18/09/2026
เมื่อแม่น้ำปนเปื้อน สิ่งที่ค่อย ๆ ตายตามปลาไปด้วย คืออาชีพ วิถีชีวิต และความหวังของชุมชน
แต่หากคนที่เดือดร้อนที่สุดยังไม่มีสิทธิ์ถือไมโครโฟน เราจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “การพัฒนา” ได้จริงหรือ?
เมื่อวาน อาตมามีโอกาสได้ร่วมงาน MFU International Festival 2026 โดย Global MFU MFU Human Rights Club ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และฟังวงสนทนาหัวข้อ
“ผลกระทบข้ามพรมแดน: มลพิษทางอากาศ สายน้ำ และชะตากรรมของกลุ่มเปราะบางในภูมิภาค”
Cross-Border Impacts: Air Pollution, Water Resources and the Fate of Vulnerable Groups in the Region
ความตั้งใจสำคัญของการมาครั้งนี้ คือต้องการมา เรียนรู้ รับฟังพลังเยาวชน และให้กำลังใจจิรัน เจ้าหน้าที่ใหม่ของมูลนิธิ IBHAP ผู้กำลังนำประสบการณ์และพลังของคนรุ่นใหม่มาเชื่อมโยงงานด้านเยาวชน สิ่งแวดล้อม และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าด้วยกัน
ขณะเดียวกัน อาตมาต้องการนำประเด็นจากวงเสวนาที่ได้ร่วมกับ โคแฟค Cofact โคแฟค IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา มาศึกษาและต่อยอดในพื้นที่จริง โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิกฤติภูมิอากาศที่ส่งผลต่อพี่น้องชาติพันธุ์และชนพื้นเมือง รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ชาวเชียงรายกำลังเผชิญ ทั้ง สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก และ วิกฤติฝุ่น PM2.5
จากเวทีแรกที่เราตั้งคำถามว่า “ข้อมูลใดคือความจริง และใครได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน” มาสู่เวทีนี้ ซึ่งเยาวชนจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้นำความจริงจากชีวิต ครอบครัว ชุมชน และสายน้ำของตนเองมาเล่าสู่กันฟัง
ลี—Pangalee Boonrat ชวนเรามองออกจากกรอบความคิดแบบรวมศูนย์ และตั้งคำถามว่า เราจะเข้าใจความทุกข์ของผู้คนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่ หากไม่เคยนำตนเองเข้าไปเรียนรู้และใช้ชีวิตใกล้กับความจริงนั้น
ลีเดินทางจากกรุงเทพฯ มาอยู่และทำงานในพื้นที่ เพราะเห็นว่าการรับฟังข้อมูลจากระยะไกลอาจยังไม่เพียงพอ เมื่อได้สัมผัสชีวิตจริง จึงเห็นว่าปัญหาที่ผู้คนตามแนวชายแดนต้องเผชิญมีความซับซ้อนกว่าที่คนภายนอกรับรู้
เธอเสนอว่า คนในท้องถิ่นต้องไม่ถูกลดบทบาทให้เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลหรือกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องเป็นเจ้าของปัญหา เจ้าของความรู้ และผู้ร่วมออกแบบทางออก เสียงจากส่วนกลางและเสียงจากท้องถิ่นต้องได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน
เอลีโอ—Rakchat Yang ถ่ายทอดความจริงจากชุมชนริมแม่น้ำกก ซึ่งต้องเผชิญทั้งน้ำท่วมและความกังวลเรื่องสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ ผู้คนจำนวนมากเคยพึ่งพาการประมงเป็นอาชีพ แต่วันนี้ แม้ยังจับปลาได้ กลับขายไม่ได้ เพราะผู้บริโภคไม่มั่นใจในความปลอดภัย
เมื่อแม่น้ำเจ็บป่วย ชุมชนก็เจ็บป่วยไปด้วย เพราะแม่น้ำมิใช่เพียงทรัพยากร แต่คืออาหาร อาชีพ ความทรงจำ วัฒนธรรม และชีวิตของผู้คน
เอลีโอกล่าวประโยคหนึ่งที่สะเทือนใจอาตมามากว่า
“We live on the same planet, but not in the same world.”
เราอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน แต่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกที่เหมือนกัน บางคนได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนา ขณะที่อีกหลายคนต้องแบกรับความเสียหาย โดยแทบไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
เขาจึงเสนอให้เชื่อมโลกกับท้องถิ่น หรือมองแบบ Glocal—Global และ Local ไปพร้อมกัน เพราะปัญหาระดับโลกจะไม่มีทางได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน หากเสียงของคนในพื้นที่ยังไม่ถูกนำไปสู่การกำหนดนโยบาย
นอกจากผู้แทนเยาวชนบนเวทีแล้ว น้ำค้าง หนึ่งในผู้ร่วมวง ยังช่วยเปิดอีกมิติของปัญหาสายน้ำ ผ่านประสบการณ์จากชุมชนบริเวณเขื่อนราษีไศล
น้ำค้างชวนให้เราตั้งคำถามต่อวิธีคิดที่มองพื้นที่ชุ่มน้ำและลุ่มน้ำเป็นเพียงพื้นที่ซึ่งต้องถูก “ควบคุม” เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยอาจมองข้ามความสำคัญของพื้นที่เหล่านั้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุ์ปลา พืชท้องถิ่น และวิถีชีวิตของชุมชน
เธอเล่าถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล ซึ่งนำไปสู่ทั้งการอพยพ น้ำท่วมพื้นที่ชุมชน และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ปัญหาเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่สืบเนื่องยาวนานและส่งต่อผลกระทบจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
เขื่อนและโครงการจัดการน้ำอาจถูกนำเสนอในนามของ “การพัฒนา” แต่เราต้องถามด้วยว่า การพัฒนานั้นสร้างประโยชน์ให้ใคร ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน และคนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจก่อนที่วิถีชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลหรือไม่
จากเขื่อนราษีไศลถึงสารพิษในแม่น้ำกก สายน้ำแต่ละสายอาจอยู่คนละพื้นที่ แต่กำลังบอกเรื่องเดียวกันแก่เราว่า
แม่น้ำมีชีวิต ชุมชนก็มีชีวิต
เมื่อแม่น้ำถูกทำร้าย ชีวิตของผู้คนย่อมไม่อาจปลอดภัย
เสียงของน้ำค้างยังยืนยันว่า เยาวชนมิใช่เพียงผู้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของคนรุ่นก่อน แต่เป็นผู้มีความรู้จากประสบการณ์จริง และต้องได้รับพื้นที่ในการร่วมกำหนดอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาจะต้องดูแลต่อไป
เมษา—Marisa Yanganaku พาเรากลับไปสำรวจเรื่องรากเหง้า อัตลักษณ์ และพื้นที่ของการเป็นเจ้าของ ผ่านแนวคิด Roots in Self, Roots in Identity และ Roots in Belonging
เยาวชนชาติพันธุ์จำนวนไม่น้อยยังไม่มีโอกาสค้นหาตนเอง บางคนต้องออกไปศึกษานอกชุมชน เรียนรู้ภาษาและวิถีของสังคมภายนอก แต่กลับค่อย ๆ ห่างเหินจากภาษา ภูมิปัญญา และรากเหง้าของตน
ขณะเดียวกัน พี่น้องชาติพันธุ์ยังถูกตีตราว่าเป็นผู้ทำลายป่า เป็นต้นเหตุของหมอกควัน เป็นคนชายขอบ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ภาพจำเช่นนี้ทำให้เยาวชนบางคนไม่กล้าเปิดเผยหรือยอมรับอัตลักษณ์ของตนเอง
น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ บางคนมีเรื่องอยากพูด แต่ไม่กล้าส่งเสียง เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อสถานะ สิทธิ หรือความเป็นพลเมือง การพูดจึงมิใช่เพียงเรื่องของความกล้าหาญ แต่เป็นความเสี่ยงที่พวกเขาต้องแบกรับ
เมษาจึงย้ำว่า ชุมชนไม่ควรถูกมองเป็นเพียง Beneficiary หรือ Target Group แต่ต้องเป็น Co-creator—ผู้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมตัดสินใจ เกี่ยวกับอนาคตของตนเอง
จิรัน—Jirun Fueangnak ผู้ก่อตั้ง Green Talent Generation และเจ้าหน้าที่ใหม่ของ IBHAP Foundation เล่าถึงการทำงานกับเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อม ทักษะแห่งอนาคต และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
จิรันพาเราย้อนกลับไปในช่วงที่ปัญหา PM2.5 เริ่มรุนแรง หลายครอบครัวยังไม่เข้าใจอันตรายและไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เมื่อมีคนในชุมชนเจ็บป่วย พวกเขากลับคิดว่าเป็นเพราะตนเองดูแลตัวเองไม่ดีพอ ทั้งที่ปัญหานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ สิทธิในอากาศสะอาด สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล และความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ
จิรันยังตั้งคำถามสำคัญต่อการทำงานกับเยาวชนว่า เรากำลังสร้างพื้นที่ให้เยาวชนเติบโตและขับเคลื่อนงานต่อจริง ๆ หรือเพียงรวมกลุ่มเยาวชนขึ้นมา เพื่อให้โครงการสามารถกล่าวได้ว่า “เรามีเยาวชนเข้าร่วมแล้ว”
เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง ใครจะช่วยพัฒนาศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาส และสนับสนุนให้พวกเขาทำงานร่วมกับชุมชนต่อไปได้จริง?
สำหรับอาตมา การได้มารับฟังจิรันในวันนี้จึงมีความหมายมากกว่าการมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ใหม่คนหนึ่ง แต่เป็นการเรียนรู้ว่า มูลนิธิ IBHAP จะสนับสนุนให้พลังของเยาวชนเชื่อมโยงกับชุมชน ศาสนา สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร โดยไม่ทำให้เยาวชนเป็นเพียงส่วนประกอบของโครงการ
เภสัชกรหญิงผลิน Palin Teptat หรือ “แอ๊ม” ผู้อำนวยการ YEP Centre—Youth Empowered Partnership Centre (ศูนย์ความร่วมมือเยาวชนส่งเสริม) มูลนิธิ สกพ. - IBHAP Foundation ช่วยเติมเต็มวงสนทนาด้วยมุมมองจากทั้งสายวิทยาศาสตร์ การทำงานภาคสังคม และการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน
ผลินตั้งข้อสังเกตว่า ในงานวิทยาศาสตร์ หากการทดลองสำเร็จ เราสามารถเผยแพร่ผลการศึกษาได้ และแม้ไม่สำเร็จ ก็ยังบันทึกเป็นองค์ความรู้ได้ว่าแนวทางนั้นมีข้อจำกัดอย่างไร
แต่การขับเคลื่อนสังคมแตกต่างออกไป แม้ทำงานจนเกิดผลแล้ว ก็ยังยากที่จะชี้ชัดว่าใครหรือปัจจัยใดทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อยังมีกลไกบางอย่างที่ทำให้เสียงของคนทำงานและผู้ได้รับผลกระทบไม่ถูกรับฟัง
ภาวะหมดไฟของคนทำงานสังคมจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ แม้จะเหนื่อยล้า แม้ผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏชัด และแม้เสียงของตนอาจยังไปไม่ถึงผู้มีอำนาจ พวกเขาก็ยังเลือกเดินหน้าต่อ
ผลินยังเชื่อมปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้ากับสิทธิมนุษยชนว่า เมื่อสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยยังไม่ได้รับการรับรองอย่างชัดเจน ผู้ได้รับผลกระทบจึงต้องต่อสู้ผ่านสิทธิด้านอื่น เช่น สิทธิในชีวิตและสิทธิในสุขภาพ ทั้งที่รัฐควรมีหน้าที่ป้องกันอันตราย และทำให้ประชาชนเข้าถึงอากาศ น้ำ และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย
เสียงของเยาวชนและคนทำงานในวงนี้มาจากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่มีสารสำคัญร่วมกันว่า
การพัฒนาที่ไม่รับฟังชุมชน อาจกลายเป็นการพรากสิทธิและวิถีชีวิตของผู้คน
ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อาจสร้างอคติ ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบกลายเป็นผู้ถูกกล่าวโทษ และทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างถูกมองข้าม
การมีส่วนร่วมที่แท้จริง ต้องให้คนในพื้นที่ร่วมกำหนดปัญหา ออกแบบทางออก และมีส่วนในการตัดสินใจ
และการทำงานกับเยาวชน ต้องไม่จบลงเพียงการเชิญพวกเขามาร่วมกิจกรรม แต่ต้องสร้างพื้นที่ อำนาจ และระบบสนับสนุนให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
อาตมาจึงชวนทุกคนคิดว่า การมีไมโครโฟนอยู่ตรงหน้า ไม่ได้หมายความว่าเสียงของเราจะถูกได้ยินเสมอไป เราต้องถามต่อว่า
ใครเป็นผู้ถือไมโครโฟน
ใครควบคุมเครื่องเสียง
และเสียงของใครบ้างที่ยังถูกทำให้เงียบ
หน้าที่ของผู้ใหญ่ไม่ใช่พูดแทนเยาวชนทุกเรื่อง แต่คือการเปิดพื้นที่ เชื่อมทรัพยากร ยื่นไมโครโฟน และทำให้เสียงจากประสบการณ์จริงเดินทางไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ
เพราะเยาวชนมิใช่เพียง “ผู้นำในอนาคต” แต่คือผู้ที่กำลังปกป้องอากาศ สายน้ำ ชุมชน และอนาคตของพวกเราทุกคนอยู่ในวันนี้
อนุโมทนา Tarn Thiti Project Manager โครงการนี้ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีงาม ลี สุดยอดผู้ดำเนินรายการ ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนแบ่งปันความคิด ความรู้สึก อย่างมีพลัง เอลีโอ เมษา จิรัน วิทยากรนำเสวนาที่จุดประกายให้เห็นพลังเยาวชน ที่การทำสิ่งยิ่งใหญ่ ไม่เคยถูกจำกัดด้วยอายุ รวมทั้งน้องน้ำค้าง น้องแอ๊ม และน้องๆ ทุกคนในวงที่แบ่งปัน เติมเต็มมุมมองอย่างงดงาม จนต้องขอให้ทุกคนสาดดดกันไป ^__^
อนุโมทนาคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ทีมงานทั้งภายใน มฟล. และภายนอก เห็นแล้วก็มีความหวัง แม้เส้นทางจะอีกไกล และอุปสรรคมากมายขวางกั้น ขอทุกท่านเปี่ยมด้วยกำลังใจ กำลังสติปัญญา และกัลยาณมิตรในทุกๆ วัน
งานเสร็จแล้ว กลับวัดได้ ^__^
#เสียงเยาวชน #สิทธิมนุษยชน #กลุ่มชาติพันธุ์ #แม่น้ำกก #เขื่อนราษีไศล