลูก...
19/04/2026

[กฎหมายแพ่งใหม่ — ห้ามตีลูก ห้ามทำร้ายจิตใจเด็ก บังคับใช้แล้ว!]

หลายคนอาจเคยได้ยินสุภาษิตไทยโบราณว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" แต่นับจากวันที่ 25 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป สุภาษิตนี้ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงได้อีกต่อไป เพราะราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2568 ซึ่งแก้ไขมาตรา 1567 ที่เดิมให้สิทธิพ่อแม่ลงโทษบุตรได้ "ตามสมควร" โดยไม่มีหลักประกันว่าวิธีการลงโทษนั้นต้องไม่เป็นการทารุณกรรม กฎหมายใหม่จึงกำหนดชัดเจนว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองยังคงมีสิทธิทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนหรือปรับพฤติกรรมได้ แต่ต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรมหรือทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจ หรือกระทำโดยมิชอบ กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงดูแบบใช้อำนาจและความกลัว มาสู่การเลี้ยงดูเชิงบวกที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กอย่างแท้จริง

สิ่งที่พ่อแม่และผู้ปกครองต้องเข้าใจให้ชัดคือ กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้ห้ามการสั่งสอนลูก แต่ห้ามเฉพาะวิธีการที่ใช้ความรุนแรงและการกระทำที่ไม่ชอบ โดยการ "ตี" ไม่ว่าจะเป็นการตบ การเฆี่ยน หรือการใช้ไม้ เข็มขัดตี ล้วนถือเป็นการทำร้ายร่างกายด้วยความรุนแรงหรือทารุณกรรม จึงผิดกฎหมายนี้โดยตรง และยังรวมถึงการทำร้ายจิตใจ เช่น การด่าด้อยค่า ลดทอนศักดิ์ศรี หรือการกระทำอื่นที่ทำให้เด็กอับอายหรือบาดเจ็บทางใจด้วย นอกจากนี้ งานวิจัยจำนวนมากยังพบว่า เด็กที่เคยถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว เมื่อเติบโตขึ้นจะมีแนวโน้มชอบใช้ความรุนแรงซ้ำรอยเดิม และมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าสูงกว่าเด็กทั่วไป (Senate) กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่แค่การปกป้องสิทธิเด็กในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนในสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของคนทั้งชาติในระยะยาว

สำหรับประชาชนที่ต้องการร้องเรียนหรือแจ้งเหตุกรณีพบเห็นการทารุณกรรมเด็ก สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนกรมกิจการเด็กและเยาวชน โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งที่ สถานีตำรวจในพื้นที่ ได้ทันที กฎหมายฉบับนี้ยังสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อประกันว่าเด็กได้รับการคุ้มครองจากการลงโทษในทุกรูปแบบ การบังคับใช้กฎหมายนี้จึงถือเป็นการยืนยันพันธกรณีของไทยต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และเป็นสัญญาณที่ดีว่าสังคมไทยพร้อมจะก้าวข้ามความเชื่อเก่า เพื่อมอบอนาคตที่ปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีให้แก่เด็กทุกคน

#ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

[กฎหมายแรงงานใหม่ เพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน และสิทธิสามีลาช่วยภรรยาคลอดบุตร]พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. ...
18/04/2026

[กฎหมายแรงงานใหม่ เพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน และสิทธิสามีลาช่วยภรรยาคลอดบุตร]

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายแรงงานครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทยในรอบหลายปี โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกจ้างและเสริมสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานกับการดูแลครอบครัว ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง กฎหมายฉบับนี้จึงไม่เพียงแต่คุ้มครองสิทธิแรงงาน แต่ยังสะท้อนนโยบายระดับชาติในการส่งเสริมการมีบุตรและความมั่นคงของสถาบันครอบครัวด้วย

สาระสำคัญที่ลูกจ้างทุกคนต้องทราบคือ กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มวันลาคลอดบุตรสำหรับลูกจ้างหญิงจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วันต่อครรภ์ โดยนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนในช่วงลาคลอดสูงสุดไม่เกิน 60 วัน ส่วนที่เหลือสามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่บุตรมีภาวะเจ็บป่วย มีความพิการ หรือมีภาวะเสี่ยง ลูกจ้างหญิงยังมีสิทธิลาดูแลบุตรต่อเนื่องได้อีก 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างปกติ ซึ่งต้องแสดงใบรับรองแพทย์ประกอบการลา และที่โดดเด่นที่สุดคือ กฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กฎหมายแรงงานไทย ให้สิทธิแก่คู่สมรสลาเพื่อช่วยดูแลภรรยาหลังคลอดบุตรได้ 15 วัน พร้อมรับค่าจ้างเต็มจำนวน โดยต้องใช้สิทธิภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอดบุตร

สิ่งที่ลูกจ้างควรตระหนักและตรวจสอบคือ สิทธิเหล่านี้มีผลบังคับใช้แล้วโดยสมบูรณ์ หากนายจ้างปฏิเสธหรือไม่ปฏิบัติตามถือว่ากระทำผิดกฎหมาย ลูกจ้างสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 3 ได้ทันที กฎหมายฉบับนี้ยังขยายความคุ้มครองไปถึงลูกจ้างจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐด้วย ซึ่งต่อไปต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทน วันหยุด และสิทธิการลาต่าง ๆ

#ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

🏛️ ข้อกฎหมายน่ารู้ (ประจำวัน)📍 "ใช้เพลงแมสประกอบคลิปขายของ" ระวังลิขสิทธิ์เรียกเก็บย้อนหลัง 🎵💸🚩 หลายคนใช้เพลงฮิตใน TikTo...
16/04/2026

🏛️ ข้อกฎหมายน่ารู้ (ประจำวัน)

📍 "ใช้เพลงแมสประกอบคลิปขายของ" ระวังลิขสิทธิ์เรียกเก็บย้อนหลัง 🎵💸

🚩 หลายคนใช้เพลงฮิตใน TikTok หรือ Reels มาประกอบคลิปขายสินค้าเพราะคิดว่าแพลตฟอร์มอนุญาตให้ใช้ฟรี

🚩 ข้อกฎหมาย: สิทธิ์การใช้เพลงในคลังของแพลตฟอร์มมักครอบคลุมเฉพาะ "บัญชีส่วนบุคคล" (Personal) เท่านั้นครับ

❌ หากเป็น "บัญชีธุรกิจ" (Business) หรือคลิปที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า (Commercial Use) ต้องขออนุญาตลิขสิทธิ์แยกต่างหาก มิฉะนั้นอาจถูกฟ้องฐานละเมิดลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ม.27) ⚖️

🚩 ทนายอาสาแนะนำ: ตรวจสอบประเภทบัญชีของคุณให้ดี และเลือกใช้เพลงจาก "คลังเพลงเชิงพาณิชย์" (Commercial Audio Library) ที่แต่ละแพลตฟอร์มจัดไว้ให้ จะปลอดภัยที่สุดครับ 🛡️

#ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

[ รู้ทันมิจฉาชีพ และ วิธีรับมือเบื้องต้นจากการโดนโกงทรัพย์ ]  ในปัจจุบันปัญหาคดีสแกมเมอร์นั้นถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ไ...
15/04/2026

[ รู้ทันมิจฉาชีพ และ วิธีรับมือเบื้องต้นจากการโดนโกงทรัพย์ ]

ในปัจจุบันปัญหาคดีสแกมเมอร์นั้นถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยของเราเท่านั้น โดยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พบการแจ้งความผ่าน thaipoliceonline.go.th กว่า 7,000 คดีต่อสัปดาห์ ยอดเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ซึ่งคดีสแกมเมอร์นั้นก็จะมีหลากหลายรูปแบบเช่น หลอกขายสิ้นค้าทางช่องทางออนไลน์ หลอกลงทุน หลอกให้ไปทำงาน และคดีคอลเซนเตอร์โดยแอบอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ แต่วันนี้ทางศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชนจะมาให้ข้อแนะนำเบื้องต้นในกรณีที่ผู้เสียหายโดนมิจฉาชีพปลอมบัตรเครดิตหรือสวมรอยบัตรเครดิตของเราไปใช้รูดซื้อสินค้าที่หน้าร้านกันครับ

หากโดนมิจฉาชีพปลอมบัตรเครดิตหรือสวมรอยบัตรเครดิตของเราไปใช้รูดซื้อสินค้าหรือใช้จ่ายควรทำยังไงดี

1.เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองโดนมิจฉาชีพปลอมบัตรเครดิตไปรูดใช้ ให้รีบโทรติดต่อธนาคารเพื่อแจ้งอายัดบัตรเครดิตทีนที และเดินทางไปที่สาขาธนาคารใกล้บ้านเพื่อแจ้งและทำหนังสือปฏิเสธยอดหนี้กับธนาคารเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งควรรีบทำภายใน 72 ชั่วโมง หรือยิ่งเร็วยิ่งดี ต่อมาให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น ปริ้นรูปหลักฐานว่า มียอดเงินถูกใช้จ่ายออกไปจากบัตรเครดิตเป็นจำนวนเท่าไหร่ จำนวนทั้งหมดกี่ยอด ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจในเขตที่เราอยู่ให้เร็วที่สุด ซึ่งการมีหลักฐานว่าเราได้ทำการอายัดบัตรเครดิตทันทีด้วยความความรวดเร็ว และยังมีหลักฐานการแจ้งความและลงบันทึกประจำวันจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิจารณาคดีในชั้นศาลได้โดยเป็นการยืนยันว่าเรานั้นไม่ได้มีเจตนาทุจริต ได้ใช้ความระมัดระวัง และยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นแต่เป็นเหยื่อของอาชญากรรม

2.ต่อมาให้โทรติดต่อสายด่วน 1441 ( AOC ศูนย์แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) และ 1502 ( สภาผู้บริโภค )หรือช่องทาง https://www.tcc.or.th/ / line id : เพื่อแจ้งเรื่อง ปรึกษา และขอให้ทางหน่วยงานช่วยดำเนินการประสานงานให้เราอีกทาง โดยระหว่างนี้ให้ผู้เสียหายรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมดไว้เพื่อใช้ยื่นประกอบด้วย เช่น หลักฐานยอดเงินที่ถูกใช้จ่ายออกไปจากบัตรเครดิต จำนวนกี่ยอด วันเวลาที่เกิดเหตุ , หนังสือปฏิเสธรายการใช้ยอดบัตรเครดิตที่เราได้ไปติดต่อกับทางธนาคาร , ใบลงบันทึกประจำวัน / ใบแจ้งความ และ ใบแจ้งหนี้ของบัตรเครดิตยอดที่มีปัญหาที่ทางธนาคารจะส่งมาให้เรา ( ถ้าหากเรามียอดใช้จ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับยอดเสียหายที่มิจฉาชีพเอาบัตรเราไปใช้นั้นให้ชำระยอดอื่นๆทั้งหมดให้ครบ ) หากมีหลักฐานอื่นๆอะไรเพิ่มเติมอีกก็ให้เก็บรวบรวมไว้ด้วยกันเลย

กระบวนการต่อมานั้นทางธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตจะถือว่าเราผิดนัดชำระหนี้ก็จะติดต่อเราเพื่อให้ไปพูดคุยเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมหนี้ดังกล่าว หากเราไม่ได้ไปเจรจาและยืนยันที่จะปฏิเสธยอดดังกล่าว ก็จะเข้าสู่กระบวนที่ทางธนาคารจะยื่นฟ้องเราต่อศาลเพื่อฟ้องร้องบังคับคดีขอให้ศาลพิพากษาให้เราชำระหนี้บัตรเครดิตยอดที่มีปัญหาพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งก็จะนำไปสู่การต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลให้เราเตรียมหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อศาล ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิ์ที่จะชนะคดีโดย อ้างอิง จากคำพิพากษาศาลฎีกา 2624/2568 ศาลฎีกายกฟ้องผู้ถือบัตรเครดิต ชี้ผู้บริโภคไม่ต้องรับผิด หากถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้า พร้อมวินิจฉัยว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ธนาคารเจ้าของบัตรต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ใช้บัตรเครดิต ไม่สามารถสันนิษฐานได้โดยอัตโนมัติว่าเจ้าของบัตรเป็นผู้ใช้ โดยศาลได้วางหลักการทางกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า เจ้าของบัตรเครดิตที่มีชื่อปรากฎไว้บนบัตรเครดิตต่อมามีการใช้งานบัตรเครดิตและทำธุรกรรมทางการเงินเกิดขึ้น ศาลได้มีการพิจารณาว่าไม่อาจนำไปสู่การสันนิษฐานความรับผิดของผู้ถือบัตรได้อย่างทันที เนื่องจากธนาคารหรือผู้ให้บริการทางการเงินไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่าผู้ถือบัตรเป็นผู้ใช้บัตรดังกล่าว หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย

*** หมายเหตุ นี่เป็นการแนะนำเบื้องต้นเคสที่ผู้เสียหายโดนมิจฉาชีพปลอมบัตรเครดิตหรือสวมรอยบัตรเครดิตไปใช้รูดซื้อสินค้าที่หน้าร้าน โดยที่อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกา 2624/2568 มาเป็นแนวทางในการให้คำปรึกษา ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงกรณีอื่นๆเช่น บัตรกดเงินสดโดนมิจฉาชีพแฮ็คและโอนเงินออกไปจากบัญชี ซึ่งจะต้องอาศัยการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นศาลและดุลยพินิจของผู้พิพากษาแต่ละท่านอีกที***

"กฎหมายไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และความยุติธรรมไม่ ควรเป็นเรื่องที่ไกลตัว"

#ศูนย์กฏหมายเพื่อสิทธิประชาชน

เพราะสิทธิของท่าน คือภารกิจสำคัญของเรา! ✊⚖️​"กฎหมายไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และความยุติธรรมไม่ควรเป็นเรื่องที่ไกลตัว...
12/04/2026

เพราะสิทธิของท่าน คือภารกิจสำคัญของเรา! ✊⚖️

​"กฎหมายไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และความยุติธรรมไม่ควรเป็นเรื่องที่ไกลตัว"

​หลายครั้งที่ประชาชนอย่างเราต้องเสียสิทธิ์ เพียงเพราะ 'ความไม่รู้' หรือ 'การเข้าถึงที่ยากลำบาก' . . . วันนี้เราจะไม่ปล่อยให้ใครต้องสู้เพียงลำพัง!

​✨ ศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชน ✨
เราก่อตั้งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นที่พึ่งพิงทางกฎหมายให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และผลประโยชน์อันชอบธรรม ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญและซื่อสัตย์

​สิ่งที่เราพร้อมส่งมอบให้สังคม
✅ ให้คำปรึกษา ไขข้อข้องใจทุกปัญหากฎหมายในชีวิตประจำวัน 🗣️
✅ สร้างความรู้ เผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิ เพื่อไม่ให้ใครถูกเอาเปรียบ 📚
✅ ช่วยเหลือทางคดี สนับสนุนการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม 🏛️

​"มาร่วมสร้างสังคมที่ความถูกต้องนำหน้า และทุกคนมีสิทธิอย่างเต็มภาคภูมิไปด้วยกัน"

​📩 มีปัญหากฎหมาย/ต้องการคำปรึกษา ทักแชทสอบถามเราได้ทันที!

#ศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชน

ที่อยู่

2/16 อนามัยงามเจริญ 30 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์กฎหมายเพื่อสิทธิประชาชน - Law for People’s Rights Centerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์