สถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม กรมการแพทย์

สถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม กรมการแพทย์ เป็นสถาบันที่ดำเนินงานเพื่อเป็น Model ในรูปแบบ best practice ด้านวิชาการ บริการ และงานวิจัย

Ebola           ช่วงนี้มีโรคเก่าๆ ที่ร้ายแรง อุบัติขึ้นใหม่ เรื่อยๆ ถ้าเชื่อ conspiracy theory ก็จะต้องบอกว่ามีคนคอยปล่อ...
27/05/2026

Ebola

ช่วงนี้มีโรคเก่าๆ ที่ร้ายแรง อุบัติขึ้นใหม่ เรื่อยๆ ถ้าเชื่อ conspiracy theory ก็จะต้องบอกว่ามีคนคอยปล่อยเชื้อ เพื่อลดประชากรโลก แต่ผมไม่รู้ว่าจะเชื่อทำไม มันเคยระบาดอยู่แล้ว เป็นครั้งคราว และก็หายไปในท้องถิ่นของเขา เนื่องจากโรคอันตรายมากถึงตาย จึงมักจะไม่แพร่หลาย แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน และระยะฟักตัวของมัน เราจึงต้องระวังไว้ โดยเฉพาะบุคลากรโรงพยาบาล เพราะเวลาเจ็บป่วยก็จะมาหา เราเป็นด่านแรก
โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา หรือ Ebola virus disease เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดรุนแรงที่มีความสำคัญด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เนื่องจากมีอัตราป่วยตายสูง ไวรัสนี้สามารถแพร่ระบาดได้ในสถานพยาบาลหากมาตรการป้องกันการติดเชื้อไม่เข้มงวด ตอนนี้ WHO รายงานการระบาดของ Ebola ชนิด Bundibugyo virus ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา และประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ หรือ PHEIC เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026

แม้ว่าจะมีข่าวการระบาดหลายครั้งในอดีต แต่จากการประกาศของ WHO เราก็ต้องระวัง กรมควบคุมโรคได้ยกระดับมาตรการสำหรับผู้เดินทางจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา โดยกำหนดให้ผู้ไม่มีอาการเข้าระบบกักกัน และผู้มีอาการเข้าระบบแยกกักในสถานพยาบาลของรัฐที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด เป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่กำหนด 21 วันเพราะระยะฟักตัวเป็นแบบนั้น ดังนั้นถ้าคิดจาก WHO ประกาศเมื่อ 17 พค ก็มี lag period 10 วัน คือเรายังไม่กักตัวดังนั้น จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน ยังไม่นับคนที่เดินทาง transit เข้ามาจากประเทศข้างเคียงหรือที่อื่น
อีโบลาคืออะไร

อีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม viral haemorrhagic fever เชื้อสามารถแพร่จากสัตว์ป่าที่ติดเชื้อมาสู่คน และแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำลาย น้ำอสุจิ สิ่งของปนเปื้อน หรือศพของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคนี้ การแพร่เชื้อเกิดขึ้นเมื่อผู้ติดเชื้อเริ่มมีอาการแล้ว บทความนี้จะพูดถึงแต่บุคลากรทางการแพทย์เพราะมีความเสี่ยงสูง ระยะฟักตัวของอีโบลาอยู่ระหว่าง 2–21 วัน อาการเริ่มต้นมักไม่จำเพาะ ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ต่อมาจึงอาจมีอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น และในบางรายมีความผิดปกติของตับ ไต หรือมีเลือดออกผิดปกติ ดังนั้นในระยะแรกผู้ป่วยจะมาด้วยไข้ อ่อนเพลีย ท้องเสีย หรืออาเจียนคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป สิ่งที่ทำให้สงสัยอีโบลาคือการมี “อาการเข้าได้” ร่วมกับ “ประวัติเสี่ยงภายใน 21 วัน” เช่น เดินทางจากพื้นที่ระบาด สัมผัสผู้ป่วย สัมผัสศพ หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยสงสัย โรงพยาบาลควรจัดระบบคัดกรองตั้งแต่จุดแรกที่ผู้ป่วยเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นห้องฉุกเฉิน จุดเวชระเบียน คลินิกอายุรกรรม GP โดยเจ้าหน้าที่ควรซัก 2 กลุ่มข้อมูลพร้อมกัน คือ อาการ และประวัติเสี่ยงใน 21 วัน

ควรถามคัดกรองว่า “มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย เลือดออกผิดปกติ หรืออ่อนเพลียมากหรือไม่” และ “ใน 21 วันที่ผ่านมา เดินทางมาจากหรือผ่านประเทศที่มีการระบาดหรือไม่ สัมผัสผู้ป่วยสงสัยอีโบลาหรือไม่ สัมผัสศพหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือไม่” หากคำตอบเข้าเกณฑ์สงสัย ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากทันที ลดการเคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น และเข้าสู่กระบวนการแยกกักโดยไม่รอให้การวินิจฉัยยืนยันเสร็จสิ้น

อาการเลือดออกผิดปกติของ Ebola (โรคอีโบลา) มักเกิดในระยะรุนแรงของโรค (ระยะ “wet symptoms”) และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการเลือดออก (พบประมาณ 40% ของผู้ป่วย) มักเกิดในช่วงหลัง ๆ ของโรค (หลังมีอาการ 4-5 วันขึ้นไป) และเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ความรุนแรงสูง เลือดจะออกจากที่ต่างๆ ได้แก่ เยื่อบุและช่องเปิดของร่างกาย (mucosal bleeding) เหงือก (bleeding gums) จมูก (nosebleed) ตา (conjunctival bleeding หรือตาแดงมีเลือดซึม) ปาก หรืออาเจียนเป็นเลือด ช่องคลอด (ในผู้หญิง) อุจจาระเป็นเลือด (bloody stool) หรืออุจจาระดำ (melena) เลือดออกที่ผิวหนัง จ้ำเลือด (ecchymoses) หรือจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามตัว (petechiae) มีผื่นแดงที่อาจลอก จากจุดฉีดยาหรือเจาะเลือด การมีเลือดซึมไม่หยุดจากตำแหน่งที่เจาะเลือดหรือใส่สายน้ำเกลือ (oozing from venipuncture sites) พบได้บ่อย เลือดออกภายใน (internal bleeding) เลือดออกในทางเดินอาหาร เลือดออกในอวัยวะภายในอื่น ๆ (อาจไม่เห็นภายนอกชัดเจน) โดยอาการเลือดออกมักเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไข้สูง อาเจียน ท้องเสียรุนแรง อ่อนเพลียมาก ตับ-ไตวาย และอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิต WHO และ CDC กล่าวว่าอาการเลือดออกไม่ใช่อาการหลักหรือเกิดบ่อยอย่างที่คนเข้าใจกันทั่วไป แต่เมื่อเกิดแล้วถือเป็นภาวะวิกฤต

หลักปฏิบัติสำคัญคือ Identify → Isolate → Inform → Protect หมายถึง คัดกรองให้พบเร็ว แยกผู้ป่วยทันที แจ้งทีมที่เกี่ยวข้อง และป้องกันบุคลากรอย่างเป็นระบบ

ให้นำประสบการณ์ COVID 19 มาใช้ เมื่อพบผู้ป่วยสงสัยอีโบลา ต้องแยกผู้ป่วยในห้องเดี่ยว ห้องแยกโรค หรือห้องแยกกักทันที จำกัดจำนวนบุคลากรที่เข้าไปดูแล จัดเส้นทางเคลื่อนย้ายเฉพาะ และหลีกเลี่ยงการทำหัตถการที่ไม่จำเป็น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลควรมีการวางแผนล่วงหน้า มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และทำความสะอาดพื้นที่หลังการเคลื่อนย้ายตามแนวทางควบคุมการติดเชื้อ

การป้องกันบุคลากรจากการติดเชื้ออีโบลาจะต้องจัดทำเป็นระบบความปลอดภัยของงาน ถ้านึกอะไรไม่ออกให้นึกถึงกรณี COVID19 ที่ผ่านมายังไม่นาน มาตรการก็มี ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การจัดทีม การฝึกซ้อม การสังเกตการณ์ขณะใส่และถอด PPE และการติดตามผู้สัมผัสหลังปฏิบัติงาน เริ่มจากการคัดกรองที่ด่านหน้าก่อน และปฏิบัติตามหลัก standard precaution อย่างเคร่งครัด (ซึ่งต้องทำกันอยู่แล้วโดยเฉพาะที่ ER) การที่มีระบบคัดกรองดี จะช่วยได้มาก แต่ปกติ ก็จะมีผู้ป่วยติดเชื้อหลุดเข้ามา ในความเป็นจริง ตอนนี้ EBOLA ระบาดที่ คองโก และยูกันดา ห่างไกลจากเรามาก แต่สิ่งที่จะช่วยเราได้ถ้าเกิดมีการหลุดมาคือการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัดให้เป็นปกติ (routine) บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยสงสัยควรใช้มาตรการ Standard, Contact และ Droplet precautions โดยใช้ PPE ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ถุงมือ ชุดคลุมหรือ coverall หน้ากาก อุปกรณ์ป้องกันตาและใบหน้า เช่น goggles หรือ face shield อุปกรณ์คลุมศีรษะ และรองเท้าหรือ boot ที่เหมาะสม ในกรณีมีหัตถการที่อาจก่อให้เกิด aerosol ควรใช้การป้องกันทางเดินหายใจระดับสูง เช่น N95 หรือ PAPR ตามการประเมินความเสี่ยงและทรัพยากรของสถานพยาบาล ในการใช้ PPE จุดที่มักเป็นความเสี่ยงสูงคือการถอด PPE เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนตนเองได้ง่าย โรงพยาบาลจึงควรใช้ระบบ buddy system หรือ trained observer ให้เจ้าหน้าที่อีกคนช่วยตรวจสอบขั้นตอนการใส่และถอด PPE มี checklist ชัดเจน และมีพื้นที่ถอด PPE ที่ออกแบบให้แยกสะอาด-สกปรกอย่างเหมาะสม

งานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาลควรมีบทบาทร่วมกับ IC ในการดูแลบุคลากรหน้างาน ได้แก่ หนึ่ง การประเมินความเสี่ยงของหน่วยงานที่อาจพบผู้ป่วย เช่น ER OPD ICU ห้องแล็บ เวชระเบียน และหน่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วย สอง การจัดทำทะเบียนบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลหรือสัมผัสผู้ป่วยสงสัย สาม การติดตามสุขภาพบุคลากรหลังสัมผัสเสี่ยงเป็นเวลา 21 วัน สี่ การจัดอบรมและซ้อมแผนการใส่-ถอด PPE การแยกกัก และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และห้า การสอบสวนเหตุการณ์สัมผัสเสี่ยง เช่น เข็มตำ สารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตา หรือถอด PPE ผิดขั้นตอน หากบุคลากรมีการสัมผัสโดยไม่ป้องกัน ควรทำความสะอาดบริเวณที่สัมผัส แจ้งหัวหน้างาน ทีม IC และหน่วยอาชีวอนามัย ประเมินระดับความเสี่ยง บันทึกเหตุการณ์ และเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังอาการ 21 วัน หากมีไข้หรืออาการเข้าได้ ควรหยุดงาน แยกตัว และรับการประเมินทันที

อีโบลาอยู่ในกลุ่มโรคติดต่ออันตรายตามพรบ ควบคุมโรคติดต่อของประเทศไทย ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อเมื่อพบหรือสงสัยโรคติดต่ออันตราย

อย่างไรก็ตามอีโบลาเป็นโรคที่ประเทศไทยอาจไม่ได้พบเป็นประจำ แต่โรงพยาบาลต้องพร้อมรับมือ เพราะผู้ป่วยอาจเดินทางข้ามประเทศก่อนมีอาการ และเมื่อเริ่มมีอาการแล้วสามารถแพร่เชื้อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งได้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือระบบที่เร็ว ชัดเจน และฝึกซ้อมจริง ได้แก่ คัดกรองให้พบเร็ว แยกกักทันที แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และป้องกันบุคลากรด้วย PPE และมาตรการอาชีวอนามัยที่เข้มแข็ง รพ ต้องพร้อมที่จะ ระบุตัว แยกกัก แจ้ง และปกป้องเจ้าหน้าที่ โดยไม่ตื่นตระหนก

ในความเป็นจริง ตอนนี้ผมยังไม่เห็นมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเลย ในโรคระบาดทุกครั้ง IC ควรจะมีการแจ้งทีมบริหารถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการระบาด หรือ โรงพยาบาลจะต้องเผชิญ ผมสังเกตมาหลายครั้งที่มีข่าวโรคระบาด เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องติดตามข่าวเอง ผมยังจำได้ตอนไข้หวัดนก ทุกคนยังไม่รู้เลยว่าแพร่อย่างไร (ตอนนั้น) แต่โดนคำสั่งให้ออกไปตั้งหน่วยที่สนามบิน (ผมว่าแย่กว่าการเตรียมรับอุบัติภัยสารเคมี เพราะถ้ายังไม่รู้ว่าสารเคมีอะไร จะไม่ออกไปจนกว่าจะทราบ) แต่สำหรับเชื้อตัวนี้ ยังดีที่ผู้ติดเชื้อ Ebola ในระยะฟักตัวไม่แพร่กระจายเชื้อ ระยะฟักตัว คือช่วงเวลาที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนถึงเริ่มแสดงอาการ (2–21 วัน โดยเฉลี่ย 8–10 วัน) ไม่แพร่เชื้อเพราะปริมาณไวรัสในร่างกายยังต่ำ และไม่มีอาการ wet symptoms เช่น อาเจียน ท้องเสีย เลือดออก ที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อหลัก ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแพร่เชื้อได้เมื่อเริ่มมีอาการ (โดยเฉพาะไข้สูง) และจะแพร่เชื้อมากขึ้นเมื่ออาการรุนแรง การแพร่เชื้อของ Ebola จะเกิดจากการสัมผัสโดยตรง กับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่มีอาการ (เลือด น้ำลาย อุจจาระ อาเจียน น้ำอสุจิ ฯลฯ) ไม่แพร่ทางอากาศ การหายใจ หรือการอยู่ใกล้กันแบบปกติ หลังหายป่วยแล้ว อาจยังแพร่เชื้อทางน้ำอสุจิได้อีกระยะหนึ่ง แม้โรคจะอันตรายร้ายแรง แต่สามารถป้องกันได้ โดยการให้ความรู้ ตระหนัก และปฏิบัติตัวตามหลัก IC คือใช้ standard precaution กับผู้ป่วยทุกคนเป็นประจำอย่างเคร่งครัด ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลควรให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และมีประกาศเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบและปฏิบัติ คือ

1. ให้ทุกจุดบริการซักประวัติอาการและประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยงในช่วง 21 วันที่ผ่านมา
2. ผู้ที่มีอาการเข้าได้ร่วมกับประวัติเสี่ยง ให้สวมหน้ากาก แยกจากผู้ป่วยรายอื่น และแจ้งทีม IC/ER/อาชีวอนามัยทันที
3. ห้ามเคลื่อนย้ายหรือส่งต่อผู้ป่วยสงสัยโดยไม่ประสานผู้รับผิดชอบ
4. บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยสงสัยต้องใช้ PPE ตามระดับความเสี่ยง และปฏิบัติตามขั้นตอนการใส่และถอด PPE อย่างเคร่งครัด
5. ให้บันทึกรายชื่อบุคลากรที่สัมผัสหรือดูแลผู้ป่วยสงสัยทุกราย เพื่อประเมินความเสี่ยงและติดตามอาการ
6. หากบุคลากรเกิดการสัมผัสเสี่ยง ให้แจ้งหัวหน้างาน ทีม IC และหน่วยอาชีวอนามัยทันที และเข้าสู่ระบบเฝ้าระวัง 21 วัน
7. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนความพร้อมของห้องแยกกัก PPE เส้นทางเคลื่อนย้าย การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการจัดการขยะติดเชื้อ

นอกจากนี้ควรมีประกาศที่หน้าโรงพยาบาลหรือจุดคัดกรองผู้ป่วยและญาติ ว่าโรงพยาบาลขอความร่วมมือผู้ป่วย ญาติ และผู้มาติดต่อทุกท่าน หากท่านมีไข้ อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อย อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น หรือมีเลือดออกผิดปกติ และภายใน 21 วันที่ผ่านมา มีประวัติเดินทางมาจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือสาธารณรัฐยูกันดา หรือสัมผัสผู้ป่วย/ศพ/สารคัดหลั่งของผู้ป่วยสงสัยโรคอีโบลา กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่คัดกรองทันที หลีกเลี่ยงการเดินไปยังจุดลงทะเบียนหรือพื้นที่รอคอยด้วยตนเอง โรงพยาบาลจะจัดพื้นที่ประเมินและแยกกักตามมาตรการควบคุมโรค

ควรประกาศให้บุคลากรในโรงพยาบาลร่วมกัน
1. ให้คัดกรองผู้ป่วยทุกรายที่มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อย เลือดออกผิดปกติ หรืออาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อรุนแรง
2. ให้ซักประวัติเดินทางหรือผ่านประเทศดีอาร์คองโกและยูกันดาในช่วง 21 วันที่ผ่านมา
3. ให้ซักประวัติสัมผัสผู้ป่วยสงสัย ผู้ป่วยยืนยัน ศพ หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
4. หากเข้าเกณฑ์สงสัย ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากาก แยกออกจากพื้นที่รอคอยทันที และแจ้งหัวหน้าเวร ทีม IC ห้องฉุกเฉิน และผู้บริหารเวร
5. ห้ามส่งต่อ เคลื่อนย้าย หรือเก็บสิ่งส่งตรวจโดยไม่ประสานทีม IC และหน่วยงานควบคุมโรค
6. บุคลากรทุกคนต้องใช้ PPE ตามระดับความเสี่ยง และต้องมีผู้ช่วยตรวจสอบการใส่และถอด PPE
7. หากเกิดการสัมผัสเสี่ยง เช่น เข็มตำ สารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตา ปาก จมูก หรือผิวหนังที่มีแผล ให้ล้างทันที แจ้งหัวหน้าเวร ทีม IC และหน่วยอาชีวอนามัย เพื่อเข้าสู่ระบบติดตาม 21 วัน

ใน ER ควรมีแนวทางชัดเจนได้แก่
1. Identify: ซักอาการและประวัติเสี่ยง 21 วันทันที
2. Isolate: หากเข้าเกณฑ์สงสัย ให้แยกผู้ป่วยเข้าห้องเดี่ยวหรือพื้นที่แยกกักทันที
3. Inform: แจ้งแพทย์เวร หัวหน้าเวร ทีม IC ผู้บริหารเวร ห้องปฏิบัติการ และหน่วยอาชีวอนามัย
4. Protect: จำกัดจำนวนบุคลากร ใช้ PPE ตามความเสี่ยง และใช้ buddy system ในการใส่-ถอด PPE
5. Record: บันทึกรายชื่อบุคลากรทุกคนที่เข้าใกล้หรือดูแลผู้ป่วย
6. Transfer: หากต้องส่งต่อ ให้ประสานหน่วยงานปลายทางและเจ้าพนักงานควบคุมโรคก่อนทุกครั้ง

เป็นตัวอย่างแนวทางในการประกาศของโรงพยาบาลคร่าว ๆ อย่างไรก็ตามบทความนี้ผมเขียนเพราะมีการประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ของ WHO เราจึงควรระวังไว้ ไม่ใช่ตื่นตระหนก

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ได้จัด...
27/05/2026

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ได้จัดโครงการอบรมการป้องกันและจัดการความรุนแรงในโรงพยาบาล ภายใต้หัวข้อ “รู้ทัน ป้องกัน รับมือ ความรุนแรงในโรงพยาบาล” โดยได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงอรดา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนทั้งสิ้น 70 คน ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์อดุลย์ บัณฑุกุล ที่ปรึกษาด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี บรรยายในหัวข้อ “แนวโน้มสถานการณ์ความรุนแรงในโรงพยาบาลและความเสี่ยงของบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน” พร้อมทั้งการเรียนรู้เรื่อง “SAVE Zero Violence กับ SAVE NOPPARAT” โดยทีมอาชีวอนามัยในโรงพยาบาลนอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากทีมวิทยากร ได้แก่ คุณแสงจันทร์ กอมณี คุณสุรกฤษฎิ์ สมนาแซง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ และทีมงานจากสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ ถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อ “เทคนิคการประเมินความเสี่ยงและการสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ เพื่อลดความรุนแรง” และ “การบริหารจัดการสถานการณ์ความรุนแรงในโรงพยาบาล” พร้อมทั้งจัดกิจกรรมฝึกปฏิบัติจำลองสถานการณ์รับมือเหตุการณ์ความรุนแรง (Simulation) ภายในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย 1 เพื่อเสริมสร้างทักษะการประเมินสถานการณ์ การสื่อสาร การประสานงาน และการควบคุมเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ รวมถึงสรุปบทเรียนจากการรับมือเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมั่นใจ มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยยิ่งขึ้น

College of Work and Health: conception expanded           อ่านใน website ของ FOM (Faculty of Occupational Medicine) มีกา...
26/05/2026

College of Work and Health: conception expanded

อ่านใน website ของ FOM (Faculty of Occupational Medicine) มีการเปิดตัวของ The College of Work and Health ซึ่งเปิดตัวในวันที่ 25 มีนาคม 2026 โดยมีรายละเอียดต่างๆ ใน website รวมทั้งการสมัคร การสอบ diploma online เห็นว่าแนวคิดนี้น่าสนใจ และสนับสนุนว่างานอาชีวอนามัยต้องมีความร่วมมือในหลายวิชาชีพ เลยลองเรียบเรียงมาให้อ่านกันครับ
The College of Work and Health เป็น charity และ professional body ด้าน work and health ไม่เป็นรูปแบบสถานศืกษาหรือวิทยาลัยทั่วไป โดยต้องการเป็น “professional home” ใหวิชาชีพสหสาขาที่ทำงานด้านสุขภาพกับการทำงาน ฃแบบ partnership มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด competency standards, professional recognition และ best practice ด้าน work-and-health

หลักการสำคัญของวิทยาลังนี้คือการขยายบทบาทของ FOM จากเดิมที่เน้นการฝึกอบรม ประเมิน และพัฒนา แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไปสู่บุคลากรสหสาขาที่ทำงานสนับสนุนสุขภาพคนทำงาน เช่น occupational health nurses, physiotherapists, occupational therapists, psychologists, workplace health advisers, HR/wellbeing professionals และผู้ประสานงานด้าน return-to-work/work ability ซึ่งสะท้อนมาทางโครงสร้างของกรรมการมูลนิธิที่ดำเนินงาน ซึ่งเป็นรูปแบบ สหสาขา มีตัวแทนจาก FOM, National School of Occupational Health, CIPD, GMB Union, iOH และ The C**t Foundation มีทั้งสายแพทย์ สาย HR สหภาพแรงงาน สมาคมบุคลากร OH/wellbeing และผู้สนับสนุนงานวิจัย

หน้าที่ซึ่งวิทยาลัยระบุไว้คือ การอธิบายบทบาทต่างๆ ใน work-and-health sector, กำหนด competency standards, สนับสนุน qualification, professional recognition, membership และ research opportunities ซึ่งเป็นแผนงานต่อไปในอนาคต เนื่องจากวิทยาลัยเพิ่งมีการก่อตัง

ปัจจุบันวิทยาลัยมีหลักสูตร Diploma in Occupational Health Practice หรือ DipOHPrac ซึ่งพัฒนาและรับรองโดย FOM เปิดให้ registered nurses, physiotherapists, occupational therapists และ psychologists ซึ่งจะมีทั้ง MCQ exam และ portfolio assessment เป็นหลักสูตร 5 ปี (สนใจดู website ได้ครับ) ส่วน membership นั้นจะมี professional memberships หลายระดับในอนาคต แต่ยังไม่มีข้อกำหนดชัดเจน ในด้าน research College จะทำงานกับ The C**t Foundation เพื่อเข้าถึงงานวิจัย แหล่งทุน และสนับสนุนนักวิจัย รวมทั้งทำให้ curriculum updates อยู่บนฐาน evidence-based practice ซึ่งเป็นจุดแข็ง

กลุ่ม non-clinical workforce ของวิทยาลัยนี้ได้แก่ใครบ้าง
1 Non-medical clinical professionals ยังเป็นกลุ่มวิชาชีพสุขภาพ มี registration และอาจทำ clinical work ได้ แต่ไม่ใช่แพทย์ ได้แก่ occupational health nurse, physiotherapist, occupational therapist, psychologist. FOM/DipOHPrac ระบุชัดว่า qualification นี้เปิดให้กลุ่มวิชาชีพสุขภาพเหล่านี้
2 Non-clinical workplace health roles กลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มวิชาชีพสุขภาพได้แก่ workplace health adviser, work and health case manager, return-to-work coordinator, disability management specialist, vocational rehabilitation coordinator, HR/wellbeing professional, line manager ที่ผ่านการฝึกเฉพาะด้าน, union representative ที่ร่วมดูแล work adjustment และผู้ประสานงานด้าน workplace accommodation. บทบาทคือคัดกรองเบื้องต้น ประสานงาน วางแผนกลับเข้าทำงาน ติดตาม accommodation และรู้ว่าเมื่อใดต้องส่งต่อแพทย์หรือ OH clinician
3 Technical OSH / prevention professionals เช่น safety officer, occupational hygienist, ergonomist, occupational health and safety specialist, environmental health practitioner โดยเป็นกลุ่มที่ทำงานเชิง risk assessment, exposure control, workplace design, health surveillance support และ prevention

แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สอดคล้องกับทิศทางสากลที่มองว่า occupational health ต้องเป็น multidisciplinary serviceไม่ใช่แพทย์คนเดียวทำทุกอย่าง ซึ่ง ILO Convention No. 161 กำหนดว่า occupational health services มีหน้าที่เชิงป้องกันและให้คำปรึกษาแก่ employer, workers และ representatives รวมทั้งให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของบุคลากร ความเป็นอิสระทางวิชาชีพ และการมีส่วนร่วมของนายจ้าง-ลูกจ้าง , WHO ก็ระบุว่า occupational health เป็นกิจกรรมสหสาขาที่ครอบคลุมการป้องกันโรคจากงาน การส่งเสริมสุขภาพ และการพัฒนา work organization ที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งมี occupational health service แบบ multidisciplinary ชัดเจน ประกอบด้วย occupational health physician, occupational health nurse, physiotherapist และ psychologist โดยมีรายงานว่าระบบทำงานเป็นทีมสหสาขาและมีบุคลากรหลายวิชาชีพจำนวนมากในระบบ ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีบทบาทของ company doctor / occupational physician ชัดเจนในการประเมิน work ability และให้คำแนะนำเรื่อง reintegration แต่ก็มี case manager และ occupational health service ช่วยบริหารกระบวนการรอบข้าง สิ่งสำคัญคือมีเส้นแบ่งว่า case manager ไม่ควรเป็นผู้วินิจฉัยความสามารถในการทำงานแทน occupational physician ประเทศ ออสเตรเลีย มีระบบ return-to-work coordinator และ workplace rehabilitation provider ซึ่งทำหน้าที่ประเมินสถานที่ทำงาน วาง suitable duties plan ติดตามการกลับเข้าทำงาน และทำงานร่วมกับแพทย์ ผู้ประกัน และนายจ้าง โดยบางรัฐกำหนดหน้าที่ RTW coordinator ไว้ชัดเจน ประเทศ สหรัฐอเมริกา มีทั้ง occupational health nurse, occupational physician และ disability management specialist. AAOHN อธิบายว่า occupational health nursing ครอบคลุม health and safety programs, prevention, health promotion, emergency preparedness และการเชื่อมสุขภาพกับธุรกิจ ส่วน CDMS เป็นตัวอย่าง credential ของผู้เชี่ยวชาญ disability management ที่เน้น return-to-work, prevention และลดผลกระทบของ disability ต่อคนทำงานและองค์กร

ข้อดีของการจัดตั้งวิทยาลัยนี้คือ (1) ทำให้ตลาดงานที่กระจัดกระจายมีมาตรฐานกลาง เพราะในหลายประเทศ รวมทั้ง UK รวมทั้งประเทศไทย มีคนจำนวนมากทำงานเกี่ยวกับ workplace wellbeing, RTW, case management, HR health support, safety, ergonomics และ health surveillance support แต่ระดับความรู้ ขอบเขตงาน และจริยธรรมไม่เท่ากัน การมี competency standards จะช่วยให้นายจ้างรู้ว่าใครควรทำอะไร และอะไรต้องส่งต่อแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (2) เพิ่มกำลังคนในระบบ occupational health โดยไม่ต้องรอให้มีการผลิตแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ เพราะงานจำนวนมาก เช่น early contact, workplace adjustment, absence management, health promotion, ergonomic advice เบื้องต้น และ RTW coordination สามารถทำโดยบุคลากรที่ผ่านการอบรมมาตรฐานได้ ภายใต้ระบบส่งต่อและ supervision ที่เหมาะสม (3) ตอบโจทย์การคงคนไว้ในงานและ return-to-work ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของ UK ขณะนี้ รายงาน Keep Britain Working ระบุว่า working-age adults มากกว่า 1 ใน 5 อยู่นอกกำลังแรงงาน ส่วนหนึ่งอย่างมากเกิดจากปัญหาสุขภาพ และเสนอให้ employer มีบทบาทมากขึ้นใน workplace health provision (4) เชื่อมฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง HR สหภาพ และวิชาชีพสุขภาพ โครงสร้าง trustee ที่มี CIPD และ GMB Union ร่วมด้วยเป็นสัญญาณที่ดี เพราะ occupational health ที่ดีต้องไม่ใช่บริการแพทย์อย่างเดียว แต่ต้องเกี่ยวกับ job design, work adjustment, employment policy และ worker voice

ข้อเสียสำคัญคือ (1) เสี่ยงซ้ำซ้อนกับองค์กรเดิม โดยเฉพาะ Society of Occupational Medicine หรือ SOM ซึ่งออก position statement มีความเป็นห่วงและกังวลต่อการจัดตั้งวิทยาลัยนี้ ซึ่งอาจซ้ำซ้อนกับกิจกรรมที่ SOM และองค์กรอื่นทำอยู่แล้ว รวมถึงอาจสร้างความสับสนให้ stakeholder ว่าใครเป็นตัวแทนวิชาชีพใด (2) บทบาท non-clinical อาจล้ำเส้น clinical decision ถ้าไม่กำหนดขอบเขตให้ดี คนที่เป็น case manager หรือ workplace adviser อาจถูกนายจ้างใช้เพื่อประเมินความสามารถทำงาน ตีความโรค หรือกดดันให้กลับงานเร็วเกินไป ทั้งที่ควรเป็นบทบาทของแพทย์/ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพที่มีความเป็นอิสระ (3) เสี่ยงต่อการลดทอนบทบาทแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ถ้าระบบถูกตีความผิดว่า “ใช้ non-clinical workforce แทนแพทย์ได้” ทั้งที่แนวคิดที่เหมาะสมควรเป็น skill-mix และ stepped care คือ งานง่าย/ประสานงานทำโดย non-clinical ได้ แต่งานวินิจฉัย โรคจากงาน fitness for work ที่ซับซ้อน การตีความผลตรวจสุขภาพ และ medico-legal opinion ต้องอยู่กับผู้เชี่ยวชาญ clinical occupational health (4) ยังใหม่และยังไม่เห็นระบบรับรองเต็มรูปแบบ ซึ่งเว็บไซต์ College ระบุว่าสมาชิกและรายละเอียด career pathway ยังอยู่ระหว่างพัฒนา จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสามารถยกระดับคุณภาพได้จริงเพียงใด

ประเทศไทยควรนำแนวคิดนี้ดัดแปลงมาใช้เป็น Thai Work and Health Competency Framework ภายใต้บริบทกฎหมายไทย อาชีวเวชศาสตร์ไทย สถานประกอบการไทย และระบบประกันสังคม/กองทุนเงินทดแทน ประเทศไทยมีฐานกฎหมายด้าน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยอยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับมาตรฐาน OSH และกำหนดบทบาทนายจ้าง ลูกจ้าง จป. คณะกรรมการความปลอดภัย และหน่วยงานส่งเสริม OSH นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงและกฎหมายควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดบทบาท service centre และการรายงานข้อมูลสุขภาพเพื่อการเฝ้าระวังโดยพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ของกรมควบคุมโรค และมีสมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทยในการดูแลแพทย์อาชีวเวชศาสตร์
เมื่อดัดแปลงจาก concept ของ College of Work and Health ของอังกฤษ พอจะดัดแปลง บุคลากรด้าน OSH และสุขภาพคนงานออกเป็นกลุ่มดังนี้
1. Clinical occupational health specialist แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญของแพทยสภา แพทย์ที่ผ่านอบรมอาชีวเวชศาสตร์ที่ผ่านการอบรม 2 เดือน พยาบาลเวชปฏิบัติอาชีวอนามัย พยาบาลพื้นฐานอาชีวอนามัย 10 วัน นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด ที่ทำงานในกรอบวิชาชีพสุขภาพ
2. Work and health practitioner บุคลากรที่ทำ case management, RTW, fitness-for-work support, work adjustment, job accommodation, disability management และ sickness absence management โดยต้องมี competency มาตรฐานและระบบส่งต่อ
3. OSH prevention practitioner จป. วิชาชีพ นักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม นักการยศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ความปลอดภัย ผู้ประเมินความเสี่ยง และผู้ดูแล workplace exposure control
4. Organizational enabler HR, line manager, union/worker representative, wellness officer, EAP coordinator และผู้บริหาร ที่มีบทบาททำให้คำแนะนำด้านสุขภาพถูกแปลงเป็นนโยบาย การปรับงาน และการจัดการองค์กร

ทั้งนี้อาจทำเป็น ระบบรับรองสมรรถนะ เช่น certificate หรือ diploma ด้าน Work and Health Practice สำหรับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ โดยกำหนดขอบเขตชัดว่า ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ และเมื่อใดต้องส่งต่อแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ตอนนี้ยังมีการดูแลแยกกันอยู่ซึ่งถูกบังคับโดยกฏหมาย และประกาศของแต่ละวิชาชีพ ไม่มีการทำงานประสานสอดคล้องกัน ดังนั้นถ้าจะนำแนวคิดนี้มาใช้จริง ผมเสนอให้เริ่มเป็นโครงการร่วมระหว่าง สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย, ราชวิทยาลัย/แพทยสภา, สภาการพยาบาล, สภากายภาพบำบัด, นักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย, กระทรวงแรงงาน, กรมควบคุมโรค, สำนักงานประกันสังคม และสถานประกอบการขนาดใหญ่ มากกว่าจะตั้งองค์กรใหม่ โดยเน้นให้เกิด “professional home” ของบุคลากร work and health ไทย ซึ่งหลักการคือไม่แบ่งบทบาทกันแต่ร่วมกันทำงานตามวิชาชีพโดย แพทย์อาชีวเวชศาสตร์รับผิดชอบ clinical governance, diagnosis, causation, complex fitness for work, occupational disease และ medico-legal opinion, พยาบาลอาชีวอนามัยเป็นแกน surveillance, health education, case follow-up, workplace health program , จป./นักสุขศาสตร์/นักการยศาสตร์เป็นแกน risk assessment และ control , HR/RTW coordinator/case manager เป็นแกน work adjustment, communication, absence management และ return-to-work plan โดยจะต้องมีความร่วมมือกัน พูดจาภาษาเดียวกัน มี competency เดียวกัน รวมทั้งมีระบบส่งต่อให้ชัดเจน ตอนนี้เรายังขาดคนกลางที่เชื่อมระหว่างวิชาชีพ ซึ่งคงไม่ใช่ตั้งองค์กรใหม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน และต้องระวังเรื่องการใช้ระบบไปกดดันลูกจ้างในการ RTW โดยไม่มีการตัดสินใจทางคลินิกที่เป็นอิสระ

จริงๆ มีการพูดถึงเรื่องนี้มานานแล้ว ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างวิชาชีพและ competency ไม่ชัดเจน ถ้าดูจากประวัติ world of work และ ประวัติ OSH แต่ละวิชาชีพที่กำหนดขึ้น ต่างมีความสามารถ แต่ต่างฝ่ายก็จะมี competency ที่ตนเองโดดเด่นและเก่งต่างๆ กันไป มีความเข้าใจผิดว่าหลายเรื่องเป็นเรื่องของวิชาชีพนั้นหรือวิชาชีพนี้ จริงๆ มันมีเขตแดนของมันอยู่ ตั้งแต่ มองเห็น รู้ recognition ใช้ผลที่ได้ ลงมือทำเอง จนถึงกำหนดวิธีการ แต่ละวิชาชีพมีเขตแดนและวิธีปฏิบัติไม่เหมือนกัน ประเทศไทยเราก้าวหน้ามากเรื่อง OSH แต่ยังล้าหลังในการกำหนดบทบาทหน้าที่ในการทำงานร่วมกันเป็นทีม OSH แนวคิด College of Work and Health นี้เป็นแนวคิดของประเทศที่เป็นแนวหน้าทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมทั้งมีหลักฐานสนับสนุนแนวคิดนี้ในประเทศต่างๆ ทั้ง ILO และ WHO ด้วย ถึงเวลาที่ทุกวิชาชีพที่ทำงานด้าน OSH จะมาทบทวนบทบาทของตนเอง และหันไปมองเพื่อนร่วมงานที่ทำงานในกรอบเดียวกัน และร่วมมือกันทำงาน เพื่อให้คนทำงานในอาชีพต่างๆ มีสุขภาพดี ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีความสุขในการทำงาน ใน world of work ที่ซับซ้อนในปัจจุบันนี้

อาชีวเวชศาสตร์เปรียบเทียบ  Pre sequel            ในเวลาที่เหลืออยู่ ผมจะทำสองเรื่องส่วนตัวคือ ประวัติอาชีวเวชศาสตร์ในประ...
22/05/2026

อาชีวเวชศาสตร์เปรียบเทียบ Pre sequel

ในเวลาที่เหลืออยู่ ผมจะทำสองเรื่องส่วนตัวคือ ประวัติอาชีวเวชศาสตร์ในประเทศไทย และ Comparative OM in ASEAN countries ในบทความก่อนค้น Pre sequel ของ ประวัติ OM ในประเทศไทย โดยเริ่มจากสาเหตุในการจัดตั้ง เป็น เหตุการณ์ในรอบ 30 ปี ที่สำคัญในประเทศไทย สำหรับใน ASEAN ผมโชคดีที่เคยทำ (past tense) และม่าเสียดายมาก สำหรับโครงการ ASEAN Dianostic Criteria of Occupational Diseases โดยเป็นการทำแนวทางวินิจฉัยโรคจากการทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้ไปเยี่ยม lobby ประเทศในกลุ่มอาเซียนทุกประเทศ ได้คุยกับ top person ใน กระทรวงแรงงาน มหาวิทยาลัย และสมาคมแพทย์ ประเทศต่างๆ มีการประชุมกันโดยมีตัวแทน (คนเดียวกันทุกครั้ง) จากประเทศต่างๆ ครบ 10 ประเทศ ลงทุนลงแรงมาก ยากมาก แต่ก็ได้ connection มากมาย ช่วงนี้กลับมาเป็นกรรมการจัด ACOH อีกและทีมมาเลเซีย ยังตั้ง SEAOMnetwork ซึ่งเป็นชุดก่อตั้ง ผมก็ไปเป็นกรรมการ ในเชิงลึกด้านความรู้สึก เลยอยากทำ comparative study เกี่ยวกับ OM อยาก benchmark ระบบ (เคยเสนอ ม มหิดล ให้ทำหลักสูตร comparative OH study โดยนำระบบต่างๆทั่วโลกมาสอนและวิเคราะห์) เลยฝังใจเรื่องนี้ พอมาเจอทีม SEAOM network เลยคิดว่าน่าจะทำเรื่องนี้ เลยเริ่มค้นหาเบื้องต้น เป็น Pre sequel ซึ่งยังอาจไม่ถูกต้องนัก

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ประกอบด้วย 10 ประเทศ มีกำลังแรงงานรวมกันเกิน 350 ล้านคน (2025) แรงงานเหล่านี้ทำงานในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้าง เหมืองแร่ และภาคบริการที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลระดับโลกขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โรคและการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับงานทำให้แรงงานทั่วโลกเสียชีวิต ประมาณ 2.93 ล้านคนต่อปี และความมีสูญเสียทางเศรษฐกิจทั่วโลกประมาณกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับในภูมิภาคอาเซียนสัดส่วนโรคและการบาดเจ็บจากงานคิดเป็นประมาณ 65% ของทั่วโลก เนื่องจากตลาดแรงงานนอกระบบขนาดใหญ่ การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอ
แพทย์อาชีวเวชศาสตร์และพยาบาลอาชีวอนามัยเป็นกำลังแรงงานทางคลินิกแนวหน้าในการคุ้มครองสุขภาพในสถานที่ทำงาน โดยมีบทบาท ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินสุขภาพก่อนเข้าทำงาน การเฝ้าระวังสถานที่ทำงาน การควบคุมอันตราย การส่งเสริมสุขภาพ และการจัดการการบาดเจ็บ บทบาทเหล่านี้จะทำได้ครบถ้วนหรือไม่ในทางปฏิบัติยังขึ้นกับกฏหมายของแต่ละประเทศ โครงสร้างพื้นฐานการฝึกอบรม และการจัดระบบสุขภาพระบบอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHS) ของประเทศสมาชิกอาเซียน

ใน ASEAN 10 ประเทศนี้ มีความแตกต่างกันในแง่กฎหมาย ศักยภาพเชิงสถาบัน การพัฒนากำลังคน และรูปแบบการให้บริการ ผมกำลังทำ comparative review ด้าน OM ของกลุ่มประเทศ ASEAN โดยเน้นเป็นพิเศษสำหรับประเทศที่มีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และพยาบาลอาชีวอนามัย โดยใช้ Benchmark Domains ปรียบเทียบโครงสร้างกฎระเบียบ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับอุตสาหกรรมและโรงงาน คุณสมบัติบุคลากร เส้นทางการฝึกอบรม และตัวชี้วัดสำคัญ ซึ่งในเบื้องต้นจะเห็นความแตกต่างในการพัฒนาอย่างชัดเจน ตั้งแต่ระบบที่เน้นการบังคับใช้กฎหมายของสิงคโปร์ ไปจนถึงกรอบโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นของกัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว
แม้ว่าจะมี ASEAN-OSHNET ก่อตั้งขึ้นในปี 2543 เป็นกลไกระดับภูมิภาคในการประสานมาตรฐาน OHS และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ แต่ก็ยังคงมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจความไม่เท่าเทียมเหล่านี้ผ่านมุมมองการเปรียบเทียบเชิงระบบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาศักยภาพระดับภูมิภาค การศึกษาทางการแพทย์ และการพัฒนานโยบาย
ในการประชุม ACOH ที่แดกู เกาหลีครั้งที่แล้ว ผมจัด comparative OM education ในประเทศต่างๆ ก็มีการมาคุยว่าแต่ละประเทศอบรมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์อย่างไร พอมีประสบการณ์คุยกับกัมพูชา พม่า และลาว ไปดูงานกระทรวงแรงงานและสาธารณสุขของเขา ตอนนี้ไม่รู้ว่า progress อย่างไรบ้าง เลยค้น net ดู และให้ chatGPT สร้างภาพ infographic เป็นดังรูปด้านล่าง

เหตุการณ์สำคัญที่เป็น impact ด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในรอบ 30 ปี
20/05/2026

เหตุการณ์สำคัญที่เป็น impact ด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในรอบ 30 ปี

ลองใช้ chat GPT ทำรูป Poster มันเก่งขึ้นมากแค่บรรยายว่าอยากให้ Poster มีข้อความอะไรบ้าง และให้มันคิดรูปและ background เอ...
19/05/2026

ลองใช้ chat GPT ทำรูป Poster มันเก่งขึ้นมากแค่บรรยายว่าอยากให้ Poster มีข้อความอะไรบ้าง และให้มันคิดรูปและ background เอง แต่ให้สวยงาน

ภัยความร้อน baseline หายนะ             ช่วงที่เรากำลังตื่นเต้นกับข่าวรถไฟชนรถเมล์ที่แยกอโศก ซึ่งผมคิดว่าเป็นอุบัติเหตุระ...
18/05/2026

ภัยความร้อน baseline หายนะ

ช่วงที่เรากำลังตื่นเต้นกับข่าวรถไฟชนรถเมล์ที่แยกอโศก ซึ่งผมคิดว่าเป็นอุบัติเหตุระดับโลกเลย มีผู้รู้ออกมาวิจารณ์ และให้ความเห็นมากพอแล้ว ผมสงสารคนบนรถเมล์ เป็นการใช้ชีวิตประจำวันแท้ๆ ข่าวนี้กลบข่าวใหญ่ข่าวหนึ่ง ซึ่งเป็นข่าวที่ค่อนข้างเงียบ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ออกมาทำนายสภาพอากาศ ประเทศไทย ในยุค super el nino โดยปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวและเร่งกำลังขึ้นสู่ระดับ "กำลังแรงถึงแรงมาก" ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 และผลกระทบจะยาวต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยเดือนพฤษภาคม 2570 มีผลทำให้ในช่วงต้นฤดูฝน (มิ.ย. - ก.ค. 69) บางพื้นที่จะมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ แต่หลังจากนั้นฝนจะเริ่มทิ้งช่วงและตกไม่สม่ำเสมอ และช่วงสิงหาคมถึงกันยายนปีนี้ ปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติเกือบทั่วประเทศทำให้ฝนปลายฤดูอาจลดลงเร็วและไม่เพียงพอที่จะเติมน้ำต้นทุนสำหรับใช้ข้ามปี ประเทศไทยจะเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มิ.ย. ถึง พ.ย. 2569 ความร้อนนี้จะทำให้น้ำระเหยเร็วขึ้น ความต้องการใช้น้ำสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อทั้งพืชผลทางการเกษตร ปศุสัตว์ รวมถึงสุขภาพของประชาชน (เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก แรงงานกลางแจ้ง) โดยเฉพาะในภาคใต้ต้องระวังฝนทิ้งช่วงและเตรียมรับมือฝุ่นควันพิษข้ามแดนจากอินโดนีเซียในช่วงเดือน ก.ค. - ต.ค. 69 และหลังจากนั้นต้องสลับมาระวังภาวะน้ำท่วมในช่วงเดือน พ.ย. 69 ซึ่งเป็นฤดูฝนใหญ่ของภาคใต้ น้ำท่วมกับน้ำแล้ง พอหนีได้ แต่ความร้อนเราหนีไม่ได้ บทความนี้เขียนให้เห็นถึงภัยที่คุกคามเราอยู่เงียบๆ ซึ่งนอกจากความร้อนแล้วยังมี PM 2.5 เป็น baseline ของภัย ที่จะทำเฉยๆ ไม่ได้ ควรรีบมีแผนจัดการโดยด่วน

ลองศึกษาประเทศอินเดียดูครับ ตอนนี้คลื่นความร้อนบุกอินเดียอยู่ มีอุณหภูมิสูงทำสถิติแบบไม่เคยมีมาก่อน ใน หลายพื้นที่ในภาคเหนือและภาคกลางของอินเดียเผชิญกับอุณหภูมิระหว่าง 40-46 องศาเซลเซียส โดยเมือง Akola ในรัฐมหาราษฏระบันทึกอุณหภูมิสูงสุดได้ถึง 46.9 องศาเซลเซียสในปลายเดือนเมษายน และหลายพื้นที่ยังคงร้อนทะลุ 46 องศาเซลเซียสต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม ความร้อนจัดทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 256 กิกะวัตต์ในเดือนเมษายน ซึ่งปกติระดับนี้จะพบในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม (หมายความว่าจะเริ่มตั้งแต่เมย ไปจนถึงมิย หรือ กค เลย) พื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า 1 ล้านตารางกิโลเมตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้ สูญเสียผลิตภาพแรงงาน โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมักจะลดลงประมาณ 2% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การก่อสร้างล่าช้า ยอดค้าปลีกลดลง และภาคการขนส่งมีปัญหา นอกจากนี้มีรายงานการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนอย่างน้อย 37 รายในอินเดีย ซึ่งรวมถึงครูที่ต้องออกไปปฏิบัติงานสำรวจสำมะโนประชากรแบบเคาะประตูบ้าน และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีคนเป็นโรค Heat stroke อีกหลายร้อยราย

โรค Heat stroke ถูกจัดให้เป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-64% หากอุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 42 องศาเซลเซียส ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเซลล์เสื่อมสภาพและเสี่ยงต่ออวัยวะภายในล้มเหลว กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานกลางแจ้ง ผู้มีรายได้รายวัน ผู้สูงอายุ และผู้ที่อาศัยในที่พักแออัดหรือไม่มีระบบทำความเย็น คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อีกทั้งความชื้นที่สูง (Humid heat) ยังทำให้เหงื่อไม่ระเหย ร่างกายจึงระบายความร้อนได้ยากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

บทเรียนจากอินเดียคือมี"แผนปฏิบัติการรับมือคลื่นความร้อน" (Heat Action Plans) เป็นแผนระดับรัฐโดยการตั้ง "ศูนย์ทำความเย็น" (Cooling zones) ในพื้นที่สาธารณะ เตรียมน้ำเกลือแร่ (ORS) ตามโรงพยาบาลและโรงเรียน และจัดรถบรรทุกน้ำตระเวนแจกจ่ายชุมชน มีการปรับเปลี่ยนเวลาเรียนและเวลาทำงานโดยปรับเวลาเรียนเป็นช่วงเช้าตรู่ งดกิจกรรมกลางแจ้งหลัง 11.00 น. และบังคับให้ผู้รับเหมาก่อสร้างหรือนายจ้างเปลี่ยนกะการทำงานไปเป็นช่วงเช้าหรือค่ำ เพื่อเลี่ยงการทำงานหนักในช่วงที่ร้อนจัด และยังมีการปรับปรุงโครงสร้างหรือผังเมือง โดยเมืองใหญ่ต้องเร่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการใช้วัสดุที่ระบายความร้อนได้ดี เพื่อลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island) ที่คอนกรีตจะกักเก็บความร้อนในตอนกลางวันและคายออกในตอนกลางคืน

ทั้งนี้ข้อแนะนำในการรักษาสุขภาพก็จะเป็นเหมือนที่ผมเคยเขียนไปแล้ว ใครต้องการอ่านขอให้ไป download หนังสือ ปกิณกะโรคจากความร้อน ที่ผมแจกฟรีใน facebook เมื่อหลายเดือนก่อน มีข้อปฏิบัติมาตรฐานทั่วไปคือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดความร้อนโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ร้อนจัดที่สุดระหว่าง 12.00 น. ถึง 16.00 น. ดื่มน้ำบ่อยๆ แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำ หากต้องสูญเสียเหงื่อมาก ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือเครื่องดื่มโฮมเมด เช่น น้ำมะนาว น้ำข้าว หรือบัตเตอร์มิลค์ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย น้ำหนักเบา สีอ่อน และหลวมสบาย หากต้องออกนอกบ้านควรใช้ร่ม หมวก หรือผ้าคลุมศีรษะเสมอ ในหน้าร้อนควรยกเลิกการใส่เนคไท เสื้อนอก เพราะทำให้สิ้นเปลืองค่าไฟฟ้าด้วย และถ้าพบผู้มีอาการวิงเวียน สับสน หรือกระหายน้ำรุนแรง ควรรีบพาเข้าที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเท ดื่มน้ำเกลือแร่ ในรายที่อุณหภูมิร่างกายสูงจัด (Heatstroke) ให้ใช้วิธีลดความร้อนเฉียบพลันโดยการแช่ผู้ป่วยในอ่างน้ำแข็งประมาณ 25 นาที หรือนำเข้าที่ร่ม ทำให้ตัวเย็นรีบด่วน ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

ที่อยู่

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
Bangkok
10230

เบอร์โทรศัพท์

+6625174333

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม กรมการแพทย์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์