สถาบันครอบครัวไทย

สถาบันครอบครัวไทย เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

เพทนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาครอบครัวกับทุกคนที่จะได้รับประโยชน์จากข่าวสารและข้อมูลของเพทนี้

เชื่อว่าคุณเคยได้ยินคำพูดนี้ "หนังสือสร้างอนาคต"..หนังสือที่บ้านของคุณอาจวางอยู่เฉย ๆ แต่สำหรับเด็กอีกหลายคน มันคือประตู...
24/12/2025

เชื่อว่าคุณเคยได้ยินคำพูดนี้ "หนังสือสร้างอนาคต"
..หนังสือที่บ้านของคุณอาจวางอยู่เฉย ๆ แต่สำหรับเด็กอีกหลายคน มันคือประตูเปิดสู่โลกกว้างและความหวัง...

วันนี้มูลนิธิสถาบันครอบครัวไทย ร่วมกับ มูลนิธิสงเคราะห์ชาวไทย ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมรบริจาคหนังสือ (ทั้งใหม่และมือสอง) เพื่อสร้างห้องสมุดทดแทนของเดิมที่เสียหายเพราะถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ๋และสงขลา

สอบถามเพิ่มเติมที่ อ. จินตนา รักษาศรี
Line ID: jintana1463 หรือ โทร. 086 3880169

25/10/2025
การอบรมให้ความรู้นักเรียนเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมในวัยรุ่น ในโครงการ "อดเปรี้ยวไว้กิน...
21/06/2024

การอบรมให้ความรู้นักเรียนเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมในวัยรุ่น ในโครงการ "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" ซึ่งเทศบาลสมุทรปราการได้จัดงบประมาณให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ

โรงเรียนแรกที่สถาบันครอบครัวไทยเข้าไปให้การอบรมคือโรงเรียนสมุทรปราการ โดยนักเรียนที่เข้ารับการอบรมเป็นนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั้งระดับ

สาระสำคัญในการอบรมประกอบด้วย
1. วัยรุ่นและเพศสัมพันธ์ - เกมส์คงไม่สนุกนักถ้าคุณแพ้และเจ็บปวด
2. ความรัก ความใคร่ หรือความหลง
3. เป้าหมายและความใฝ่ฝันในชีวิต
4. การก้าวไปสู่การมีเพศสัมพันธ์
5. อดเปรี้ยวไว้กินหวานยังใช้ได้ผลเสมอ

สนใจจัดการอบรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมในวัยรุ่น (อดเปรี้ยวไว้กินหวาน) ติดต่อที่ฝ่ายประสานงานการอบรม อ. จินตนา รักษาศรี (086 3880169 หรือ Line: jintana1463)

สถาบันครอบครัวไทย
เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

พ่อแม่ที่ทำร้ายลูกศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทยปัจจุบันข่าวคราวเรื่อง “เยาวชนอันธ...
03/02/2024

พ่อแม่ที่ทำร้ายลูก
ศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)
ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย

ปัจจุบันข่าวคราวเรื่อง “เยาวชนอันธพาล” มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน การยกพวกตีกันดูจะเป็นเรื่องเล็กไปเลยหากเทียบกับการ “ฆ่าคน” อย่างเลือดเย็นและสนุกสนานของเยาวชนที่มีอายุ 12-13 ปีเท่านั้น

ในฐานะคนทำงานครอบครัว ผมถูกถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย เกิดอะไรขึ้นกับสถาบันครอบครัว แน่นอนมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ นั่นก็คือสาเหตุจากครอบครัว

วันนี้จึงขอนำบทความเกี่ยวกับ “พ่อแม่ที่ทำร้ายลูก” มาแบ่งปันกับทุกท่าน

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการรักเขามากเกินไป ผลก็คือเกิดภาวะรักจนหลง ลูกของตนถูกทุกอย่าง ลูกของตนดีกว่าคนอื่นเสมอ อันส่งผลให้ลูกกลายเป็นคนมี “อีโก้” สูง เชื่อมั่นตนเองในทางที่ผิด ๆ ดูถูกคน เป็นตัวปัญหา แต่ไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนสร้างปัญหา

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการตามใจลูกมากเกินไป ผลก็คือพ่อแม่กลายเป็นคนรับใช้ของลูก ส่วนลูกกลายเป็น “ลูกบังเกิดเกล้า” ที่พ่อแม่ต้องยอมให้เขาทุกอย่าง ที่หนักกว่านั้นก็คือ ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมตามที่ลูกต้องการลูกบางคนก็ถึงขั้นทุบตีทำร้ายพ่อแม่ก็มี

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ห้ามปรามและอบรมสั่งสอนเมื่อลูกทำผิด ผลก็คือลูกสูญเสียสามัญสำนึกในการแยกแยะถูกผิดดีชั่ว มองไม่เห็นเส้นแบ่งทางจริยธรรมว่าดีเป็นอย่างไร ชั่วเป็นอย่างไร จึงกลายเป็นนักเลงอันธพาล ระรานคนเขาไปทั่ว

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการให้เงินลูกเพียงอย่างเดียว ผลก็คือลูกไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ไม่เห็นคุณค่าของผู้ที่หา/และให้เงิน ยิ่งได้เงินมาก ยิ่งผลาญเงินเก่ง มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ และทั้ง ๆ ที่มีเงินใช้จ่ายมาก แต่กลับมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำ

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมให้ลูกเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง เพราะเกรงว่าหากให้ลูกทำอะไรด้วยตนเองแล้วเขาจะลำบาก ผลก็คือเมื่อโตขึ้นลูกกลายเป็น “ลูกแหง่” ที่พึ่งพาตนเองไม่ได้ ทำอะไรด้วยตนเองไม่เป็น ยิ่งเติบโตยิ่งเป็นตัวปัญหา

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี มัวแต่สนใจการทำมาหากิน แต่ไม่ลงทุนในการสร้างลูกให้เป็นปัญญาชน ผลก็คือลูกเติบโตแต่ตัว แต่ทว่ามีสติปัญญาที่ต่ำต้อย ขาดทักษะการคิด การใช้เหตุผล การทำงาน การเข้าสังคม เขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถร่วมเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเท่านั้นแต่ยังสร้างปัญหาให้สังคมอีกต่างหาก

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการทำแต่งานสังคมสงเคราะห์นอกบ้าน โดยลืมไปว่าคนที่ตนต้องสงเคราะห์ก่อน ดูแลก่อน ต้องให้ความรักก่อน ก็คือลูก ๆ ผลก็คือแม้พ่อแม่จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น สังคมสรรเสริญ แต่กลับเป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลวในบ้าน และลูกกลายเป็นเด็กที่ขาดความรัก ความอบอุ่น ไม่พร้อมจะแบ่งปันความรักและความอบอุ่นให้ใคร

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักยกย่องชมเชยลูกเมื่อเขาประสบความสำเร็จในการเรียน ในการทำงาน หรือในการทำกิจกรรมใด ๆ ก็ตาม ผลก็คือลูกกลายเป็นคนใจคอคับแคบ ยกย่องชมเชยใครไม่เป็น เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีความสำเร็จ เขาจึงเป็นคนขี้อิจฉาไปโดยไม่รู้ตัว

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักสอนเขาให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ผลก็คือ เมื่อโตขึ้น เขาจึงพร้อมผละหนีพ่อแม่ไปอย่างไม่รู้สึกผิด ไม่เห็นความจำเป็นว่าการเป็นลูกที่ดีนั้นจะต้องกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของตนอย่างไร

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนลูกให้รู้จักการเป็นผู้ให้ ผลก็คือเมื่อโตขึ้นเขาจึงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ คิดแต่จะกอบโกย คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่น

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมให้ลูกรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง ผลก็คือ ลูกกลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กล้าคิด ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำอะไร ไร้ภาวะผู้นำ

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนให้ลูกรู้จักสมบัติของผู้ดี ผลก็คือเขากลายเป็นคนหยาบกระด้างทั้งทางกาย ทางใจ ใจคอโหดร้าย ขาดความสุภาพอ่อนน้อม ขาดสัมมาคาราวะ ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักประมาณตน ไม่เห็นคุณค่าของระเบียบประเพณี กฎหมาย จารีตของสังคม ไม่เคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนดีของเพื่อนมนุษย์

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่แนะนำให้ลูกรู้จักคบเพื่อนที่ดี ผลก็คือรอบกายของเขาจึงมีแต่เพื่อนเทียม คอยประจบสอพลอ คอยหลอกล่อให้ทำความเลวทรามต่ำช้า ติดสุรา ยาเสพติด นำพาชีวิตไปในทางเสียหาย ตกอยู่ใต้อำนาจของอบายมุข สนุกสนาน

พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกเป็นคนรักการอ่าน รักการเรียนรู้ ผลก็คือเขากลายเป็นคนหูตาคับแคบ ขาดความรู้พื้นฐาน ขาดความรู้รอบตัว ขาดความกระตือรือร้น ไม่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การคิด การพูด การกระทำ ไม่เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ตามไม่ทันโลก เป็นคนว่างเปล่าทางความรู้ (รอบตัว) ความคิด และจิตใจ

ด้วยเหตุนี้เองพระคริสตธรรมคัมภีร์จึงสอนว่า “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะไม่พรากจากทางนั้น” (สภษ. 22:6)

#สถาบันครอบครัวไทย
#สถาบันครอบครัวไทยเพื่อการพัฒนาครอบครัว
#ครอบครัวเข้มแข็ง
#เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดี

ลูกวัยรุ่น ความท้าทายของพ่อแม่ศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทยศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่...
20/01/2024

ลูกวัยรุ่น ความท้าทายของพ่อแม่
ศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)
ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย
ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งความเชื่อแบ๊บติสต์

แม้จะรู้อยู่ว่าการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ที่สำคัญซึ่งเราได้รับมอบจากพระเจ้า แต่พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นก็รู้สึกวุ่นวายใจและบางครั้งอาจจะรู้สึกยุ่งยากใจในการเลี้ยงดูลูกที่เป็นวัยรุ่น นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของลูกวัยรุ่นที่เปลี่ยนไป

ไม่เพียงความดื้อรั้น การไม่เชื่อฟัง และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่ดูเหมือนเขาจะเชื่อเพื่อนและให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่าพ่อแม่เสียอีก มิหนำซ้ำยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาของเด็กวัยรุ่นในสมัยปัจจุบันซึ่งพ่อแม่ก็ไม่อยากให้มันเกิดกับลูกวัยรุ่นของตน

นี่คือเวลาแห่งความท้าทายของพ่อแม่ มันเป็นบททดสอบความเป็นมือชีพของพ่อแม่ ซึ่งเป็นบททดสอบเดียวกันกับพ่อของบุตรน้อยหลงหายในพระธรรมลูกา 15:11-24 ซึ่งจบลงอย่าง “มีความสุข” เพราะในที่สุดบุตรน้อยหลงหายคนนี้ก็กลับมาหาพ่อ แม้ไม่หวังว่าจะได้กลับมาอยู่ในฐานะลูก (ขอเป็นเพียงคนรับใช้ก็ดีใจ เพราะมันยังดีกว่าไปใช้ชีวิตตามลำพัง) แต่สำหรับพ่อคนนี้ การกลับมาของบุตรน้อยเป็นความชื่นชมยินดี เขาจัดงานฉลองและรับบุตรน้อยหลงหายคนนั้นกลับมาอยู่ในฐานะของบุตร พ่อคนนี้กล่าวถึงเหตุผลที่เขารู้สึกยินดีกับการกลับมาของบุตรน้อยว่า “เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก” (ลก. 15:24)

อะไรคือความท้าทายสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นวัยรุ่น

ประการแรก การปรับตัวของพ่อแม่เพื่อเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับบุตรของตน วิธีการต่าง ๆ ที่เคยใช้ได้ผลเมื่อลูกยังเด็กอยู่ จะหมดประสิทธิภาพทันทีเมื่อลูกก้าวพ้นวัยเด็กและย่างเข้าสู่วัยรุ่น ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของลูก โดยเริ่มจากการปรับความคิดว่าตอนนี้ลูกไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ อีกต่อไป ต่อมาปรับวิธีการในการเลี้ยงดูเขา

ประการที่สอง ความดื้อรั้นของลูกวัยรุ่น ช่วงเวลานี้เป็นช่วงของการค้นหาตัวตนของตนเอง เป็นช่วงเวลาที่ลูกจะฝึกฝนทักษะการคิดในรูปแบบที่ลึกซึ้งขึ้นและมีเหตุผลมากขึ้น ทำให้ลูกวัยรุ่นโต้แย้งหรือขัดขืนหรือคัดค้านความคิดของพ่อแม่ สำหรับลูกวัยรุ่น มันเป็นเวลาของการฝึกฝนและเตรียมพร้อมสู่ความเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่อาจจะตีความพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นความดื้อรั้นและการไม่เชื่อฟัง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่และลูกวัยรุ่นได้ไม่ยากนัก นี่คือความท้าทายอีกประการหนึ่งที่พ่อแม่ต้องเผชิญและต้องผ่านพ้นไปให้ได้พร้อมกับการนำพาลูกวัยรุ่นก้าวผ่านช่วงเวลาแห่ง “การฝึกฝน” นี้ไป และก้าวสู่วัยผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ

ประการที่สาม พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นอาจจะต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์บางอย่างของลูกวัยรุ่น เราที่เป็นพ่อแม่รู้ดีว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อลูกทั้งในปัจจุบันและในอนาคต แต่ลูกวัยรุ่นอาจจะไม่คิดด้วยซ้ำว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อเขาอย่างไร มิหนำซ้ำเขายังดึงดันที่จะทำในสิ่งที่พ่อแม่สั่งห้าม

ประการที่สี่ สิ่งที่เป็นความท้าทายของพ่อแม่คือทำอย่างไรให้ลูกวัยรุ่นรู้จักมองไปในอนาคต วัยรุ่นมักมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน ทำให้เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละวัน ๆ ที่ผ่านไปเขากำลังเติบโตขึ้นสู่ความเป็นผู้ใหญ่ สิ่งที่พ่อแม่อยากให้ลูกวัยรุ่นคิด คือ วันหนึ่งลูกจะต้องเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าไม่ได้เตรียมพร้อมในขณะที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น การก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะกลายเป็นเรื่องน่าห่วงไม่น้อยสำหรับพ่อแม่ เพราะในวัยผู้ใหญ่ลูกจะต้องดูแลตัวเอง ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง แต่ลูกจะไม่พร้อมเลยถ้าในช่วงที่เป็นวัยรุ่นไม่ได้มองไปในอนาคตว่าอีก 10-15 ปีข้างหน้าเขาจะเป็นอะไร และในขณะนี้เขาต้องทำอะไรบ้าง (และต้องไม่ทำอะไรบ้าง) เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับอนาคต

ประการสุดท้าย สิ่งที่ท้าทายพ่อแม่คือการไม่ใส่ใจในเรื่องฝ่ายวิญญาณของลูกวัยรุ่น ยิ่งในรายที่ไม่ได้รับการวางรากฐานฝ่ายวิญญาณอย่างดีในวัยเด็ก (เช่น พ่อแม่ไม่ได้ไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ พ่อแม่ไม่ได้เป็นแบบอย่างในชีวิตวิญญาณ ไม่ได้เข้าเรียนรวีฯ เป็นต้น) พระคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นที่ปวดใจของพ่อแม่ เช่น กรณีของโฮฟนีและฟีเนหัส บุตรชายของเอลีปุโรหิต ซึ่งประพฤติตัวอย่างไม่เหมาะสม และถูกพระเจ้าลงโทษ (1 ซมอ. 2:12-34) พระคัมภีร์ใช้คำที่รุนแรงมากเมื่อกล่าวถึงสองคนนี้ เช่น “คนอันธพาล” “คนไม่นับถือพระเจ้า” และ “คนดูหมิ่นของถวายแด่พระเจ้า” นี่คือตัวอย่างความไม่ใส่ใจในเรื่องฝ่ายวิญญาณ คงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากเห็นลูกวัยรุ่นของตนเองเป็นแบบโฮฟนีและฟีเนหัส ตรงกันข้าม พ่อแม่อยากเห็นลูกวัยรุ่นของตนเป็นแบบโยเซฟ ดาวิด ดาเนียลและเพื่อนทั้งสามคนของเขา และวัยรุ่นในพระคัมภีร์อีกมากมายหลายคนที่มีความเชื่อและความยำเกรงในพระเจ้า

ทั้งหมดนี้คือ “ความท้าทาย” ของพ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่น โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เป็นคริสเตียน คำท้าทายนี้เป็นเหมือนกับคำท้าทายของโกลิอัทที่มาร้องท้าชนชาติอิสราเอลให้ออกมาสู้กัน (1 ซมอ. 17:8-10) ไม่มีใครยอมรับคำท้านี้ นอกจากดาวิด และโดยการช่วยเหลือของพระเจ้า ดาวิดคือผู้มีชัยชนะ

เช่นเดียวกัน... ลูกวัยรุ่นกำลัง “ท้าทาย” การเป็นพ่อแม่ของเราอยู่ แต่สำหรับพ่อแม่คริสเตียน ท่านไม่ต้องกลัวที่จะรับคำท้าทายนี้ เพราะเราจะมีชัยชนะโดยการช่วยเหลือของพระเจ้าเช่นกัน เพราะเราจะไม่รับคำท้าทายนี้ด้วยกำลังของเรา แต่เราจะพึ่งพระเจ้า เราจะพูดกับลูกวัยรุ่นที่กำลังท้าทายเราเหมือนกับที่ดาวิดตอบโกลิอัทในวันนั้นว่า “ท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยดาบ ด้วยหอก และด้วยหอกซัด แต่ข้าพเจ้ามาหาท่านในพระนามแห่งพระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่งกองทัพอิสราเอล... ในวันนี้พระเจ้าจะทรงมอบ ท่านไว้ในมือข้าพเจ้า” (1 ซมอ. 17:45-46)

การสู้รบในวันนั้นจบลงด้วยชัยชนะอย่างงดงามของดาวิด เช่นเดียวกัน ท่านที่เป็นพ่อแม่ของลูกวัยรุ่น ชัยชนะอย่างงดงามรอท่านอยู่ จงรับคำท้าทายนั้น ออกไปต่อสู้ด้วยการพึ่งพระเจ้า และเมื่อวันเวลาแห่งการเลี้ยงดูลูกวัยรุ่นผ่านพ้นไป ท่านจะพบกับพระพรและความชื่นชมยินดี จะมีวันหนึ่งที่ลูกวัยรุ่นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะพูดว่าขอบคุณพ่อแม่ที่ยอมรับคำท้าทายของวัยรุ่น และเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ความอดทน และพึ่งพระเจ้า จนเขาสามารถมีวันนี้ได้ คือ วันที่เขาสามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้

กลไกป้องกันตัวเองศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งความเชื่อแบ๊บติสต์ผู้อำนวยการสถาบันครอบค...
08/01/2024

กลไกป้องกันตัวเอง
ศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)
ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งความเชื่อแบ๊บติสต์
ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย

ในหนังสือเรื่อง “แบบจำลองซาเทียร์” (The Satir Model) เขาพูดถึงกลไกการป้องกันตัวเองเพื่อความอยู่รอด (Survival Coping Stances) ซึ่งก็คือรูปแบบพฤติกรรมที่มักแสดงออกเมื่อเจอกับปัญหา เผชิญกับความเครียด แบ่งได้เป็น 5 พฤติกรรมใหญ่ โดยอธิบายผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวเอง (self), คนอื่น (other) และบริบท (context)

กลไกแรก ตำหนิ (Blaming) คือ ใช้การตำหนิปิดบังความกลัว ยึดว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อถือคือสิ่งถูกต้อง ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้อง หลายครั้งนำไปสู่ความหวาดระแวงผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ผู้ที่มักป้องกันตัวเองด้วยการตำหนิ จะสนใจแต่บริบทและสิ่งที่ตัวเองเชื่อเท่านั้น ไม่สนใจคนอื่น

กลไกที่สอง เอาใจ (Placating) คือทำตัวเป็น Mr. หรือ Mrs. Yes มักยอมทำตามสิ่งที่ผู้อื่นขอโดยไม่สนใจความรู้สึกตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ การปฏิเสธ หรือความรู้สึกบาดหมางระหว่างกัน เคารพคนอื่น แต่ไม่เคารพตัวเอง คนที่ใช้กลไกนี้จะสนใจบริบทและคนอื่น แต่ไม่สนใจตัวเอง

กลไกที่สาม นักเหตุผล (Super¬ reasonable) เป็นพวก ‘มนุษย์เหตุผล’ มักชอบอ้างงานวิจัยหรือข้อมูลมาสนับสนุนทัศนะของตน เพื่อพิสูจน์ว่าที่เราคิดนั้นถูกต้องเสมอ บางทีก็ใช้คำพูดที่เป็นนามธรรม สนใจบริบท ไม่สนใจตัวเองและคนอื่น สนใจที่ความถูกต้องเป็นหลัก คนอื่นจึงมักมองคนที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ว่าเป็นคนเจ้าหลักการ ติดกรอบ ไม่ยืดหยุ่น เย็นชา ไร้ชีวิตชีวา คนอื่นจึงมักมองคนที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ว่าเป็นคนเจ้าหลักการ ติดกรอบ ไม่ยืดหยุ่น เย็นชา ไร้ชีวิตชีวา และน่าเบื่อ

กลไกที่สี่ เฉไฉ (Irrelevant) สนใจทั้งตัวเอง ผู้อื่น และบริบท มีบุคลิกสนุกสนานเฮฮาและเข้าไปอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ทุกวง ดึงดูดความสนใจของตัวเองและคนอื่นให้หลุดออกจากความเครียดได้เก่ง บทสนทนามักเป็นเรื่องทั่วไปแต่ไม่จับยึดที่แก่นเรื่อง บางครั้งดูกระวนกระวาย หรือมีปฏิกิริยาล้นเกิน

กลไกที่ห้า กลมกลืน (Congruence) ไม่ต้องใช้กลไกป้องกันตัวใดๆ เลย เป็นภาวะที่ยอมรับ สมดุล เชื่อมโยง ยอมรับ หรือรู้สึกสงบอยู่ในภาวะนั้นๆ

การให้คำปรึกษาบนพื้นฐานของ Satir Model ซึ่งเป็นการจำลองภาพ “ภูเขาน้ำแข็ง” กลไกการป้องกันตัวเองเป็นส่วนที่อยู่ใต้น้ำ นอกจากนั้นยังมีความรู้สึก การรับรู้ ความคาดหวัง ความต้องการ และตัวตน

--------------------------
ส่วนหนึ่งจากชั้นเรียนวิชา Pastoral Counseling
สอนโดย ศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี
สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (ฺฺบีไอที)

เตรียมลูกเพื่องานในอนาคต (EP #1)ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทยผลการวิจัยระบุอย่างชัดว่...
22/12/2023

เตรียมลูกเพื่องานในอนาคต (EP #1)
ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)
ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย

ผลการวิจัยระบุอย่างชัดว่าพ่อแม่ ครู เพื่อนๆ และสื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเลือกอาชีพของลูก ๆ ของเรา แต่ในบรรดา “อิทธิพล” เหล่านี้ ดูเหมือนพ่อและแม่จะมีอิทธิพลที่ต่ออาชีพในอนาคตของลูกมากยิ่งกว่าใคร ๆ ดังนั้นพ่อแม่จึงมีความรับผิดชอบในการช่วยชี้นำและส่งเสริมอาชีพในอนาคตของลูกของตน ลูกสาวกผมเรียนจิตวิทยาและชื่นชอบการอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับจิตวิทยา ครอบครัว และการพัฒนา นั่นเป็นเพราะเขาเห็นผมทำอย่างนี้มาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กเล็ก ๆ ทีละเล็กทีละน้อย เขาค่อย ๆ ซึมซับสิ่งเหล่านี้เข้าไป และกลายเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบในที่สุด

พ่อแม่ทุกคนรู้ว่าความรับผิดชอบของการพ่อแม่ไม่ใช่แค่เลี้ยงลูกให้รอดปลอดภัยและเติบโตเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการ “เตรียมชีวิต” สำหรับอนาคตด้วย และเรื่องหนึ่งในการเตรียมชีวิตก็คือการเตรียมลูกสู่งานอาชีพที่เหมาะสมกับเขา และเป็นอาชีพที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับเขา ซึ่งจะทำให้เขาได้ใช้ศักยภาพและความสามารถที่พระเจ้าประทานให้อย่างเต็มที่ พร้อมกับเป็นที่ที่เขาจะปรนนิบัติพระเจ้าไปพร้อม ๆ กัน

มีแนวทาง 3 ประการที่พ่อแม่จำเป็นต้องรู้และต้อง เพื่อหนุนนำและช่วยลูก ๆ ของตนไปสู่อาชีพที่เหมาะสำหรับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเด็กเล็ก ได้แก่ 1) การจัดการกับภาวะทางอารมณ์ของพ่อแม่ 2) พ่อแม่ต้องตื่นตัว รู้จักสังเกต และส่งเสริมความสามารถต่าง ๆ ในตัวลูก 3) พ่อแม่ต้องรู้ถึงทักษะอันเป็นเอกลักษณ์ของลูกและส่งเสริมเขา

พ่อแม่ต้องจัดการกับภาวะทางด้านอารมณ์ของตนเองเสียก่อน
การหนุนนำและช่วยลูก ๆ ของเราเริ่มต้นที่ตัวของพ่อและแม่ก่อน เพราะทั้งสองคนเป็น “สถาปนิกและวิศวกร” แห่งชีวิตในการออกแบบและปั้นแต่งชีวิตลูกทุกวัน ๆ ซึ่งอย่างน้อย ๆ ก็ 18-20 ปี พ่อแม่มีภาวะทางอารมณ์เป็นอย่างไรก็มักจะซึมซับและเหนี่ยวนำให้ลูกมีภาวะอารมณ์ไปในทิศทางเดียวกันด้วย หากพ่อหรือแม่ หรือทั้งพ่อและแม่มีภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนอยู่บ่อย ๆ ก็จะส่งผลให้ลูก ๆ ได้รับภาวะอารมณ์แปรปรวนของพ่อกับแม่ไปเก็บไว้ในบุคลิกภาพของเขาด้วย

ภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนอาจหมายถึงความเป็นคนฉุนเฉียว เจ้าอารมณ์ ขี้บ่น ขี้น้อยใจ ช่างตำหนิ อิจฉาริษยา วิตกกังวล เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถถ่ายทอดไปถึงลูก ๆ ได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะเด็กเล็ก

โดโรธี ลอว์ นอลตี้ เขียนไว้ในหนังสือ Children Learn What They Live ไว้อย่างน่าฟังว่า

ถ้าเด็กโตมากับคำตำหนิ เขาจะเป็นคนที่ช่างว่าช่างติคนอื่น
ถ้าเด็กโตมากับความเป็นไม่เป็นมิตร เขาจะเป็นคนที่ชอบการทะเลาะเบาะแว้ง
ถ้าเด็กโตมากับความกลัว เขาจะเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
ถ้าเด็กโตมากับคำวิจารณ์ เขาจะเป็นคนที่ขี้อาย
ถ้าเด็กโตมากับความอิจฉา เขาจะเป็นคนที่ริษยาคนอื่น
ถ้าเด็กโตมากับความอาย เขาจะเป็นคนที่มีแต่ความรู้สึกผิด
ถ้าเด็กโตมากับกำลังใจ เขาจะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่น
ถ้าเด็กโตมากับการยอมรับ เขาจะเป็นคนที่มีความรัก
ถ้าเด็กโตมากับการแบ่งปัน เขาจะเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวาง
ถ้าเด็กโตมากับความเป็นธรรม เขาจะเป็นคนที่ยุติธรรม
ถ้าเด็กโตมากับความเมตตา เขาจะเป็นคนที่ให้เกียรติและเคารพคนอื่น
ถ้าเด็กโตมากับความมั่นคง เขาจะเป็นคนที่มีความเชื่อ
ถ้าเด็กโตมากับมิตรภาพ เขาจะมองโลกนี้ด้วยสายตาที่สวยงาม

เมื่อลูกเติบโตขึ้น พร้อมกับบุคลิกภาพที่แปรปรวนซึ่งเป็นมรดกมาจากพ่อแม่ ไม่ว่าเขาจะไปทำอาชีพอะไรในอนาคต ก็มักจะมีปัญหาในทุกอาชีพเช่นกัน ดังนั้นลูก ๆ ของเราจึงไม่ควรดูดซับความวิตกกังวล ความฉุนเฉียว อารมณ์ร้าย และอารมณ์ค้างต่าง ๆ ของพ่อแม่ไปด้วย เด็กที่ดูดซับอารมณ์ของพ่อแม่บ่อย ๆ มักจะเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ขาดความสุข

ทุกวันนี้คนไทยเราใช้เวลาทำงานอาทิตย์ละ 40–60 ชั่วโมง ปัญหาภาวะอารมณ์แปรปรวนของคนในที่ทำงาน ผสมกับปัญหาของงาน การแข่งขัน การจราจร ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ย่อมก่อให้เกิดปัญหามากมายในสถานที่ทำงาน และลุกลามติดตามกลับไปยังครอบครัวได้ถ้าไม่ระมัดระวัง และคนที่จะรับผลกระทบนี้จากพ่อแม่ก็คือลูก ๆ ของเรา ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อเขาเลย ดังนั้นพ่อแม่ที่รักทุกท่าน ขอได้โปรดจัดการกับภาวะทางอารมณ์ของตนเองให้เข้าที่เข้าทาง ความตึงเครียด ความกดดัน หรือแม้กระทั่งมรดกทางอารมณ์ที่แปรปรวนซึ่งได้รับมาจากพ่อแม่ เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คุณจะต้องหยุดมัน ไม่เช่นนั้น มันจะกลายเป็น “มรดก” ไปยังลูก ๆ ของคุณ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเขา

นี่คือเหตุผลที่พระคัมภีร์เตือนพ่อแม่ทุกคนว่า “ฝ่ายท่านผู้เป็นบิดา อย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ แต่จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอน และการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (อฟ. 6:4) โคโลสี 3:21 เพิ่มคำว่า “เกรงว่าเขาจะท้อใจ”

ภาวะทางอารมณ์ที่แปรปรวนของพ่อแม่ที่ไม่ได้รับการจัดการ คือ การ “ยั่วบุตรให้เกิดโทสะ” และ “ทำให้เขาท้อใจ” ยิ่งกว่านั้น มันจะค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในบุคลิกภาพของลูก และกลายเป็น “รากขมขื่น” ที่เป็นผลต่อการเป็นผู้ใหญ่ อาชีพการงาน และการใช้ชีวิตของเขาในอนาคต สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์จึงกำชับผ่านอัครทูตของพระองค์ว่า “แต่จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอน และการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

#สถาบันครอบครัวไทย
#สถาบันครอบครัวไทยเพื่อการพัฒนาครอบครัว
#ครอบครัวเข้มแข็ง

Having a devoted wife like you is one of my biggest achievements in life. Happy anniversary, my love!
10/12/2023

Having a devoted wife like you is one of my biggest achievements in life. Happy anniversary, my love!

โรคดื้อและต่อต้านดร. สมใจ รักษาศรีผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทยเด็กที่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดและมีพฤติกรรมรุนแรงต่อพ่อแม่หรือ...
08/12/2023

โรคดื้อและต่อต้าน
ดร. สมใจ รักษาศรี
ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย

เด็กที่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดและมีพฤติกรรมรุนแรงต่อพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เป็นประจำ อาจเป็นไปได้ว่าเขาเป็นโรคดื้อและต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder) หรือ โอดีดี (ODD)

สมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาได้ให้นิยามไว้ว่า “เป็นรูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่องของการไม่เชื่อฟังที่แสดงออกด้วยอารมณ์โกรธเป็นหลัก รวมไปถึงการทำตนเป็นปรปักษ์และดื้อด้านต่อผู้ใหญ่เป็นประจำในระดับที่มากเกินกว่าเด็กปกติทั่วไป เด็กที่มีความผิดปกติดังกล่าวดูภายนอกแล้วจะเป็นเด็กที่ดื้อมากและโกรธง่าย”

ปกติแล้วพฤติกรรมดื้อและไม่เชื่อฟังของเด็กนั้นเป็นเรื่องไม่เหนือความคาดหมาย พฤติกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 2-3 ขวบ หรือวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามการมีพฤติกรรมต่อต้านอย่างเปิดเผยนั้นอาจกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลได้ และหากเด็กมีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นประจำจนถึงขั้นที่รุนแรงกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน

ลักษณะของโรคดื้อและต่อต้าน
โรคดื้อและต่อต้านจะมีอาการหลักๆ ดังต่อไปนี้ติดต่อกันเป็นนิสัยมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ได้แก่ ความอดทนต่ำ เถียงผู้ใหญ่หรือคนที่โตกว่า ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งและกฎเกณฑ์ ตั้งใจทำให้คนอื่นรำคาญ หงุดหงิดและอารมณ์เสียง่าย โกรธเคือง เจ้าคิดเจ้าแค้น มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีปัญหาในการเรียน ไม่ยอมทำตามที่ผู้ใหญ่บอก ไม่เชื่อฟัง ทำตัวเป็นปรปักษ์กับผู้ใหญ่

การเลี้ยงดูลูกที่ดื้อและต่อต้าน
การเลี้ยงลูกที่มีภาวะดื้อและต่อต้านเป็นงานท้าทายอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่จากผลการศึกษาเด็กที่เป็นโรคดื้อหลาย ๆ ชิ้นก็ชี้ตรงกันว่าเด็กสามารถดีขึ้นได้หากได้รับการดูแลเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมจากคนในครอบครัว

1. คอยสังเกตพฤติกรรมของลูก พ่อแม่ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของลูกเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและตรงจุด นอกจากสังเกตพฤติกรรมที่บ้านแล้ว ก็ยังต้องขอความร่วมมือไปยังครูให้ช่วยสอดส่องและดูแลพฤติกรรมของลูก เพราะเด็กบางคนมีปัญหามากเมื่ออยู่ที่โรงเรียน บ้างมีปัญหามากเมื่ออยู่กับเพื่อน ๆ พ่อแม่จึงต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดลูกในเวลานั้น ช่วยดูแลเป็นหูเป็นตาให้
2. ใจเย็นและควบคุมอารมณ์ให้ได้ พ่อแม่ต้องข่มอารมณ์ตัวเองและรับมือความดื้อและการต่อต้านของลูกอย่างใจเย็น จากนั้นจึงค่อยบอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำไม่ดีอย่างไร และบอกเขาว่าลูกควรทำอย่างไรให้ถูกต้อง อย่าพยายามเอาชนะด้วยการตวาดหรือใช้กำลังกับลูก เพราะเด็กอาจซึมซับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนี้ไปใช้ด้วย

3. ตั้งกฎที่ต้องการให้ลูกปฏิบัติตามอย่างชัดเจน บทบาทหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพ่อแม่คือการอบรมสั่งสอนบุตร แต่เด็กที่มีอาการดื้อและต่อต้านมักพยายามละเมิดกฎเกณฑ์อยู่เสมอ อีกทั้งไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองผิด ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งกฎหรือข้อตกลงที่ลูกต้องเคารพและปฏิบัติตามไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญที่สุดของการตั้งกฎคือต้องเป็นข้อตกลงที่คุณกับลูกมีร่วมกัน และควรเป็นกฎที่มีความเหมาะสม

4. ไม่ใจอ่อนกับบทลงโทษที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว หากลูกทำผิดจากกฎที่ตกลงกันไว้ ก็ต้องลงโทษลูกด้วยบทลงโทษที่ตกลงไว้แล้วว่าเขาจะต้องเผชิญหากมีพฤติกรรมไม่น่ารัก และต้องลงโทษเช่นนั้นทุกครั้ง ไม่อ่อนข้อหรือยกเว้น เพราะเด็กที่มีอาการดื้อต่อต้านจะได้ใจ และไม่เชื่อหรือเคารพในกฎที่ได้ตกลงกันไว้อีกต่อไป

5. เน้นความสัมพันธ์ในด้านบวกกับลูกแม้วันที่เขาทำตัวไม่น่ารัก เด็กที่เป็นโรคดื้อมีโอกาสถูกทำโทษได้บ่อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ จึงเป็นไปได้ว่าเด็ก ๆ จะฝังใจว่าพ่อแม่ไม่รักเขา ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหาเวลาพูดคุยและอยู่ใกล้ชิดกับลูก ด้วยการทำกิจกรรมที่ลูกชอบร่วมกัน และทำเช่นนั้นเป็นประจำ แม้ในวันที่เขาเพิ่งจะทำตัวไม่น่ารักมาก็ตาม จากการศึกษาพบว่าการทำเช่นนี้ส่งผลดีต่อการปรับปรุงพฤติกรรมของลูกในระยะยาว

6. อย่าเอาความดื้อรั้นของลูกมาเป็นอารมณ์ แม้พฤติกรรมของเด็กที่เป็นโรคดื้อนั้นจะเป็นความดื้อรั้นชนิดที่คุณแทบทนไม่ได้ก็ตาม แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องระลึกไว้ว่า นั่นเป็นเพราะลูกมีภาวะผิดปกติด้านอารมณ์และพฤติกรรม และมีคุณเท่านั้นที่จะช่วยปรับปรุงแก้ไขให้พฤติกรรของเขาดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นแม้จะรู้สึกโกรธที่ลูกทำตัวไม่น่ารัก ก็ขออย่าได้เก็บมาเป็นอารมณ์โกรธส่วนตัว จะอย่างไรก็จงให้ความรักความเข้าใจแก่เขา และพยายามช่วยเขาปรับปรุงพฤติกรรม เพื่อให้ลูกเติบโตไปเป็นเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เป็นปัญหาต่อผู้อื่นในอนาคต

7. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หากการรับมือกับความดื้อต่อต้านของลูกดูจะกลายเป็นสิ่งที่เริ่มจะเกินกำลังของคุณแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ได้ทันที เช่น นักจิตเวชเด็กที่จะสามารถให้คำแนะนำ และวิธีการที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับพ่อแม่ที่เป็นคริสเตียน สิ่งที่คุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอคือการอธิษฐานเผื่อลูก ทูลขอให้พระเจ้าทรงปกป้องดูแลเขา ทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยเขาและนำชีวิตของเขา เพื่อให้เขามีชีวิตที่ถูกต้องและชอบธรรม

#สถาบันครอบครัวไทย
#สถาบันครอบครัวไทยเพื่อการพัฒนาครอบครัว
#ครอบครัวเข้มแข็ง

บทสนทนาพ่อลูกดร. สมใจ รักษาศรีผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย ชายชราวัย 70 คนหนึ่งคุยกับลูกชายที่เพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้าน หลัง...
05/12/2023

บทสนทนาพ่อลูก
ดร. สมใจ รักษาศรี
ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย

ชายชราวัย 70 คนหนึ่งคุยกับลูกชายที่เพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้าน หลังจากแต่งงานย้ายครอบครัวออกไปหลายปี

ชายชรา: แจ๊ค (ชื่อลูกชาย) นั่นอะไรลูก พ่อมองเห็นลาง ๆ
แจ๊ค: อ๋อ วัวน่ะพ่อ

เวลาผ่านไป 2-3 นาที
ชายชรา: แจ๊ค นั่นอะไรลูก
แจ๊ค: วัวตัวเดิมนั่นแหละพ่อ มันยังไม่ไปไหนเลย

ผ่านไปอีก 2-3 นาที
ชายชรา: แจ๊ค นั่นอะไรอีกละลูก
แจ๊ค: (เริ่มหงุดหงิด) วัว...พ่อ...วัว วัวตัวเดิมที่เพิ่งถามนั่นแหละ

เวลาผ่านไปอีก 2-3 นาที
ชายชรา: แจ๊ค นั่นอะไรลูก
แจ๊ค: (เริ่มทนไม่ไหว) เอ๊ะ..พ่อ ถามซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ได้ ผมจะบอก
เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะว่ามันคือวัว...

ผ่านไปอีก 2-3 นาที
ชายชรา: แจ๊ค นั่นอะไรน่ะลูก
แจ๊ค: โอ๊ย! พ่อเลอะเลือนแล้ว พูดไม่รู้เรื่องเลย ผมไม่อยากคุยกับ
พ่อแล้ว

แล้วแจ๊คก็ผละจากพ่อไปอย่างอารมณ์เสียเป็นที่สุด เวลาผ่านไป จวบจนตอนเย็น ได้เวลาอาหารค่ำ เมื่อไม่เห็นผู้เป็นพ่อลงมา แจ๊คจึงเดินขึ้นไปตามที่ห้อง ที่นั่น เขาได้พบชายชรานั่งเหม่อลอย ข้าง ๆ มีไดอารี่เก่า ๆ เล่มหนึ่งที่เพิ่งเขียนบันทึกของวันนี้เสร็จ

แจ๊คถือวิสาสะเข้าไปอ่าน ความว่า...ครั้งหนึ่งเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว เรามีลูกชายคนหนึ่งที่เรารักมากที่สุด เราตั้งชื่อเขาว่า...แจ๊ค ในวันที่อากาศแจ่มใสวันหนึ่ง เราพาแจ๊คออกไปเดินเล่น ตอนนั้นแจ๊คกำลังพูดได้เก่งทีเดียว เราพาเขาไปนั่งที่สวนหลังบ้าน พอดีมีวัวผ่านมา...

แจ๊คถามเราว่า พ่อ นั่นอะไร...วัวไงลูก เราตอบ เวลาผ่านไป อีกไม่ถึงนาที แจ๊คก็ถามคำถามเดิมเราอีก เราก็ตอบเช่นเดิมอีก เป็นอย่างนี้อยู่ถึง 25 ครั้ง เราไม่เคยเบื่อหน่ายเลยที่จะตอบคำถามเดิม ๆ เหล่านั้น เรากลับรู้สึกดีใจอย่างที่สุดที่ลูกสนใจเราอย่างไม่เบื่อหน่าย

แต่ในวันนี้ ณ ที่แห่งเดิม คน 2 คน ที่เคยถามคำถามเดียวกัน หากแต่ว่าเราเป็นฝ่ายถาม แจ๊คเป็นฝ่ายตอบ... เพียง 5 ครั้งเท่านั้น ลูกก็ตวาดเสียงดังใส่เรา หาว่าเราเลอะเลือน รังเกียจแม้แต่จะคุยกับเราต่อไป...

เมื่ออ่านจบแจ๊ครู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ พ่อเลี้ยงเขามาอย่างดี แต่วันนี้สิ่งที่เขาทำให้ท่านคือ การตวาดเสียงดัง ไม่พูดด้วย แล้วก็เดินหนีไป เขาตระหนักว่า เขาได้ทำสิ่งผิดพลาดซึ่งเขาเองแทบไม่รู้ตัว

คุณล่ะ วันนี้คุณได้ทำอะไรดี ๆ ให้ท่านเหล่านั้นหรือยัง?

Happy Father’s Day
ดร. สมใจ รักษาศรี

พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งความเชื่อแบ๊บติสต์ผู้อำนวยการสถาบันครอบ...
29/11/2023

พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)
ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งความเชื่อแบ๊บติสต์
ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย

นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมก้าวร้าวออกเป็น 2 ประเภทคือ 1) พฤติกรรมก้าวเยี่ยงศัตรู (hostile aggression) เป็นพฤติกรรมก้าวร้าวที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้อื่น 2) พฤติกรรมก้าวร้าวที่เป็นเครื่องมือ (instrumental aggression) เป็นพฤติกรรมก้าวร้าว (ใช้กำลัง ข่มขู่) เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ

แต่ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวแบบใดก็ตาม ล้วนเป็นปัญหากับคนรอบข้างทั้งสิ้น อย่างที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังอยู่ขณะนี้ มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้เด็ก ๆ ของเรามีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง

1. สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก เพราะว่าพฤติกรรมทุกอย่างเกิดจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น พ่อแม่ รูปแบบการเลี้ยงดู สื่อ เกมส์ คำพูดของคนรอบข้าง ฯลฯ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

2. เกิดจากตัวเด็กเอง บางคนอาจมีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรงเป็นพื้นฐานของจิตใจ

3. โตมากับความก้าวร้าวรุนแรง คือ พ่อแม่อาจใช้อารมณ์ในการตัดสินเด็ก เช่น การดุด่าว่ากล่าวแรงๆ การใช้กำลัง เป็นต้น หรือแม้แต่ในพ่อแม่ที่ใช้ความรุนแรงต่อกัน

4. ถูกตามใจก็มีส่วนที่ทำให้เด็กมีปัญหาความก้าวร้าวได้ อย่างในเวลาที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะไม่มีใครสามารถขัดใจได้ ตัวอย่างที่พบบ่¬¬อยคือเด็กที่ลงไปนอนดิ้นกับพื้น แล้วสุดท้ายพ่อแม่หรือผู้ปกครองอื่นๆ ก็จะยอมให้ในสิ่งที่เด็กต้องการ

5. ถูกยั่วหรือถูกกลั่นแกล้งให้โกรธ (บางทีอาจเป็นความสนุกของผู้ใหญ่) เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ใช่เพียงแต่ความโกรธเท่านั้นที่มีผลต่อเด็ก แต่รวมไปถึง ความอิจฉา ความโลภ ความกลัว และความหมดหวัง

6. พันธุกรรม มีหลักฐานแสดงว่าพื้นฐานอารมณ์ และความผิดปกติต่างๆ เช่น โรคสมาธิสั้น โรคอยู่ไม่สุข และภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ซึ่งภาวะเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว

7. การมีรูปแบบความผูกพันแบบไม่มั่นคง (insecure attachment) และแบบสับสน (disorganized attachment)

8. โรคหรือการบาดเจ็บที่ส่งกระทบต่อสมอง เช่น สมาธิสั้น โรคลมชัก

9. พ่อแม่มีรูปแบบการเลี้ยงดูที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น แบบเผด็จการ ควบคุม เอาใจ ทอดทิ้ง รวมถึงความไม่เข้ากันระหว่างพ่อแม่และลูก ทำให้มีผลกระทบต่ออารมณ์ของพ่อแม่ และส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูกได้

10. ความรุนแรงในครอบครัว

11. เด็กขาดต้นแบบที่ดี เช่น สมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ที่ให้คุณค่าและเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่ไม่ก้าวร้าว ขณะเดียวกันก็ได้รับอิทธิพลทางลบจากสิ่งแวดล้อม เช่น สื่อต่างๆ ที่สะท้อนถึงความรุนแรง

12. ไม่ได้รับการฝึกฝนวินัย

13. สื่อที่ส่งเสริมความรุนแรงที่เด็กรับทุกวัน ๆ เช่น เกมส์ที่เด็กเล่น หนังที่เด็กดู สื่อสาธารณะต่าง ๆ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกก้าวร้าวได้อย่างไร?

1. หลีกเลี่ยงการทำโทษที่เป็นการใช้ความรุนแรง หากพ่อแม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ลูกก็จะซึมซับสิ่งเหล่านั้นด้วย

2. เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการควบคุมอารมณ์และการจัดการความโกรธ

3. สอนให้ลูกแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่ดีและไม่ดีอย่างเหมาะสม

4. สนับสนุนให้ลูกพูดคุยถึงปัญหาที่มี และสอนทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ

5. ให้รางวัลเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและไม่ก้าวร้าว โดยการแสดงความชื่นชมและภาคภูมิใจ

6. กำหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน ว่าพฤติกรรมใดพึงประสงค์ พฤติกรรมใดไม่พึงประสงค์ และติดตามพัฒนาการ โดยใช้การเสริมแรงทางบวกร่วมด้วย เช่น ให้รางวัลพิเศษ หรือพาไปทำกิจกรรมที่ชอบ

7. เอาใจใส่และให้ความรักความเข้าใจ เลี้ยงดูลูกแบบให้การสนับสนุนและให้ความอบอุ่น หลีกเลี่ยงรูปแบบการเลี้ยงดูแบบเผด็จการ ควบคุม เอาใจ หรือทอดทิ้ง

8. สอนให้ลูกฝึกมองจากมุมมองของผู้อื่นหรือมุมมองที่ต่างออกไป เพราะเด็กที่ก้าวร้าวมักตีความเจตนาหรือพฤติกรรมของผู้อื่นผิดไป และมักตอบสนองอย่างก้าวร้าว

9. บอกเตือนล่วงหน้าก่อนหมดเวลาเล่นของเล่นหรือทำกิจกรรมบางอย่าง เพราะการสั่งให้หยุดในทันทีมักจะทำให้เด็กฉุนเฉียว

10. ควบคุมการรับสื่อและการเล่นเกมส์ให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงเนื้อหาที่มีความรุนแรง และคอยให้คำแนะนำ

#สถาบันครอบครัวไทย
#สถาบันครอบครัวไทยเพื่อการพัฒนาครอบครัว
#ครอบครัวเข้มแข็ง

ที่อยู่

6/142 Stree Wittaya 2, Ladprao
Bangkok
10230

เบอร์โทรศัพท์

+6629354970

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สถาบันครอบครัวไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สถาบันครอบครัวไทย:

แชร์