สมาคมภูมิภาคศึกษา The Association of Regional Studies in Thailand

เส้นทาง

สมาคมภูมิภาคศึกษา The Association of Regional Studies in Thailand The official page of The Association of Regional Studies (in Thailand)

16/10/2026

📷บันทึกเสวนา

🇲🇲พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหารและรูปแบบรัฐ
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 9.30-12.00 น. ห้อง 401 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

🎓จัดโดย หลักสูตรปริญญาตรีสาขาอาณาบริเวณศึกษา และหลักสูตรปริญญาโทสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาณาบริเวณศึกษาเปรียบเทียบ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

🤝ร่วมกับ
สมาคมภูมิภาคศึกษา
สมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ
กระทรวงการต่างประเทศ
มติชนออนไลน์
ประชาไท

ขอเชิญร่วมงานเสวนาของคณะศิลปศาสตร์ มธ ชวนมองโลกผ่านมุม Area Studies พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ร้อนในภูมิภาคต่างๆ ครอบคลุมทั...
15/10/2026

ขอเชิญร่วมงานเสวนาของคณะศิลปศาสตร์ มธ ชวนมองโลกผ่านมุม Area Studies พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ร้อนในภูมิภาคต่างๆ ครอบคลุมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยูเรเชียและลาตินอเมริกา

🌏📚 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการ “อ่านโลกให้ลึกกว่า… ผู้คน พื้นที่ และเรื่องเล่าในโลกที่ไม่มีศูนย์กลางเดียว”
ภายใต้ประเด็น “ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลก”
💡 การเสวนาครั้งนี้ชวนสำรวจและทำความเข้าใจโลกผ่านมุมมองจากหลากหลายภูมิภาคและจุดยืน ผ่านกรณีศึกษาจาก กัมพูชาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาอำนาจยูเรเชีย ตลอดจนสเปนและภูมิภาคลาตินอเมริกา พร้อมร่วมตั้งคำถามสำคัญว่า ใครเป็นผู้เล่าเรื่องของโลก เรื่องใดควรเชื่อหรือควรตั้งคำถาม และคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทอย่างไรในการทำความเข้าใจและสื่อสารโลกอย่างรับผิดชอบ
🎙️ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่
🔹 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (SEAS)
🔹 ผศ.ดร.กัณฐัศศา พงษ์หิรัญ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัสเซียและยูเรเชียศึกษา (RES)
🔹 ผศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ หงส์จำรัสศิลป์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสเปนและลาตินอเมริกันศึกษา
🎤 ดำเนินรายการโดย คุณณัฎฐา โกมลวาทิน The Standard
📅 วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569
⏰ เวลา 10.00–12.00 น.
📍 ห้อง 107 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์
👥 ขอเชิญชวน: นักศึกษาและบุคคลภายนอก จำนวน 200 ท่าน

✨ เพราะการเข้าใจโลก อาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับเรื่องเล่าที่เราคุ้นเคย
ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดมุมมองใหม่และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปด้วยกัน

"ปีนใหญ่"นวัตกรรมใหม่แห่งศตวรรษที่15 ผู้ทำลาย"ธีโอโดเชียน"กำแพงไร้พ่ายล่มสลายปวินท์ พฤกษเศรษฐ์สมาคมภูมิภาคศึกษาขณะที่จัก...
14/10/2026

"ปีนใหญ่"นวัตกรรมใหม่แห่งศตวรรษที่15 ผู้ทำลาย"ธีโอโดเชียน"กำแพงไร้พ่ายล่มสลาย

ปวินท์ พฤกษเศรษฐ์
สมาคมภูมิภาคศึกษา

ขณะที่จักรวรรดิไบแซนไทน์กำลังฟื้นฟูหลังสามารถทวงคืนนครหลวงจากชาวละติน ในคาบสมุทรอนาโตเลียได้มีรัฐเกิดใหม่จากชนเผ่าเติร์กเล็ก ๆ หลังการล่มสลายของรัฐสุลต่านรุม ( Sultanate of Rum ) ที่ปกครองอนาโตเลีย เผ่าคายี ( Kayi ) นำโดยออสมัน กาซี ( Osman Ghazi ) ปฐมสุลต่านของราชวงศ์ออสมัน จากชนเผ่าเร่ร่อนเล็ก ๆ จะเป็นจุดกำเนิดของจักรวรรดิออตโตมันอันยิ่งใหญ่ เริ่มจากพิชิตเมืองต่าง ๆ ของไบแซนไทน์ในอนาโตเลียตะวันตกจนตั้งตัวเป็นรัฐได้ จักรวรรดิไบแซนไทน์ก็เริ่มสูญเสียอำนาจในอนาโตเลียเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังยุทธการเบฟัส ( Battle of Bapheus ) ค.ศ. 1299 ที่ทัพไบแซนไทน์ซึ่งยกทัพมาขับไล่กลับแพ้กองทัพออตโตมันราบคาบ หัวเมืองน้อยใหญ่ของไบแซนไทน์ในอนาโตเลียก็ค่อย ๆ ถูกออตโตมันยึดครอง

ในปีค.ศ. 1354 เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ทำให้กำแพงเมืองกัลลิโปลี ( Gallipoli ) ถล่มพังลงมาทำให้ชาวเมืองอพยพหนีจนเมืองแทบจะร้าง สุลต่านโอร์ฮาน ( Orhan ) จึงส่งชาวเติร์กข้ามทะเลเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ยึดเป็นอาณาเขตและเริ่มขยายอาณาเขตกินดินแดนของไบแซนไทน์ในคาบสมุทรบอลข่านอีกด้วย
สมัยสุลต่านมูราดที่ 1 ( Murad I ) ทรงตีเมืองเอเดรียโนเปิล เมืองใหญ่อันดับ 2 ของไบแซนไทน์ได้และย้ายเมืองหลวงมาเปลี่ยนชื่อเป็น เอดีร์เน่ ( Edirne ) จักรรพรรดิไบแซนไทน์หลายพระองค์พยายามต่อต้านและขอความช่วยเหลือจากตะวันตกแต่ก็ไม่สำเร็จ จนจักรวรรดิไบแซนไทน์ต้องยอมส่งบรรณาการให้สุลต่านออตโตมันแลกกับไม่ถูกรุกราน

หลังยุทธการโคโซโวครั้งที่ 1 ( 1st Battle of Kosovo ) สุลต่านมูราดที่ 1 สิ้นพระชนม์ในการรบ สุลต่านบาเยซิดที่ 1 ( Bayezid I ) พระโอรสองค์โตขึ้นครองราชย์ ทรงฉายานามว่า อัสนีบาต ( Thunderbolt ) จากการเคลื่อนทัพและโจมตีที่รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ทรงยกทัพออตโตมันมาล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นครั้งแรก แม้จะมีการส่งกองกำลังครูเสดนำโดยจักรพรรดิซิกิสมุนด์ ( Sigismund ) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และกษัตริย์แห่งฮังการีมาช่วย แต่ทัพครูเสดก็พ่ายแพ้ย่อยยับที่ยุทธการนิโคโพลิส ( Battle of Nicopolis ) ทว่าผู้ที่มาช่วยกรุงคอนสแตนติโนเปิลจากสุลต่านอัสนีบาตไม่ใช่กองทัพคริสเตียน แต่เป็นกองทัพมุสลิม

อมีร์ ติมูร์ ( Emir Timur ) ขุนศึกชาวมุสลิมเชื้อสายเติร์ก-มองโกลจากเอเชียกลางผู้ตั้งจักรววรดิของตนจากเศษซากของจักรวรรดิมองโกลอันยิ่งใหญ่ได้ขยายอาณาเขตพิชิตรัฐต่าง ๆ ในเอเชียกลาง คอเคซัส อิหร่าน-อิรัก และประชิดชายแดนตะวันออกของออตโตมัน เหล่าเจ้านครรัฐน้อยใหญ่ในอิหร่าน-อิรักจำนวนมากหนีลี้ภัยเข้ามาพึ่งออตโตมันสร้างความไม่พอใจแก่ติมูร์อย่างมาก สองผู้นำมีการแลกเปลี่ยนราชสาส์นยั่วยุกันไปมา เช่น ติมูร์เปรียบบาเยซิดดั่งมดน้อยที่ท้าทายติมูร์ที่เป็นช้าง หรือบาเยซิดลงนามชื่อของตนใหญ่โตด้วยหมึกทองคำ แต่กลับเขียนชื่อติมูร์ด้วยอักษรสีดำขนาดเล็ก ทำให้ติมูร์ยกทัพใหญ่มาทำสงคราม

สุลต่านบาเยซิดที่ 1 ต้องยกเลิกการล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลแล้วไปเผชิญหน้ากับติมูร์ในยุทธการอังการา ( Battle of Ankara ) กองทัพออตโตมันที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลและขาดน้ำในช่วงฤดูร้อนพ่ายแพ้ต่อติมูร์ราบคาบ สุลต่านตกเป็นเชลย และเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขัง

ยุทธการอังการาต่อชีวิตของจักรวรรดิไบแซนไทน์ออกไป แต่ก็ได้ไม่นานนัก แม้ออตโตมันจะวุ่นวายกับสงครามชิงบัลลังก์ระหว่างพระโอรสของสุลต่านบาเยซิดที่ 1 อยู่หลายปีแต่จักรวรรดิไบแซนไทน์ก็อ่อนแอจากปัญหาภายในราชวงศ์กันเอง ในปีค.ศ. 1422 สุลต่านมูราดที่ 2 ( Murad II ) ได้ยกทัพมาล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลอีกครั้ง ครั้งนี้กองทัพออตโตมันเริ่มใช้ปืนใหญ่ล้อมตีเมือง แต่ฝ่ายไบแซนไทน์ได้ยุยงให้เจ้าชายมุสตาฟา พระอนุชาก่อกบฎในฝั่งอนาโตเลีย สุลต่านมุราดที่ 2 จึงยกเลิกการปิดล้อมแล้วไปปราบกบฎ ภายหลังสุลต่านมูราดที่ 2 ต้องรับมือกับกบฎของสแกนเดอเบก ( Skanderbeg ) ในอัลเบเนีย กับกองกำลังครูเสดจากฮังการีจนไม่ได้มาล้อมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลอีกและสวรรคกะทันหันในปีค.ศ. 1451 ด้วยพระชนมายุเพียง 47 ปี

สุลต่านเมเมต์ที่ 2 ( Mehmed II Fatih ) ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา พระองค์มีความปรารถนาที่จะพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลให้ได้ แต่ถูกคัดค้านอย่างหนักจากเสนาบดีเก่าสมัยพระบิดานำโดยแกรนด์วิเซียร์จานดารลี ฮาลีล ปาชา ผู้เยาว์ ( Candarli Halil Pasha the Younger ) อัครมหาเสนาบดีผู้รับใช้จักรวรรดิตั้งแต่สมัยสุลต่านเมเมต์ที่ 1 ผู้เป็นปู่ แต่เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 ( Constantine XI ) เรียกร้องค่ากักตัวประกันเจ้าชายโอร์ฮานที่อยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลเพิ่ม โดยทรงขมขู่จะปล่อยเจ้าชายที่เป็นพระญาติมาเปิดสงครามชิงบัลลังก์หากไม่จ่าย เนื่องจากจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 มองว่าสุลต่านวัยเพียง 19 ปีไม่ใช่ภัยคุกคามใหญ่แบบสุลต่านมูราดที่ 2 ที่เคยถล่มทัพครูเสดครั้งสุดท้ายที่ยุทธการวาร์นา ( Battle of Varna ) มาแล้ว

สาส์นขู่ของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 กลับเป็นข้ออ้างชั้นดีให้ออตโตมันประกาศสงคราม สุลต่านเมเมต์สั่งเตรียมสร้างปืนใหญ่บาซิลิกา ( Basilica cannon ) สร้างโดย ออร์บาน ( Orban ) ทหารรับจ้างชาวฮังการี ยาวถึง 8 ม. หนัก 19 ตัน หล่อด้วยโลหะสำริด ซึ่งออร์บานได้อวดอ้างสรรพคุณว่าปืนใหญ่กระบอกนี้สามารถทำลายกำแพงเมืองได้ทุกเมืองบนโลก นอกจากนี้ยังมีปืนใหญ่อื่นๆอีกหลายสิบกระบอกถูกสร้างสำหรับการตีเมือง
สุลต่านเมเมต์เริ่มเดินเกมก่อนโดยการสร้างป้อมรูเมเลียฮิซารี ( Rumelia Hizari ) ทางเหนือของกรุงคอนสแตนติโนเปิลเพื่อตัดเส้นทางเสบียงจากทะเลดำที่ส่งเข้ากรุงคอนสแตนติโนเปิล และสั่งระดมทุกทัพจากทั้งบอลข่านและอนาโตเลียเตรียมบุกตีกรุงคอนสแตนติโนเปิล

​จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 ที่รู้ว่าสงครามใหญ่กำลังจะมาถึงจึงส่งจดหมายไปยังวาติกันขอความช่วยเหลือจากพระสันตะปาปา รวมถึงพันธมิตรตะวันตกอื่นๆ แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับ เพราะทั้งเวนิส เจนัวและฮังการีเพิ่งแพ้สงครามใหญ่กับออตโตมันมากำลังพักฟื้น มหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษก็กำลังอยู่ในช่วงท้ายของสงครามร้อยปี ( Hundred Years War ) จักวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กำลังมีปัญหาภายในอยู่ มีเพียงทหารรับจ้างเจนัวนำโดยจัสติเนียนิอานี ( Giovanni Giustiniani ) ที่มาช่วยเหลือ กับทหารอาสากลุ่มเล็กจากเกาะต่าง ๆ ในทะเลอีเจียน

​ค.ศ. 1453 สุลต่านเมเมต์ที่ 2 กรีธาทัพใหญ่กำลังพลหนึ่งแสนนายออกจากเอดีร์เน่ และตีหัวเมืองรอบนอกกรุงคอนสแตนติโนเปิลจนหมดแล้วเริ่มการปิดล้อมเมือง แม้จักรพรรดิคอนแสตนตินที่ 11 จะมีกำลังทหารไม่ถึงหนึ่งหมื่นนาย พระองค์ก็ตั้งมั่นจะไม่มีวันยอมแพ้และมั่นใจว่าความช่วยเหลือจะต้องมาถึงแน่นอน จึงทรงปฎิเสธข้อเสนอให้ยอมจำนน กองทัพออตโตมันจึงเริ่มใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มกรุงคอนสแตนติโนเปิลตั้งแต่เดือนเมษายน โดยปืนใหญ่ออตโตมันระดมยิงใส่ทั้งวันทั้งคืน แต่ทหารในกำแพงละชาวเมืองก็ไม่ยอมแพ้พยายามซ่อมแซมกำแพงอยู่ตลอด และการพยายามบุกปีนกำแพงทางบกก็ล้มเหลวหลายครั้ง

​เวลาผ่านไปกำแพงธีโอโดเชียนทางบกก็ยังคงยืนหยัดต่อต้าน สุลต่านจึงวางแผนกระจายกำลังในเมืองด้วยการสั่งให้เอาเรือขึ้นบกมาวางบนไม้ซุงแทนล้อ แล้วใช้วัวดึงเรือขึ้นภูเขาอ้อมป้อมกาลาตาแล้วเอาเรือลงในอ่าว ทำให้ทหารในเมืองที่มีน้อยอยู่แล้วต้องแบ่งกำลังไปป้องกันทางทะเลอีก แต่ทัพออตโตมันก็ยังเข้าเมืองไม่ได้

​ยิ่งศึกยืดเยื้อการเลี้ยงปากท้องทหารนับแสนก็เริ่มเป็นปัญหา รวมถึงความเป็นไปได้ที่ฮังการีจะยกทัพลงมาจากทางเหนือ รวมถึงกองเรือเวนิสที่ทำตามสัญญากับจักรพรรดิก็ออกเดินทางมาแล้ว แผนการขุดอุโมงค์มุดใต้กำแพงด้วยคนเหมืองชาวเซอเบียร์ก็ล้มเหลว แม้ขุนนางหลายคนเสนอให้ถอนทัพ ทว่าขุนนางส่วนใหญ่ยังเห็นว่าศึกนี้ลงทุนมามากเกินกว่าจะยอมถอยทัพกลับ

​วันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.1453 สุลต่านเมเมต์ที่ 2 ตัดสินใจเดิมพันทุกอย่างในการบุกวันนี้ กองทัพบกและทัพเรือจะโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลจากทุกด้าน การบุกระลอกแรกนำโดยทหารบาชิกบาสุก ( Bashi-bazouk) ทหารเกณฑ์ที่ไร้วินัย แต่ไม่กลัวตาย แต่ระลอกแรกก็ถูกโต้กลับ สุลต่านจึงส่งระลอกที่ 2 เป็นทหารประจำการเข้าโจมตี แม้ทหารป้องกันจะเหนื่อยล้าแต่ก็ยังต้านไว้ได้ ระลอกสุดท้ายสุลต่านเมเมต์ที่ 2 ส่งทหารเจนิสซารี ( Janissary ) และองครักษ์คาปูคูลู ( Kapikulu ) เข้าโจมตี
​บางบันทึกกล่าวว่ากรุงคอนสแตนติโนเปิลแตกเนื่องจากทหารอิตาลีลืมล็อกประตูเคอร์คอพอร์ตา ( Kerkoporta Kapi ) ทำให้ทหารเจนิสซารีกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปแล้วเปิดประตูใหญ่ได้ แต่หากพิจารณาหลักความเป็นจริงหลังจากสู้รบยาวถึง 54 วันน่าจะไม่เกิดความสะเพร่าขนาดนี้ได้ การโจมตีใหญ่วันสุดท้ายที่มาถึง 3 ระลอกใหญ่ทหารในเมืองที่มีไม่ถึงหมื่นนายต้องรับการโจมตีต่อเนื่องจนอาจจะต้านทานไม่ไหว และตะปูตัวสุดท้าย ที่ตอกฝาโลงตำนานกรุงคอนสแตนติโนเปิลคือเมื่อจัสติเนียอานี ผู้นำการป้องกันได้รับบาดเจ็บสาหัส ทหารในเมืองก็เสียกำลังใจและวิ่งหนีไปขึ้นเรือหนี

​ทหารเจนิสซารีค่อย ๆ ยึดป้อมและเปิดประตูให้กองทัพออตโตมันบุกเข้าเมือง จักรพรรดิคอนแสตนตินที่ 11 ปฎิเสธที่จะหลบหนีทรงนำหน่วยทหารองครักษ์ที่เหลือเข้าสู้กับทหารออตโตมันก่อนจะหายสาบสูญไป คาดว่าจะสิ้นพระชนม์ในการต่อสู้ ปิดฉากจักรวรรดิไบแซนไทน์และยุคกลางไปในวันนั้น

​สุลต่านเมเมต์เดินทัพเข้าสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิลและเดินทางไปสักการะที่มหาวิหารฮาเกียโซเฟีย ( Hagia Sophia ) สุลต่านเมเมต์ที่ 2 ประกาศสถาปนาตนเองเป็น “ไคเซอ-อิ-รุม” ( Kaiser-i-Rum ) หรือจักรพรรดิแห่งโรมัน และสั่งย้ายเมืองหลวงมายังกรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยเปลี่ยนชื่อเป็น อิสตันบูล ( Istanbul ) ทรงเริ่มการบูรณะนครหลวงจากเศษซากของสงคราม มหาวิหารฮาเกียโซเฟียถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิด นครอิสตันบูลกลายเป็นเมืองหลวงของจักวรรรดิออตโตมัน จนกระทั่งจักรวรรดิล่มสลายกลายเป็นสาธารณรัฐตุรกีซึ่งย้ายเมืองหลวงไปอังการ่า แต่อิสตันบูลก็ยังคงเป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจ ศาสนา และวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงกำแพงธีโอโดเชียนก็ยังคงหลงเหลือและถูกอนุรักษ์ไว้ในฐานะมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี ค.ศ.1985

reference
https://www.britannica.com/place/Ottoman-Empire
https://historyguild.org/the-ottoman-empire/?srsltid=AfmBOooT3h5jdWMuRsZM0_R30zvPjc3lvlEgNtht85kwy-H5Vf73kVjh
https://www.britannica.com/biography/Bayezid-I
https://www.britannica.com/event/Fall-of-Constantinople-1453
https://www.worldhistory.org/article/1180/1453-the-fall-of-constantinople/

ขอเรียนเชิญร่วมงานพร้อมสังสรรค์กับเหล่าสหาย อดีตนักศึกษา ปัญญาชน นักวิชาการ ศิลปิน และชุมชนชาวลัวะ-ม้ง ที่รู้จัก รัก และ...
14/10/2026

ขอเรียนเชิญร่วมงานพร้อมสังสรรค์กับเหล่าสหาย อดีตนักศึกษา ปัญญาชน นักวิชาการ ศิลปิน และชุมชนชาวลัวะ-ม้ง ที่รู้จัก รัก และศรัทธา ”นายผี“ อัศนี พลจันทร

มาร่วม ”สดุดีนายผี“ ในวาระครบรอบวันเสียสละของท่านอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ซับซ้อน ซึ่งนำไปสู่จุดจบของ ”มหากวีสยาม“ นักปฏิวัติของประชาชน ในฝั่งลาว

กิจกรรมจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ที่จังหวัดน่าน งานนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อองค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ศึกษา ไทย-ลาวศึกษา ประวัติศาสตร์และการปฏิวัติ

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราชวันคล้ายวันสวรรคต  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรน้อมรำลึกถ...
13/10/2026

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช

วันคล้ายวันสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า
สมาคมภูมิภาคศึกษา

แนะนำหนังสือน่าอ่านด้านเวียดนามศึกษา เผยแพร่เป็น E-Book แล้วครับ
12/10/2026

แนะนำหนังสือน่าอ่านด้านเวียดนามศึกษา เผยแพร่เป็น E-Book แล้วครับ

หนังสือประวัติศาสตร์เวียดนาม ก่อน ค.ศ.1975
ได้จัดทำเป็น E-Book
ผู้ใดสนใจสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี
ตัวเล่มจริง sold out
#ประวัติศาสตร์เวียดนาม

https://heyzine.com/flip-book/d5801c585e.html

✨📚ขอเชิญร่วมงานเสวนา🇲🇲พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหารและรูปแบบรัฐ วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 9.30-12.00 น. ห้อง 401 ค...
03/10/2026

✨📚ขอเชิญร่วมงานเสวนา

🇲🇲พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหารและรูปแบบรัฐ

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 9.30-12.00 น. ห้อง 401 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

9.30-9.40 น แนะนำวัตถุประสงค์การจัดงานและขอบเขตการอภิปราย

9.40-10.20 น กล่าวปาฐกถา (พม่าจากมุมมองนักการทูต) โดยนายพิษณุ สุวรรณะชฎ อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงย่างกุ้งและนายกสมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ กระทรวงการต่างประเทศ

10.20-12.00 น. เสวนาอภิปรายโดย

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช
อาจารย์คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา

รศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าว
สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ดำเนินรายการโดย
คุณจงเจริญ ขันทอง
นักเขียนสารคดีในรายการประวัติศาสตร์นอกตำราและผู้บริหารประจำสมาคมภูมิภาคศึกษา

🎓จัดโดย หลักสูตรปริญญาตรีสาขาอาณาบริเวณศึกษา และหลักสูตรปริญญาโทสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาณาบริเวณศึกษาเปรียบเทียบ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

🤝ร่วมกับ

สมาคมภูมิภาคศึกษา
สมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ
กระทรวงการต่างประเทศ
มติชนออนไลน์
ประชาไท

📣เข้าฟังฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าครับ

ขอแสดงความยินดีกับ รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผู้ทรงคุณวุฒิสมาคมภูมิภาคศึกษาในโอกาสที่ได้รับตำแหน่งประธานหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบั...
02/10/2026

ขอแสดงความยินดีกับ รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผู้ทรงคุณวุฒิสมาคมภูมิภาคศึกษาในโอกาสที่ได้รับตำแหน่งประธานหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

✨💙คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอแสดงความยินดี
✨รองศาสตราจารย์ ดร.สามารถ ทองเฝือ
ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป💙✨
#คณะรัฐศาสตร์มอปัตตานี

สมาคมภูมิภาคศึกษา ขอแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังผู้ประสบอุทกภัย ตลอดจนเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือในทุกพื้นท...
28/09/2026

สมาคมภูมิภาคศึกษา ขอแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังผู้ประสบอุทกภัย ตลอดจนเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ขอให้ทุกท่านปลอดภัย ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี และกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ววัน

#สมาคมภูมิภาคศึกษา
#สภศ

จาก Island Chain สู่ Maritime Network: การแข่งขันทางยุทธศาสตร์ในอินโด–แปซิฟิกน.อ. ธนวัฒน์ สมจิตร ผู้ทรงคุณวุฒิสมาคมภูมิภ...
27/09/2026

จาก Island Chain สู่ Maritime Network: การแข่งขันทางยุทธศาสตร์ในอินโด–แปซิฟิก
น.อ. ธนวัฒน์ สมจิตร
ผู้ทรงคุณวุฒิสมาคมภูมิภาคศึกษา

แนวคิด Island Chains กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์และอำนาจทางทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก โดยเฉพาะระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และพันธมิตร แนวหมู่เกาะชั้นที่หนึ่ง หรือ First Island Chain ซึ่งเชื่อมพื้นที่ตั้งแต่ญี่ปุ่น ไต้หวัน จนถึงฟิลิปปินส์ มีความสำคัญเนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างชายฝั่งจีนกับมหาสมุทรแปซิฟิก แนวคิดนี้ไม่ใช่เส้นเขตแดน แต่เป็นกรอบทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยอธิบายว่า เกาะ ช่องแคบ ฐานทัพ และเส้นทางเดินเรือ มีผลต่อการเคลื่อนกำลังและการใช้อำนาจทางทะเลอย่างไร โดยสามารถมองได้สามมิติ ได้แก่ สิ่งกีดขวาง (Barriers) ฐานหรือจุดสนับสนุนสำหรับขยายการปฏิบัติการ (Springboards) และ มาตรวัดความก้าวหน้าของอำนาจทางทะเล (Benchmarks)

ปัจจุบันจีนมีกำลังทางเรือขนาดใหญ่ขึ้นและมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการไกลจากชายฝั่งมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และพันธมิตรอื่น ๆ ก็เพิ่มการประสานกำลัง ฐานทัพ ท่าเรือ ระบบส่งกำลังบำรุง และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น ดังนั้น การแข่งขันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าใครมีเรือหรืออาวุธมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถนำกำลังและระบบสนับสนุนทั้งหมดมาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

จุดแข็งของจีนอยู่ที่การมีกำลังทางเรือขนาดใหญ่ภายใต้การควบคุมของจีนประเทศเดียว อีกทั้งยังสามารถใช้ฐานทัพ ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานบนแผ่นดินใหญ่สนับสนุนการปฏิบัติการในทะเลระยะใกล้ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จุดแข็งของสหรัฐฯ และพันธมิตรคือการมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานทัพ ท่าเรือ และเครือข่ายความร่วมมือกระจายอยู่ตามแนว First Island Chain ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่การมีจำนวนเรือ อากาศยาน หรือยุทโธปกรณ์ แต่รวมถึง ความสามารถในการปฏิบัติร่วม การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การส่งกำลังบำรุง การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และการรักษาความต่อเนื่องของการปฏิบัติในช่วงวิกฤต หากกองกำลังของหลายประเทศสามารถสื่อสาร ประสานงาน และใช้ระบบร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถทำงานในลักษณะเครือข่ายเดียวกันได้ แต่หากขาดความเชื่อมโยงหรือระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ความสามารถในการรักษาการปฏิบัติระยะยาวก็จะลดลง

ในมุมของสหรัฐฯและพันธมิตร การสร้างเครือข่ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการป้องปรามและการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะที่จีนอาจมองว่าเครือข่ายตามแนว First Island Chain มีผลต่อการจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนกำลังของตน จึงนำไปสู่ภาวะที่แต่ละฝ่ายเพิ่มขีดความสามารถทางทหารเพราะมองการกระทำของอีกฝ่ายว่าอาจเป็นภัยคุกคาม อย่างไรก็ตาม แนวคิด Island Chain ก็ไม่มีสถานะเป็นเส้นเขตแดนทางทะเล และไม่ได้ทำให้ประเทศใดมีสิทธิปิดกั้นการเดินเรือของประเทศอื่นโดยอัตโนมัติ

การแข่งขันตามแนว First Island Chain มีแนวโน้มจะเปลี่ยนจากการแข่งขันระหว่างกองทัพเรือของแต่ละฝ่าย ไปสู่การแข่งขันของ “เครือข่ายอำนาจทางทะเล” ที่เชื่อมโยงกำลังทางเรือ ฐานทัพ ท่าเรือ ระบบข่าวกรอง การสื่อสาร การส่งกำลังบำรุง และกระบวนการตัดสินใจเข้าด้วยกัน ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับจำนวนเรือหรืออาวุธที่มีอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการประสานและรักษาการทำงานของระบบเหล่านี้ให้ต่อเนื่องภายใต้ภาวะกดดัน

ด้วยเหตุนี้ ความท้าทายต่อการรักษาความมั่นคงในอินโด–แปซิฟิกจึงไม่ได้มีเฉพาะการแข่งขันด้านกำลังทหาร แต่ยังรวมถึงความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ ความเสี่ยงจากความเข้าใจผิดหรือการคำนวณผิดพลาด ตลอดจนความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ท่าเรือ สนามบิน ระบบสื่อสาร ดาวเทียม และสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งอาจถูกกระทบได้เมื่อเกิดวิกฤต ขณะเดียวกัน ประเทศในภูมิภาคยังจำเป็นต้องร่วมกันรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ เสรีภาพในการเดินเรือ และความปลอดภัยของเส้นทางการค้าสำคัญควบคู่กันไป

ดังนั้น ความมั่นคงระยะยาวของ First Island Chain จะไม่ได้เกิดจากการสร้างดุลอำนาจด้วยการสะสมอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างเครือข่ายที่เชื่อมกำลังทางทหาร ฐานสนับสนุน ข้อมูล และผู้ตัดสินใจเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถดำรงการปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องภายใต้แรงกดดัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อดุลอำนาจและเสถียรภาพของอินโด–แปซิฟิกในอนาคตต่อไป

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ธนวัฒน์ สมจิตร. “การทดสอบขีปนาวุธ: การสื่อสารทางยุทธศาสตร์และสัญญาณเตือนต่อภูมิภาค.” The 101.World, 7 สิงหาคม 2569.

Erickson, Andrew S., and Joel Wuthnow. “Barriers, Springboards and Benchmarks: China Conceptualizes the Pacific ‘Island Chains.’” The China Quarterly. Published in association with the China Maritime Studies Institute, U.S. Naval War College.

Indo Pacific Report. page.

ที่อยู่

196 Panichanan, Sukhumvit 71 Road , Khlong Tan Nuea, Watthana
Bangkok
10110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สมาคมภูมิภาคศึกษา The Association of Regional Studies in Thailand โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์