สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์-สรส

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์-สรส State Enterprises Workers' Relations Confederation-SERC

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยืนยันว่า “สิทธิในการนัดหยุดงาน” เป็นสิทธิภายใต้ ILO 87สมาพันธ์สหภาพแรงงานระหว่างประเทศ หรือ Int...
24/05/2026

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ยืนยันว่า “สิทธิในการนัดหยุดงาน”
เป็นสิทธิภายใต้ ILO 87

สมาพันธ์สหภาพแรงงานระหว่างประเทศ หรือ International Trade Union Confederation (ITUC) แสดงความยินดีต่อคำวินิจฉัยเชิงที่ปรึกษาของ International Court of Justice
ซึ่งยืนยันว่า “สิทธิในการนัดหยุดงาน”
เป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวจัดตั้งองค์กร

🗣️ “พวกเราขอขอบคุณ
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
สำหรับคำวินิจฉัยเชิงที่ปรึกษาครั้งนี้
ศาลได้ยืนยันว่า กฎหมายระหว่างประเทศรองรับความเข้าใจอันเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน ซึ่งมิใช่เพียงขบวนการสหภาพแรงงานเท่านั้นที่ยึดถือ หากแต่ยังเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระบบองค์การแรงงานระหว่างประเทศตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา”

— Luc Triangle เลขาธิการ ITUC

The ITUC welcomes the Advisory Opinion of the International Court of Justice, confirming that the right to strike is protected under International Labour Organization Convention No. 87 on Freedom of Association and Protection of the Right to Organise.

🗣️ “We thank the world court for this advisory opinion. The Court has confirmed that international law supports the longstanding understanding shared not only by unions, but across large parts of the ILO system for decades." Luc Triangle, ITUC General Secretary

🔗 Learn more: https://buff.ly/NoE6RIo

สรส.ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวคุณวีระพงษ์ วงศ์แหวนผู้นำแรงงานอดีตกรรมการบริหาร สรส.อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจขนส่...
23/05/2026

สรส.ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว
คุณวีระพงษ์ วงศ์แหวน
ผู้นำแรงงาน
อดีตกรรมการบริหาร สรส.
อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ
ขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ขอให้ดวงวิญญาณของท่านจงสู่สุขคติ
ในสัมปรายภพเบืัองหน้า

พิธีบำเพ็ญกุศลศพ
ณ วัดบำเพ็ญเหนือ ศาลา ๙
กำหนดการ
23 พฤษภาคม 2569
พิธีรดน้ำศพ เวลา 16.00 น.

สวดอภิธรรม 18.00 น.
24 – 26 พฤษภาคม 2569
สวดพระอภิธรรม เวลา 18.00 น.

27 พฤษภาคม 2569
สวดมาติกา บังสุกุล
ถวายภัตตาหารเพล เวลา 10.00 น.
พิธีฌาปนกิจ เวลา 17.00 น.

ร่วมไว้อาลัย
และส่งดวงวิญญาณเป็นครั้งสุดท้าย

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอาจเข้าข่าย “การทุจริตเชิงนโยบาย” ได้ หากมีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือบุคคลบางฝ่าย โดยมิได้คำ...
23/05/2026

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอาจเข้าข่าย
“การทุจริตเชิงนโยบาย” ได้
หากมีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือบุคคลบางฝ่าย โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

ความหมายของ “การทุจริตเชิงนโยบาย”

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ให้นิยามโดยทั่วไปว่า
เป็นการใช้อำนาจรัฐหรือกำหนดนโยบายสาธารณะโดยอาศัยความชอบธรรมทางกฎหมายหรือการเมือง แต่มีเจตนาแอบแฝงเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำให้รัฐหรือประชาชนเสียประโยชน์
ลักษณะสำคัญ เช่น

▪️ใช้นโยบายของรัฐเป็นเครื่องมือ
▪️ดำเนินการถูกต้องตาม
“รูปแบบกฎหมาย” แต่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
▪️เปิดทางให้เอกชนหรือกลุ่มทุนได้ประโยชน์มหาศาล
▪️ประชาชนหรือรัฐสูญเสียทรัพย์สิน
อำนาจควบคุม หรือผลประโยชน์ระยะยาว

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คืออะไร
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ การเปลี่ย,นสถานะหรือโครงสร้างการบริหารของรัฐวิสาหกิจให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น

▪️ขายหุ้นให้เอกชน
▪️เปิดตลาดแข่งขัน
▪️ให้สัมปทาน

เปลี่ยนจากหน่วยงานรัฐเป็นบริษัทมหาชน
ในทางหลักการเป็นการแปรรูป “ แต่เมื่อใด “การแปรรูป” อาจเป็น “ทุจริตเชิงนโยบาย”
หากมีพฤติการณ์ เช่น

▪️ประเมินมูลค่าทรัพย์สินต่ำกว่าความจริง
▪️ขายกิจการให้ทุนผูกขาด
▪️ออกกฎหมายหรือเงื่อนไขเอื้อเอกชนเฉพาะราย
▪️ลดบทบาทรัฐจนประชาชนเสียประโยชน์
▪️ปกปิดข้อมูลสาธารณะ
▪️ใช้อำนาจทางการเมืองกดดันองค์กรตรวจสอบหรือสหภาพแรงงาน

กรณีเช่นนี้อาจถูกวิพากษ์ว่าเป็น
“การทุจริตเชิงนโยบายภายใต้การแปรรูป”

มุมมองของขบวนการแรงงาน

องค์กรแรงงานจำนวนมาก รวมถึง
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
มักมองว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจบางกรณี

▪️ทำให้รัฐสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ
▪️ทำลายความมั่นคงในการจ้างงาน
▪️ทำให้บริการสาธารณะกลายเป็นธุรกิจแสวงกำไร
▪️เพิ่มความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน

จึงมีข้อเรียกร้องให้
เปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน
ให้ประชาชนและแรงงานมีส่วนร่วม
ประเมินผลกระทบทางสังคมก่อนดำเนินการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองและทุน

สรุป
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ “ไม่เท่ากับ”
การทุจริตเชิงนโยบายโดยอัตโนมัติ
แต่หากนโยบายดังกล่าวถูกออกแบบ
หรือดำเนินการเพื่อเอื้อผลประโยชน์
แก่กลุ่มทุน โดยรัฐและประชาชนเสียประโยชน์ ก็อาจเข้าลักษณะ
“การทุจริตเชิงนโยบาย”
ได้ทั้งในทางการเมือง สังคม และกฎหมาย

21/05/2026

แถลงการณ์ สรส.
เรื่อง เดินหน้าผลักดันความร่วมมือป้องกันและปราบปรามการทุจริตในรัฐวิสาหกิจ
และหน่วยงานของรัฐ
-Corruption

แถลงการณ์ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)เรื่อง  เดินหน้าผลักดันความร่วมมือป้องกันและปราบปรามการทุจริตในรัฐวิสา...
21/05/2026

แถลงการณ์
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
เรื่อง เดินหน้าผลักดันความร่วมมือป้องกันและปราบปรามการทุจริตในรัฐวิสาหกิจ
และหน่วยงานของรัฐ

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ในฐานะองค์กรการรวมตัวของสหภาพแรงงาน ตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ งบประมาณแผ่นดิน ประสิทธิภาพการบริหารราชการและรัฐวิสาหกิจ ความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ และความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตเชิงนโยบาย การเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ และการดำเนินโครงการของรัฐที่ขาดการตรวจสอบจากภาคประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในวงกว้าง

ด้วยเหตุนี้ สรส. จึงเห็นว่าขบวนการแรงงานและภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการร่วมตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 40 (4) ที่กำหนดให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ดำเนินการและให้ความร่วมมือเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 63 ที่กำหนดให้รัฐส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านและตรวจสอบการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีการปรับปรุงแก้ไขล่าสุดเพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้เปิดโปงเบาะแสการทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เป็นต้นมา

ในการนี้ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะทำงานป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ” เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) จะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูลการทุจริต การส่งเสริมระบบตรวจสอบโครงการภาครัฐและรัฐวิสาหกิจโดย สรส. และสหภาพแรงงาน และการยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการบริหารราชการและรัฐวิสาหกิจ พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะทำงานในแต่ละสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเพื่อทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับคณะทำงานของ สรส. ในการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างจริงจังต่อไป

สรส. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างจริงจังในการต่อต้านการทุจริต เปิดพื้นที่ให้สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และองค์กรแรงงานได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนส่วนรวม

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
21 พฤษภาคม 2569

เมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม สรส. ชั้น3 บ้านพักนิคมรถไฟ กม.11จตุจักร กรุงเทพฯ✍️สม...
21/05/2026

เมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม สรส. ชั้น3 บ้านพักนิคมรถไฟ กม.11
จตุจักร กรุงเทพฯ

✍️สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้จัดการ
ประชุมคณะกรรมการกลาง สรส. ครั้งที่ 4/2569
เพื่อรายงานผลการดำเนินงานในรอบเดือนที่ผ่านมา
ให้คณะกรรมการกลาง ทราบ

✍️โดยนายเชิดชัย กัลยาวุฒิพงศ์ รองเลขาธิการฯ บริหาร
ได้ดำเนินการเปิดการประชุมแทน นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. ซึ่งติดภาระกิจเร่งด่วน และได้กลับมา
ดำเนินการประชุมต่อตามระเบียบวาระ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติรับรองรายงานการประชุม ครั้งที่ 3/2569 และรับรองรายงานการเงินเดือนเมษายน 2569

✍️นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. (ประธาน) ได้แจ้ง
คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน ดังนี้👇
1. คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานติดตามผลการดำเนินงาน
ตามแผนงานฯ ประจำปี 2569
2. คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ

👉ทั้งนี้ นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. (ประธาน)
ได้วิเคราะห์สถานการณ์ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง
และให้องค์กรสมาชิกได้รายงานสถานการณ์ ขอความ
ช่วยเหลือเสนอแนะ โดยที่ประชุมได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น และมีข้อเสนอแนะที่ดีเป็นประโยชน์ต่อการขับ
เคลื่อนช่วยเหลือต่อไป
#สมาพันธ์แรงงารรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
#สรส.
#สามัคคีกรรมกร

19/05/2026
แถลงการณ์เรื่อง ขอสนับสนุน สร.รฟท. เกี่ยวกับข้อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ของพนักงานขับรถไฟ และการคุ้มค...
19/05/2026

แถลงการณ์
เรื่อง ขอสนับสนุน สร.รฟท. เกี่ยวกับข้อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ของพนักงานขับรถไฟ และการคุ้มครองตามบทเฉพาะกาลแห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีอุบัติเหตุกรณีขบวนรถสินค้าที่ 2126 ชนกับรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากนั้น สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน

ภายหลังเกิดอุบัติเหตุ หน่วยงานรัฐรวมถึงรัฐบาลได้พยายามหาผู้รับผิดชอบโดยมุ่งไปที่พนักงานผู้ปฏิบัติเฉพาะหน้า มากกว่าการพิจารณาปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความปลอดภัยในการขนส่งของประเทศไทยและการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ แม้ว่าจะมีการตรา พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ขึ้น เพื่อกำกับดูและระบบราง แต่เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับกลับเริ่มเห็นแนวโน้มที่เปิดทางให้เอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในระบบรางมากกว่าการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างแท้จริง

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกของ สรส. ได้ออกแถลงการณ์ ว่าข้อเท็จจริงและสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและการสอบสวนของคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามได้มีการให้ข่าวของอธิบดีกรมการขนส่งทางรางต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ในทำนองว่า “พนักงานขับรถไฟขบวนที่เกิดเหตุ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่จากกรมการขนส่งทางราง และได้สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่” รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการใส่ห้ามล้อเพื่อหยุดขบวนรถ ซึ่งได้สร้างความสับสนต่อระบบการทำงานของพนักงานขับรถไฟและทำให้สังคมเข้าใจผิดไปอย่างกว้างขวางว่า พนักงานขับรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีใบอนุญาตหรือขาดคุณสมบัติในการขับรถไฟอย่างผิดกฎหมาย ทั้งที่ ในความเป็นจริงพนักงานขับรถไฟทุกคนต้องผ่านกระบวนการคัดกรอง ฝึกอบรม และปฏิบัติงานจนมีความเชี่ยวชาญ จึงได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพียงแต่เมื่อมีการตรากฎหมายการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ได้กำหนดให้ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ต่ออธิบดีกรมการขนส่งทางรางเพิ่มเติม โดยกฎหมายดังกล่าวยังมี
บทเฉพาะกาลคุ้มครองสิทธิของพนักงานขับรถเดิมไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้พลางก่อนจนกว่าจะเข้าสู่ระบบอนุญาตใหม่ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการบริการสาธารณะต่อพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังอย่างหนัก จนทำให้คนงานรถไฟต้องปฏิบัติงานภายใต้ภาระงานที่หนักต่อเนื่องมายาวนาน แม้ว่า สร.รฟท. จะเสนอปัญหาดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การยกระดับสภาพการทำงานให้ปลอดภัยถือเป็นเรื่องเร่งด่วน สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO Convention No.155 ว่าด้วย “ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” ซึ่งจะมีผลใช้บังคับเดือนมิถุนายน 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมีสาระสำคัญของอนุสัญญาฯ ดังนี้

1. รัฐต้องกำหนดนโยบายแห่งชาติด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างชัดเจน
2. นายจ้างต้องจัดให้มีสถานที่ทำงาน เครื่องจักร ระบบงาน และมาตรการป้องกันอันตรายที่ปลอดภัย
3. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับข้อมูล การฝึกอบรม และมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัยต้องมีระบบตรวจสอบ ป้องกัน และสอบสวนอุบัติเหตุจากการทำงาน
4. รัฐต้องมีกลไกบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียง “อุบัติเหตุเฉพาะหน้า” แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความปลอดภัยในการขนส่งและการกำกับดูแลแรงงาน ความปลอดภัยต้องเป็น “ระบบ” ไม่ใช่การแก้ไขเฉพาะหลังเกิดเหตุเท่านั้น ในกิจการขนส่งสาธารณะ ความปลอดภัยไม่ใช่ภาระของพนักงานขับรถเพียงคนเดียว แต่รวมถึงระบบบริหารความปลอดภัย การควบคุมชั่วโมงทำงาน การอบรม การตรวจสภาพจิตใจและร่างกาย ระบบเตือนภัยอุปกรณ์ป้องกันและสิทธิของแรงงานในการ “ปฏิเสธงานที่ไม่ปลอดภัย” โดยไม่ถูกลงโทษ

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนปัญหา “Safety Culture” ของประเทศ แม้ไทยจะให้สัตยาบัน ILO 155 แล้ว แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้เกิด “วัฒนธรรมความปลอดภัย” อย่างแท้จริง เช่น การลงทุนในระบบป้องกันอุบัติเหตุ การรับฟังสหภาพแรงงานและผู้ปฏิบัติงาน การเปิดเผยผลสอบสวนอย่างโปร่งใส ตลอดจนไม่โยนความผิดให้คนปฏิบัติงานระดับล่างเพียงฝ่ายเดียว รวมถึงการคำนึงถึงหลักการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น “ความปลอดภัย ต้องมาก่อนผลกำไร” หรือ “Safety First not Profit”

ดังนั้น สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ขอสนับสนุน สร.รฟท. เกี่ยวกับข้อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ของพนักงานขับรถไฟ และการคุ้มครองตามบทเฉพาะกาลแห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 โดยเห็นว่าเหตุรถไฟชนรถเมล์ครั้งนี้ จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศไทยจะทำให้การรับรองอนุสัญญา ILO 155 เป็น “รูปธรรม” หรือเป็นเพียงการประกาศเชิงนโยบายเท่านั้น เพราะมาตรฐานสากลไม่ได้วัดจากการลงนาม แต่วัดจากการป้องกันไม่ให้ประชาชนและคนงานต้องเสียชีวิตซ้ำอีก

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
19 พฤษภาคม 2569
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย สาขาทุ่งสง
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย
#ความปลอดภัยต้องมาก่อนผลกำไร
first not profit

ที่อยู่

44 บ้านพักนิคมรถไฟ กม. 11 ถ. วิภาวดีรังสิต 11
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์-สรสผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์