พระมหานภันต์ สกพ. - Ven.Napan IBHAP

พระมหานภันต์ สกพ. - Ven.Napan IBHAP ibhap.org · Line: · Tel. 080 010 3995

ขับเคลื่อน “พุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” นำธรรมไปทำ เพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะทางปัญญา
Driving “Buddhism for SDGs” — Buddhist wisdom in action for people, planet, and inner peace. ร่วมขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านชื่อบัญชี มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ เลขที่บัญชี ‭054-140-4980‬ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

เมื่อแม่น้ำปนเปื้อน สิ่งที่ค่อย ๆ ตายตามปลาไปด้วย คืออาชีพ วิถีชีวิต และความหวังของชุมชนแต่หากคนที่เดือดร้อนที่สุดยังไม่...
18/09/2026

เมื่อแม่น้ำปนเปื้อน สิ่งที่ค่อย ๆ ตายตามปลาไปด้วย คืออาชีพ วิถีชีวิต และความหวังของชุมชน
แต่หากคนที่เดือดร้อนที่สุดยังไม่มีสิทธิ์ถือไมโครโฟน เราจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “การพัฒนา” ได้จริงหรือ?

เมื่อวาน อาตมามีโอกาสได้ร่วมงาน MFU International Festival 2026 โดย Global MFU MFU Human Rights Club ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และฟังวงสนทนาหัวข้อ

“ผลกระทบข้ามพรมแดน: มลพิษทางอากาศ สายน้ำ และชะตากรรมของกลุ่มเปราะบางในภูมิภาค”
Cross-Border Impacts: Air Pollution, Water Resources and the Fate of Vulnerable Groups in the Region

ความตั้งใจสำคัญของการมาครั้งนี้ คือต้องการมา เรียนรู้ รับฟังพลังเยาวชน และให้กำลังใจจิรัน เจ้าหน้าที่ใหม่ของมูลนิธิ IBHAP ผู้กำลังนำประสบการณ์และพลังของคนรุ่นใหม่มาเชื่อมโยงงานด้านเยาวชน สิ่งแวดล้อม และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าด้วยกัน

ขณะเดียวกัน อาตมาต้องการนำประเด็นจากวงเสวนาที่ได้ร่วมกับ โคแฟค Cofact โคแฟค IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา มาศึกษาและต่อยอดในพื้นที่จริง โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิกฤติภูมิอากาศที่ส่งผลต่อพี่น้องชาติพันธุ์และชนพื้นเมือง รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ชาวเชียงรายกำลังเผชิญ ทั้ง สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก และ วิกฤติฝุ่น PM2.5

จากเวทีแรกที่เราตั้งคำถามว่า “ข้อมูลใดคือความจริง และใครได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน” มาสู่เวทีนี้ ซึ่งเยาวชนจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้นำความจริงจากชีวิต ครอบครัว ชุมชน และสายน้ำของตนเองมาเล่าสู่กันฟัง

ลี—Pangalee Boonrat ชวนเรามองออกจากกรอบความคิดแบบรวมศูนย์ และตั้งคำถามว่า เราจะเข้าใจความทุกข์ของผู้คนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่ หากไม่เคยนำตนเองเข้าไปเรียนรู้และใช้ชีวิตใกล้กับความจริงนั้น

ลีเดินทางจากกรุงเทพฯ มาอยู่และทำงานในพื้นที่ เพราะเห็นว่าการรับฟังข้อมูลจากระยะไกลอาจยังไม่เพียงพอ เมื่อได้สัมผัสชีวิตจริง จึงเห็นว่าปัญหาที่ผู้คนตามแนวชายแดนต้องเผชิญมีความซับซ้อนกว่าที่คนภายนอกรับรู้

เธอเสนอว่า คนในท้องถิ่นต้องไม่ถูกลดบทบาทให้เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลหรือกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องเป็นเจ้าของปัญหา เจ้าของความรู้ และผู้ร่วมออกแบบทางออก เสียงจากส่วนกลางและเสียงจากท้องถิ่นต้องได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน

เอลีโอ—Rakchat Yang ถ่ายทอดความจริงจากชุมชนริมแม่น้ำกก ซึ่งต้องเผชิญทั้งน้ำท่วมและความกังวลเรื่องสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ ผู้คนจำนวนมากเคยพึ่งพาการประมงเป็นอาชีพ แต่วันนี้ แม้ยังจับปลาได้ กลับขายไม่ได้ เพราะผู้บริโภคไม่มั่นใจในความปลอดภัย

เมื่อแม่น้ำเจ็บป่วย ชุมชนก็เจ็บป่วยไปด้วย เพราะแม่น้ำมิใช่เพียงทรัพยากร แต่คืออาหาร อาชีพ ความทรงจำ วัฒนธรรม และชีวิตของผู้คน

เอลีโอกล่าวประโยคหนึ่งที่สะเทือนใจอาตมามากว่า

“We live on the same planet, but not in the same world.”

เราอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน แต่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกที่เหมือนกัน บางคนได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนา ขณะที่อีกหลายคนต้องแบกรับความเสียหาย โดยแทบไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

เขาจึงเสนอให้เชื่อมโลกกับท้องถิ่น หรือมองแบบ Glocal—Global และ Local ไปพร้อมกัน เพราะปัญหาระดับโลกจะไม่มีทางได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน หากเสียงของคนในพื้นที่ยังไม่ถูกนำไปสู่การกำหนดนโยบาย

นอกจากผู้แทนเยาวชนบนเวทีแล้ว น้ำค้าง หนึ่งในผู้ร่วมวง ยังช่วยเปิดอีกมิติของปัญหาสายน้ำ ผ่านประสบการณ์จากชุมชนบริเวณเขื่อนราษีไศล

น้ำค้างชวนให้เราตั้งคำถามต่อวิธีคิดที่มองพื้นที่ชุ่มน้ำและลุ่มน้ำเป็นเพียงพื้นที่ซึ่งต้องถูก “ควบคุม” เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยอาจมองข้ามความสำคัญของพื้นที่เหล่านั้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุ์ปลา พืชท้องถิ่น และวิถีชีวิตของชุมชน

เธอเล่าถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล ซึ่งนำไปสู่ทั้งการอพยพ น้ำท่วมพื้นที่ชุมชน และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ปัญหาเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่สืบเนื่องยาวนานและส่งต่อผลกระทบจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

เขื่อนและโครงการจัดการน้ำอาจถูกนำเสนอในนามของ “การพัฒนา” แต่เราต้องถามด้วยว่า การพัฒนานั้นสร้างประโยชน์ให้ใคร ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน และคนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจก่อนที่วิถีชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลหรือไม่

จากเขื่อนราษีไศลถึงสารพิษในแม่น้ำกก สายน้ำแต่ละสายอาจอยู่คนละพื้นที่ แต่กำลังบอกเรื่องเดียวกันแก่เราว่า

แม่น้ำมีชีวิต ชุมชนก็มีชีวิต
เมื่อแม่น้ำถูกทำร้าย ชีวิตของผู้คนย่อมไม่อาจปลอดภัย

เสียงของน้ำค้างยังยืนยันว่า เยาวชนมิใช่เพียงผู้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของคนรุ่นก่อน แต่เป็นผู้มีความรู้จากประสบการณ์จริง และต้องได้รับพื้นที่ในการร่วมกำหนดอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาจะต้องดูแลต่อไป

เมษา—Marisa Yanganaku พาเรากลับไปสำรวจเรื่องรากเหง้า อัตลักษณ์ และพื้นที่ของการเป็นเจ้าของ ผ่านแนวคิด Roots in Self, Roots in Identity และ Roots in Belonging

เยาวชนชาติพันธุ์จำนวนไม่น้อยยังไม่มีโอกาสค้นหาตนเอง บางคนต้องออกไปศึกษานอกชุมชน เรียนรู้ภาษาและวิถีของสังคมภายนอก แต่กลับค่อย ๆ ห่างเหินจากภาษา ภูมิปัญญา และรากเหง้าของตน

ขณะเดียวกัน พี่น้องชาติพันธุ์ยังถูกตีตราว่าเป็นผู้ทำลายป่า เป็นต้นเหตุของหมอกควัน เป็นคนชายขอบ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ภาพจำเช่นนี้ทำให้เยาวชนบางคนไม่กล้าเปิดเผยหรือยอมรับอัตลักษณ์ของตนเอง

น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ บางคนมีเรื่องอยากพูด แต่ไม่กล้าส่งเสียง เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อสถานะ สิทธิ หรือความเป็นพลเมือง การพูดจึงมิใช่เพียงเรื่องของความกล้าหาญ แต่เป็นความเสี่ยงที่พวกเขาต้องแบกรับ

เมษาจึงย้ำว่า ชุมชนไม่ควรถูกมองเป็นเพียง Beneficiary หรือ Target Group แต่ต้องเป็น Co-creator—ผู้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมตัดสินใจ เกี่ยวกับอนาคตของตนเอง

จิรัน—Jirun Fueangnak ผู้ก่อตั้ง Green Talent Generation และเจ้าหน้าที่ใหม่ของ IBHAP Foundation เล่าถึงการทำงานกับเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อม ทักษะแห่งอนาคต และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

จิรันพาเราย้อนกลับไปในช่วงที่ปัญหา PM2.5 เริ่มรุนแรง หลายครอบครัวยังไม่เข้าใจอันตรายและไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เมื่อมีคนในชุมชนเจ็บป่วย พวกเขากลับคิดว่าเป็นเพราะตนเองดูแลตัวเองไม่ดีพอ ทั้งที่ปัญหานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ สิทธิในอากาศสะอาด สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล และความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ

จิรันยังตั้งคำถามสำคัญต่อการทำงานกับเยาวชนว่า เรากำลังสร้างพื้นที่ให้เยาวชนเติบโตและขับเคลื่อนงานต่อจริง ๆ หรือเพียงรวมกลุ่มเยาวชนขึ้นมา เพื่อให้โครงการสามารถกล่าวได้ว่า “เรามีเยาวชนเข้าร่วมแล้ว”

เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง ใครจะช่วยพัฒนาศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาส และสนับสนุนให้พวกเขาทำงานร่วมกับชุมชนต่อไปได้จริง?

สำหรับอาตมา การได้มารับฟังจิรันในวันนี้จึงมีความหมายมากกว่าการมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ใหม่คนหนึ่ง แต่เป็นการเรียนรู้ว่า มูลนิธิ IBHAP จะสนับสนุนให้พลังของเยาวชนเชื่อมโยงกับชุมชน ศาสนา สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร โดยไม่ทำให้เยาวชนเป็นเพียงส่วนประกอบของโครงการ

เภสัชกรหญิงผลิน Palin Teptat หรือ “แอ๊ม” ผู้อำนวยการ YEP Centre—Youth Empowered Partnership Centre (ศูนย์ความร่วมมือเยาวชนส่งเสริม) มูลนิธิ สกพ. - IBHAP Foundation ช่วยเติมเต็มวงสนทนาด้วยมุมมองจากทั้งสายวิทยาศาสตร์ การทำงานภาคสังคม และการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน

ผลินตั้งข้อสังเกตว่า ในงานวิทยาศาสตร์ หากการทดลองสำเร็จ เราสามารถเผยแพร่ผลการศึกษาได้ และแม้ไม่สำเร็จ ก็ยังบันทึกเป็นองค์ความรู้ได้ว่าแนวทางนั้นมีข้อจำกัดอย่างไร

แต่การขับเคลื่อนสังคมแตกต่างออกไป แม้ทำงานจนเกิดผลแล้ว ก็ยังยากที่จะชี้ชัดว่าใครหรือปัจจัยใดทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อยังมีกลไกบางอย่างที่ทำให้เสียงของคนทำงานและผู้ได้รับผลกระทบไม่ถูกรับฟัง

ภาวะหมดไฟของคนทำงานสังคมจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ แม้จะเหนื่อยล้า แม้ผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏชัด และแม้เสียงของตนอาจยังไปไม่ถึงผู้มีอำนาจ พวกเขาก็ยังเลือกเดินหน้าต่อ

ผลินยังเชื่อมปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้ากับสิทธิมนุษยชนว่า เมื่อสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยยังไม่ได้รับการรับรองอย่างชัดเจน ผู้ได้รับผลกระทบจึงต้องต่อสู้ผ่านสิทธิด้านอื่น เช่น สิทธิในชีวิตและสิทธิในสุขภาพ ทั้งที่รัฐควรมีหน้าที่ป้องกันอันตราย และทำให้ประชาชนเข้าถึงอากาศ น้ำ และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย

เสียงของเยาวชนและคนทำงานในวงนี้มาจากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่มีสารสำคัญร่วมกันว่า

การพัฒนาที่ไม่รับฟังชุมชน อาจกลายเป็นการพรากสิทธิและวิถีชีวิตของผู้คน

ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อาจสร้างอคติ ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบกลายเป็นผู้ถูกกล่าวโทษ และทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างถูกมองข้าม

การมีส่วนร่วมที่แท้จริง ต้องให้คนในพื้นที่ร่วมกำหนดปัญหา ออกแบบทางออก และมีส่วนในการตัดสินใจ

และการทำงานกับเยาวชน ต้องไม่จบลงเพียงการเชิญพวกเขามาร่วมกิจกรรม แต่ต้องสร้างพื้นที่ อำนาจ และระบบสนับสนุนให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

อาตมาจึงชวนทุกคนคิดว่า การมีไมโครโฟนอยู่ตรงหน้า ไม่ได้หมายความว่าเสียงของเราจะถูกได้ยินเสมอไป เราต้องถามต่อว่า

ใครเป็นผู้ถือไมโครโฟน
ใครควบคุมเครื่องเสียง
และเสียงของใครบ้างที่ยังถูกทำให้เงียบ

หน้าที่ของผู้ใหญ่ไม่ใช่พูดแทนเยาวชนทุกเรื่อง แต่คือการเปิดพื้นที่ เชื่อมทรัพยากร ยื่นไมโครโฟน และทำให้เสียงจากประสบการณ์จริงเดินทางไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ

เพราะเยาวชนมิใช่เพียง “ผู้นำในอนาคต” แต่คือผู้ที่กำลังปกป้องอากาศ สายน้ำ ชุมชน และอนาคตของพวกเราทุกคนอยู่ในวันนี้

อนุโมทนา Tarn Thiti Project Manager โครงการนี้ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีงาม ลี สุดยอดผู้ดำเนินรายการ ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนแบ่งปันความคิด ความรู้สึก อย่างมีพลัง เอลีโอ เมษา จิรัน วิทยากรนำเสวนาที่จุดประกายให้เห็นพลังเยาวชน ที่การทำสิ่งยิ่งใหญ่ ไม่เคยถูกจำกัดด้วยอายุ รวมทั้งน้องน้ำค้าง น้องแอ๊ม และน้องๆ ทุกคนในวงที่แบ่งปัน เติมเต็มมุมมองอย่างงดงาม จนต้องขอให้ทุกคนสาดดดกันไป ^__^

อนุโมทนาคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ทีมงานทั้งภายใน มฟล. และภายนอก เห็นแล้วก็มีความหวัง แม้เส้นทางจะอีกไกล และอุปสรรคมากมายขวางกั้น ขอทุกท่านเปี่ยมด้วยกำลังใจ กำลังสติปัญญา และกัลยาณมิตรในทุกๆ วัน

งานเสร็จแล้ว กลับวัดได้ ^__^

#เสียงเยาวชน #สิทธิมนุษยชน #กลุ่มชาติพันธุ์ #แม่น้ำกก #เขื่อนราษีไศล

17/09/2026

🔴 LIVE สด! “อาสาหาธรรม” เช้าวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569
⏰ 08:20–08:50 น. เช้านี้เราชวนทุกคนมาเปิดใจกับธรรมะจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ
พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ป.ธ.๙
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ดำเนินรายการโดย : อรอุมา เกษตรพืชผล
📌 รับชมผ่าน: Facebook Live: สื่ออาสาประชาชน
💬 คอมเมนต์ถามคำถามล่วงหน้าได้เลย!
👇 กดติดตามและตั้งเตือนไม่ให้พลาด
#อาสาหาธรรม #สื่ออาสาประชาชน #ธรรมะใกล้ตัว ันนี้

“มาส่งได้แค่นี้นะ น้องเอ๊ย..ไปสู่สุคตินะ” เสียงโยมพ่อพูดเสียงสั่นๆ เป็นภาษาใต้ ในมือถือดอกไม้จันทน์…ไม่ว่ารัก..ผูกพันแค่...
16/09/2026

“มาส่งได้แค่นี้นะ น้องเอ๊ย..ไปสู่สุคตินะ” เสียงโยมพ่อพูดเสียงสั่นๆ เป็นภาษาใต้ ในมือถือดอกไม้จันทน์…

ไม่ว่ารัก..ผูกพันแค่ไหน ก็ส่งกันได้แค่นี้แหละนะ

ขอให้อาลบ เป็นสุขในสุติสัมปรายภพ

ยศและลาภ หาบไปมิได้แน่
มีเสียแต่ต้นทุนบุญกุศล
ทรัพย์สมบัติก็ทิ้งไว้ให้ปวงชน
แม้ร่างตนเขาก็เอาไปเผาไฟ
ณ วัดช่องเขากระจก ประจวบคีรีขันธ์
15 กันยายน 2569

อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
ขอท่านทั้งหลาย จงยังกิจของตนให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
พุทธปัจฉิมโอวาท

ขอแสดงความยินดีกับ น้องจิรัน จิรัน เฟื่องนาค Jirun Fueangnak ผู้ก่อตั้ง Green Talent Generation และ สมาชิกใหม่ของ Youth-...
15/09/2026

ขอแสดงความยินดีกับ น้องจิรัน จิรัน เฟื่องนาค Jirun Fueangnak ผู้ก่อตั้ง Green Talent Generation และ สมาชิกใหม่ของ Youth-Empowered Partnership (YEP) Centre, มูลนิธิ สกพ. - IBHAP Foundation ในตำแหน่ง SDGs and Youth Engagement Officer ที่ได้เป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมแชร์เรื่องราวของมูลพิษแม่น้ำกก ณ องค์การสหประชาขาติ UNDP Thailand ใน UN Responsible Business and Human Rights Forum 2026 ร่วมกับ ดร. นิอร สิริมงคล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และ ดร. นิชานท์ สิงหพุทธางกูร จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
น้องจิรัน ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมโครงการ Dialogue in Action: Strengthening Youth Leadership for Climate Action in Southeast Asia ที่ IBHAP Foundation จัดร่วมกับ KAICIID และ Caravanserai Collection Cerita Caravan ไปเมื่อเดือนมิถุนายนอีกด้วย โดยมีโครงการระดับชุมชนที่จัดต่อเนื่องมาจากโครงการดังกล่าว ชื่อ Blue Economy and Marine Capacity Building Day ซึ่งมีกำหนดจัดในวันที่ 4 ต.ค. นี้ ที่ IBHAP Foundation
ต้องบอกว่าเรื่องราวและเส้นทางการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของน้องจิรันนั้นน่าสนใจ และริเริ่มมากจากประสบการณ์ตรงส่วนตัวที่เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับน้องได้ในโอกาสต่อๆไปค่ะ
ขอใช้โอกาสนี้ ในการต้อนรับน้องจิรัน ในฐานะสมาชิกใหม่ของ IBHAP Foundation อย่างเป็นทางการค่ะ ^__^
นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่ายินดีที่ได้พบกับเพื่อนร่วมหลักสูตร Asia-Pacific Master of Art in Human Rights and Democratization Global Campus of Human Rights ที่ได้มาร่วมงานเดียวกัน โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้ร่วมโครงการ Youth-led Storytelling for Peace in the Midst of Climate Crisis ที่ IBHAP Foundation จัดโดยการสนับสนุนจาก The Netowork for Religious and Traditional Peacemakers Peacemakers Network กระทรวงการต่างประเทศ ฟินแลนด์ KAICIID Dialogue Centre และเครือข่าย เมื่อปีที่แล้ว

14/09/2026
“AI ไม่ได้สร้างอคติขึ้นมาจากความว่างเปล่าแต่มันเรียนรู้จากอคติที่มนุษย์สะสมและสื่อสารกันเอาไว้”บนเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้ง...
14/09/2026

“AI ไม่ได้สร้างอคติขึ้นมาจากความว่างเปล่า
แต่มันเรียนรู้จากอคติที่มนุษย์สะสมและสื่อสารกันเอาไว้”

บนเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36 เมื่อวาน อาตมาชวนผู้ร่วมงานหยิบ AI ที่ตนเองใช้ขึ้นมา แล้วพิมพ์คำสั่งง่าย ๆ ว่า

“ช่วยเลือกตัวเลขหนึ่งตัว ตั้งแต่ 0 ถึง 9” (อันนี้ เพิ่งเรียนรู้มาจากงาน ElevatED SUMMIT: AI IN HIGHER EDUCATION จัดโดย U.S. Embassy Bangkok และภาคี เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา)

เมื่อถามว่าใครได้เลข 7 ปรากฏว่าหลายคนยกมือขึ้นพร้อมกัน

นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่ AI เสนอแก่เราอาจดูเหมือนเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เบื้องหลังนั้นมีทั้งแบบแผน ข้อมูลเดิม และอัลกอริทึมที่กำหนดสิ่งซึ่งเราจะมองเห็น

เมื่อประมาณสิบปีก่อน อาตมาเคยฟังเรื่องอิทธิพลของอัลกอริทึม ผู้บรรยายชวนให้ค้นหาคำว่า “Beautiful Baby” ภาพที่ปรากฏส่วนใหญ่ล้วนเป็นทารกผิวขาว ราวกับว่าเทคโนโลยีกำลังกำหนดมาตรฐานความงดงามเอาไว้เพียงแบบเดียว

วันนี้ เมื่อทดลองค้นหาอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏมีความหลากหลายทางสีผิวมากขึ้น

สิ่งนี้บอกเราว่า อัลกอริทึมเปลี่ยนแปลงได้

เพราะอคติเกิดจากมนุษย์ AI ก็เรียนรู้จากมนุษย์ และมนุษย์จึงมีหน้าที่ช่วยกันเปลี่ยนข้อมูล เรื่องเล่า และโลกที่ AI กำลังเรียนรู้จากเรา

ในประเด็นพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ อาตมาไม่อยากให้เรารีบชี้ว่า พวกเขาเป็นต้นเหตุของไฟป่า หมอกควัน หรือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะเบื้องหลังสิ่งที่เราเห็นยังมีบริบท วิถีชีวิต และภูมิปัญญาการดูแลผืนป่าที่คนภายนอกอาจไม่เคยได้รับรู้

อาตมาเคยลงพื้นที่ดอยตุง ได้พบลูกหลานกลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ที่เรียนจบแล้วกลับไปพัฒนาบ้านเกิด บางคนใช้สื่อใหม่และ TikTok สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และนำเสนออัตลักษณ์ของตนเองให้สังคมรู้จัก

อาตมายังเคยพบพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองในงาน COP16 ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ณ เมืองกาลิ ประเทศโคลอมเบีย ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทั้งน้ำตา เพราะดีใจที่ได้พบพระ และหวังว่าจะได้เรียนรู้เรื่องสติ อาตมาจึงได้ให้กำลังใจเธอผ่านล่ามภาษาสเปน

น้ำตาครั้งนั้นทำให้อาตมาเห็นว่า การถูกกันออกไปเพราะความแตกต่างสร้างความกดดันและบาดแผลให้มนุษย์ได้มากเพียงใด

หากเราเปิดใจโอบรับความงดงามของความหลากหลาย และช่วยส่งเสริมสิ่งที่ชุมชนรู้และทำได้ดีอยู่แล้ว ภูมิปัญญาเหล่านั้นย่อมกลายเป็นคุณูปการต่อโลกได้

อาตมายังจำประสบการณ์เมื่อครั้งไปอบรมเยาวชนที่อาศรมพระธรรมจาริกบ้านดอกแดงได้ดี ปกติค่ายธรรมะจะอบรมต่อเนื่องสามวันสองคืน แต่ที่นั่นเราต้องให้เด็กกลับบ้านตอนเย็น เพราะในวิถีปกาเกอะญอ ครอบครัวตำข้าวกินวันต่อวัน ไม่ได้ตำเก็บไว้ล่วงหน้า

รายละเอียดเล็ก ๆ เช่นนี้มีความงดงามอยู่ภายใน แต่หากเราไม่เข้าไปเรียนรู้ เราอาจไม่มีวันเข้าใจว่า เบื้องหลังวิถีชีวิตหนึ่งมีทั้งคุณค่า ความสัมพันธ์ และภูมิปัญญาอะไรซ่อนอยู่บ้าง

โลกสมัยใหม่กำลังเข้าไปถึงชุมชนอย่างรวดเร็ว บางพื้นที่เสาไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง แต่มีคนเข้าไปขายโทรทัศน์แล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะหยุดความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ แต่คือ เราจะช่วยให้ความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ทำลายรากเหง้า ศักดิ์ศรี และเสียงของชุมชนได้อย่างไร

อาตมาขอชวนทุกคนเป็นกัลยาณมิตรแก่กัน ช่วยให้คนได้คิดอย่างแยบคาย ได้รู้จักตั้งคำถามกับอคติเดิม และได้พบปะเรียนรู้จากผู้คนจริง ๆ

โดยเฉพาะผู้ทำงานด้านสื่อ ท่านคือ Amplifier หรือกระบอกเสียงสำคัญ สิ่งที่อาตมาพูดเพียงคนเดียวอาจไปได้ไม่ไกล แต่เมื่อสื่อช่วยขยายเสียง ความเข้าใจใหม่ก็สามารถเดินทางไปถึงผู้คนได้อีกมาก

เราจึงต้องช่วยกัน

เปิดพื้นที่ใจ เพื่อเปิดพื้นที่จริง
เปิดพื้นที่จริง เพื่อเปิดพื้นที่ใจ
เปิดพื้นที่เสมือนจริง เพื่อเปิดพื้นที่จริง และพื้นที่ใจ

หากเราตั้งใจสื่อสารเรื่องที่ดีให้เข้าถึงและน่าสนใจ เนื้อหานั้นก็สามารถทะลุผ่านข้อจำกัดของอัลกอริทึมได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว โซเชียลมีเดียและ AI ก็ยังเรียนรู้จากสิ่งที่มนุษย์เลือกให้ความสนใจ

Peace in one heart starts in one’s hands.

สันติสุขในใจใคร เริ่มต้นได้ที่ใจเรา
แต่อย่าให้สันติสุขจบอยู่เพียงในใจเรา

ขอให้นำหัวใจของเรามารวมกัน
นำสติปัญญาของเรามารวมกัน
และนำมือของเรามาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง

เพื่อให้เทคโนโลยีไม่ขยายอคติเดิม
แต่ช่วยขยายเสียง ศักดิ์ศรี และความงดงามของพี่น้องทุกกลุ่มในสังคม

อนุโมทนาโยมเก๋ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact โคแฟค ที่นิมนต์พระมามีส่วนร่วม อนุโมทนาองค์กรผู้จัด ผู้สนับสนุน ภาคีเครือข่าย และญาติโยมผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ FNF Thailand Thai PBS IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง UNDP Thailand

#ชาติพันธุ์ #อคติ #ความหลากหลาย
#รู้เท่าทันสื่อ

วันนี้พระอาจารย์ร่วม เสวนา หัวข้อ ‘ข่าวลวง/ข่าวจริงต่อพลเมืองชาติพันธุ์ในประเด็นสภาพอากาศ’ ในงาน เวทีนักคิดดิจิทัลครั้งท...
13/09/2026

วันนี้พระอาจารย์ร่วม เสวนา หัวข้อ ‘ข่าวลวง/ข่าวจริงต่อพลเมืองชาติพันธุ์ในประเด็นสภาพอากาศ’ ในงาน เวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่ 36 “อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย” จัดที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน
โดยมี ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ที่ปรึกษา Cofact โคแฟค และกรรมการ มูลนิธิ สกพ. - IBHAP Foundation เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
พระอาจาย์ได้เริ่มประเด็นสื่อสารด้วยการให้ผู้ร่วมงาน ใช้ AI ที่ตนเองใช้ถนัดที่สุด และใส่ prompt ว่า “เลือกเลข 0-9 มาให้ 1 เลข” ซึ่งผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ ได้คำตอบที่ตรงกัน คือ “เลข 7” ก่อนที่จะนำเสนอมุมมองว่า AI ก็ดี หรือ algorithm ก็ดี ล้วนเกิดมาจากมนุษย์ เช่นเดียวกับอคติดั้งเดิมต่อกลุ่มชนชาติพันธุ์ ที่คนส่วนใหญ่อาจถูก misinformation สร้างความคิดความเชื่อว่าพวกเขาเป็นเหตุของการที่สิ่งแวดล้อมถูทำลาย ฉะนั้นเราสามารถร่วมมือกันใช้สิ่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลวิจัย หรือสิ่งที่เราเห็นและทราบมาเปลี่ยน “อัลกอรึ-ทึ่ม” ให้เป็น “อัลกอริ-ฉลาด” เพื่อให้ความจริงสามารถถูกสื่อสารและเป็นที่รับทราบ จนสามารถดันทะลุ algorithm เดิมที่นำเสนอความเข้าใจผิดเหล่านี้
คุณปิ่นสุดา นามแก้ว (เครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง) ได้นำเสนอถึงการที่ชนชาติพันธุ์มักตกเป็นจำเลยในการก่อมลพิษ จากการที่สื่อมักใช้การสื่อสารที่ทำให้เกิดการตีความผิดไปจากความจริง รวมทั้งไม่ได้นำเสนอความจริงครบทุกด้าน โดยได้ยกตัวอย่างประเด็นของเรื่องการเผาป่า ที่มักถูกสื่อนำเสนอเพียงว่าเป็นการกระทำของกลุ่มชนชาติพันธุ์ หากแต่แท้จริงแล้ว กลุ่มชนชาติพันธุ์เป็นผู้มีองค์ความรู้และแนวปฏิบัติเรื่องนี้ที่ตกทอดกันมา เช่น การสร้างแนวกันไฟ ช่วงเวลาที่สามารถเผาได้หรือไม่ควรเผา หรือการจัดการอื่นๆที่เหมาะสม ซึ่งล้วนอยู่บนพื้นฐานของความพยายามป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบในลักษณะที่สื่อนำเสนอ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นผู้กระทำการดังกล่าวโดยไม่สนผลลัพธ์ที่จะเกิด จากการนำเสนอของสื่อเพียงด้านเดียว

คุณณัฏฐชัย คําภีรภาพ (ผู้ช่วยวิจัย จาก Asia Centre) ได้นำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยที่น่าสนใจ ซึ่งพบว่าการใช้ misinformation ในคนกลุ่มน้อย มีลักษณะร่วมกันในหลายประเทศ​ หนึ่งในนั้นคือ การที่คนกลุ่มน้อยมีการนิยามตนเองอีกแบบ ในขณะที่รัฐนิยามคนกลุ่มนี้อีกแบบ จึงส่งผลให้เกิดการถูกริดรอนสิทธิ์หลายอย่างในคนกลุ่มนี้ รวมทั้งมีการใช้ misinformation ในการกลบเกลื่อนจุดประสงค์ร้ายต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ไม่ได้บอกผลดีผลเสียของโครงการทั้งหมด แต่บอกเพียงว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ จนท้ายที่สุดทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ถูกกีดกัดจากหลายๆอย่าง ในขณะเดียวกันสื่อเองก็มีการสร้างกรอบการรับรู้ของสังคมว่าชนกลุ่มนน้อยมีความล้าหลัง จนนำมาสู่การถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมหลายๆอย่าง ซึ่งทำให้พวกเขาไม่ได้รับสิทธิ์ต่างๆในพื้นที่ที่ตนเองอยู่ และเสียงของพวกเขาเลือนหายไปจากสังคม นอกจากนี้คุณณัฏฐชัย ยังได้พูดถึงเรื่องของ phantom carbon credit จากโครงการภาครัฐ รวมทั้งความพยายามที่จะทำให้คนกลุ่มน้อยเหมือนเป็นอาชญากรเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า หรือเผาป่า ทั้งที่จริงแล้วรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง
คุณชุตินธรา วัฒนกุล (ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ SONP) ได้นำเสนอในแง่มุมที่ว่า algorithm เป็นทั้งโอกาสและภัย ในอดีตรัฐนำเสนอเรื่องราวต่างๆในลักษณะของ one-way ทำให้คนไม่มีโอกาสในการโต้ตอบเพื่อที่จะสื่อสารสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกมุม แต่ในปัจจุบัน social media ทำให้เรามีสื่อในมือ ที่จะสามารถใช้สื่อสารเรื่องราวในแง่มุมที่ไม่ได้ถูกนำเสนอ โดยคุณชุตินธราได้ยกตัวอย่างเรื่องที่กลุ่มชาติพันธุ์ถูกนำเสนอต่อสังคมในแบบที่ไม่ตรงความจริงทั้งหมด
คุณธาริณี สุรวรนนท์ (ผู้จัดการทีม Agents of Change, UNDP Thailand) ได้นำเสนอผ่านมุมของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยพูดถึงประเด็นที่ว่า อคตินั้นมีอยู่เดิม แต่ AI ทำให้กระแสแพร่ไปในสังคมมากขึ้น และยังได้แลกเปลี่ยนถึงเรื่องของการคุกคามโดยใช้กระบวนการยุติธรรม หรือ คดี SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่มักเกิดกับชาวบ้าน และบ่อยครั้งเป็นคนพื้นเมือง โดยเป็นการฟ้องเพื่อให้ผู้ที่กำลังส่งเสียงตีแผ่ความจริงบางอย่างหยุดส่งเสียง โดยคุณธาริณีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ธุรกิจที่มีการฟ้อง SLAPP มากที่สุดคือธุรกิจเหมืองแร่และพลังงาน

13/09/2026

🔴 [Live] 14.00 น. เวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36 : “อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย” (13 ก.ย. 69)

เมื่อ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในการสร้างข้อมูล เรื่องเล่า และการรับรู้ของผู้คนในสังคม คำถามสำคัญคือ อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์จะถูกเล่าอย่างไรในยุค AI? เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นสะท้อนความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด และเราจะสร้างพื้นที่ให้เสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ถูกมองเห็นและรับฟังอย่างเท่าเทียมได้อย่างไร?

ร่วมสำรวจเรื่องเล่า ความจริง อคติ โอกาส และความท้าทายของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนความรู้จากนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน สื่อ เยาวชน และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง

16.00 น. วันนี้ พบกับพระอาจารย์นภันต์ ในไลฟ์ "Digital Thinkers Forum  #36: Identity of Indigenous People in the Age of A...
13/09/2026

16.00 น. วันนี้ พบกับพระอาจารย์นภันต์ ในไลฟ์ "Digital Thinkers Forum #36: Identity of Indigenous People in the Age of AI" และการเสวนาหัวข้อ "ข่าวลวง/ข่าวจริงต่อพลเมืองชาติพันธุ์ในประเด็นสภาพอากาศ"

📡ถ่ายทอดสดผ่านเพจ Cofact โคแฟค Thai PBS IMN และภาคีเครือข่าย

ภายในงานยังมีประเด็นน่าสนใจให้ติดตามกันตั้งแต่ช่วงบ่าย ทั้งเรื่องอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในยุค AI บทบาทของอัลกอริทึมต่อการรับรู้เรื่องราวของผู้คน รวมถึงเสียงจากเยาวชนและสื่อชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมการแสดงและนิทรรศการจากหลากหลายชุมชน

ท่านใดสนใจเรื่อง AI สื่อ ความหลากหลาย และเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ สามารถติดตามทางไลฟ์ได้ตั้งแต่ 13.30 น. นะคะ ^__^

#เวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่36


#โคแฟค

ก้าวเล็ก ๆ ที่มีความหมายยิ่งใหญ่นับตั้งแต่โยมพ่อล้มจนสะโพกหักในวัย 93 ปี เมื่อ 19 มกราคมที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ซึ่งตรงกับว...
12/09/2026

ก้าวเล็ก ๆ ที่มีความหมายยิ่งใหญ่

นับตั้งแต่โยมพ่อล้มจนสะโพกหักในวัย 93 ปี เมื่อ 19 มกราคมที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ซึ่งตรงกับวันพระ เป็นครั้งแรกที่อาตมาได้เดินเคียงข้างโยมพ่ออีกครั้ง โดยท่านไม่ได้นั่งรถเข็น

แม้จะต้องอาศัยไม้เท้า แม้ทุกย่างก้าวต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่รอยยิ้มของโยมพ่อบอกถึงกำลังใจที่ยังเข้มแข็ง ได้เดินชมวัด และไหว้หลวงพ่อดำ พร้อมเดินสนทนาตามประสาพ่อ-พระ

สำหรับคนทั่วไป นี่อาจเป็นเพียงระยะทางสั้น ๆ
แต่สำหรับผู้สูงวัยที่ผ่านการล้ม การผ่าตัด และการฟื้นฟูร่างกายมาแล้ว ทุกก้าวคือชัยชนะ ทุกก้าวคือความหวัง และทุกก้าวคือของขวัญแห่งชีวิต

วันพระครั้งนี้จึงพิเศษกว่าทุกครั้ง
อาตมาไม่ได้เพียงเดินเคียงข้างโยมพ่อ แต่ได้เรียนรู้อีกครั้งว่า ชีวิตไม่จำเป็นต้องก้าวไปอย่างรวดเร็ว ขอเพียงยังมีกำลังใจ และไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า

ขออนุโมทนากับความเข้มแข็งของโยมพ่อ และอนุโมทนากับทุกท่านที่ช่วยเหลือดูแลโยมพ่อ
และขอให้โยมพ่อมีสุขภาพแข็งแรง เดินได้มั่นคงยิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน

ก้าวของพ่ออาจช้าลงตามวัย
แต่ทุกก้าวยังคงนำความสุขมาสู่หัวใจของลูกเสมอ

อนุโมทนาภาพโดยพี่ไก่ ^__^

ที่อยู่

46/6-7 ซอยบรมบรรพต
Bangkok
10100

เบอร์โทรศัพท์

+66877094259

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ พระมหานภันต์ สกพ. - Ven.Napan IBHAP โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง พระมหานภันต์ สกพ. - Ven.Napan IBHAP:

ทางลัด

แชร์