ปรึกษากฎหมายฟรี กับ ทนายแม็ก

ปรึกษากฎหมายฟรี กับ ทนายแม็ก ยินดีให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายฟร?

27/07/2025
01/09/2024

ปัญหามีอยู่ว่า กรณีที่ผู้เช่าบอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญาเช่า หรือไม่ ???
คำตอบ = คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1574/2566
สัญญาเช่าข้อ 10.3 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้เช่าบอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญาเช่า สอดคล้องกับข้อ 3.2 ซึ่งกำหนดว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า โดยเหตุจากการกระทำผิดสัญญาของผู้เช่าหรือผู้เช่าขอเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดระยะเวลา ผู้เช่าตกลงให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดเงินประกันได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้สัญญาเช่าข้อ 11 ยังระบุว่า เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุครบกำหนดสัญญาแล้ว ไม่มีการต่อสัญญาออกไปตามข้อ 9 หรือโดยการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 10 หรือด้วยเหตุอื่นใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิดังต่อไปนี้ ข้อ 11.1 ผู้ให้เช่ามีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันที โดยมิจำเป็นต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าทราบก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่ามีสิทธิครอบครองยึดหน่วง และขนย้ายทรัพย์สินทั้งปวงที่อยู่ในทรัพย์สินที่เช่าออกไป รวมทั้งมีสิทธิดำเนินการให้ผู้อื่นเช่าทรัพย์สินที่เช่าต่อไปด้วย และสัญญาจ้างบริการข้อ 8 ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการใช้บริการได้ในกรณีสัญญาจ้างบริการสิ้นสุดโดยเหตุแห่งการผิดสัญญาของจำเลย แสดงให้เห็นว่าหากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา แม้ว่าจำเลยจะมิได้ครอบครองใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าอีกต่อไป รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 ดังนั้น การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าและสัญญาจ้างบริการก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันตามสัญญาเช่าข้อ 10.3 เมื่อคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแต่อย่างใดไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระเสมือนหนึ่งเป็นการเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาที่เลิกกันไปแล้วหาได้ไม่ คงเรียกได้แต่ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่บอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญาโดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์เท่านั้น

คนซ้าย นักร้อง คุณรุ้งสุริยา VS. คนขวา นักฟ้อง คุณรุ้งริ่ง!! (ทนายแม็กกี้ นักฟ้อง)  สูสีๆๆ ไม่เกินกัน
02/06/2024

คนซ้าย นักร้อง คุณรุ้งสุริยา VS. คนขวา นักฟ้อง คุณรุ้งริ่ง!! (ทนายแม็กกี้ นักฟ้อง) สูสีๆๆ ไม่เกินกัน

20/03/2024

ความไว้วางใจโดยใส่ชื่อผู้อื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินแทน อาจทำให้สูญเสียบ้านและที่ดินไปสิ้นเชิงตลอดกาล
⚖️👉คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๓๗/๒๕๖๓
ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ว่า “อ. ตกลงซื้อบ้านและที่ดินพิพาทคืนจาก ส. และใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ถือ เล่ม ๑๐ หน้า ๕๔ กรรมสิทธิ์แทนจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิในที่ดิน แทนจำเลยทั้งสอง โจทก์ที่ ๒ จึงมีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสอง และ จำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ และต่อมาโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นเวลานานและไปขอออกใบ แทนโฉนดที่ดินแล้วนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่โจทก์ที่ ๑ มีกำหนด ๖ เดือน และขยายกำหนดเวลาไถ่ ๕ ครั้ง ครั้งสุดท้าย มีกำหนด ๖ เดือน กรรมสิทธิ์ ในบ้านและที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ที่ ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๙๑ จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวการจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่า เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง โดยโจทก์ที่ ๒ ถือกรรมสิทธิ์แทนเพื่อให้โจทก์ที่ ๑ เสื่อมเสียสิทธิได้เพราะ โจทก์ที่ ๑ เป็นบุคคลภายนอกและได้มาซึ่งบ้านและที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๐๖ ได้ อีกทั้ง ป.พ.พ. มาตรา ๖ สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ประกอบกับจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ให้การหรือ ฟ้องแย้งให้เป็นประเด็นแห่งคดีไว้ว่า โจทก์ที่ ๑ กระทำการไม่สุจริต ดังนั้น จึงไม่จำต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินและนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝาก เมื่อกรรมสิทธิในบ้านและที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ จึงมีสิทธิ ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาทดังกล่าว และ เรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้”

26/10/2023

การใช้รถขนพืชกระท่อม บริษัทประกันภัยยังคงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมาย
ฏีกาที่ 733/2561 พืชกระท่อมบรรจุในถุงปุ๋ยซุกซ่อนอยู่บริเวณช่องว่าง ของเครื่องยนต์ในรถกระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถกระบะเพื่อซุกซ่อนพืชกระท่อม มิใช่ใช้รถกระบะในทางผิดกฎหมายโดยใช้ขนยาเสพติดโดยตรง ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมายเช่นใช้ขนยาเสพติด จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถกระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย“
ปัจจุบันพืชกระท่อมได้ถูกยกเลิกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไปตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2564 ประชาชาทั่วไป สามารถใช้พืชกระท่อมด้วยการเคี้ยวไป การต้มทำน้ำกระท่อม หรือชากระท่อมดื่มได้ตามวิถีท้องถิ่น และนับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2564 ได้มีการยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมของอาหารแล้ว ปัจจุบันจึงสามารถใช้พืชกระท่อมในการประกอบอาหารหรือต้มน้ำกระท่อมในเชิงอุตสาหกรรมได้
สำหรับความผิดฐานขับเสพ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษนั้น เมื่อพืชกระท่อมไม่ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษ ผู้ขับขี่เสพพืชกระท่อมในขณะขับรถ จึงไม่มีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วยเช่นกัน

21/10/2023

การที่หุ้นส่วนคนหนึ่งทำงานแล้วไม่ยอมแบ่งเงินให้แก่หุ้นส่วนอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากการเป็นหุ้นส่วนอยู่ครึ่งหนึ่ง กรณีจึงมิใช่เรื่องผู้เป็นหุ้นส่วนทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินของหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งโดยทุจริต แต่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเรื่องหุ้นส่วนเท่านั้น 👇
⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5831/2541
เดิมจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากับจังหวัดเพื่อขุดลอกหนองน้ำตามสัญญาจ้าง ต่อมาจำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้รับช่วงงานขุดลอกหนองน้ำดังกล่าว โจทก์กับ จำเลยที่ 1 จึงตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนกันรับงานนั้นเพื่อ ประสงค์จะแบ่งกำไรกัน โดยโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ ดำเนินงาน งานที่รับช่วงมีมูลค่าประมาณ 3,100,000 บาท แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนงานงวดสุดท้ายประมาณ 1,300,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 4 รับทำแทน และโจทก์ยังไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่มูลเหตุเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเข้าหุ้นกันรับ ช่วงงานขุดลอกหนองน้ำต่อจากจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มอบให้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการดำเนินการขุดลอกหนองน้ำ จำเลยที่ 1 ทำงานแล้วไม่ยอมแบ่งเงินให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับ ส่วนแบ่งจากการเป็นหุ้นส่วนอยู่ครึ่งหนึ่ง กรณีระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 ทำผิดหน้าที่ ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์โดยทุจริต แต่เป็นเรื่อง ผิดสัญญาทางแพ่งเรื่องหุ้นส่วนเท่านั้น คดีของโจทก์ย่อม ไม่มีมูลเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่อาจเป็นตัวการ ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้
⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2523
โจทก์บรรยายฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาเข้าหุ้นกันทำเหมืองแร่โดยโจทก์มอบให้จำเลยเป็นผู้จัดการ ผลิตแร่และครอบครองที่ดินตามคำขออาชญาบัตร จำเลยผลิตแร่ได้แล้วนำออกจำหน่ายเป็นเงินประมาณสามล้านบาทเศษ ไม่ยอมแบ่งให้โจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้ร้อยละ20 ตามสัญญาดังนี้ เห็นได้ว่ามิใช่เรื่องจำเลยทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์โดยทุจริต แต่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นผิดอาญาฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353

📝💵ผู้ทรงเช็ค นำเช็คไปขึ้นเงิน ก่อน - หลัง  วันที่สั่งจ่ายเงินตามเช็ค จะมีผลอย่างไร ?   👉1.นำเช็คไปขึ้นเงิน "ก่อน"  วันที...
09/10/2023

📝💵ผู้ทรงเช็ค นำเช็คไปขึ้นเงิน ก่อน - หลัง วันที่สั่งจ่ายเงินตามเช็ค จะมีผลอย่างไร ?
👉1.นำเช็คไปขึ้นเงิน "ก่อน" วันที่สั่งจ่ายเงินตามเช็ค
⚖️คำพิพากษาฎีกาที่ 1261/2526 (ประชุมใหญ่)
การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเมื่อผู้ทรงนำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินนั้น จะต้องเป็นการปฏิเสธเนื่องจากมีการยื่นให้ใช้เงินโดยชอบเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงนำเช็คซึ่งจำเลยเป็นผู้ออกเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คก่อนวันที่ลงในเช็คย่อมเป็นการยื่นให้ใช้เงินโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 989 ประกอบด้วยมาตรา 914 แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะบัญชีของจำเลยถูกปิดมาก่อนที่จะมีการออกเช็คก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่เช็คถึงกำหนด การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497 มาตรา 3
2.นำเช็คไปขึ้นเงิน "หลัง" วันที่สั่งจ่ายเงินตามเช็ค
⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2527
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันที่สั่งจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยมีเงินในบัญชีพอที่จะจ่ายเงินตามเช็คนั้นถ้าหากโจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินในวันนั้นก็จะได้รับเงินตามเช็ค แต่โจทก์กลับนำเช็คไปขึ้นเงินหลังวันที่สั่งจ่ายเงินตามเช็ค จึงขึ้นเงินไม่ได้เพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ดังนี้ จำเลยย่อมไม่มีความผิด

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ซึ่งมีโทษจำคุกนั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้
มาตรา 4 ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น
(2) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้
(3) ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น
(4) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้
(5) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต
เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

จากกรณีข่าวหวย 30 ล้าน เป็นของใคร ร้านหรือลูกค้าที่สั่งเก็บเงินปลายทาง ???           เทียบเคียงคดีครูปรีชา-หมวดจรูญ หวย ...
04/10/2023

จากกรณีข่าวหวย 30 ล้าน เป็นของใคร ร้านหรือลูกค้าที่สั่งเก็บเงินปลายทาง ???
เทียบเคียงคดีครูปรีชา-หมวดจรูญ หวย 30 ล้าน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 205/2565 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาทำคำเสนอและอีก ฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอถูกต้องตรงกัน คำเสนอจึงต้อง มีข้อความชัดเจนเพียงพอที่จะถือเป็นข้อผูกพันในสัญญาได้ สำหรับ สลากกินแบ่งรัฐบาลมีหมายเลขหกหลักเป็นเกณฑ์ชี้ขาดในการถูกรางวัลสำคัญ และกรณีที่ขายสลากเป็นชุดประกอบด้วยหมายเลขหก หลักตรงกันหลายฉบับมักจะขายเกินกว่าราคาที่ระบุไว้หน้าสลาก ดังนั้น คำเสนอในการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นชุดอย่างน้อยจะต้อง ปรากฏหมายเลขหกหลักและราคาที่จะซื้อขายอยู่ด้วย
การที่โจทก์สั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเลขท้าย 2 ตัว หมายเลข 26 จากนางสาว รัตนาพร เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2560 ตามสำเนาแอปพลิเคชันไลน์ เอกสารหมาย จ.3 ไม่มีรายละเอียดชัดเจนพอที่จะถือว่าเป็นคำเสนอได้ คงเป็นเพียงการแจ้งความประสงค์ของโจทก์ให้นางสาวรัตนาพรทราบ ว่าต้องการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเลขท้าย 2 ตัว หมายเลข 26 เพื่อให้นางสาวรัตนาพรจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีหมายเลขดังกล่าวมาเสนอขายโจทก์เท่านั้น การที่นางสาวรัตนาพรได้คัดเลือกสลากกินแบ่ง รัฐบาลชุดที่เลขท้าย 2 ตัว หมายเลข 26 แยกมาจากสลากกินแบ่ง รัฐบาลฉบับอื่นเพื่อเตรียมไว้ขายให้โจทก์ จึงไม่ทำให้เกิดสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดดังกล่าวระหว่างโจทก์กับนางสาวรัตนาพรอันจะทำให้กรรมสิทธิ์ในสลากกินแบ่งรัฐบาลตกเป็นของ โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีข้อ พิรุธน่าสงสัย ทั้งยังขัดแย้งกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และไฟล์เสียงการสนทนาที่คัดลอกมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์กับ บุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์หลาย ประการดังที่ได้วินิจฉัยมา ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซื้อสลากกินแบ่ง รัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่หนึ่งจากนางสาวรัตนาพร ดังนั้น สลากกินแบ่ง รัฐบาลชุดที่จำเลยนำไปรับเงินรางวัลย่อมไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและ พิพากษายกฟ้องต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

02/10/2023

หญิงใดถูกข่มขืนกระทำชำเรา หญิงนั้นมีสิทธิเรียก “ค่าเสียความบริสุทธิ์”จากผู้กระทำผิดได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2518
ปัญหาว่าโจทก์สมควรได้ค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าเลี้ยงดูเด็กชายบ๋อเป็นเงินเท่าไรนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่าขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นหญิงสาวบริสุทธิ์อายุเพียง 15 ปีเศษเมื่อถูกจำเลยข่มขืนจนมีครรภ์ ค่าของความเป็นสาวย่อมตกต่ำจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีชายใดประสงค์จะแต่งงานด้วย อนาคตของโจทก์ต้องสูญเสียไปอย่างแก้ไม่ได้ ดังนั้นที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลย 10,000 บาทกับค่าใช้จ่ายในการคลอดอีก 2,000 บาทจึงเป็นการสมควรแล้ว และการที่โจทก์ต้องใช้จ่ายเลี้ยงดูเด็กชายบ๋อนับแต่คลอดถึงขณะฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 6 เดือนเป็นเงิน 16,200 บาทหรือเพียงวันละ 9 บาทเศษก็ไม่มากจนเกินไป กับการที่โจทก์จะขอให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็กชายบ๋อในอัตราเดือนละ 300 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าเด็กชายบ๋อจะบรรลุนิติภาวะก็ย่อมเป็นการสมควรเช่นเดียวกันและในระหว่างเป็นผู้เยาว์อยู่นี้เห็นควรให้อยู่ในความปกครองของโจทก์ ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเสียหายตามฟ้องเกี่ยวกับละเมิดขาดอายุความแล้วนั้น ปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์จำเลยมิได้ตั้งประเด็นในเรื่องอายุความมาในคำแก้อุทธรณ์ในชั้นฎีกาจำเลยก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นฎีกาศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย
พิพากษากลับว่า เด็กชายบ๋อ ส้มแก้ว เป็นบุตรของนายจำลองสระบัวจำเลยเกิดกับนางลิ้นจี่ ส้มแก้วโจทก์ มีสิทธิใช้นามสกุล "สระบัว" ของจำเลย และให้อยู่ในความปกครองของโจทก์ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์อยู่ ให้จำเลยจ่ายเงินค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูเป็นเงิน 16,200 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายบ๋อเป็นรายเดือน ๆ ละ 300 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าเด็กชายบ๋อจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 12,000 บาท

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปรึกษากฎหมายฟรี กับ ทนายแม็กผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์