12/08/2026
ปูตินกับยุทธศาสตร์ "Turn to the East”
รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษาได้อ่านงานของ Ian Storey ในหนังสือเรื่อง "Putin's Russia and Southeast Asia: The Kremlin's Pivot to Asia and the Impact of the Russia-Ukraine War" (Singapore: ISEAS, 2025) ซึ่งเป็นงานวิเคราะห์บทบาทและยุทธศาสตร์ของรัสเซียทั้งในเขตเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รศ.ดร.ดุลยภาค พบว่าเนื้อหาในหนังสือนี้มีความทันสมัยน่าสนใจ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพลของรัสเซียในฝั่งเอเชีย
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พยายามฟื้นคืนรัสเซียให้กลับมาผงาดเป็นรัฐมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง มอสโกมิได้ผลิตยุทธศาสตร์ที่เน้นไปที่ทวีปยุโรปเพียงอย่างเดียว แต่ยังเบนหาเอเชียอีกด้วย ปูตินขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "หันไปทางตะวันออก" หรือ "Turn to the East” ซึ่งมุ่งกระตุ้นให้รัสเซียพยายามรักษาเขตอิทธิพลและขยายอำนาจไปทางทิศตะวันออกของเอเชีย ถึงแม้ว่ารัสเซียจะยังไม่ตัดขาดความสัมพันธ์กับยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่รัสเซียจะให้น้ำหนักกับเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะย่านเอเชีย-แปซิฟิก อันเต็มไปด้วยกลุ่มประเทศที่ดูเป็นมิตรกับรัสเซีย (เช่น จีน เกาหลีเหนือ และเวียดนาม) และถือเป็นพื้นที่หลักของโครงสร้างเศรษฐกิจโลกโดยรัสเซียจะมุ่งเชื่อมต่อร่วมมือกับกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิกในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น
อันที่จริง การมองไปทางตะวันออกของรัสเซียล้วนมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์
นีกีตา ครุชชอฟ อดีตผู้นำสูงสุดแห่งสหภาพโซเวียต เคยส่งออกผลักดันแนวคิดปฏิวัติโลกไปสู่กลุ่มรัฐกำลังพัฒนาในเอเชียโดยเน้นย้ำบทบาทโซเวียตในการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก ส่วน มีฮาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำสูงสุดของโซเวียตอีกท่าน ก็เคยกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองวลาดีวอสต๊อค (Vladivostok) โดยเขาประกาศว่าโซเวียตคือประเทศในย่านเอเชียและแปซิฟิก พร้อมกันนั้น มอสโกยังต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและสร้างสัมพันธ์อันแนบแน่นกับจีน (Storey, 2025, 42-43)
สำหรับยุทธศาสตร์หันหาตะวันออกของปูติน ว่ากันว่าปูตินเห็นพ้องกับข้อเสนอแนะของนักวิชาการรัสเซียจำนวนหนึ่งที่ว่าหากรัสเซียต้องการเป็นรัฐมหาอำนาจที่แท้จริง รัสเซียจำต้องมีบทบาทเชิงรุกให้มากขึ้นในเอเชีย-แปซิฟิก (เพิ่งอ้าง, 44)
มีเหตุผลจำนวนหนึ่งที่ช่วยอธิบายสาเหตุการมุ่งสู่ตะวันออกของรัสเซีย
เอียน สตอรีย์ (Ian Storey, 2025, 44-51) นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันยูซฟ อิชฮัก (Yusof Ishak Institute) ในสิงคโปร์ วิเคราะห์สาเหตุการจัดทำยุทธศาสตร์ดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ เขาเห็นว่ายุทธศาสตร์นี้มีลักษณะเป็นเกมตอบโต้ของประธานาธิบดีปูตินเพื่อให้รัสเซียแข่งขันถ่วงดุลกับยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ของประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐอเมริกาได้คล่องแคล่วขึ้น แม้ว่ายุทธศาสตร์เบนขวาหาเอเชียของรัสเซียจะแตกต่างจากการปักหมุดเอเชียของสหรัฐฯอยู่พอควร (เช่น สหรัฐฯมุ่งถ่วงดุลกับจีนเป็นหลัก แต่รัสเซียไม่ได้มุ่งต่อสู้กับจีนเท่าสหรัฐฯ) หากแต่ยุทธศาสตร์นี้ก็เอื้อหนุนให้เครมลินสามารถแสดงพลังเชิงรุกได้แม่นยำขึ้นในเอเชีย
นอกจากนั้น การให้รัสเซียลดการพึ่งพึงทางเศรษฐกิจกับยุโรปแล้วหันมาเจาะตลาดเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ใกล้กับย่านไซบีเรียของรัสเซีย ก็ย่อมส่งผลให้รัสเซียมีโอกาสใหม่ๆในการพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง พร้อมช่วยกระตุ้นให้รัสเซียเข้ามาพัวพันกับกลุ่มประเทศในเอเชียในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้นอันจะส่งผลดีต่อการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของรัสเซีย ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็จัดเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่รัสเซียเคยขยายอิทธิพลตั้งแต่ยุคสงครามเย็นแล้ว เช่น การเผยแพร่แนวคิดคอมมิวนิสต์เข้าไปในอินโดจีน
ปัจจุบัน รัสเซียมักให้น้ำหนักกับเวียดนาม เมียนมาหรือแม้กระทั่งลาวในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงหรือแหล่งผลประโยชน์ของรัสเซีย เห็นได้จากความช่วยเหลือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์จากรัสเซียไปเมียนมาและเวียดนาม การพยายามพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายของรัสเซียในเมียนมา และการสร้างสนามบินทหารของกองทัพรัสเซียในเชียงขวางของลาว
อ่านรายละเอียดยุทธศาสตร์หมุนหาตะวันออกแบบเจาะลึกได้ที่หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของ Ian Storey