20/08/2026
การตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณบริการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่หากจะปรับวิธีจัดสรรงบ จำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้รอบด้านก่อน ทั้งในด้านความต่อเนื่องการรักษาของผู้ติดเชื้อ ภาระของโรงพยาบาล การจัดซื้อและบริหารยา ไปจนถึงผลต่อการป้องกันการแพร่เชื้อ
"ไม่ควรมองแค่ว่า งบประมาณเอดส์มีจำนวนเท่าไร แต่ต้องพิจารณาว่างบดังกล่าวช่วยให้ผู้ติดเชื้อเข้าถึงการรักษาอย่างไร ช่วยลดความเสี่ยงของโรงพยาบาลที่มีจำนวนผู้ป่วยแตกต่างกันอย่างไร และทำให้การรักษามีส่วนช่วยลดการแพร่เชื้อต่อได้อย่างไร หากจะปรับระบบ ต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งหมดนี้ด้วย"
- นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) และประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบและกำกับติดตามการเข้าถึงบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวัณโรค
#สปสช #เอชไอวี #เอดส์
“นิมิตร์ เทียนอุดม” ชำแหละเหตุผล “แยกงบดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว” พร้อมแจงค่าใช้จ่ายหลัก คือยาต้านไวรัส บริการตรวจติดตามที่ขาดไม่ได้ ย้ำหากดึงงบกลับไปรวม โรงพยาบาลที่ดูแลผู้ติดเชื้อจำนวนมากเสี่ยงแบกภาระหนัก เสี่ยงรับบริการรักษาไม่ต่อเนื่อง และกระทบผู้ป่วยกลุ่มโรคอื่น ย้ำเป็นบริการไม่เพียงดูแลสุขภาพผู้ติดเชื้อ แต่ช่วยลดโอกาสส่งต่อเชื้อ สกัดการแพร่ระบาด พร้อมแจงชัด ผู้ติดเชื้อรายใหม่ภาพรวมลดลง ต้องแยก “ผู้เพิ่งตรวจพบเชื้อ” กับ “ผู้ติดเชื้อรายใหม่” แนะกระตุ้นรณรรงค์ เน้นกลุ่มเยาวชน เร่งตรวจเชิงรุกและขยาย HIV self-test สกัดการแพร่เชื้อ
------------------------------
นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบและกำกับติดตามการเข้าถึงบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวัณโรค (ที่ปรึกษามูลนิธิเข้าถึงเอดส์) เปิดเผยว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) แยกงบสำหรับดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ รวมถึงบริการป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยงสูง ออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวอย่างชัดเจน เหตุผลสำคัญคือผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำเป็นต้องรับยาต้านไวรัสและตรวจติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่อยู่ในความดูแลไม่เท่ากัน หากนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมกับงบเหมาจ่ายรายหัวของโรงพยาบาลที่ได้รับ ซึ่งต้องใช้ดูแลผู้ป่วยโรคอื่นร่วมด้วย จะส่งผลให้โรงพยาบาลที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง และอาจกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มอื่นได้
ดังนั้น การแยกงบประมาณจึงทำให้โรงพยาบาลได้รับค่าบริการผู้ติดเชื้อตามการดูแล ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะเบิกจ่ายให้ตามหลักเกณฑ์และการบันทึกข้อมูลเบิกจ่ายครบถ้วน ซึ่งวิธีนี้นอกจากโรงพยาบาลไม่ได้รับผลกระทบแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ติดเชื้อด้วยว่าจะได้รับยาต้านไวรัสและการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการย้ายหน่วยบริการก็ตาม
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข