10/07/2026
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสพบผู้คนมากมายที่ต้องต่อสู้ เพื่อให้มีชื่อในทะเบียนบ้าน มีสัญชาติไทย มีตัวตนตามกฎหมาย
เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่มีวันลืม ..
ตอนที่ 1 : เด็กหญิงวัย 7 ขวบที่กำลังจะไม่มีที่เรียน
วันที่ 10 เมษายน 2552
วันนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กหญิงวัยประมาณ 7 ขวบ มาหาฉัน
สิ่งที่เธอกังวลไม่ใช่เรื่องค่าเทอม ไม่ใช่เรื่องชุดนักเรียน และไม่ใช่เรื่องค่าใช้จ่าย
แต่เป็นคำถามง่าย ๆ เพียงคำถามเดียว
“ลูกจะได้เรียนหนังสือไหม”
เด็กหญิงคนนี้กำลังจะถึงวัยเข้าเรียน แต่เธอไม่มีสูติบัตร ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน และไม่เคยมีการแจ้งเกิด
ผู้หญิงที่พาเธอมา ไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิด แต่เป็นแม่ผู้เลี้ยงดู
เธอเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน มีหญิงคนหนึ่งนำเด็กวัยประมาณ 2 เดือนมาฝากเลี้ยง โดยตกลงว่าจะจ่ายค่าจ้างเลี้ยงดู
เดือนแรกยังกลับมาเยี่ยมลูก และนำเงินมาให้ตามที่ตกลงกันไว้
หลังจากนั้น…
ก็หายไป
ไม่เคยกลับมาอีกเลย
เมื่อแม่ของผู้เลี้ยงดูเสียชีวิต เธอจึงรับหน้าที่เลี้ยงเด็กคนนี้ต่อเพียงลำพัง
เวลาผ่านไป เด็กหญิงตัวน้อยเติบโตขึ้น จนถึงวัยที่เด็กทุกคนควรได้สะพายกระเป๋าไปโรงเรียน
แต่เด็กคนนี้กลับมีคำถามที่เด็กคนอื่นไม่เคยต้องเจอ
“หนูจะได้เรียนไหม”
เราพาเธอไปติดต่อโรงเรียน
โรงเรียนลังเล เพราะไม่แน่ใจว่าจะรับเด็กที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนเข้าเรียนได้หรือไม่
ความลังเลนั้นไม่ใช่เพราะโรงเรียนไม่เมตตา
แต่เพราะครูเองก็ไม่มั่นใจว่าระเบียบของทางราชการอนุญาตหรือไม่
เรายืนยันว่า เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสถานะทางทะเบียน
สุดท้าย โรงเรียนทำหนังสือหารือไปยังหน่วยงานต้นสังกัด
คำตอบที่ได้รับ คือ
“รับเด็กเข้าเรียนได้”
วันนั้น เด็กคนหนึ่งจึงไม่ถูกปิดประตูโอกาสทางการศึกษา
แต่ประตูอีกหลายบานในชีวิตของเธอ ยังปิดอยู่
เพราะแม้จะได้เข้าเรียน
เธอก็ยังไม่มีสูติบัตร
ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน
และยังไม่มีตัวตนในระบบทะเบียนราษฎร
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนานถึง 18 ปี
…ซึ่งฉันยังไม่รู้เลยว่า จะต้องผ่านอุปสรรคอีกมากเพียงใด
# สถานีสัญชาติ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก