27/05/2026
Ebola
ช่วงนี้มีโรคเก่าๆ ที่ร้ายแรง อุบัติขึ้นใหม่ เรื่อยๆ ถ้าเชื่อ conspiracy theory ก็จะต้องบอกว่ามีคนคอยปล่อยเชื้อ เพื่อลดประชากรโลก แต่ผมไม่รู้ว่าจะเชื่อทำไม มันเคยระบาดอยู่แล้ว เป็นครั้งคราว และก็หายไปในท้องถิ่นของเขา เนื่องจากโรคอันตรายมากถึงตาย จึงมักจะไม่แพร่หลาย แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน และระยะฟักตัวของมัน เราจึงต้องระวังไว้ โดยเฉพาะบุคลากรโรงพยาบาล เพราะเวลาเจ็บป่วยก็จะมาหา เราเป็นด่านแรก
โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา หรือ Ebola virus disease เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดรุนแรงที่มีความสำคัญด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เนื่องจากมีอัตราป่วยตายสูง ไวรัสนี้สามารถแพร่ระบาดได้ในสถานพยาบาลหากมาตรการป้องกันการติดเชื้อไม่เข้มงวด ตอนนี้ WHO รายงานการระบาดของ Ebola ชนิด Bundibugyo virus ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา และประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ หรือ PHEIC เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026
แม้ว่าจะมีข่าวการระบาดหลายครั้งในอดีต แต่จากการประกาศของ WHO เราก็ต้องระวัง กรมควบคุมโรคได้ยกระดับมาตรการสำหรับผู้เดินทางจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา โดยกำหนดให้ผู้ไม่มีอาการเข้าระบบกักกัน และผู้มีอาการเข้าระบบแยกกักในสถานพยาบาลของรัฐที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด เป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่กำหนด 21 วันเพราะระยะฟักตัวเป็นแบบนั้น ดังนั้นถ้าคิดจาก WHO ประกาศเมื่อ 17 พค ก็มี lag period 10 วัน คือเรายังไม่กักตัวดังนั้น จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน ยังไม่นับคนที่เดินทาง transit เข้ามาจากประเทศข้างเคียงหรือที่อื่น
อีโบลาคืออะไร
อีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม viral haemorrhagic fever เชื้อสามารถแพร่จากสัตว์ป่าที่ติดเชื้อมาสู่คน และแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำลาย น้ำอสุจิ สิ่งของปนเปื้อน หรือศพของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคนี้ การแพร่เชื้อเกิดขึ้นเมื่อผู้ติดเชื้อเริ่มมีอาการแล้ว บทความนี้จะพูดถึงแต่บุคลากรทางการแพทย์เพราะมีความเสี่ยงสูง ระยะฟักตัวของอีโบลาอยู่ระหว่าง 2–21 วัน อาการเริ่มต้นมักไม่จำเพาะ ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ต่อมาจึงอาจมีอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น และในบางรายมีความผิดปกติของตับ ไต หรือมีเลือดออกผิดปกติ ดังนั้นในระยะแรกผู้ป่วยจะมาด้วยไข้ อ่อนเพลีย ท้องเสีย หรืออาเจียนคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป สิ่งที่ทำให้สงสัยอีโบลาคือการมี “อาการเข้าได้” ร่วมกับ “ประวัติเสี่ยงภายใน 21 วัน” เช่น เดินทางจากพื้นที่ระบาด สัมผัสผู้ป่วย สัมผัสศพ หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยสงสัย โรงพยาบาลควรจัดระบบคัดกรองตั้งแต่จุดแรกที่ผู้ป่วยเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นห้องฉุกเฉิน จุดเวชระเบียน คลินิกอายุรกรรม GP โดยเจ้าหน้าที่ควรซัก 2 กลุ่มข้อมูลพร้อมกัน คือ อาการ และประวัติเสี่ยงใน 21 วัน
ควรถามคัดกรองว่า “มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย เลือดออกผิดปกติ หรืออ่อนเพลียมากหรือไม่” และ “ใน 21 วันที่ผ่านมา เดินทางมาจากหรือผ่านประเทศที่มีการระบาดหรือไม่ สัมผัสผู้ป่วยสงสัยอีโบลาหรือไม่ สัมผัสศพหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือไม่” หากคำตอบเข้าเกณฑ์สงสัย ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากทันที ลดการเคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น และเข้าสู่กระบวนการแยกกักโดยไม่รอให้การวินิจฉัยยืนยันเสร็จสิ้น
อาการเลือดออกผิดปกติของ Ebola (โรคอีโบลา) มักเกิดในระยะรุนแรงของโรค (ระยะ “wet symptoms”) และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการเลือดออก (พบประมาณ 40% ของผู้ป่วย) มักเกิดในช่วงหลัง ๆ ของโรค (หลังมีอาการ 4-5 วันขึ้นไป) และเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ความรุนแรงสูง เลือดจะออกจากที่ต่างๆ ได้แก่ เยื่อบุและช่องเปิดของร่างกาย (mucosal bleeding) เหงือก (bleeding gums) จมูก (nosebleed) ตา (conjunctival bleeding หรือตาแดงมีเลือดซึม) ปาก หรืออาเจียนเป็นเลือด ช่องคลอด (ในผู้หญิง) อุจจาระเป็นเลือด (bloody stool) หรืออุจจาระดำ (melena) เลือดออกที่ผิวหนัง จ้ำเลือด (ecchymoses) หรือจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามตัว (petechiae) มีผื่นแดงที่อาจลอก จากจุดฉีดยาหรือเจาะเลือด การมีเลือดซึมไม่หยุดจากตำแหน่งที่เจาะเลือดหรือใส่สายน้ำเกลือ (oozing from venipuncture sites) พบได้บ่อย เลือดออกภายใน (internal bleeding) เลือดออกในทางเดินอาหาร เลือดออกในอวัยวะภายในอื่น ๆ (อาจไม่เห็นภายนอกชัดเจน) โดยอาการเลือดออกมักเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไข้สูง อาเจียน ท้องเสียรุนแรง อ่อนเพลียมาก ตับ-ไตวาย และอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิต WHO และ CDC กล่าวว่าอาการเลือดออกไม่ใช่อาการหลักหรือเกิดบ่อยอย่างที่คนเข้าใจกันทั่วไป แต่เมื่อเกิดแล้วถือเป็นภาวะวิกฤต
หลักปฏิบัติสำคัญคือ Identify → Isolate → Inform → Protect หมายถึง คัดกรองให้พบเร็ว แยกผู้ป่วยทันที แจ้งทีมที่เกี่ยวข้อง และป้องกันบุคลากรอย่างเป็นระบบ
ให้นำประสบการณ์ COVID 19 มาใช้ เมื่อพบผู้ป่วยสงสัยอีโบลา ต้องแยกผู้ป่วยในห้องเดี่ยว ห้องแยกโรค หรือห้องแยกกักทันที จำกัดจำนวนบุคลากรที่เข้าไปดูแล จัดเส้นทางเคลื่อนย้ายเฉพาะ และหลีกเลี่ยงการทำหัตถการที่ไม่จำเป็น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลควรมีการวางแผนล่วงหน้า มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และทำความสะอาดพื้นที่หลังการเคลื่อนย้ายตามแนวทางควบคุมการติดเชื้อ
การป้องกันบุคลากรจากการติดเชื้ออีโบลาจะต้องจัดทำเป็นระบบความปลอดภัยของงาน ถ้านึกอะไรไม่ออกให้นึกถึงกรณี COVID19 ที่ผ่านมายังไม่นาน มาตรการก็มี ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การจัดทีม การฝึกซ้อม การสังเกตการณ์ขณะใส่และถอด PPE และการติดตามผู้สัมผัสหลังปฏิบัติงาน เริ่มจากการคัดกรองที่ด่านหน้าก่อน และปฏิบัติตามหลัก standard precaution อย่างเคร่งครัด (ซึ่งต้องทำกันอยู่แล้วโดยเฉพาะที่ ER) การที่มีระบบคัดกรองดี จะช่วยได้มาก แต่ปกติ ก็จะมีผู้ป่วยติดเชื้อหลุดเข้ามา ในความเป็นจริง ตอนนี้ EBOLA ระบาดที่ คองโก และยูกันดา ห่างไกลจากเรามาก แต่สิ่งที่จะช่วยเราได้ถ้าเกิดมีการหลุดมาคือการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัดให้เป็นปกติ (routine) บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยสงสัยควรใช้มาตรการ Standard, Contact และ Droplet precautions โดยใช้ PPE ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ถุงมือ ชุดคลุมหรือ coverall หน้ากาก อุปกรณ์ป้องกันตาและใบหน้า เช่น goggles หรือ face shield อุปกรณ์คลุมศีรษะ และรองเท้าหรือ boot ที่เหมาะสม ในกรณีมีหัตถการที่อาจก่อให้เกิด aerosol ควรใช้การป้องกันทางเดินหายใจระดับสูง เช่น N95 หรือ PAPR ตามการประเมินความเสี่ยงและทรัพยากรของสถานพยาบาล ในการใช้ PPE จุดที่มักเป็นความเสี่ยงสูงคือการถอด PPE เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนตนเองได้ง่าย โรงพยาบาลจึงควรใช้ระบบ buddy system หรือ trained observer ให้เจ้าหน้าที่อีกคนช่วยตรวจสอบขั้นตอนการใส่และถอด PPE มี checklist ชัดเจน และมีพื้นที่ถอด PPE ที่ออกแบบให้แยกสะอาด-สกปรกอย่างเหมาะสม
งานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาลควรมีบทบาทร่วมกับ IC ในการดูแลบุคลากรหน้างาน ได้แก่ หนึ่ง การประเมินความเสี่ยงของหน่วยงานที่อาจพบผู้ป่วย เช่น ER OPD ICU ห้องแล็บ เวชระเบียน และหน่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วย สอง การจัดทำทะเบียนบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลหรือสัมผัสผู้ป่วยสงสัย สาม การติดตามสุขภาพบุคลากรหลังสัมผัสเสี่ยงเป็นเวลา 21 วัน สี่ การจัดอบรมและซ้อมแผนการใส่-ถอด PPE การแยกกัก และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และห้า การสอบสวนเหตุการณ์สัมผัสเสี่ยง เช่น เข็มตำ สารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตา หรือถอด PPE ผิดขั้นตอน หากบุคลากรมีการสัมผัสโดยไม่ป้องกัน ควรทำความสะอาดบริเวณที่สัมผัส แจ้งหัวหน้างาน ทีม IC และหน่วยอาชีวอนามัย ประเมินระดับความเสี่ยง บันทึกเหตุการณ์ และเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังอาการ 21 วัน หากมีไข้หรืออาการเข้าได้ ควรหยุดงาน แยกตัว และรับการประเมินทันที
อีโบลาอยู่ในกลุ่มโรคติดต่ออันตรายตามพรบ ควบคุมโรคติดต่อของประเทศไทย ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อเมื่อพบหรือสงสัยโรคติดต่ออันตราย
อย่างไรก็ตามอีโบลาเป็นโรคที่ประเทศไทยอาจไม่ได้พบเป็นประจำ แต่โรงพยาบาลต้องพร้อมรับมือ เพราะผู้ป่วยอาจเดินทางข้ามประเทศก่อนมีอาการ และเมื่อเริ่มมีอาการแล้วสามารถแพร่เชื้อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งได้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือระบบที่เร็ว ชัดเจน และฝึกซ้อมจริง ได้แก่ คัดกรองให้พบเร็ว แยกกักทันที แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และป้องกันบุคลากรด้วย PPE และมาตรการอาชีวอนามัยที่เข้มแข็ง รพ ต้องพร้อมที่จะ ระบุตัว แยกกัก แจ้ง และปกป้องเจ้าหน้าที่ โดยไม่ตื่นตระหนก
ในความเป็นจริง ตอนนี้ผมยังไม่เห็นมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเลย ในโรคระบาดทุกครั้ง IC ควรจะมีการแจ้งทีมบริหารถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการระบาด หรือ โรงพยาบาลจะต้องเผชิญ ผมสังเกตมาหลายครั้งที่มีข่าวโรคระบาด เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องติดตามข่าวเอง ผมยังจำได้ตอนไข้หวัดนก ทุกคนยังไม่รู้เลยว่าแพร่อย่างไร (ตอนนั้น) แต่โดนคำสั่งให้ออกไปตั้งหน่วยที่สนามบิน (ผมว่าแย่กว่าการเตรียมรับอุบัติภัยสารเคมี เพราะถ้ายังไม่รู้ว่าสารเคมีอะไร จะไม่ออกไปจนกว่าจะทราบ) แต่สำหรับเชื้อตัวนี้ ยังดีที่ผู้ติดเชื้อ Ebola ในระยะฟักตัวไม่แพร่กระจายเชื้อ ระยะฟักตัว คือช่วงเวลาที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนถึงเริ่มแสดงอาการ (2–21 วัน โดยเฉลี่ย 8–10 วัน) ไม่แพร่เชื้อเพราะปริมาณไวรัสในร่างกายยังต่ำ และไม่มีอาการ wet symptoms เช่น อาเจียน ท้องเสีย เลือดออก ที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อหลัก ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแพร่เชื้อได้เมื่อเริ่มมีอาการ (โดยเฉพาะไข้สูง) และจะแพร่เชื้อมากขึ้นเมื่ออาการรุนแรง การแพร่เชื้อของ Ebola จะเกิดจากการสัมผัสโดยตรง กับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่มีอาการ (เลือด น้ำลาย อุจจาระ อาเจียน น้ำอสุจิ ฯลฯ) ไม่แพร่ทางอากาศ การหายใจ หรือการอยู่ใกล้กันแบบปกติ หลังหายป่วยแล้ว อาจยังแพร่เชื้อทางน้ำอสุจิได้อีกระยะหนึ่ง แม้โรคจะอันตรายร้ายแรง แต่สามารถป้องกันได้ โดยการให้ความรู้ ตระหนัก และปฏิบัติตัวตามหลัก IC คือใช้ standard precaution กับผู้ป่วยทุกคนเป็นประจำอย่างเคร่งครัด ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลควรให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และมีประกาศเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบและปฏิบัติ คือ
1. ให้ทุกจุดบริการซักประวัติอาการและประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยงในช่วง 21 วันที่ผ่านมา
2. ผู้ที่มีอาการเข้าได้ร่วมกับประวัติเสี่ยง ให้สวมหน้ากาก แยกจากผู้ป่วยรายอื่น และแจ้งทีม IC/ER/อาชีวอนามัยทันที
3. ห้ามเคลื่อนย้ายหรือส่งต่อผู้ป่วยสงสัยโดยไม่ประสานผู้รับผิดชอบ
4. บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยสงสัยต้องใช้ PPE ตามระดับความเสี่ยง และปฏิบัติตามขั้นตอนการใส่และถอด PPE อย่างเคร่งครัด
5. ให้บันทึกรายชื่อบุคลากรที่สัมผัสหรือดูแลผู้ป่วยสงสัยทุกราย เพื่อประเมินความเสี่ยงและติดตามอาการ
6. หากบุคลากรเกิดการสัมผัสเสี่ยง ให้แจ้งหัวหน้างาน ทีม IC และหน่วยอาชีวอนามัยทันที และเข้าสู่ระบบเฝ้าระวัง 21 วัน
7. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนความพร้อมของห้องแยกกัก PPE เส้นทางเคลื่อนย้าย การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการจัดการขยะติดเชื้อ
นอกจากนี้ควรมีประกาศที่หน้าโรงพยาบาลหรือจุดคัดกรองผู้ป่วยและญาติ ว่าโรงพยาบาลขอความร่วมมือผู้ป่วย ญาติ และผู้มาติดต่อทุกท่าน หากท่านมีไข้ อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อย อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น หรือมีเลือดออกผิดปกติ และภายใน 21 วันที่ผ่านมา มีประวัติเดินทางมาจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือสาธารณรัฐยูกันดา หรือสัมผัสผู้ป่วย/ศพ/สารคัดหลั่งของผู้ป่วยสงสัยโรคอีโบลา กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่คัดกรองทันที หลีกเลี่ยงการเดินไปยังจุดลงทะเบียนหรือพื้นที่รอคอยด้วยตนเอง โรงพยาบาลจะจัดพื้นที่ประเมินและแยกกักตามมาตรการควบคุมโรค
ควรประกาศให้บุคลากรในโรงพยาบาลร่วมกัน
1. ให้คัดกรองผู้ป่วยทุกรายที่มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อย เลือดออกผิดปกติ หรืออาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อรุนแรง
2. ให้ซักประวัติเดินทางหรือผ่านประเทศดีอาร์คองโกและยูกันดาในช่วง 21 วันที่ผ่านมา
3. ให้ซักประวัติสัมผัสผู้ป่วยสงสัย ผู้ป่วยยืนยัน ศพ หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
4. หากเข้าเกณฑ์สงสัย ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากาก แยกออกจากพื้นที่รอคอยทันที และแจ้งหัวหน้าเวร ทีม IC ห้องฉุกเฉิน และผู้บริหารเวร
5. ห้ามส่งต่อ เคลื่อนย้าย หรือเก็บสิ่งส่งตรวจโดยไม่ประสานทีม IC และหน่วยงานควบคุมโรค
6. บุคลากรทุกคนต้องใช้ PPE ตามระดับความเสี่ยง และต้องมีผู้ช่วยตรวจสอบการใส่และถอด PPE
7. หากเกิดการสัมผัสเสี่ยง เช่น เข็มตำ สารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตา ปาก จมูก หรือผิวหนังที่มีแผล ให้ล้างทันที แจ้งหัวหน้าเวร ทีม IC และหน่วยอาชีวอนามัย เพื่อเข้าสู่ระบบติดตาม 21 วัน
ใน ER ควรมีแนวทางชัดเจนได้แก่
1. Identify: ซักอาการและประวัติเสี่ยง 21 วันทันที
2. Isolate: หากเข้าเกณฑ์สงสัย ให้แยกผู้ป่วยเข้าห้องเดี่ยวหรือพื้นที่แยกกักทันที
3. Inform: แจ้งแพทย์เวร หัวหน้าเวร ทีม IC ผู้บริหารเวร ห้องปฏิบัติการ และหน่วยอาชีวอนามัย
4. Protect: จำกัดจำนวนบุคลากร ใช้ PPE ตามความเสี่ยง และใช้ buddy system ในการใส่-ถอด PPE
5. Record: บันทึกรายชื่อบุคลากรทุกคนที่เข้าใกล้หรือดูแลผู้ป่วย
6. Transfer: หากต้องส่งต่อ ให้ประสานหน่วยงานปลายทางและเจ้าพนักงานควบคุมโรคก่อนทุกครั้ง
เป็นตัวอย่างแนวทางในการประกาศของโรงพยาบาลคร่าว ๆ อย่างไรก็ตามบทความนี้ผมเขียนเพราะมีการประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ของ WHO เราจึงควรระวังไว้ ไม่ใช่ตื่นตระหนก