เต้าเต๋อซิ่นซี

เต้าเต๋อซิ่นซี ฝึกฝนสุขภาพกายและจิตให้แข็งแรง ด้วยเทคนิคเต้าเต๋อซิ่นซี
-- มูลนิธิเหลาจื่อเต้าเต๋อสากล

ท่านอาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ ได้ริเริ่มเทคนิคเต้าเต๋อซิ่นซี โดยนำหลักปรัชญาจาก คัมภีร์ "เต้าเต๋อจิง" ผสมผสานกับวิทยาการสมัยใหม่ อาทิ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์สังคม วิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์การคิดและสมองวิทยา ฯลฯ กลั่นกรองเป็นเทคนิคที่มีความ โดดเด่น เรียบง่าย กะทัดรัด สะดวกเรียนรู้ง่าย มีประสิทธิผลเด่นชัดและรวดเร็ว สามารถใช้ได้รอบด้าน ช่วยให้ตนฝึกปฏิบัติเพื่อ ยกระดับจิต ใช้ในการปกครองบ้านเมือง ทั้งยังเป็นวิถีธรรมชาติที่ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขสันต์ กิจการงานเจริญรุ่งเรือง มีสิริมงคลสมความปรารถนา

เทคนิคนี้สามารถ พัฒนาสุขภาพกายและจิตแบบองค์รวมตามธรรมชาติด้วยตนเองและผู้อื่น โดยอาศัยรูปแบบการผสานระหว่างทฤษฎีกับความเป็นจริงเข้าด้วยกัน เป็นเทคนิคที่ล้ำยุคแต่เรียบง่าย เหมาะกับคนในยุคปัจจุบัน เนื่องจาก ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย ทำได้ด้วยตนเองใช้กิจกรรมที่หลากหลาย เช่น รำมวย กายบริหาร เต้นรำ ร้องเพลง สมาธิ ฯลฯ

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 23 กันยายน 2569🌹 ยิ่งวางตัวฉันลงมากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าใกล้เต้ามากเท่านั้น  คติเตือนใจ...
23/09/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 23 กันยายน 2569
🌹 ยิ่งวางตัวฉันลงมากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าใกล้เต้ามากเท่านั้น
คติเตือนใจ 2. “ไม่คิดว่าตนรู้ จึงกระจ่าง ไม่คิดว่าตนถูกต้อง จึงได้รับการยกย่อง ไม่อวดตน จึงสะสมความดี ไม่ผยองตน จึงยั่งยืน เพราะไม่ยื้อแย่งกับใคร จึงไม่มีใครชิงอยู่เหนือท่าน” แก่นสำคัญของประโยคนี้คือ ยิ่งวางตัวฉันลงมากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าใกล้เต้ามากเท่านั้น ตลอดสายธารแห่งประวัติศาสตร์อันยาวไกล ผู้ที่มีสติปัญญาและความสามารถมีอยู่มากมาย แต่ผู้ที่สามารถรักษาความเป็นหนึ่งของเต้าไว้นั้นช่างกระจิดริดยิ่งนัก คนส่วนใหญ่ล้วนพ่ายแพ้ให้แก่การคิดว่าตนรู้ ตนถูกต้องเสมอ โอ้อวดและทะนงตน ซึ่ง “4 ตน” นี้เปรียบเสมือนโขดหินใต้น้ำ มีเพียงใช้การตระหนักรู้เฝ้าสังเกต จึงจะสามารถใช้การฝึกฝนบำเพ็ญตนไปเปลี่ยนแปลง แท้จริงแล้ว “ 4 ตน” ล้วนมาจากอารมณ์ความรู้สึก ตราบใดมีสิ่งที่ยังควบคุมไม่ได้ สิ่งนั้นก็จะปรากฏออกมาในรูปแบบของอารมณ์ ดังนั้น ทันทีที่อารมณ์ผุดขึ้น เราจะต้องมีการตระหนักรู้ว่า

“ไม่คิดว่าตนรู้ จึงกระจ่าง” แต่ละคนล้วนมีจักรวาลน้อยๆ อยู่ในใจ มีทางช้างเผือกอยู่ในกาย แต่หากยังสลายความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ก็ไม่มีพื้นที่รองรับการเติบโต ท้ายที่สุดคนเราจะเติบโตเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับความกว้างของใจ

“ไม่คิดว่าตนถูกต้อง จึงได้รับการยกย่อง” สายน้ำนับร้อยมาจากต้นธารที่แตกต่างกัน
แต่ล้วนไหลกลับสู่ทะเลเดียวกัน วางตนให้ต่ำ ทำใจให้เป็นดั่งภาชนะกว้างใหญ่ แล้วทุกสิ่งจะ
หลั่งไหลสู่เรา

“ไม่อวดตน จึงสะสมความดี” ไม่มีคำว่า “ฉันกำลังรักผู้คนบนโลกนี้” มีเพียงกลายเป็นความรักเท่านั้น ดุจแสงสว่างที่ส่องไปยังทุกสิ่งโดยไม่แบ่งแยก นี่คือความเมตตาที่แท้จริง
“ไม่ผยองตน จึงยั่งยืน” เมื่อใจไม่ยึดติด ไม่มีสิ่งใดสามารถลวงเราได้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่อาจทำให้เราหวั่นไหว อิสรภาพที่แท้จริงจะปรากฏขึ้นเมื่อเรากล้าเผชิญหน้ากับจิตของตนโดยตรง

“คู่ต่อสู้” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือตัวเราเอง เมื่อคืนดีกับตนเองได้ ก็จะไม่แก่งแย่งต่อสู้กับโลกใบนี้อย่าลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความคิดเรื่องแพ้ชนะ ผลได้ผลเสีย การไม่แก่งแย่งชิงดีคือสภาวธรรมสูงสุดของชีวิต และผลที่เกิดจากการไม่แก่งแย่งชิงดีก็คือ “จึงไม่มีใครชิงอยู่เหนือท่าน”

เคล็ดลับอันลึกล้ำที่สุดของเต้ายิ่งใหญ่คือ “ไม่ยื้อแย่ง” ผู้มีเต้าย่อมมีคุณธรรมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน นั่นคือ สันทัดในการเกื้อหนุนและส่งเสริมผู้อื่น และยินดีปรีดาเมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ เมื่อผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้เบ่งบานและแสดงศักยภาพของตน โลกก็จะยิ่งงดงามขึ้นเรื่อย ๆ
โลกในวันข้างหน้า จะไม่ใช่โลกของคนร่ำรวย และไม่ใช่โลกของคนยากจน แต่จะเป็นโลกของผู้มีเต้า
คนเราเพียงดำเนินอยู่บนหนทางแห่งเต้า ก็จะไม่มีอุปสรรคใดๆ ในโลกที่ก้าวข้ามไปไม่ได้

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ 🌹🌹🌹

22/09/2026

การเต้นรำ รำมวย กายบริหารแบบเต้าซิ่น ดีกับเราอย่างไร?

คอร์ส " ปลุกพลังสร้างสรรค์ชะตาชีวิตใหม่ ด้วยการเต้นรำ รำมวย และกายบริหาร " วันที่ 2-8 ตุลาคม 2569

* ฝึกฝนการเต้นรำเต้าซิ่น ขจัดพิษ เสริมสุขภาพและความงาม แก้ไข ปัญหาจากออฟฟิศซินโดรม พร้อมแนวคิดนำทางชีวิตสู่ความสุขและอิสระเสรี

* ฝึกฝนการรำมวยเต้าซิ่น พัฒนาซอฟต์แวร์หัวใจดวงที่ 2 ช่วยให้เลือด และหลอดเลือดสะอาดและมีคุณภาพยอดเยี่ยม พร้อมวิธีฝึกฝนเพิ่มพูนพลังจิต สร้างสรรค์สุขภาพและชีวิตใหม่

* ฝึกฝนกายบริหารเต้าซิ่น พัฒนาซอฟต์แวร์สมองซีกขวา ฟื้นคืนพลังชีวิตแห่งวัยหนุ่มสาว เปิดคลังสติปัญญา ต้อนรับความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมเคล็ดลับการบริหารจิตวิญญาณสู่ความสำเร็จ

ณ ศูนย์อบรมเหลาจื่อเต้าเต๋อซิ่นซีสากล อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี 🌷

🔴สนใจรีบสมัครได้ที่นี่

https://forms.gle/pLzPjGPzj4ziqYJv6

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม :
คุณอัยรินทร์ 082-982-8962 ,
คุณโสภิณ 093-239-8956 ,
คุณอัญญาวีร์ 063-982-9455

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 20 กันยายน 2569🌹เมื่อภายในใจกลมกลืน จึงจะมีคุณธรรมแห่งการไม่แก่งแย่ง ท่ามกลางแสงสว่...
20/09/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 20 กันยายน 2569
🌹เมื่อภายในใจกลมกลืน จึงจะมีคุณธรรมแห่งการไม่แก่งแย่ง ท่ามกลางแสงสว่างย่อมไร้ความมืด

ต้นฉบับ “เพราะไม่ยื้อแย่งกับใคร จึงไม่มีใครชิงอยู่เหนือท่าน”

ประโยคนี้หมายความว่า ความอ่อนโยนคือพลังเต้า การไม่แก่งแย่งคือพลังคุณธรรมที่อริยบุคคลครองอยู่ สรรพสิ่งล้วนสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงและก่อกำเนิดอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความอ่อนโยน และทุกเรื่องราวล้วนสามารถกลับคืนสู่ต้นกำเนิดได้ด้วยการไม่แก่งแย่ง คุณธรรมแห่งการไม่แก่งแย่งชิงดีเช่นนี้ จึงไม่มีผู้ใดในใต้หล้าสามารถแก่งแย่งกับเขาได้ และก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปแก่งแย่งกับเขา เพราะทุกสิ่งได้กลับคืนสู่ความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงกล่าวว่า “เพราะไม่ยื้อแย่งกับใคร จึงไม่มีใครชิงอยู่เหนือท่าน”

ประการที่ 1. “ไม่ยื้อแย่ง” คือการคืนดีกับตนเอง
สิ่งที่สิ้นเปลืองพลังชีวิตมากที่สุดไม่ใช่โลกภายนอก แต่คือการต่อสู้ขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในใจตนการฟาดฟันต่อสู้ทั้งหลาย แท้จริงแล้วคือการที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนภายในตน การฝึกฝนหลอมหล่อไม่ใช่การมุ่งแสวงหาความสมบูรณ์แบบ แต่คือการฝึกให้ยอมรับปัจจุบันขณะ เมื่อยอมรับได้ ใจก็จะผ่อนคลายลง โลกนี้มีแรงพยุงอยู่ เพียงเราผ่อนคลาย ก็จะได้รับการโอบอุ้มและพยุงขึ้น หากสามารถคืนดีกับตนเองได้ในปัจจุบันขณะ ก็สามารถเข้าถึงและดำรงอยู่ในเต้า ณ ปัจจุบันขณะนั้นเอง ผู้ที่ภายในใจกลมกลืน ย่อมไม่เกิดจิตที่คิดแก่งแย่งต่อสู้ เพราะในแสงสว่างย่อมไร้ความมืด

ประการที่ 2. “ไม่ยื้อแย่ง” คือการน้อมรับต่อกฎแห่งธรรมชาติ
กล้ายอมรับว่าตนเองยังทำไม่ได้ กล้ากระทำโดยไม่ถามหาสิ่งตอบแทน กล้าวางทุกอย่างให้กลับสู่ศูนย์แล้วเริ่มต้นใหม่ แม้กระทั่งกล้ายอมให้ตนเองรู้สึกหวาดกลัวพร้อมทั้งยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างกล้าหาญ นี่คือการยอมรับความไม่เที่ยง “ความไม่เที่ยง” หมายถึงเคราะห์และโชคย่อมอิงอาศัยกันอยู่เสมอ หยินและหยางหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนไม่สิ้นสุด ฉะนั้น ไม่มีผู้ใดมีแต่ขึ้นโดยไม่มีวันลง เมื่อสามารถน้อมรับต่อกฎเกณฑ์นี้ ก็จะไม่คอยกังวลกับผลได้ผลเสีย เมื่อมีสภาวะจิตเช่นนี้ จึงจะครองคุณธรรมแห่งการไม่แก่งแย่งได้

“การไม่ยื้อแย่ง” คือปัญญาที่ทำลายความลุ่มหลงในสิ่งลวงตา แต่มีเพียงเมื่อได้พิสูจน์และประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว จึงจะเกิดความเชื่อมั่นอย่างไม่สงสัย เมื่อไม่ยื้อแย่งแล้วก็จะค้นพบว่า สภาพความเป็นจริงนั้นอ่อนโยนกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้มาก แท้จริงแล้ว โลกเปรียบเสมือนกระจกบานหนึ่ง หากผู้ที่ยืนอยู่หน้ากระจกมีความอ่อนโยนและไม่แก่งแย่ง โลกก็จะไม่แก่งแย่งกับเขาเช่นกัน

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ 🌹🌹🌹

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 19 กันยายน 2569🌹เต้ายิ่งใหญ่เรียบง่าย เพียงนำไปปฏิบัติจริง ย่อมเกิดผลอย่างแน่นอน ไม...
19/09/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 19 กันยายน 2569
🌹เต้ายิ่งใหญ่เรียบง่าย เพียงนำไปปฏิบัติจริง ย่อมเกิดผลอย่างแน่นอน
ไม่ยกตนว่ายิ่งใหญ่ ความเป็นสิริมงคลและวาสนาย่อมต่อเนื่องเนืองอนันต์

ต้นฉบับ “ไม่ผยองตน จึงยั่งยืน”

คำว่า “ผยอง” หมายถึงการทะนงตนว่ายิ่งใหญ่

ประโยคนี้หมายความว่า เต้ายิ่งใหญ่ย่อมหมุนเวียนดำเนินไปไม่หยุดยั้ง อริยบุคคลย่อมไม่อวดตน พวกเขาเพียงแค่คอยเกื้อหนุนสรรพชีวิต ไม่เคยทะนงตน และเพราะไม่ถือว่าตนยิ่งใหญ่ จิตวิญญาณของพวกเขาจึงดำรงอยู่ตลอดไป หากคนทั่วไปยินดีรักษาหน้าที่ของตน รักษาความเรียบง่ายบริสุทธิ์ ไม่ยกตนว่ายิ่งใหญ่ ความเป็นสิริมงคลและวาสนากลับยิ่งต่อเนื่องยืนยาว ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่ผยองตน จึงยั่งยืน”

“การผยองตน” มักมีสาเหตุมาจากความรู้สึกด้อยค่าในตน เมื่อขาดสิ่งใด ก็มักจะเน้นย้ำสิ่งนั้น คนที่ยิ่งยกตนว่ายิ่งใหญ่ โดยมากภายในกลับยิ่งรู้สึกด้อยค่าในตน บทที่ 13 กล่าวว่า “โปรดปรานหรือเหยียดหยามย่อมทำให้หวั่นไหว” สิ่งที่ประดับประดาจากภายนอกทั้งปวงล้วนไม่ยั่งยืน เมื่อผู้อื่นสามารถมอบให้เราได้ เขาก็สามารถเอากลับคืนไปได้เช่นกัน คนเราหากต้องการให้ผู้อื่นยอมรับ ก็เท่ากับตกเป็นทาสของคนคนนั้น มีเพียงเมื่อภายในเต็มเปี่ยม จึงจะไม่ใส่ใจว่าสภาวะภายนอกเป็นอย่างไร เพราะตัวเราเองคือความรักอันไร้ขอบเขต และพลังแห่งการสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด เมื่อภายในเต็มเปี่ยมอย่างแท้จริง ก็มีแต่จะมอบออกไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่คิดเรียกร้องเอาจากผู้อื่น

บทที่ 7 กล่าวว่า “ฟ้าดินอยู่ยืนยงได้ เพราะมิได้อยู่เพื่อตน จึงอยู่ยั่งยืน” ผลของความยั่งยืนดั่งฟ้าดิน ต้องหล่อเลี้ยงด้วยคุณธรรมอันลึกซึ้งและหนักแน่น หากตลอดทั้งวันยังวาง “ตัวฉัน” ลงไม่ได้ ยิ่งให้ความสำคัญกับตัวเองมากเท่าไร ผู้อื่นกลับยิ่งไม่ให้ความสำคัญกับเรามากเท่านั้น เพราะเมื่อ “ตัวฉัน” ใหญ่ขึ้น ฟ้าดินก็ย่อมเล็กลง เมื่อ “ตัวฉัน” คอยแต่จะครองตำแหน่งที่สูง ผู้อื่นก็ไม่มีพื้นที่ให้เบ่งบานและแสดงศักยภาพของตน

เมื่อเรือล่องไปในแม่น้ำและมหาสมุทร จะไม่หยุดอยู่บนผิวน้ำเพียงเพราะไม่มีผู้โดยสาร ฉะนั้น สุภาพชนยึดมั่นในความชอบธรรมไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด เขามิได้ประพฤติภายนอกอย่างหนึ่ง ภายในอย่างหนึ่งเพียงเพราะไม่มีใครเห็น พวกเขาประพฤติเช่นนั้นเพราะเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของตน มิใช่ทำเพื่อแสวงหาชื่อเสียงหรือคำยกย่อง มีเพียงผู้ที่เป็นตัวของตนเองที่แท้จริงได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย จึงจะดำเนินชีวิตได้เต็มอายุขัย และมีวาสนาความเป็นสิริมงคลสืบเนื่องยาวนาน ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่ผยองตน จึงยั่งยืน”

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ 🌹🌹🌹

18/09/2026

คัมภีร์เต้าเต๋อจิงสอนอะไรกับเรา และจะนำไปใช้ในชีวิตของเราได้อย่างไร?

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 18 กันยายน 2569🌹ไม่โอ้อวดผลงาน คุณความดีและผลงานจึงไม่สูญหายต้นฉบับ “ไม่อวดตน จึงสะ...
18/09/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 18 กันยายน 2569
🌹ไม่โอ้อวดผลงาน คุณความดีและผลงานจึงไม่สูญหาย
ต้นฉบับ “ไม่อวดตน จึงสะสมความดี”
คำว่า “อวดตน” ในที่นี้ หมายถึง การกล่าวยกย่องตนเองว่าเป็นผู้ทำความดี

ประโยคนี้หมายความว่า เต้าหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งโดยไม่ครอบงำ อริยบุคคลไร้ความทะยานอยาก ประชาชนจึงเรียบง่าย พวกเขาไม่เคยโอ้อวดหรือยกตนขึ้นสูง แต่ผู้คนทั่วหล้ากลับพร้อมใจกันศรัทธาและยอมรับในตัวเขา ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเป็นไปตามสัญชาตญาณของสรรพชีวิตนั่นเอง หากคนทั่วไปสามารถทำความดีโดยไม่ยึดว่าตนกำลังทำความดี มีคุณธรรมโดยไม่ประกาศคุณธรรมของตน และกระทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน คุณความดีและผลงานนั้นกลับจะไม่สูญหาย ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่อวดตน จึงสะสมความดี”บทที่ 38 กล่าวว่า “ผู้เลิศคุณธรรมไม่ถือตนมีคุณธรรม จึงมีคุณธรรม ผู้ด้อยคุณธรรมถือตนว่ามีคุณธรรม จึงไร้คุณธรรม” ผู้เลิศคุณธรรมเพียงปฏิบัติคล้อยตามเต้าโดยสิ้นเชิง สิ่งใดควรทำก็ทำ สิ่งใดไม่ควรทำก็ไม่ทำ เบื้องหลังไม่มีการคิดคำนวณผลประโยชน์อันใด มีเพียงการกระทำที่เป็นไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยความตรงไปตรงมาอย่างบริสุทธิ์ใจเช่นนี้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ล้วนก่อเกิดคุณความดี กฎแห่งฟ้ากว้างใหญ่ ย่อมเกื้อหนุนเขาตามระดับคุณธรรมที่สะสมไว้อย่างแม่นยำเสมอ

ส่วน “ด้อยคุณธรรม” คือการใช้สมองทำงานมากกว่าจิตใจ ดังนั้นเมื่อทำสิ่งใดก็มักชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย ทำความดีก็อยากทิ้งชื่อไว้ เมื่อบำเพ็ญคุณธรรมก็อยากประกาศให้ผู้อื่นรู้ คอยรักษาภาพลักษณ์ของตนในทุกเรื่องโดยหวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทน แต่สิ่งตอบแทนที่โลกมนุษย์สามารถมอบให้ได้ ก็มีเพียงชื่อเสียง ความถูกต้องตามเหตุผลและความสัมพันธ์ทางใจ ผู้ที่ยกย่องความดีของตน สิ่งที่สูญเสียไปคือพลังแห่งคุณงามความดี ทว่าเต้ากลับเกื้อหนุน “ผู้ไม่อวดตน” ด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ใจกว้างนำมาซึ่งความกลมเกลียว ใจสงบนำมาซึ่งปัญญา ใจบริสุทธิ์นำมาซึ่งสุขภาพแข็งแรง ใจมั่นคงนำมาซึ่งการเติบโต สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งล้ำค่าที่สุดบนเส้นทางชีวิต

แท้จริงแล้ว ความสำเร็จทั้งหลายในโลกล้วนเกิดจากจังหวะเวลาอันเหมาะสม สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย และความร่วมแรงร่วมใจของผู้คน ไม่มีใครสามารถทำทุกสิ่งให้สำเร็จได้ด้วยตนเองเพียงลำพังแม้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดต้องภาคภูมิใจจนต้องหยิ่งผยอง แม้ทำสำเร็จแล้ว ก็ไม่ต้องกล่าวว่าเป็น “การอุทิศเสียสละ” ที่มาจากตน การกล่าวว่าตนได้เสียสละนั้นยังแฝงด้วยความโอ้อวด เพราะแท้จริงแล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความเสียสละ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือตัวเราเอง

“ไม่อวดตน จึงสะสมความดี” หมายความว่า ผู้ที่แย่งชิงความดีความชอบ ความดีของเขาจะมิอาจคงอยู่ ผู้ที่โอ้อวดความดีของตน ก็ไม่มีความดีใดควรค่าแก่การกล่าวยกย่อง มีเพียงผู้ที่ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นโดยไม่กล่าวอ้างว่าตนมีความดีความชอบเท่านั้น คุณความดีนั้นจึงจะดำรงอยู่และไม่สูญหายไป

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ 🌹🌹🌹

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 17 กันยายน 2569🌹ไม่คิดว่าตนเองถูกต้องเสมอ คุณธรรมจึงปรากฏเด่นชัดต้นฉบับ “ไม่คิดว่าต...
17/09/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 17 กันยายน 2569
🌹ไม่คิดว่าตนเองถูกต้องเสมอ คุณธรรมจึงปรากฏเด่นชัด
ต้นฉบับ “ไม่คิดว่าตนถูกต้อง จึงได้รับการยกย่อง”
ประโยคนี้หมายความว่า วิถีธรรมชาติให้คุณ ไม่เป็นพิษเป็นภัย วิถีอริยบุคคล กระทำโดยไม่คิดชิงดีการกระทำของพวกเขาคือ “นามบัตร” แท้ที่สุด ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องประกาศหรือแสดงตนให้โดดเด่น สรรพสิ่งก็น้อมรับและยกย่องนับถือในความสง่างามของพวกเขา ดังนั้นจึงเป็นแบบอย่างของผู้คนทุกยุคทุกสมัย หากคนทั่วไปไม่คิดว่าตนเองถูกเสมอ มีความอ่อนน้อมนุ่มนวลและทำความดี ดุจสายน้ำที่ไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ ก็ย่อมสร้างความชุ่มชื่นแก่จิตใจผู้คน ชื่อเสียงของเขากลับจะปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องประกาศตน ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่คิดว่าตนถูกต้อง จึงได้รับการยกย่อง”

เหตุใดคนเราจึงมักคิดว่าตนเองถูกต้องเสมอ สาเหตุสำคัญคือขาดความมั่นใจในตนเอง ฉะนั้นจึงต้องพิสูจน์ว่า “ฉันเป็นฝ่ายถูก” เพื่อยืนยันคุณค่าของตน

บทที่ 17 กล่าวว่า “เมื่อผู้นำขาดสัจจะ ประชาชนจึงไม่เชื่อถือ” คนเราจะสร้างความมั่นใจที่แท้จริงขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อภายในใจยอมรับในสิ่งที่ตนได้ลงมือทำจนสำเร็จจริง หากแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เชื่อมั่นในตนเอง ก็ยากที่ผู้อื่นจะเชื่อมั่นในตัวเขา และตัวเขาเองก็ไม่กล้าที่จะเชื่อใจใครเช่นกัน หากคนเราไม่มีความมั่นใจในตนเอง ก็ไม่สามารถได้รับพลังจากภายใน จึงทำได้เพียงไขว่คว้าจากภายนอกเพื่อให้ตนรู้สึกถึงคุณค่าและการมีอยู่ของตนเอง ยิ่งรีบร้อนที่จะแสดงตนให้โดดเด่น กลับยิ่งเผยให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในตนเอง ผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตน ความมั่นใจนี้เกิดจากการที่เขาเคยลงมือทำจนสำเร็จด้วยตนเอง เคยผ่านประสบการณ์นั้นด้วยตนเอง และได้ปลุกศักยภาพภายในของตนขึ้นมาด้วยมือของตนเอง ดังนั้น เขาได้ผ่านการพิสูจน์ตัวตน และรู้ว่าพลังทั้งปวงอยู่ภายในใจของตน จึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาที่พึ่งหรือเกาะเกี่ยวสิ่งภายนอก บทที่ 46 กล่าวว่า “รู้จักความพอคือสุขนิรันดร์” สิ่งที่เรียกว่า “รู้จักพอ” ไม่ใช่เพียงทัศนคติ แต่คือการรู้อย่างแท้จริงว่าสายน้ำแห่งชีวิตที่ไหลไม่สิ้นสุดนั้นมาจากแหล่งกำเนิดใด ตลอดชีวิตของคนเรา หากมุ่งแสวงหาความรู้จากภายนอก ยิ่งรู้มากเท่าไรก็ยิ่งพบว่ายังมีสิ่งที่ตนไม่รู้อีกมากมายเท่านั้น ในทางกลับกัน หากหันกลับมาสำรวจตนอย่างสงบนิ่ง ก็จะค้นพบว่า เมื่อวาง “ตัวฉัน” ลง แสงสว่างก็จะสอดส่องเข้าไปถึงจุดบอดต่างๆ ในชีวิต เหตุเพราะ “ไร้อัตตา” ต่างหากคือพลังที่แท้จริงของเรา และคือหนทางอันถูกต้องที่ควรได้รับการส่งเสริมและเผยแผ่มากที่สุด

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ 🌹🌹🌹

✨🌻มิติใหม่ของการออกกำลังกาย สมาธิแบบเคลื่อนไหว ในเวอร์ชั่นประยุกต์ใช้เต้าเต๋อจิง ผสานกายและจิตเหนือสำนึกเป็นหนึ่งเดียว ด...
16/09/2026

✨🌻มิติใหม่ของการออกกำลังกาย สมาธิแบบเคลื่อนไหว ในเวอร์ชั่นประยุกต์ใช้เต้าเต๋อจิง ผสานกายและจิตเหนือสำนึกเป็นหนึ่งเดียว ด้วยเคล็ดลับบริหารจิตวิญญาณ ปลุกพลังเทพ เปิดความคิดที่ไร้ขอบเขต สู่ชีวิตอิสรเสรี🦋

✅เจาะลึกแนวคิด พร้อมฝึกฝนปฏิบัติจริง ในคอร์ส " ปลุกพลังสร้างสรรค์ชะตาชีวิตใหม่ ด้วยการเต้นรำ รำมวย และกายบริหาร
📣" วันที่ 2-8 ตุลาคม 2569

❇️ฝึกฝนการเต้นรำเต้าซิ่น ขจัดพิษ เสริมสุขภาพและความงาม แก้ไข ปัญหาจากออฟฟิศซินโดรม พร้อมแนวคิดนำทางชีวิตสู่ความสุขและอิสระเสรี

❇️ฝึกฝนการรำมวยเต้าซิ่น พัฒนาซอฟต์แวร์หัวใจดวงที่ 2 ช่วยให้เลือด และหลอดเลือดสะอาดและมีคุณภาพยอดเยี่ยม พร้อมวิธีฝึกฝนเพิ่มพูนพลังจิต สร้างสรรค์สุขภาพและชีวิตใหม่

❇️ ฝึกฝนกายบริหารเต้าซิ่น พัฒนาซอฟต์แวร์สมองซีกขวา ฟื้นคืนพลังชีวิตแห่งวัยหนุ่มสาว เปิดคลังสติปัญญา ต้อนรับความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมเคล็ดลับการบริหารจิตวิญญาณสู่ความสำเร็จ

🏢ณ ศูนย์อบรมเหลาจื่อเต้าเต๋อซิ่นซีสากล อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี 🌷

🔴สนใจรีบสมัครได้ที่นี่

https://forms.gle/pLzPjGPzj4ziqYJv6

📌ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : 📱
คุณอัยรินทร์ 082-982-8962 ,
คุณโสภิณ 093-239-8956 ,
คุณอัญญาวีร์ 063-982-9455

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 16 กันยายน 2569🌹วาง “ตัวฉัน” ลง พลังที่แท้จริงจึงจะปรากฏไม่ยึดติดในความคิดเห็นของตน...
16/09/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 16 กันยายน 2569
🌹วาง “ตัวฉัน” ลง พลังที่แท้จริงจึงจะปรากฏ

ไม่ยึดติดในความคิดเห็นของตนเอง จึงเกิดความกระจ่างและโปร่งใส
ต้นฉบับ “ไม่คิดว่าตนรู้ จึงกระจ่าง”
ประโยคนี้หมายความว่า เต้ายิ่งใหญ่ไร้นาม อริยบุคคลกระทำโดยไม่ทิ้งร่องรอย ทุกสิ่งดำรงอยู่ด้วยสภาวะ “ไร้อัตตา” จึงสงบนิ่งแต่ไม่โดดเด่น พลังเช่นนี้ที่สามารถนำพาสรรพสิ่งให้ก้าวไปสู่แสงสว่าง และค่อยๆ กลับคืนสู่หนทางที่ถูกต้อง หากผู้คนทั้งหลายไม่โอ้อวดความสามารถของตน รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนและดำเนินไปตามกระแสโน้มนำ กมลสันดานที่เคยยึดติดก็จะค่อยๆ ลดลง คุณธรรมในตัวเขาจะค่อยๆ เพิ่มพูน และปัญญาก็จะค่อยๆ ปรากฎ นี่คือความหมายของ “ไม่คิดว่าตนรู้ จึงกระจ่าง”

คำว่า “กระจ่าง” หมายถึง ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ย่อมส่องสว่างอยู่กลางนภาเสมอ ดังนั้น ทั่วหล้าก็ยังสว่างไสวและกระจ่างชัดอยู่ตลอดเวลา หากนำมาใช้ในการฝึกฝนบำเพ็ญตน ก็จะเข้าใจชีวิตอย่างถ่องแท้ เข้าใจกฎแห่งกรรมอย่างแตกฉาน และเข้าใจกฎธรรมชาติอย่างถึงที่สุด เมื่อแสงแห่งจิตสาดส่องไปที่ใด ทุกสิ่งก็จะกระจ่างแจ้งอย่างสิ้นเชิง บทที่ 33 กล่าวว่า “ผู้รู้จักผู้อื่นจึงมีปัญญา ผู้รู้จักตนเองจึงล้ำเลิศ (กระจ่างชัด)” ซึ่งกล่าวถึงสภาวะเช่นนี้เอง

“ความกระจ่าง” คือปัญญาแห่งฟ้าดิน ปัญญาเช่นนี้ไม่สามารถถ่ายทอดให้กันได้ มีเพียงเมื่อยกระดับจิตให้สูงขึ้นเท่านั้น สภาวะนั้นจึงจะย้อนกลับมาเกื้อหนุนตัวเราเอง หากต้องการเข้าถึง “ความกระจ่าง” มนุษย์ต้องไม่ยึดติดใน “ตัวฉัน” มิฉะนั้นก็จะเป็นดั่งสุภาษิตที่ว่า “ใบไม้เพียงใบเดียวบังตา จนมองไม่เห็นภูผาสูงเสียดฟ้า” ยิ่งยึดติดใน “ตัวฉัน” มากเท่าไร ก็ยิ่งยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็นของตนมากเท่านั้น คิดเสมอว่าตนได้ครอบครองความจริงอยู่ในมือ จึงชอบแสดงความเหนือชั้น ยื้อแย่งเพื่อเอาชนะ และไม่ยอมอ่อนน้อมต่อกฎธรรมชาติ ทั้งหมดนี้เกิดจาก “ความมืดบอด” ที่อยู่ในใจ “ความมืดบอด” ไม่ได้หมายถึงความโง่เขลา แต่หมายถึงการไม่รู้ว่าตนเองยังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก จึงถูกจองจำอยู่ในกรอบความคิดและความรู้แคบๆ ของตนเอง

บทที่ 72 กล่าวว่า “อริยบุคคลรู้ชัดแจ้ง แต่ไม่โอ้อวด” เราควรสร้างนิสัยแห่งการหวนกลับมาสังเกตภายในตน จึงจะสามารถมองเห็นตัวเองได้อย่างแท้จริง เมื่อสามารถปัดความวุ่นวายที่เกิดจากข้อพิพาทออกไป ก็จะไม่ถูกเผาผลาญด้วยความทุกข์ทรมานอีก หากสามารถขจัดจิตที่คับแคบและความเห็นแก่ตัวออกไปได้ เบื้องหน้าก็จะเต็มไปด้วยความปลอดโปร่งและกระจ่างใส ดุจสายลมสดชื่นใต้ฟ้าใส ดวงจันทร์กระจ่างหลังฝนผ่านอยู่เสมอ เมื่อคนคนหนึ่งก้าวพ้นอคติ ก็จะสามารถใช้มุมมองแห่งเต้าในการเข้าใจหลักการของสรรพสิ่ง และมองเห็นความจริงของฟ้าดิน นี่คือความสัมพันธ์ระหว่าง “ไม่คิดว่าตนรู้” กับ “จึงกระจ่าง”

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ 🌹🌹🌹

ที่อยู่

เลขที่ 75/60 ชั้น 17 อาคารริชมอนด์ ซ. สุขุมวิท 26
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00
เสาร์ 08:30 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

02-2041531

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ เต้าเต๋อซิ่นซี โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เต้าเต๋อซิ่นซี:

ทางลัด

แชร์