Freedom Bridge Free All Political Prisoners and Restore Human Rights and Democracy in Thailand.

วันที่ 14 เม.ย. ของทุกปี นอกจากประเทศไทยจะอยู่ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนานของช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่รัฐบาลกำหนดให้เ...
14/04/2026

วันที่ 14 เม.ย. ของทุกปี นอกจากประเทศไทยจะอยู่ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนานของช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่รัฐบาลกำหนดให้เป็น “วันครอบครัว” มาตั้งแต่ปี 2533 อีกด้วย เพราะตรงกับช่วงวันหยุดยาวที่ทุกคนมักเดินทางกลับภูมิลำเนามาเยี่ยมญาติพี่น้อง ทำให้หลายครอบครัวมักจะได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในช่วงนี้
จากการสำรวจครอบครัวของนักโทษการเมืองในปัจจุบัน พบว่ามีเด็กที่อยู่ในวัยเรียนทุกระดับชั้นถึง 20 คน ไม่ได้มีโอกาสใช้เวลาอยู่กับพ่อหรือแม่ของเขา โดยมีผู้ต้องขังถึง 13 คนที่เป็นพ่อ-หัวหน้าครอบครัว และมีแม่อีก 1 คน โดยในบางครอบครัวนั้นพลาดโอกาสที่จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาเข้าปีที่ 3 แล้ว
เด็กเล็กในวัยอนุบาล 11 คน จาก 9 ครอบครัว ได้เจอกับพ่อของพวกเขานานๆที ไม่ใช่ตามเทศกาลสำคัญแต่เป็นตามวันที่แม่หรือครอบครัวของพวกเขาสะดวกที่จะพาไปยังเรือนจำ โดยเด็กที่เล็กที่สุดในขณะนี้เป็นเด็กทารกที่เพิ่งคลอดไม่นาน อายุเพียง 2 เดือนเท่านั้น ในระยะเวลาที่ผ่านมาเราพยายามสนับสนุนครอบครัวที่มีเด็กทารกหรือเด็กวัยอนุบาลด้วยผ้าอ้อมสำเร็จรูปและนม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพราะเข้าใจถึงความยากลำบากของการต้องทำงานหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงลูกไปพร้อมๆกันของหลายๆครอบครัว
เด็กๆ อีก 8 คน เป็นเด็กๆในชั้นประถม-มัธยม 4 คน และเด็กมหาวิทยาลัยอีก 4 คน แม้พวกเขาอยู่ในวัยที่ช่วยเหลือตนเองได้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังต้องการอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในหลายๆครอบครัวที่เด็กๆ สนิทกับพ่อหรือแม่ของพวกเขามากๆ แม้เด็กๆอยู่ในวัยที่จะเริ่มมีอารมณ์และความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่พวกเขายังต้องการมีที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้อย่างพ่อหรือแม่อยู่เคียงข้าง ความรู้สึก “ขาด” คนสำคัญไปยังแวะเวียนมาทักทายพวกเขาอยู่เรื่อยๆ แม้บางครอบครัวไม่ได้อยู่ด้วยกันมาหลายปี
ครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนานที่สุด คงจะเป็นครอบครัวของ “ยุทธนา” เขามีลูกถึง 4 คน แต่ยุทธนาถูกคุมขังตั้งแต่ลูกๆอายุ 10-12 ขวบ ทำให้เด็กๆไม่มีคนดูแลและต้องย้ายไปอยู่กับญาติไปเรื่อยๆ เนื่องจากภรรยาแยกทางกับเขาและภายหลังเสียชีวิต เด็กๆเติบโตขึ้นโดยการเลี้ยงดูของคนหลายคน แต่คงไม่มีใครเลี้ยงดูพวกเขาได้ดีไปกว่าพ่อกับแม่ หากแต่ยุทธนาไม่มีโอกาสนั้น และลูกๆของเขาก็อายุล่วงเข้า 23 แล้วในปีนี้
วันครอบครัวยังคงเป็นวันสำคัญสำหรับใครอีกหลายๆคน เป็นหมุดหมายในการกลับมาเจอกันของพ่อแม่ลูกหรือญาติพี่น้องที่ห่างหายกันไปตามภาระหน้าที่ในชีวิต ทุกครั้งที่บรรยากาศภายนอกเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลสำคัญ ผู้ต้องขังทางการเมืองก็รับรู้และมักนึกถึงลูกและการได้กลับไปเจอครอบครัวของพวกเขาด้วยเช่นกัน
จะดีแค่ไหนหากผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อสู้คดีในศาลอุทธณ์และฎีกาเช่นเดียวกับจำเลยในคดีอาญาประเภทอื่นๆ ด้วยหลักคิดสำคัญอย่างการ “สันนิฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” เพื่อไม่ให้ต้องมี “ลูก” หรือ “พ่อแม่” คนใด โดดเดี่ยวและเคว้งคว้างในวันที่ทุกคนควรได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้า
—--
ร่วมประคับประคองครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมือง จนกว่าวันที่พวกเขาจะได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้า
—--
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต
สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

ปัจจุบันผู้ต้องขังทางการเมืองในหลายเรือนจำ ยังเผชิญกับปัญหาความขัดข้องในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ทั้งการไม่สามารถเพิ...
13/04/2026

ปัจจุบันผู้ต้องขังทางการเมืองในหลายเรือนจำ ยังเผชิญกับปัญหาความขัดข้องในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ทั้งการไม่สามารถเพิ่มชื่อเพื่อนๆ เข้าเป็น 1 ใน 10 รายชื่อ เนื่องจากไม่ใช่ญาติทางสายเลือดหรือการไม่สามารถรับ-ส่งจดหมายจากคนที่ไม่ใช่ 10 รายชื่อได้ แม้มีการพยายามเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่เราพบในการทำงานคือ ระบบการสื่อสารของผู้ต้องขังกับญาติในแต่ละเรือนจำแตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง เรียกว่าแต่ละที่มีระบบระเบียบในการติดต่อเป็นของตนเอง สิ่งนี้ก่อให้เกิดความสับสนต่อญาติและตัวผู้ต้องขัง ทั้งยังเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับพวกเขาว่าเหตุใดเรือนจำหนึ่งกับอีกเรือนจำหนึ่งจึงต้องมีการใช้กฎและดุลยพินิจที่แตกต่างกันไป ทั้งที่เป็นเรือนจำเหมือนกัน
ความเปล่าเปลี่ยวและสภาวะกำลังใจถดถอย เป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังทางการเมืองส่วนใหญ่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกขังอยู่คนเดียวในเรือนจำห่างไกล พวกเขาควรมีโอกาสได้รับทราบถึงความห่วงใยของเพื่อน ๆ ไม่น้อยไปกว่าผู้ต้องขังในที่อื่น ๆ แต่ในหลายเรือนจำยังมีข้อจำกัดด้านการติดต่อสื่อสารและการเข้าเยี่ยม
ข้อกำหนด 10 รายชื่อที่มีการบังคับใช้ในเรือนจำทั่วประเทศในปัจจุบัน ทำให้ผู้ต้องขังจำเป็นต้องทราบชื่อ-นามสกุลที่สะกดอย่างถูกต้องของเพื่อนหรือญาติ แม้กฎระเบียบของเรือนจำไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นญาติที่มีนามสกุลเดียวกันหรือญาติทางสายเลือดเท่านั้นแต่เราพบว่ามีอย่างน้อย 2 เรือนจำ ไม่อนุญาตให้มีการเพิ่มชื่อเพื่อนหรือคนที่ไม่ใช่ญาติ และแม้จะเพิ่มชื่อได้ ก็ไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม หากไม่เข้าเยี่ยมพร้อมญาติทางสายเลือด
ดุลยพินิจและข้อบังคับอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นบางเรือนจำเช่นนี้ นำมาซึ่งคำถามใหญ่ ๆ ว่า หากผู้ต้องขังไม่มีญาติหรือไม่ได้ติดต่อกับญาติอีกแล้ว พวกเขาจะมีทางเลือกอะไรในการเข้าถึงความช่วยเหลือและกำลังใจจากบุคคลอื่น โดยเฉพาะในกรณีของผู้ต้องขังทางการเมืองนั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีญาติหรือไม่ได้ติดต่อกับญาติ ไม่ว่าจะเนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิดหรือการเลือกที่จะไม่ติดต่อกันก็ตาม ผู้ต้องขังควรมีสิทธิ์ได้เพิ่มชื่อและได้รับการเข้าเยี่ยมจากคนที่พวกเขาสมัครใจจะเพิ่มชื่อ แม้ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดก็ตาม
อุปสรรคของผู้ต้องขังในการเข้าถึงความช่วยเหลือยังไม่หมดเพียงเท่านั้น นอกจากจะไม่ได้รับการเข้าเยี่ยมแล้ว เราพบว่าในบางเรือนจำยังไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังเขียนจดหมายถึงคนที่อยู่นอก 10 รายชื่อด้วย นั่นแปลว่าพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ใน 10 รายชื่อในทุกรูปแบบ แม้จดหมายจะเป็นการสื่อสารที่ถูกตรวจสอบอย่างเคร่งครัดอยู่แล้วจากเรือนจำก็ตาม
นอกจากนี้ อีกหนึ่งอุปสรรคที่สำคัญไม่แพ้เรื่องการเข้าเยี่ยมและเกี่ยวพันกับการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่คือ การที่ผู้ต้องขังบางคนไม่สามารถมีบัตรฝากเงินเพื่อให้ได้รับการฝากเงินทางออนไลน์ได้สืบเนื่องจากเรือนจำหลายแห่งมีข้อกำหนดในทางปฎิบัติว่าต้องเป็นญาติเท่านั้นจึงทำบัตรฝากเงินได้ และกรณีนี้รวมถึงการฝากเงินที่หน้าเรือนจำด้วยเช่นกัน
แม้ถึงที่สุดแล้วเรือนจำซึ่งเป็นหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งจะมีข้อกำหนดให้ทุกคนที่มาติดต่อต้องยื่นบัตรประชาชนเพื่อแสดงตัวก่อนการเข้าเยี่ยมหรือฝากเงิน ซึ่งทำให้เรือนจำมีโอกาสเก็บข้อมูลผู้เข้าเยี่ยมได้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องจำกัดเพียงแค่ 10 รายชื่อ แต่ระเบียบเรื่องการจำกัดผู้ที่จะเข้าเยี่ยมได้ให้เหลือเพียง 10 รายชื่อยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้นและเคร่งครัด บางเรือนจำครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการเข้าเยี่ยม เขียนจดหมายและฝากเงิน โดยอ้างถึงประโยชน์แห่งความสะดวกในการควบคุม
สิทธิในการติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างจิตใจที่เข้มแข็งให้แก่ผู้ต้องขังแล้ว ยังช่วยล่อเลี้ยงความรู้สึกในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเอาไว้ แต่ตราบใดที่การบังคับใช้ระเบียบยังคงแตกต่างกันตามดุลยพินิจของผู้ปฎิบัติงานอยู่เช่นนี้ ผู้ต้องขังทางการเมืองบางส่วนก็ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ทับซ้อนกันระหว่างความทุกข์ใจจากความรู้สึกอยุติธรรมเนื่องจากไม่มีโอกาสได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีและความทุกข์กายจากการเข้าไม่ถึงความสนับสนุนจากคนภายนอกครอบครัว
📌 อ่านในเว็บไซต์: https://freedombridge.network/nocontact/
—--
ร่วมสนับสนุนคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังทางการเมือง
—--
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต
สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

“แว่นตา” เป็นอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันที่หลายคนขาดไม่ได้ราวกับโทรศัพท์มือถือ หากหลายๆคนลืมแว่นหรือไม่ได้ใส่แว่นติดตัวก็อาจจ...
12/04/2026

“แว่นตา” เป็นอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันที่หลายคนขาดไม่ได้ราวกับโทรศัพท์มือถือ หากหลายๆคนลืมแว่นหรือไม่ได้ใส่แว่นติดตัวก็อาจจะไม่สามารถมองเห็นหรืออ่านตัวอักษรอะไรได้เลย ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากในการชีวิต “แว่น” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมากขึ้น
สำหรับคนทั่วไปเมื่อเริ่มมีปัญหาในการมองเห็น เช่น มองเห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟเป็นแฉก หรือภาพทั้งภาพเบลอไปหมด ขยี้ตากี่ครั้งก็ไม่คมชัดเหมือนแต่ก่อน อาจจะทราบได้ว่าตนเองมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาและสามารถเดินเข้าไปในร้านแว่นที่เปิดอยู่ทั่วไปเพื่อวัดสายตาและตัดแว่นได้ ซึ่งแว่นตาโดยทั่วไปสามารถซื้อได้ตั้งแต่แว่นสำเร็จรูปราคาไม่กี่ร้อยบาท จนไปถึงการตัดแว่นที่ใช้เลนส์คุณภาพดีราคาหลักหมื่น
ภายหลังฟรีด้อมบริดจ์ทำงานสนับสนุนผู้ต้องการทางการเมืองมาเข้าปีที่ 2 เราพบว่าผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา พวกเขาให้คำอธิบายว่า การใช้ชีวิตในทุกๆวันทำงานอย่างเดียวโดยไม่เคยสังเกตมาก่อนว่าภาพที่ตนเองมองเห็นนั้นผิดปกติ แต่เมื่อต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำและได้มองโทรทัศน์หรือต้องอ่านหนังสือในชีวิตประจำวันที่จำเจ ทำให้พวกเขาได้รู้ว่าอันที่จริงแล้ว พวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแบบที่คิดแต่อย่างใด โดยบางคนทราบว่าตนเองมีปัญหาสายตาจากการลองนำแว่นของเพื่อนผู้ต้องขังมาสวมใส่และพบว่าตนเองมองเห็นภาพได้ชัดขึ้น
ในเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา เราได้สนับสนุนแว่นตากว่า 10 อันให้ผู้ต้องขังซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยทราบถึงปัญหาสายตาของตนเองมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะการซื้อแว่นสำเร็จรูปส่งเข้าไปในเรือนจำ หรือการสนับสนุนการตัดแว่นจากภายในเรือนจำ ทำให้ทราบว่าหลายๆเรือนจำมีการประสานงานกับร้านแว่นเพื่อเข้ามาตรวจวัดสายตาผู้ต้องขังเป็นรอบๆ โดยจะต้องมีการลงชื่อเพื่อเข้าตรวจวัดสายตาและตัดแว่น ทั้งนี้ในบางคนที่มีปัญหาสายตาผิดปกติ เช่น เป็นต้อ ก็จำเป็นจะต้องพบจักษุแพทย์โดยตรงอีกด้วย
จากการทำงานสนับสนุนเรื่องแว่น เราพบว่าการเข้าถึงแว่นในเรือนจำมีอุปสรรคไม่น้อย เริ่มตั้งแต่ข้อกำหนดหลายอย่างของเรือนจำที่จำกัดลักษณะของแว่นตา ผู้ต้องขังไม่สามารถมีแว่นตาแบบที่พวกเขาชอบได้แต่ต้องใช้แว่นตากรอบพลาสติกสีดำหรือน้ำตาลเป็นหลัก และมีแว่นได้แค่ 1 อัน โดยผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาสายตาแบบที่มีใบรับรองแพทย์ไม่สามารถใช้แว่นแบบอื่นที่ไม่ใช่แว่นสายตาเลนส์ใสได้ (ผู้ต้องขังบางคนมีปัญหาผ่าตัดตาทำให้ไม่สามารถมองแสงแดดตรงๆได้ จึงมีการอนุญาตให้ใส่แว่นตาดำเป็นกรณีเฉพาะ)
การส่งแว่นเข้าเรือนจำมีวิธีแตกต่างกันไปในแต่ละที่ บางเรือนจำอนุญาตให้ทำการส่งแว่นมาทางไปรษณีย์ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแว่นและรายชื่อผู้รับจากนั้นทำการส่งต่อให้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่เกิน 2 อาทิตย์ ในขณะที่อีกหลายเรือนจำ ต้องมีการเขียนคำร้องจากตัวผู้ต้องขังส่งให้เจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ส่งคำร้องออกมาที่หน้าแดน ญาติจึงจะมาเขียนคำร้องขอส่งแว่นและนำแว่นมาส่งได้ โดยวิธีการแบบหลังนี้หลายครั้งกินเวลาร่วม 1 เดือน กว่าแว่นจะเข้าไปถึงมือผู้ต้องขัง เพราะกฎระเบียบหลายอย่างที่ญาติอาจไม่รู้มาก่อน เช่น ข้อกำหนดเรื่องสีของกรอบแว่น สีของเลนส์ และแม้แต่กล่องใส่แว่นที่รับเฉพาะกล่องใสเท่านั้น
สำหรับการจัดหาแว่นในหลายๆเรือนจำ เราพบว่าภายหลังสนับสนุนค่าใช้จ่ายในเกี่ยวกับแว่นตาของผู้ต้องขังไปแล้ว ผู้ต้องขังได้ร้องเรียนถึงคุณภาพของแว่นตาที่ซื้อในเรือนจำ ทั้งเรื่องขาแว่นหักภายในเวลาไม่นานทำให้ต้องใช้สก็อตเทปพันเอาไว้ หรือแป้นรองจมูกหายไป ทำให้ไม่สามารถใช้แว่นได้อย่างถนัด บางเรือนจำมีการแจกแว่นสายตาแบบสำเร็จรูปที่ไม่ได้วัดตัดสำหรับผู้ที่ไม่มีเงินโดยเป็นการประมาณเอาของตัวผู้ต้องขังเอง แต่ก็ทำให้ผู้ต้องขังไม่ได้รับแว่นที่ตรงกับค่าสายตาจริงๆของตนเอง
ในเรือนจำ “แว่นตา” เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่าความเป็นจริง เพราะบางคนไม่สามารถเข้าถึงแว่นตาได้ เนื่องจากไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะมีแว่นตาหรือไม่มีญาติพี่น้องคอยสนับสนุน ผู้ต้องขังจึงต้องดูแลแว่นของตนเองให้ดี เพราะการส่งแว่นเข้าเรือนจำต้องใช้ระยะเวลาและการรอคิวในการตรวจวัดสายตาเพื่อตัดแว่นก็เช่นกัน นอกจากนี้เรายังพบเรื่องเล่าถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนแว่นตาในเรือนจำในมูลค่าสูงเพราะการเข้าถึงแว่นตาที่ทำได้ยากกว่าปกติ เรือนจำจึงยิ่งควบคุมและจำกัดการครอบครองแว่นของผู้ต้องขัง
📌 อ่านในเว็บไซต์: https://freedombridge.network/glassesinprison/
—--
ในปีนี้หรือปีต่อๆไป สุขภาพตายังเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการใช้ชีวิตของผู้ต้องขังทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดรักษาตาหรือการตัดแว่น และทุกๆท่านก็ร่วมสนับสนุนพวกเขาได้เช่นกัน
—--

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand (เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

12/04/2026
อาจจะเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่าผลกระทบใหญ่ ๆ ที่เกิดกับผู้ต้องขังทางการเมือง คือผลกระทบที่เกิดกับครอบครัวในเรื่องเศรษ...
10/04/2026

อาจจะเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่าผลกระทบใหญ่ ๆ ที่เกิดกับผู้ต้องขังทางการเมือง คือผลกระทบที่เกิดกับครอบครัวในเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ต้องขังที่เป็นหัวหน้าครอบครัวและมีลูก คงไม่ต้องบรรยายว่าหากวันหนึ่ง สมาชิกคนสำคัญที่เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวหายไปหลายปี จะเกิดชะตากรรมแบบใดขึ้นบ้างกับคนข้างหลัง
อย่างไรก็ตาม มีผลกระทบอีกรูปแบบที่ฟรีดอมบริดจ์ได้พบ ภายหลังเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวผู้ต้องขังในช่วงเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ผลกระทบนี้อาจไม่ได้อยู่ในความคาดคิดของใครหลายคน แต่เป็นสิ่งที่ครอบครัวผู้ต้องขังต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และสร้างความเสียหายแก่พวกเขาไม่น้อย
ผู้คนในหลายๆจังหวัดของภาคเหนือ โดยเฉพาะคนในหมู่บ้านต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องยาเสพติดมาเป็นเวลานาน เนื่องจากมักถูกบอกว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้ขนส่ง ค้าขายยาเสพติดข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นความเข้าใจร่วมกันของคนในพื้นที่ การที่ใครสักคนหายไปจากบ้านและสังคมของพวกเขา ชาวบ้านมักเข้าใจว่า บุคคลคนนั้นอาจจะกำลังติดคุกหรือถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ปัจจุบันมีครอบครัวผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งในภาคเหนือกำลังเผชิญกับการถูกตีตราว่าบ้านหลังนี้มีคนค้ายา หากเป็นคนที่ทำธุรกิจ ก็ถูกเข้าใจว่า “คงถูกจับไปเพราะเป็นพ่อค้ารายใหญ่” ความเข้าใจผิดนี้บั่นทอนความน่าเชื่อถือของคนในครอบครัวและสร้างผลกระทบทางจิตใจซ้อนทับเข้ามาพร้อมกับเรื่องความลำบากทางด้านเศรษฐกิจ โดยไม่เคยมีใครมาถามไถ่พวกเขาว่าสมาชิกในครอบครัวนั้นต้องหายไปจากเรื่องอะไร แต่เลือกที่จะตัดสินใจจากความเข้าใจของตนเอง
ขณะเดียวกันความซับซ้อนยิ่งกว่าในครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมืองคือ พวกเขาเองก็ไม่สามารถสื่อสารถึงเรื่องในคดีความได้ เนื่องจากตระหนักดีถึงความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองที่ดำเนินมาอย่างยาวนานและความไม่แน่ใจในเรื่องความปลอดภัยของตนเองหากจะต้องอธิบายเรื่องราวเหล่านั้น
หลายครอบครัวจำต้องทนแบกรับความเข้าใจผิดและการตีตราจากคนในละแวกบ้าน เพราะไม่อาจพูดหรืออธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ พวกเขาไม่แน่ใจว่า ระหว่างถูกกล่าวหาว่า เป็น “ผู้ต้องขังคดียาเสพติด” กับ “ผู้ต้องขังในคดีม.112” แบบไหนจะเลวร้ายน้อยกว่ากัน และคนอีกหลายส่วนในสังคมก็ยังไม่เข้าใจถึงความหมายของการเป็นนักโทษการเมืองอีกด้วย
ผลกระทบเรื่องการไม่ได้รับความเข้าใจจากคนและสังคมรอบข้าง สร้างความกดดันและอึดอัดใจให้กับครอบครัวผู้ต้องขังทางการเมือง ในบางครอบครัวอาจกระทบไปถึงงานและหน้าที่ที่คนในครอบครัวกำลังรับผิดชอบอยู่ ทั้งนี้การตีตราหรือความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นคงไม่ได้เกิดเฉพาะกับครอบครัวผู้ต้องขังทางภาคเหนือเท่านั้น และไม่ได้เกิดแค่กับผู้ต้องขังที่พ้นโทษแต่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่พวกเขาถูกบุกจับกุมและต้องเข้าเรือนจำหลังศาลไม่ให้ประกันตัว
ฟรีด้อมบริดจ์เข้าใจดีถึงความสำคัญในการทำงานเพื่อพยายามสร้างความรับรู้และเข้าใจต่อสังคมถึงความหมายและการมีอยู่ของ “นักโทษการเมือง” เพื่อไม่ให้มีบุคคลหรือครอบครัวใดต้องเผชิญกับภาระทางใจที่ในระยะยาวอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของพวกเขาไม่มาก็น้อย

—-----
นอกจากการได้รับความเข้าใจจากสังคมแล้ว การได้รับการสนับสนุนทางกายภาพก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยทุกท่านสามารถร่วมสนับสนุนให้ผู้ต้องขังทางการเมืองใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี รวมถึงประคับประคองครอบครัวของพวกเขา ได้ที่

—-----

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต
สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา
สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

10/04/2026

โลกทุกวันนี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเรื่องสิทธิมนุษยชนยังเป็นประเด็นสำคัญที่มีทั้งความก้าวหน้าและความท้าทายให้เห็นอยู่เสมอ
ในประเทศไทย ยังพบว่าสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกยังถูกตั้งคำถาม มีการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง รวมถึงความกังวลต่อการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและการพัฒนาที่กระทบต่อวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นและที่อยู่อาศัยของผู้คน
ขณะที่ในเมียนมา ประชาชนยังเจอกับความรุนแรงจากกองทัพ ส่วนในกัมพูชาและเวียดนามพบว่ารัฐยังใช้กฎหมายและมาตรการควบคุมสื่อเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อเท็จจริง และปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พบว่าพื้นที่ของภาคประชาสังคมกำลังหดแคบลงจากการเฝ้าระวัง การเซ็นเซอร์ และการใช้กฎหมายควบคุมสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ขณะเดียวกัน กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง และกลุ่มเปราะบางยังถูกเลือกปฏิบัติ
ส่วนสถานการณ์โลก พบว่าสงคราม ความขัดแย้ง การเลือกปฏิบัติ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ยังซ้ำเติมความไม่เท่าเทียม และทำให้ผู้คนนับล้านต้องพลัดถิ่นหรือขาดสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตอยู่เช่นกัน
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอเชิญร่วมเปิดมุมมองและทำความเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกในงานแถลงข่าวเปิดตัว “รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2568/69” ที่จะมาเผยแพร่และวิเคราะห์สถานการณ์เรื่องนี้ตลอดปี 2568 ใน 155 ประเทศทั่วโลก พร้อมเชื่อมโยงประเด็นสำคัญทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค
รายงานฉบับนี้ไม่ได้นำเสนอแค่ปัญหาสิทธิเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้การละเมิดสิทธิกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม
✨ พบกับเวทีเสวนา “Voice of Rights: แม้ถูกปิดเสียง ถูกละเมิดสิทธิ แต่ยังยืนหยัดเคียงข้างสิทธิมนุษยชน” โดย
▪️อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
▪️พรชิตา ฟ้าประทานไพร เยาวชนผู้ปกป้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและสิทธิชุมชน
▪️ปฐมพร แก้วหนู หัวหน้าโครงการฟรีด้อมบริทจ์
▪️จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)
▪️ดำเนินรายการโดย อภิสิทธิ์ ดุจดา
พบกัน
🗓 วันอังคารที่ 21 เมษายน 2569
⏰ เวลา 13.00 – 16.30 น.
📍 ห้องประชุม บ้าน (Barn) ชั้น 1 โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ
🚇 MRT สถานีกำแพงเพชร ทางออก 1
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่: https://bit.ly/4blRYLp
หมายเหตุ: มีล่ามแปลพร้อมหูฟังเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

08/04/2026

สถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมือง มี.ค. 69: “ฟ้า” พรหมศร อดอาหารก่อนยุติ “ไผ่-ครูใหญ่” ยังคงถูกคุมขัง แม้ศาลฎีกาให้ประกันคดีภูเขียว ส่วน “วุฒิ” กลายเป็นผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ถูกคุมขังยาวนานที่สุด
ตลอดเดือนมีนาคม 2569 มีผู้ต้องขังในคดีที่มีเหตุจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 62 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 34 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 28 คน และเป็นผู้ต้องขังสิ้นสุดแล้ว 33 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ในคดีที่สิ้นสุดแล้ว
ในเดือนที่ผ่านมา สถิติจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มขึ้น 1 ราย ได้แก่ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างฎีกา
⭕️“ฟ้า” พรหมศร อดอาหาร ก่อนยุติการประท้วงหลังไม่ได้สิทธิประกันตัว เรียกร้องนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิด
ในกรณีของ “ฟ้า” พรหมศร อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี ภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ไม่รอลงอาญา จากกรณีรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 คดีนี้ ศาลจังหวัดธัญบุรีส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่ง ภายหลังศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว
⭕️ “ไผ่ – ครูใหญ่” ยังถูกคุมขังต่อในคดีอื่น แม้ศาลฎีกาอนุญาตประกันคดี ม.112
ระหว่างวันที่ 12 – 16 มี.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ใน 2 คดี และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ใน 5 คดี ทั้งสองเคยถูกถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกไปแล้วเมื่อปลายปี 2568 การยื่นประกันตัวในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 จากเหตุการณ์ชุมนุมปราศรัยเหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว ซึ่งก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนถูกคุมขังในชั้นฎีกามาเป็นเวลากว่า 6 เดือน
ทั้งนี้ แม้ว่าทั้งสองคนจะได้รับการประกันตัวในคดีดังกล่าว แต่ศาลอาญามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในคดี ม.112 อีกคดีหนึ่ง ได้แก่ คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้ไผ่ก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ ศาลอาญากลับมีคำสั่งยกคำร้อง ทำให้เขายังคงถูกคุมขังต่อไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ส่วนในกรณีของครูใหญ่ ซึ่งมีหมายขังอย่างน้อย 5 คดี แบ่งเป็นคดี ม.116 จำนวน 1 คดี, คดี ม.112 จำนวน 2 คดี และคดีชุมนุมทั่วไป – พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวม 2 คดี โดยครูใหญ่ยังเหลืออีก 4 คดีที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เขาจะยังคงถูกคุมขังต่อไปเช่นเดียวกัน
ทั้งที่ในจำนวนนี้ มี 3 คดีที่ครูใหญ่เคยได้ประกันตัวก่อนหน้านี้ มีเพียงคดีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาในระหว่างช่วงที่เขาถูกคุมขัง แต่คดีก็ยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์

⭕️“เอกชัย” ถูกส่งตัวตรวจอาการฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโตที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก่อนส่งตัวกลับ
สถานการณ์ผู้ต้องขังในเดือนที่ผ่านมา ยังมีกรณีของ เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีตามมาตรา 110 ที่ถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งในช่วงต้นเดือน มี.ค. มีอาการเจ็บและปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาฝีในตับ และมีอาการปัสสาวะไม่สุด รวมทั้งภาวะต่อมลูกหมากโต ก่อนถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 2569
ต่อมา ทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกแถลงถึงกรณีของเอกชัย โดยระบุถึงผลการตรวจอัลตราซาวน์ช่องทางส่วนบน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 พบภาวะตับและม้ามโตเล็กน้อย และมีความเห็นว่าอาการดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
ส่วนผลการตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ผลการตรวจเลือดและปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน และภาวะอักเสบรุนแรง แพทย์ได้ให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองด้วยวิธีฝึกกลั้นปัสสาวะ พร้อมจัดยาให้รับประทานต่อเนื่อง 4 เดือน เพื่อบรรเทาอาการและช่วยระบบขับถ่าย และมีความเห็นให้ส่งตัวกลับไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 พร้อมกับนัดหมายติดตามอาการอีกครั้งในวันที่ 14 ก.ค. 2569
ส่วนเอกชัยยังอยากให้มีการตรวจ CT Scan เพื่อความแน่ชัดถึงสาเหตุของอาการ เนื่องจากเขายังมีอาการปวดแผลเป็นระยะ ๆ แต่ทางโรงพยาบาลยังไม่ได้มีการดำเนินการในส่วนนี้ให้ จึงยังต้องติดตามอาการของเขาต่อไป

⭕️“วุฒิ” กลายเป็นผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ถูกจองจำนานที่สุดกับโทษ 18 ปี ในเรือนจำกลางคลองเปรม
เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 “วุฒิ” อดีตพนักงานรักษาความปลอดภัย ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ อายุ 53 ปี ถูกคุมขังครบระยะเวลา 3 ปี และยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมในฐานะผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด กับโทษจำคุกสูง 18 ปี
เกี่ยวกับคดีนี้ เขาถูกฟ้องในคดีมาตรา 112 รวม 12 กระทง จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กจำนวน 12 โพสต์ในช่วงปี 2564 และถูกศาลปฏิเสธการประกันตัวนับแต่วันฟ้อง กระทั่งศาลอาญามีนบุรีตัดสินจำคุก 36 ปี แต่ลดโทษเหลือ 12 ปี 72 เดือน เนื่องจากให้การรับสารภาพ ปัจจุบันเขายังเหลือโทษอีกกว่า 15 ปี
ตลอด 3 ปี ในเรือนจำวุฒิตรวจพบไวรัสตับอักเสบซีในเลือด และเผชิญกับปัญหาต้อกระจก ซึ่งได้รับการผ่าตัดไปแล้วในช่วงเดือน มี.ค. 2568 แต่การฟื้นตัวกลับไม่ได้ราบรื่นมากนัก เมื่อเขาต้องถูกส่งตัวกลับแดนก่อนกำหนด และขาดยาหยอดตา ตลอดจนสภาพแวดล้อมในเรือนจำก็ไม่ได้เอื้อต่อการพักฟื้น
แม้ต้องเผชิญกับความยากลำบากทางสุขภาพ เขายังคงยืนหยัดในจุดยืนทางการเมืองของตัวเองว่า การนิรโทษกรรมที่ไม่รวมมาตรา 112 ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง
จากการติดตามสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนในช่วงต้นปี 2569 (ม.ค. – มี.ค.) พบว่ามีผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้วและถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอย่างน้อย 33 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 จำนวน 19 ราย ซึ่ง “วุฒิ” เป็นผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ถูกคุมขังมานานที่สุดคือครบระยะเวลา 3 ปี ในขณะนี้
📌อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/82798

📌 รายงานค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองระหว่างวันที่ 1-31 มี.ค. 2569ในเดือนมี.ค.นี้ ยังไม่มีผู้ต้องขังได้ร...
05/04/2026

📌 รายงานค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองระหว่างวันที่ 1-31 มี.ค. 2569
ในเดือนมี.ค.นี้ ยังไม่มีผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัว แม้มีการยื่นประกันตัวหลายๆคน จำนวนหลายสิบครั้ง ทั้งนี้ยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ. 2 คน คือ "ฟ้า" ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี ภายหลังถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกในคดีม. 112 และ "ศุภกิจ" ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา ภายหลังถูกศาลพิพากษาจำคุกในคดีส่วนตัวแต่นับรวมคดีที่เกิดจากออกมาชุมนุมการเมืองซึ่งรอลงอาญาเข้าไปด้วย ทำให้เขาต้องถูกคุมขังต่อเนื่องอยู่ในเรือนจำจังหวัดสงขลา
รวมมีผู้ต้องขังทางการเมืองในปัจจุบัน 63 คน โดยปัจจุบันมีผู้ที่ถูกคุมขังด้วยโทษสูง 10-50 ปีขึ้นไปถึง 25 คน
ยอดใช้จ่ายในเดือนมี.ค. 2569 ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 387,298 บาท สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายตลอดเดือน ม.ค. แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่
1.สนับสนุนฝากเงินรายเดือน 37 คน คนละ 5,000 บาท รวม 187,300 บาท โดยยอดที่เกินมา 2,300 บาท เกิดจากการฝากเงินทดแทนยอดเงินฝากที่ฝากได้ไม่ครบในเดือนก่อน
2. สนับสนุนอาหารและของใช้ ทั้งรายวันและรายครั้ง รวม 20 คน ใน 7 เรือนจำ เป็นจำนวนเงิน 152,234 บาท
3.สนับสนุนครอบครัวผู้ต้องขังซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง สำหรับ 7 ครอบครัว ครอบครัวละ 3,000 บาท เป็นจำนวนเงิน 21,000 บาท
4.สนับสนุนของใช้เด็กอ่อนแพมเพิสและนม สำหรับ 4 ครอบครัว รวม 6,848 บาท
5.สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพผู้ต้องขัง 15,384 บาท
6.ค่าใช้จ่ายพิเศษเกี่ยวกับผู้ต้องขังและครอบครัว 4,532 บาท ประกอบด้วย การซื้อของเยี่ยมเด็กแรกเกิดให้ลูกผู้ต้องขังแรกคลอด และ การบริจาคยาแก้ไข้เข้าเรือนจำ

---------------------
ร่วมกับ Freedom Bridge เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเยี่ยมญาติใกล้ชิดและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ต้องขังทางการเมือง
---------------------
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิตสามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand (เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกาสามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

01/04/2026
31/03/2026

อัปเดตรายชื่อผู้ต้องขังการเมือง ประจำเดือนมีนาคม 2569
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 มีผู้ต้องขังในคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 62 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 35 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 28 คน และเป็นผู้ต้องขังสิ้นสุดแล้ว 33 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ในคดีที่สิ้นสุดแล้ว
ในเดือนที่ผ่านมา สถิติจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มขึ้น 1ราย เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 112 ได้แก่ "ฟ้า" พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา
📌ดูรายชื่อผู้ต้องขังการเมืองปี 2569 : https://tlhr2014.com/archives/80978

25/03/2026

ชวนอ่านรายงานสภาพเรือนจำไทยประจำปี 69 ของ FIDH ความแออัดเกินศักยภาพที่รับได้ยังเป็นปัญหาใหญ่ – พบผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำสูงถึง 43%
เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human rights – FIDH) เผยแพร่รายงานสภาพเรือนจำของประเทศไทยประจำ ปี 2569 ที่ร่วมกับสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และ Freedom Bridge จัดทำรายงานรวม 69 หน้า ให้ข้อมูลสำรวจสถานการณ์สิทธิของผู้ต้องขังด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2568
รายงานฉบับนี้ รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ต้องขัง และอดีตผู้ต้องขังที่ถูกควบคุมตัวในระหว่างที่มีการจัดทำรายงาน บทความข่าวและรายงานที่เชื่อถือได้ รายงานจากกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนเอกสารราชการที่เผยแพร่โดยหน่วยงานราชการไทยและสถาบันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดปี 2568
⭕️สภาพเรือนจำส่วนใหญ่มีผู้ต้องขังเกินความจุ ในขณะที่มาตรการปล่อยตัวก่อนกำหนดลดลง – มาตรการคุมขังนอกเรือนจำไม่มีความคืบหน้า
FIDH รายงานว่าสถิติในเดือน ธ.ค. 2568 อัตราของจำนวนผู้ต้องขังในระบบเรือนจำไทยยังคงเกินขีดความจุ โดยจากการสำรวจเรือนจำและสถานกักขังรวม 143 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับผู้ต้องขังได้จำนวน 248,330 คน แต่เรือนจำไทยในปลายปีดังกล่าวมีผู้ต้องขังอยู่ที่ 301,020 คน เกินความจุโดยรวมไปถึง 21%
ตลอดทั้งปียังมีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นราว 20,000 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7% โดยจากในจำนวนดังกล่าวเป็นกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกจำคุกจากคดียาเสพติดถึง 70%
จากสถิติของกรมราชทัณฑ์ จากจำนวนเรือนจำทั้งหมดดังกล่าว มีเรือนจำถึง 120 แห่ง หรือ 84 % ที่มีจำนวนผู้ต้องขังเกินความจุ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2567 ที่มี 102 แห่ง โดยเรือนจำที่มีความแออัดสูงสุด ได้แก่ เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์, เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด และเรือนจำจังหวัดกระบี่ โดยพบว่าเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์เป็นเรือนจำที่มีความแออัดมากที่สุดในประเทศไทยถึงสี่ปีติดต่อกัน โดยเกินมาตรฐานความจุถึง 517 %
รายงานยังระบุในประเด็นจำนวนผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดอย่างมีเงื่อนไข อันได้แก่ การปล่อยตัวจากการลดวันต้องโทษจากความประพฤติดี, การพักโทษ และการอภัยโทษ ลดลงไป 20 % โดยมีข้อน่าสังเกตว่าในปี 2568 ที่ผ่านมาการอภัยโทษครั้งใหญ่เกิดขึ้นครั้งเดียวในเดือน ก.ค. 2568 ซึ่งมีผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวจากเงื่อนไขดังกล่าวมากที่สุดถึง 13,054 คน ขณะที่การปล่อยตัวผู้ต้องขังเด็ดขาดในรูปแบบลดวันต้องโทษ และการพักโทษมีผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวจากเงื่อนไขดังกล่าวเพียง 2,830 คน และ 8,652 คนตามลำดับ
ในปี 2568 มีข้อน่าสังเกตในกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามพบว่า ผู้ต้องขังการเมืองที่คดีถึงที่สุดแล้วจำนวน 6 ราย ได้แก่ “อัญชัญ”, “ธนพร”, “ทีปกร” “สมบัติ ทองย้อย”, “สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ” และ “ธนายุทธ ณ อยุธยา” เข้าเกณฑ์ได้รับการอภัยโทษหรือได้รับการลดหย่อนโทษตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2568 ซึ่งทยอยได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำต่าง ๆ ที่คุมขังอยู่ในเดือน ส.ค. 2568 โดยไม่ได้เป็นการขออภัยโทษเป็นการเฉพาะราย และตลอดทั้งปี ก็ไม่พบว่ามีผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีถึงที่สุดคนอื่น ได้รับการปล่อยตัวจากเงื่อนไขลดวันต้องโทษหรือพักโทษแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน รายงานยังระบุถึงความล้มเหลวในการนำมาตรการที่จะอนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องขังในสถานที่คุมขังทางเลือกนอกเรือนจำไปปฏิบัติ แม้จะมีความพยายามออกประกาศกำหนดแนวทางปฏิบัติในส่วนผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินคดีแล้ว แต่กรมราชทัณฑ์ระบุว่าการขาดแคลนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่สามารถนำมาตรการควบคุมตัวทางเลือกไปปฏิบัติได้
⭕️บังคับย้ายเรือนจำ ตามนโยบายการแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี พบมาตรฐานของเรือนจำที่แตกต่างกัน และจำนวนผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำสูง 43 %
สืบเนื่องจากวันที่ 9 เม.ย. 2568 ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ได้ประกาศตั้งให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นศูนย์ควบคุม (hub) ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ทำให้ผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์คดี และผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดถูกย้ายตัวไปคุมขังที่เรือนจำอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง
ตามนโยบายดังกล่าว ได้กำหนดกฎระเบียบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี อันประกอบไปด้วย การแต่งกายออกไปศาล ทรงผม การพบทนายความ และการเยี่ยมญาติ รวมไปถึงสิทธิการศึกษาและกิจกรรมนันทนาการ และสำหรับเรือนจำอื่น ๆ ให้ทำการแยกการคุมขังผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีออกจากกลุ่มผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดอีกด้วย
ทั้งนี้ ตามรายงานของ FIDH พบว่าแม้จะมีการประกาศนโยบายดังกล่าวออกมา แต่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังควบคุมผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดบางส่วนประมาณ 20 % เอาไว้สำหรับช่วยงานเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติงานทั่วไปในเรือนจำ ซึ่งในทางปฏิบัติเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็ไม่สามารถโยกย้ายผู้ต้องขังเด็ดขาดทั้งหมดออกจากพื้นที่เรือนจำได้ และในบางรายก็ยังคงถูกคุมขังรวมกับกลุ่มผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี
ในขณะเดียวกัน FIDH ได้รายงานข้อมูลจากรมราชทัณฑ์พบว่า ในเดือน ธ.ค. 2568 มีนักโทษเด็ดขาดที่กำลังรับโทษจำคุกอยู่ถึง 91,633 คน หรือประมาณ 43 % จากจำนวนทั้งหมด 212,659 คน เป็นผู้กระทำผิดซ้ำ โดยสัดส่วนดังกล่าวยังคงเดิมระหว่างปี 2564 ถึง 2568 โดยสัดส่วนของกลุ่มผู้ต้องขังชายที่กระทำผิดซ้ำสูงกว่าผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ
การแยกคุมขังตามโยบายดังกล่าวยังส่งผลกระทบในด้านการใช้ชีวิตของผู้ต้องขังอีกหลายด้าน จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายฯ พบว่าในปีที่ผ่านมา (2568) ผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวน 16 ราย (เป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด 5 ราย) กลับถูกย้ายเรือนจำกะทันหัน และกระจายตัวกันออกไปในเรือนจำ 4 แห่ง โดยทุกกรณีไม่มีการแจ้งญาติให้ทราบล่วงหน้า ทำให้เกิดปัญหาการติดตามขอไปเยี่ยมในช่วงต้นของการโยกย้ายอีกด้วย
บางเรือนจำที่ถูกย้ายตัวไปอย่างเรือนจำกลางบางขวาง ก็พบว่าโดยปกติถูกใช้คุมขังผู้ต้องขังที่มีโทษสูง และเป็นคดีอุกฉกรรจ์ แต่กลับมีการโยกย้ายผู้ต้องขังที่โทษไม่มากนักไปยังเรือนจำดังกล่าว
ทั้งนี้ ผู้ต้องขังการเมืองหลายรายที่ถูกโยกย้ายเรือนจำกะทันหัน ได้เปิดเผยว่าเรือนจำใหม่ไม่แออัดเท่าเรือนจำเดิม และอาหารพอจะมีคุณภาพมากกว่า แต่ก็มีด้านที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่แตกต่างกัน เผชิญกับการปรับตัวใหม่ รวมทั้งปัญหาเรื่องการเยี่ยมและการส่งจดหมายสื่อสารกับบุคคลภายนอก ซึ่งนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับมาตรฐานของแต่ละเรือนจำแต่ละแห่ง
⭕️องค์กรสิทธิมนุษยชนยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าตรวจสอบเรือนจำ
จากรายงาน FIDH ให้ข้อสรุปเรื่องการจำกัดการเข้าถึงเรือนจำขององค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อตรวจสอบและติดตามการควบคุมตัวผู้ต้องขัง ว่ายังคงถูกจำกัดอย่างไม่เหมาะสม แม้จะมีข้อเสนอแนะจากกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศไปแล้ว
เมื่อช่วงปลายปี 2567 มีกลไกสหประชาชาติ 2 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการต่อต้านการทรมาน (Committee Against Torture) และคณะทำงานว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อสตรีและเด็กหญิง (Working Group on Discrimination Against Women and Girls) ได้สื่อสารถึงรัฐบาลไทยเกี่ยวกับเรือนจำไทย โดยประเด็นหลัก ๆ ของทั้งสองกลไกได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความแออัดในเรือนจำ
ทั้งนี้ CAT ได้มีข้อกังวลที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรือนจำไทยยังจำกัดการเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวอย่างเกินควรต่อองค์กรภายนอกที่ต้องการเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ และติดตามสภาพการควบคุมตัวของผู้ต้องขังในเรือนจำ รวมถึง กสม. และองค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ โดยมีการเสนอแนะให้รัฐบาลเพิ่มบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมในการตรวจสอบสถานที่ และรวมถึงให้มีตัวแทนขององค์กรเหล่านี้ในกลไกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ และพิจารณาคำร้องขององค์กรเหล่านี้ที่ต้องการเข้าตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวได้อย่างอิสระ ไม่ถูกขัดขวาง และไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ตลอดจนพูดคุยกับผู้ต้องขังได้โดยเป็นความลับ
เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2568 ทาง FIDH และ สสส. ยังได้ส่งจดหมายถึงเรือนจำ 13 แห่งทั่วประเทศ เพื่อขอเข้าเยี่ยมและติดตามสภาพการควบคุมตัวผู้ต้องขัง โดยมีเพียงทัณฑสถานหญิงกลางฯ เพียงแห่งเดียวที่ตอบรับจดหมายฉบับดังกล่าว และเป็นครั้งแรกที่องค์กรได้รับอนุญาตให้เข้าตรวจสอบเรือนจำ
อย่างไรก็ตาม จากรายงานฉบับนี้ การเข้าสัมภาษณ์ผู้ต้องขังหญิง 2 คน ในทัณฑสถานหญิงกลางฯ พบว่าผู้ต้องขังทั้งสองได้ถูกคัดเลือกมาให้ล่วงหน้าแล้วจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ รวมถึงมีข้อจำกัดเรื่องความเป็นส่วนตัว และการไม่สามารถเลือกผู้ต้องขังที่จะสัมภาษณ์โดยอิสระ ทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับ
📌อ่านและดาวน์โหลดรายงานบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/82569

ที่อยู่

66/4 Lat Phrao 16, Chom Phon, Chatuchak
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Freedom Bridgeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์