iLaw แก้กฎหมายให้คนเท่ากัน
(4)

เข้าสู่สัปดาห์ที่สี่แล้วที่พี่น้องในภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี และกำลังทำลายสุขภาพขอ...
16/04/2026

เข้าสู่สัปดาห์ที่สี่แล้วที่พี่น้องในภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี และกำลังทำลายสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางวิกฤตนี้ ความหวังสำคัญที่จะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้ คือ ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. (ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ) ที่ภาคประชาสังคมร่วมกันผลักดันจนผ่านสภาผู้แทนราษฎร หากต้องสะดุดหยุดลงจากเหตุยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568
--------------
➡️ครม.ต้องรับรองร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ภายในวันที่ 14 พ.ค. นี้

ย้อนกลับไปวันที่ 17 มกราคม 2567 สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ในวาระหนึ่งพร้อมกับร่างที่เสนอจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูลและคณะ และคณะรัฐมนตรี จากนั้นพิจารณาในชั้นกรรมาธิการและผ่านความเห็นชอบในวาระสามเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568
:
ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2568 วุฒิสภารับหลักการในวาระหนึ่งและตั้งกรรมาธิการพิจารณา แม้สถานการณ์ในเวลาดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่ร่างกฎหมายจะตกไปด้วยเหตุของการยุบสภาตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ในการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 สมาชิกวุฒิสภาที่นั่งเป็นกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขยายเวลาการพิจารณาไปอีก 30 วัน หรือจนถึง 2 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะเป็นผลให้ไม่ว่าอย่างไรร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดจะพิจารณาเสร็จไม่ทันรัฐบาลของอนุทิน 1 เนื่องจากกำหนดการยุบสภาเดิมคือวันที่ 31 มกราคม 2569

ในครั้งดังกล่าว ภาคประชาสังคมได้ออกมาเรียกร้องให้วุฒิสภาเร่งพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เพื่อให้พิจารณาเสร็จทันวาระสามก่อนการยุบสภาและก่อนฤดูกาลฝุ่นในปี 2569 อย่างไรก็ตาม มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ตกไปพร้อมกับร่างกฎหมายฉบับอื่นๆรวมอย่างน้อย 99 ฉบับ
:
ทั้งนี้ มาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ที่ตกไปภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป

15 มีนาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรประชุมเป็นครั้งแรกหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุมสภานัดดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นนับถอยหลังการนำกฎหมายตกไปด้วยผลของการยุบสภากลับมาพิจารณาต่อ ดังนั้นกำหนดวันสุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีจะรับรองร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ให้กลับมาพิจารณาต่อในสภาสมัยนี้คือ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569
--------------
🔵ภูมิใจไทยส่อถ่วงร่างอากาศสะอาดระบุซ้ำซ้อน สร้างภาระภาคธุรกิจ

วันที่ 1 เมษายน 2569 ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ อภิปรายถึง ‘ปัญหา’ ของร่างกฎหมายดังกล่าว เช่น หน่วยงานตามร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ที่ทับซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิมอย่างกรมควบคุมมลพิษ และอ้างทำนองว่า จะทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอันเป็นภาระที่อาจกระทบกับศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งระบุว่า ปัญหาอากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องของการไม่มีกฎหมายแต่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิภาพพอ
:
ซึ่งสิ่งที่ศุภชัยอภิปรายนั้น ส่วนหนึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและเครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทยเคยชี้แจงไปแล้วล่าสุดคือเดือนพฤศจิกายน 2568

๐ ไม่ซ้ำซ้อน แต่เพื่ออุดช่องโหว่ - ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นที่บังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว แต่อุดช่องโหว่กฎหมายเดิมที่บังคับใช้โดยขาดการบูรณาการและไม่สามารถแก้ปัญหาด้านมลพิษทางอากาศ รวมทั้งยังไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

๐ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และต้นทุนทางธุรกิจ – ข้อกังวลว่าจะสร้างภาระต้นทุนทันที เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ที่จริงแล้ว ร่างกฎหมายอากาศสะอาดได้บัญญัติถึงมาตรการสนับสนุนส่งเสริม และช่วยเหลือผู้ประกอบการไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ เช่น การให้เงินอุดหนุน และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หลักการนี้จะช่วยสนับสนุนพฤติกรรมที่ดี และสร้างความรับผิดชอบตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาเพื่อรับผิดชอบต่อปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างยั่งยืนจะได้รับประโยชน์เต็มที่ และฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนดรายละเอียดการบังคับใช้
:
ทั้งนี้ในวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติ ที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภา ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือ ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ และมอบหมายให้แต่ละกระทรวงทบทวนพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ พร้อมแจ้งยืนยันต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยวันประชุมสัปดาห์สุดท้ายก่อนครบกำหนดเวลา 60 วันคือ วันที่ 12 พฤษภาคม 2569
--------------
✊🏼ประชาชนทำอะไรได้เพื่อให้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดได้ไปต่อ

เวลาในการที่คณะรัฐมนตรีจะรับรองร่างกฎหมายให้กลับมาพิจารณาต่อในวาระที่ค้างอยู่เดิมเหลือน้อยลงทุกที หากประชาชนยังต้องการให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่ออากาศสะอาดสามารถร่วมกันส่งเสียงและความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยวิธีการดังต่อไปนี้

1. แชร์ข้อเท็จจริงจากเครือข่ายอากาศสะอาด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องความซ้ำซ้อนและภาระทางธุรกิจ
2. ส่งเสียงถึงรัฐบาล: ร่วมกันแท็ก หรือส่งข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของคณะรัฐมนตรี เพื่อทวงถามและกดดันให้มีการรับรอง ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับเข้าสู่สภาฯ ทันที

14/04/2026

มีการปล่อยข้อมูลเท็จรณรงค์ให้ไม่เห็นชอบประชามติในหลายเรื่องเช่น เซ็นเช็คเปล่า สั่นคลอนสถาบันฯ คดีทุจริตไม่มีอายุความ ทั้งหมดไม่เป็นความจริง เพราะการเห็นชอบแค่เปิดทางให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น ๆ #ถอดรหัสประชามติ69 #ประชามติ69 #เลือกตั้ง69

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีผลกระทบรุนแรงนี้เกิดจากลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือที่เป็นแอ่งกระทะ ทำให้อากาศปิด การเผาจากการบุกรุก...
13/04/2026

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีผลกระทบรุนแรงนี้เกิดจากลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือที่เป็นแอ่งกระทะ ทำให้อากาศปิด การเผาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรจำเป็นต้องต้องใช้วิธีเผา การเผาในพื้นที่ป่าเพื่อล่าสัตว์และหาของป่า ปัญหาปากท้องของประชาชนเมื่อชาวบ้านไม่มีทางเลือก ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่กับประชาชนทำให้เกิดการเผาเพื่อกลั่นแกล้ง รวมทั้งหมอกควันข้ามแดน

"ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่สามารถป้องกันในระดับหนึ่งได้ หากมีการขับเคลื่อนและดำเนินนโยบายสาธารณะของภาครัฐแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที"

ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ ที่ประชาชนฟ้องนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้เร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 https://www.ilaw.or.th/articles/57570

ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาที่ออกมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 ยังกล่าวด้วยว่า แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการเพื่อสั่งการให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 แล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่อื่นในภาคเหนือตกอยู่ในภาวะที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ อันเนื่องจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเป็นอย่างมาก เป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง จึงถือได้ว่าปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 9 ล่าช้าเกินสมควร ในการสั่งการและแก้ไขปัญหา

แม้จะฟังได้ว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติดำเนินการไปหลายมาตรการแล้วก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เกินค่ามาตรฐานยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ปรากฏว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติใช้อำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการขจัดมลพิษ ที่อ้างว่าดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2566 นั้น ไม่ได้มีผลทำให้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ลดลง และแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมิได้มีผลที่เป็นรูปธรรมอย่างเพียงพอ

ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤต สถานการณ์ยังไม่ลดลงและมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ได้ดำเนินการตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ และแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งอยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินในการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาผลร้ายจากฝุ่น PM2.5

13/04/2026

กกต. อ้างกฎหมายสั่งลบคลิปรณรงค์ประชามติของ "แม่แนน น้องสมาร์ท" อ้างว่าเผยแพร่ข้อมูลเท็จ แต่เกือบเดือนให้หลัง กกต. ยอมรับเองว่าไม่มีอำนาจสั่งลบ อีกทั้งคู่มือประชามติ 19 ล้านฉบับที่ กกต. แจกถึงบ้านไม่บอกแค่ให้ทำเครื่องหมาย ทั้งที่ต้องกากบาท X เท่านั้น รวมถึงพบใบปลิวที่แจกจ่ายโดยประชาชนทำสัญลักษณ์ติ๊กถูก ✓ ผลคือพบบัตรเสียจากการติ๊กถูกในหลายพื้นที่ #ถอดรหัสประชามติ69 #ประชามติ69 #เลือกตั้ง69

12/04/2026

เจาะข้อมูลตัวละครที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้ง'69 ที่จังหวัดชลบุรี

จังหวัดชลบุรี มีสส. จากพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง 5 เขต เมื่อดูรายชื่อคณะกรรมการประจำเขต พบชื่อ ‘วรจักร สถาพรภิญโญ’ นายอำเภอเมืองชลบุรี ทำหน้าที่เป็น ‘กกต.เขต’ ของเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งเป็นคนสนิทของ สุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคภูมิใจไทย ที่ชนะการเลือกตั้งไปได้

ยังพบชื่อ สุพิชฌาย์ ปิยะพุทธิชัย ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.กฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ หนึ่งในสว. เสียงข้างมากที่เป็นสีน้ำเงิน ทำหน้าที่เป็น ‘กกต.เขต’ ด้วย

ดูรายละเอียดต่อได้ทาง https://web.facebook.com/photo/?fbid=1435625415274182&set=a.466938978809502

สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) พร้อมด้วยองค์กรสมาชิกในไทย ได้แก่ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) iLaw และศูนย์ทน...
11/04/2026

สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) พร้อมด้วยองค์กรสมาชิกในไทย ได้แก่ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) iLaw และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ผลักดันการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ 10 ข้อที่มีประชาชนได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง

ในจดหมายเปิดผนึก FIDH และองค์กรสมาชิกในประเทศไทยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยซึ่งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกำหนดนโยบายและบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยมีต่อกลไกสิทธิมนุษยชนสากลต่างๆด้วย

“ในฐานะสมาชิกปัจจุบันของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะรับฟังและปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ‘ในการกำหนดและบังคับใช้นโยบายรวมถึงกฎหมาย’ จึงเป็นหน้าที่อันสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะต้องนำข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอีกหลายประการที่ถูกละเลยมานานเกินไป มาปรับใช้ให้เกิดผลจริง” เทปเป โอโนะ (Teppei Ono) รองประธาน FIDH กล่าว

สำหรับประเด็นปัญหาเร่งด่วน 10 ข้อ ได้แก่

1.การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทำงานให้กับภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิการรับประกันว่าคนที่ทำงานดังกล่าวจะไม่ถูกข่มขู่คุกคามเพราะการทำงาน

2.การยุติการดำเนินคดีนักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ประท้วง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนรวมถึง ให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังจากการชุมนุมโดยสงบหรือผู้ที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก

3. ให้แก้ไขกฎหมายหรือยกเลิกกฎหมายที่มีปัญหา เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และกฎหมายอาญาที่มีปัญหาอื่นๆ เช่น กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ

4. ให้ดำเนินการสืบสวนกรณีการซ้อมทรมาน การฆ่านอกระบบ และการบังคับศูนย์หาย อย่างเป็นอิสระ

5.ให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบรรณ พิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อมุ่งหน้าไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต

6. ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความแออัดภายในเรือนจำ และปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

7.ให้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อสร้างหลักประกันด้านความเท่าเทียมทางเพศ

8. ให้ดำเนินการขจัดความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงในทุกมิติ

9. ให้สร้างหลักประกันการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง

10. ให้เพิ่มความพยายามในการดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทบทวนกฎหมายพิเศษทั้งในแง่ตัวบทและการบังคับใช้

อ่านทั้งหมดได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/57566

ครบรอบ 16 ปี สลายการชุมนุมเสื้อแดงปี 53 เริ่มนับถอยหลังเหลืออีก 4 ปี คดีสังหารหมู่หมดอายุความ10 เมษายน 2569 คณะประชาชนทว...
11/04/2026

ครบรอบ 16 ปี สลายการชุมนุมเสื้อแดงปี 53 เริ่มนับถอยหลังเหลืออีก 4 ปี คดีสังหารหมู่หมดอายุความ

10 เมษายน 2569 คณะประชาชนทวงคืนความยุติธรรม (คปช. 53) จัดงานรำลึก “16 ปี เมษา-พฤษภา 53 นับถอยหลัง 4 ปีคดีคนเสื้อแดงหมดอายุความ” เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมเมื่อปี 2553 ที่ถูกทหารใช้กระสุนจริงและใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม บริเวณหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว) ภายในงานมีกิจกรรมวางช่อดอกไม้-พวงหรีด กล่าวคำไว้อาลัยและสดุดีวีรชนโดยผู้ปราศรัยหลายคน

🕊นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย
ธิดา โตจิราการ นักวิชาการและอดีตรักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) กล่าวว่า มวลชนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมในการเคลื่อนไหวช่วงเมษา-พฤษภา 53 เป็นมวลชนพื้นฐาน ไพร่ชนบท และคนจนเมือง ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ แรงงานนอกระบบในเมือง ไปจนถึงลูกหลานของคนชนบท การประท้วงของคนเสื้อแดงคือสงครามทางชนชั้นที่สำแดงออกที่เป็นผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจว่า มวลชนพื้นฐานที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงไม่สยบยอมต่อระบอบอำมาตยาธิปไตยและเผด็จการทหารที่เข้ามาแทรกแซงอธิปไตยของประชาชน

การชุมนุมของคนเสื้อแดงยืดเยื้อนานถึง 68 วันนับ จาก 12 มีนาคมถึง 19 พฤษภาคม 2553 ธิดากล่าวว่า ไม่เคยมีการต่อสู้ครั้งไหน ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬจะยืดเยื้อยาวนานขนาดนี้ และมีจำนวนผู้เข้าร่วมนับแสนคน สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างระหว่างชนบทและเมืองหลวง เห็นได้จากภาพผ้าขาวม้าและกระติ๊บข้าวเหนียวกลางสี่แยกราชประสงค์ที่เต็มไปด้วยสินค้าแบรนด์เนมราคาแพง

16 ปีที่ผ่านมา คดีความที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงยังดำเนินอยู่โดยไม่มีการนิรโทษกรรม หลายสิบปีที่พวกเรารวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์หาความจริงแต่พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการตัดสินตีตรา เป็นไปได้ไหมที่เราจะทำให้ในอีก 4 ปีที่เหลือก่อนคดีหมดอายุความในการทวงคืนความยุติธรรม ความยุติธรรมเป็นปราการด่านสุดท้ายของประชาชนที่จะทนอยู่ในนรกแบบประเทศไทยนี้

🕊หัวใจที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยถูกตอบแทนด้วยกระสุนปืนและความตาย
เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนกล่าวว่า วันที่ 10 เมษายนคือโศกนาฏกรรมโดยรัฐ เป็นประจักษ์พยานว่าครั้งหนึ่งรัฐไทยเคยใช้กระสุนปืนยิงใส่ประชาชนมือเปล่ากลางเมือง

เสกสิทธิ์กล่าวต่อว่า ในบรรดารายชื่อคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตในวันนั้น มีชื่อหนึ่งที่เขาจำได้ไม่เคยลืมนั่นคือ วสันต์ ภู่ทอง คนธรรมดาที่สวมเสื้อสีแดง ในมือถือธงไตรรงค์ ยืนประจัญหน้ากับทหารที่มีอาวุธครบมือ วสันต์ไม่มีอาวุธหรือกองกำลังส่วนตัว เขามีเพียงหัวใจที่เชื่อมั่นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมากลับเป็นกระสุนปืนและความตายที่ผู้มีอำนาจมอบให้

ผ่านมาแล้ว 16 ปีแต่สังคมการเมืองไทยยังไม่สามารถทวงคืนความยุติธรรมให้กับเรื่องนี้ได้ คนสั่งฆ่าไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และยังไม่มีผู้รับผิดกับเหตุการณ์สังหารหมู่กลางเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 63

เสกสิทธิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า วันที่ 10 เมษายนสำหรับเขาไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงผู้วายชนม์ แต่เป็นสิ่งย้ำเตือนใจว่าภารกิจในการทวงคืนความยุติธรรมยังคงไม่จบสิ้น ระยะเวลา 4 ปีก่อนที่คดีจะหมดอายุความนั้นเท่ากับอายุปกติของรัฐสภา ประเด็นที่ไม่ถูกพูดถึงเลยในการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คือการทวงความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดง ทวงความยุติธรรมให้กับผู้ที่ถูกรัฐบาลสังหาร เรื่องนี้ไม่ถูกพูดถึงในการแถลงนโยบายเลยแม้แต่ประโยคเดียว

🕊ไม่ได้มาชุมนุมก็ถูกยิง
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาและอดีตเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง กล่าวคำรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง เช่น พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ที่ถูกยิงที่หน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติ บริเวณถนนวิภาวดี ช่วงเวลาก่อนเสียชีวิตเขาอยู่บมอเตอร์ไซค์ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังแนวทหาร และกระสุนที่สังหารเขามาจากฝั่งทหาร

เช่นเดียวกับฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพอิตาลีที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสลายชุมนุมเสื้อแดงบริเวณใกล้สี่แยกศาลาแดง ซึ่งกระสุนที่ทำให้เขาเสียชีวิตมาจากการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร หรือมานะ แสนประเสริฐศรี อาสาปอเต็กตึ๊ง, กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา และ บุญทิ้ง ปานศิลา ที่เสียชีวิตขณะพยายามเข้าไปช่วยเหลือชายที่ถูกยิงก่อนหน้า บริเวณซอยรางน้ำ

เทวฤทธิ์กล่าวว่า คนเหล่านี้ถูกยิงเสียชีวิตแม้เขาไม่ใช่ผู้ชุมนุม ทั้งช่างภาพ นักข่าว ไปจนถึงอาสาสมัครพยาบาล หากเรายอมให้การสลายการชุมนุมในระดับนี้กลายเป็นเรื่องปกติ ในอนาคตมันก็จะถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ และเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

🕊จดหมายจากเก็ท-โสภณ สุรฤทธิ์ธํารง: คนเสื้อแดงมิใช่เพียงสีเสื้อ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือเก็ท นักโทษคดีมาตรา 112 ที่เป็นคนรุ่นใหม่เคลื่อนไหวจากการชุมนุมในปี 2563 ซึ่งมีโทษจำคุกรวม 8 ปี 6 เดือน ได้เขียนจดหมายส่งออกมาจากเรือนจำ จดหมายถูกอ่านโดยตัวแทนนักกิจกรรมจากกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ใจความว่า

เสื้อแดงถึงคนเสื้อแดง ครอบครัว คนรักของพวกเขา และผู้ที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีคนเท่าไหร่ที่ไปงานรำลึกในวันที่ 10 เมษายนนี้ ท่ามกลางปัญหาสังคมที่ถาโถมเข้ามา จะมีใครบ้างที่ยังหันกลับไปมองอดีต มันผ่านมาตั้ง 16 ปีแล้ว สำหรับสาธารณะชน จะมีใครนึกถึงคนเสื้อแดงอยู่ไหม สังคมไทยยังคงจำได้หรือไม่ว่า กรุงเทพ เมืองศรีวิไล ได้กลายเป็นลานสังหารหมู่ประชาชนโดยคนของรัฐ

เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ไม่ใช่การสังหารหมู่ครั้งแรก และน่าเศร้าที่อาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย กระแสสังคมไม่เคยหยุดนิ่ง ในแต่ละช่วง ความสนใจของมวลชนถูกโน้มน้าวไปตามประเด็นต่างๆ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็เช่นกัน มีทั้งช่วงที่กลายเป็นกระแสหลัก และช่วงที่เลือนหายไปจากสายตาผู้คน แต่สำหรับครอบครัวและคนรักของผู้ที่ถูกกระทำ เรื่องเหล่านั้นจะหายไปจากใจของพวกเราได้อย่างไร

ลองจินตนาการดูว่า หากคนที่เรารักถูกตีตราเป็นอาชญากร ทั้งที่เรารู้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด หรือถูกคุมขัง ถูกอุ้มหาย เราจะรู้สึกอย่างไร เราจะมูฟออนได้ง่ายๆ เหมือนมันไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลยจริงหรือ

ในสายธารของการเคลื่อนไหวของประชาชน คนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นมักถูกจดจำ แกนนำ นักปราศรัย กวี ศิลปิน และนักวิชาการ แต่มีผู้คนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ใต้แสงไฟ ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม ทั้งที่ความจริงแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยคนที่อยู่ในสปอตไลต์เท่านั้น ยังมีผู้คนธรรมดาอีกมาก ที่เมื่อเห็นความไม่ยุติธรรมก็ลุกขึ้นมาต่อสู้ ออกไปชุมนุม เดินขบวน ทั้งที่รู้ว่าต้องเผชิญความเสี่ยง ทั้งการถูกปราบปรามหรือการถูกจับกุม พวกเขารู้ด้วยซ้ำว่าอาจไม่มีใครจดจำชื่อของพวกเขาเลย แต่ด้วยความจริงใจ พวกเขายังเลือกที่จะก้าวออกมา สำหรับผม คนเหล่านี้น่านับถือไม่แพ้คนที่ออกหน้าเลยแม้แต่น้อย

วันที่ 10 เมษายน 2553 เกิดการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุการณ์เริ่มต้นที่แยกคอกวัว และต่อเนื่องไปจนถึงหน้าวัดปทุมวนาราม ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นชวนให้ตั้งคำถามถึงความชอบธรรม เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งควรเป็นตัวแทนของประชาชน มีความชอบธรรมมากเพียงใดในการปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม คนเสื้อแดงคืออาชญากรจริงหรือ หรือพวกเขาเพียงเรียกร้องในสิ่งที่ควรจะเป็นของประชาชนทุกคน แล้วความชอบธรรมที่แท้จริงอยู่ตรงไหนกันแน่

จนถึงวันนี้ ทั้งผู้สั่งการและผู้ลงมือยังคงลอยนวล ขณะที่อายุความของคดีก็ลดน้อยลงทุกที ปีนี้สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง แต่ผมเชื่อว่าการรำลึกถึงคนเสื้อแดงยังคงจำเป็น เรามีเท่าไหร่ก็จะทำเท่าที่ทำได้ เพราะการจัดงานรำลึกคือการยืนยันว่า เรายังคงเคียงข้างครอบครัวและคนรักของผู้เสียหาย เรายังจำได้ว่าคนเสื้อแดงคือใคร และเรายังยืนอยู่ข้างอุดมการณ์ประชาธิปไตย

อีกแง่หนึ่ง งานรำลึกอาจสะท้อนความสูญเสียที่ประชาชนได้รับ แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็ยังว่างในประวัติศาสตร์ ประชาชนธรรมดานี่แหละที่ลุกขึ้นต่อสู้มาโดยตลอด แม้จะแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่การต่อสู้ก็ไม่เคยหยุด

เดือนนี้ 10 เมษายน รำลึกคนเสื้อแดง เดือนหน้า 19 พฤษภาคม รำลึกเหตุการณ์ปี 2553 14 พฤษภาคมวันครบรอบการจากไปของบุ้ง-เนติพร 1 พฤษภาคมคือวันแรงงาน และ 4 มิถุนายน คือวันที่ต้า-วันเฉลิม ศักดิ์สิทธิ์ ถูกอุ้มหาย ความจริงแล้วแทบทุกเดือนล้วนมีวันสำคัญของประชาชนที่สังคมไทยควรจดจำ

ผมอยากจะทิ้งคำถามไว้ว่า คนเสื้อแดงคือใครกันแน่ สำหรับผม มันไม่ใช่แค่สีเสื้อที่ใส่ หรือพรรคการเมืองที่ยึดถือ แต่คือหลักการ หากใครยังยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย คนๆ นั้นคือคนเสื้อแดง

ท่ามกลางมลพิษฝุ่นควันในฤดูร้อนของภาคเหนือที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาไว้เมื่อวั...
11/04/2026

ท่ามกลางมลพิษฝุ่นควันในฤดูร้อนของภาคเหนือที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาไว้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 ให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ ภายใน 90 วัน แต่ก็ยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน และปัญหาก็หนักขึ้นเรื่อยๆ

ดูรายละเอียดคำพิพากษาศาลปกครองเพิ่มเติมได้ทาง https://www.ilaw.or.th/articles/57570

วันที่ 10 เมษายน 2566 ภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงใหม่และประชาชนชาวเชียงใหม่ นำโดย สภาลมหายใจเชียงใหม่, สภาลมหายใจภาคเหนือ, รศ.ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล, ผศ.ดร.นัททน คงเจริญ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ "หมอหม่อง" อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักอนุรักษ์เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว, ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานมูลนิธิสืบสวนล้านนา ยื่นฟ้องศาลปกครองเชียงใหม่ เรียกร้องให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางสิ่งแวดล้อม ให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง"

ผู้ถูกฟ้องคดีได้แก่ นายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2, คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4

ศาลปกครองเชียงใหม่ รับฟ้องคดีนี้ไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส.3/2566 เป็นการดำเนินคดีครั้งประวัติศาสตร์ที่ต้องการกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐของไทย ต้องดำเนินมาตรการอย่างจริงจังและเห็นผลเพื่อป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางอากาศ อันเกิดจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่ทุกช่วงหน้าแล้งของทุกปีค่าฝุ่นในอากาศจะอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ส่งผลให้มีผู้ป่วยเรื้อรัง มีผู้เสียชีวิต กระทบกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และยังไม่มีทีท่าว่า ปัญหานี้จะลดลงได้อย่างไรนอกจากการรอให้เข้าสู่ฤดูฝนในทุกๆ ปี

ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 ตามที่อธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้พิจารณาคดีแบบเร่งด่วน ทำให้สามารถมีคำพิพากษาได้ในเวลาไม่ถึง 1 ปี โดยคำพิพากษาสรุปใจความสำคัญได้ว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ถือว่าเป็นภาวะมลพิษ หากปล่อยไว้เช่นนั้นจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของอนามัยประชาชน ก่อความเสียหายทั้งทรัพย์สิน การท่องเที่ยว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ ในการสั่งให้ส่วนราชการ และบุคคลใดๆ ร่วมกันป้องกัน แก้ไข บรรเทาผลร้ายจากฝุ่น PM2.5 ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

กรณีเป็นที่ประจักษ์ว่า หลายพื้นที่ในภาคเหนือมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดต่อเนื่องมาระยะเวลาหนึ่ง เป็นกรณีภาวะมลพิษ ซึ่งเมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือภยันตรายต่อสาธารณชน และหากปล่อยไว้เช่นนั้นมีแนวโน้มที่ร้ายแรงจนถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่อื่นในภาคเหนือและมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต หากไม่ได้รับการป้องกัน ควบคุม บรรเทา และแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงใช้อำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควร เพื่อเป็นการป้องกันแก้ไข ระงับหรือบรรเทาเหตุฉุกเฉิน หรือภยันตรายจากภาวะมลพิษดังกล่าวตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ

แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้ดำเนินการเพื่อสั่งการให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 แล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่อื่นในภาคเหนือตกอยู่ในภาวะที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ อันเนื่องจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเป็นอย่างมาก เป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง กรณีจึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 9 ล่าช้าเกินสมควร ในการสั่งการและแก้ไขปัญหา ให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และประกาศกรมควบคุมมลพิษ

แม้จะฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีการดำเนินการไปหลายมาตรการแล้วก็ตาม เช่น มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในภาพรวมของประเทศ หรือได้ออกประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อปี 2565 กำหนดค่ามาตรฐานใหม่ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เกินค่ามาตรฐานยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน 2566 โดยไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้อำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการขจัดมลพิษ ตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ กรณีจึงเห็นว่าการดำเนินการตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่าดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2566 นั้น ไม่ได้มีผลทำให้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ลดลง และแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมิได้มีผลที่เป็นรูปธรรมอย่างเพียงพอ

โดยที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีผลกระทบรุนแรงนี้เกิดจากลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือที่เป็นแอ่งกระทะ ทำให้อากาศปิด การเผาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรจำเป็นต้องต้องใช้วิธีเผา การเผาในพื้นที่ป่าเพื่อล่าสัตว์และหาของป่า ปัญหาปากท้องของประชาชนเมื่อชาวบ้านไม่มีทางเลือก ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่กับประชาชนทำให้เกิดการเผาเพื่อกลั่นแกล้ง รวมทั้งหมอกควันข้ามแดน ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่สามารถป้องกันในระดับหนึ่งได้ หากมีการขับเคลื่อนและดำเนินนโยบายสาธารณะของภาครัฐแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที

ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤต สถานการณ์ยังไม่ลดลงและมีแนวโน้มสูงขึ้น ค่าเฉลี่ยเกินกว่าค่ามาตรฐานตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ และแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งอยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินในการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาผลร้ายจากฝุ่น PM2.5

เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในภาคเหนือได้คลี่คลายลงแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามมาตรา 9 ที่บัญญัติใช้ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินได้ อย่างไรก็ตามปัญหาฝุ่น PM2.5 จะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคมของทุกปีอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาตามหลักการป้องกันล่วงหน้า (preventive principle) กรณีจึงมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้อำนาจและปฎิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่น PM2.5 เกินกว่าค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในอนาคต

พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้อำนาจร่วมกัน กำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข บรรเทา หรือระงับภยันตรายอันเกิดจากฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือให้ทันท่วงที ทั้งนี้ให้ดำเนินการกำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

11/04/2026

เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยออกเสียงชี้นำประชาชนให้ "กาไม่เห็นชอบ" แล้วยังเดินตามเข้าไปยืนจ้องดูจนหย่อนบัตร พบกรณีลักษณะนี้หลายพื้นที่ ทั้ง นครนายก กรุงเทพฯ และลพบุรี อีกทั้งยังพบการซื้อเสียงขายพ่วง 3 ใบ ทั้งบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติสีเหลือง และกาไม่เห็นชอบในหลายพื้นที่ #ถอดรหัสประชามติ69 #ประชามติ69 #เลือกตั้ง69

🫂สำรวจ “สงกรานต์ที่หล่นหาย” ของผู้ต้องขังคดีทางการเมือง:สงกรานต์เป็นอีกเทศกาลสำคัญที่ผู้ต้องขังคดีการเมืองสูญเสียโอกาสใน...
11/04/2026

🫂สำรวจ “สงกรานต์ที่หล่นหาย” ของผู้ต้องขังคดีทางการเมือง
:
สงกรานต์เป็นอีกเทศกาลสำคัญที่ผู้ต้องขังคดีการเมืองสูญเสียโอกาสในการเฉลิมฉลองและใช้เวลาร่วมกับครอบครัว จนถึงวันที่ 11 เมษายน 2569 มีผู้ต้องขังคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 110 อย่างน้อย 40 คนในเรือนจำ 'วุฒิ' คือจำเลยคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังยาวนานที่สุด โดยเทศกาลนี้หล่นหายไปจากชีวิตเขาแล้วถึง 4 ปี นับตั้งแต่ถูกคุมขังเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2566

นอกจากหลายคนจะถูกพรากช่วงเวลาสำคัญไปแล้ว ยังต้องถูกคุมขังในพื้นที่ที่ห่างไกลจากบ้านเกิด เช่น อุดมที่อาศัยอยู่จังหวัดปราจีนบุรี และ ‘กัลยา’ ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดนนทบุรี ทั้งสองถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ทำให้พวกเขาไม่ได้สัมผัสบรรยากาศสงกรานต์มาแล้วถึง 3 ปี
:
และหากพวกเขาไม่ได้รับการนิรโทษกรรมหรือลดหย่อนโทษ บางคนอาจต้องสูญเสียเทศกาลนี้ไปอีกนานถึง 21 ปี หรือกว่า 2 ทศวรรษ เวลายาวนี้คือสงกรานต์ที่หล่นหายของเอกชัย หงส์กังวาน จำเลยคดีมาตรา 110 จากกรณีขบวนเสด็จผ่านม็อบ 13 ตุลาฯ ขณะที่เพื่อนร่วมคดีอย่าง ตัน-สุรนาถ แป้นประเสริฐ ฟรานซิส-บุญเกื้อหนุน เป้าทองชนาธิปและภาณุภัทร์ก็จะพลาดโอกาสพบหน้าครอบครัวคนรักในวันสำคัญเป็นเวลาถึง 16 ปีเต็ม

แต่กรณีที่ยาวนานที่สุดคือ อานนท์ นำภา ซึ่งมีโทษจำคุกเฉพาะในคดีมาตรา 112 รวม 27 ปี 8 เดือน เขาไม่ได้กลับบ้านในช่วงเทศกาลมาแล้ว 3 ปี และสงกรานต์ของเขาอาจต้อง “หล่นหาย” ต่อไปอีกอย่างน้อย 26 ปี
:
📌อ่านสรุปข้อมูลผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และ คดีมาตรา 110 : https://www.ilaw.or.th/days-in-prison

ชวนอ่านแถลงการณ์จากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ถึงรัฐบาลอนุทิน ในการแถลงนโยบายในข้อเรียกร้องต่อประเด็น...
10/04/2026

ชวนอ่านแถลงการณ์จากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ถึงรัฐบาลอนุทิน ในการแถลงนโยบาย
ในข้อเรียกร้องต่อประเด็นต่างๆ

- ผู้ถูกคุมขังทางการเมือง
- ราคาน้ำมัน
- สิทธิการอยู่ในอากาศที่สะอาด
- ปัญหาความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
- สงครามและวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งรุนแรง
- ปัญหาน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร
- ปัญหาฝุ่นพิษ
- คาร์บอนเครดิต
- วิกฤตสภาพภูมิอากาศ
- การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)
- ปาตานี การผลักดันนโยบายสันติภาพที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน

“ อำนาจอธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะมอบให้—แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องยึดคืนจากโครงสร้างที่พรากมันไป ”
———
🎯 แถลงการณ์ กป.อพช.—ก่อนการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่สอง
———
รัฐบาลที่ไม่เห็นหัวประชาชนกำลังจะขึ้นแถลงนโยบายภายใต้กรอบความชอบธรรมที่อ้างอิงการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งนั้นดำเนินอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นกติกาที่ถูกออกแบบโดยคณะรัฐประหารเพื่อจำกัดอำนาจอธิปไตยของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง กำหนดเพดานของการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ล่วงหน้า และเปิดพื้นที่ให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลของการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มทุนมากกว่าการสะท้อนเจตจำนงค์ของประชาชน จนทำให้สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่เพียงประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง แต่เป็นระบอบการเมืองที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการพรากอำนาจอธิปไตยของประชาชนและแปลงมันให้กลายเป็นอำนาจต่อรองของชนชั้นนำและทุนผูกขาด
ในขณะที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบาย ยังมีผู้ถูกคุมขังจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 61 คน ในจำนวนนี้ 34 คน ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และ 5 คน ตามมาตรา 110 มีผู้ไม่ได้รับการประกันตัว 27 คน ผู้ต้องรับโทษแล้ว 33 คน และยังมีเยาวชนอีก 1 คน ในสถานพินิจ โดยตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การคุมขังเหล่านี้เกิดจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยสงบ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตาม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 19 และ 21 อันเป็นพันธกรณีที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติ ขณะที่คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการกักขังโดยอำเภอใจได้มีความเห็นแล้วกว่า 10 ฉบับ ว่าการคุมขังลักษณะนี้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่รัฐไทยยังไม่ดำเนินการแก้ไข
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร่งด่วน ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังทางการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข และทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงมาตรา 112 เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อหลักประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ในประเทศที่ขังคนไว้เพราะพวกเขาใฝ่ฝันถึงเสรีภาพ
ในขณะที่รัฐบาลกำลังเตรียมแถลงนโยบายภายใต้ถ้อยคำอย่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “การสร้างความเชื่อมั่น” ประชาชนจำนวนมหาศาลกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เป็นรูปธรรมอยู่ทุกวัน ตั้งแต่ราคาน้ำมันที่ผลักภาระต้นทุนไปสู่ครัวเรือนและแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนเกษตรกรติดอยู่ในวงจรหนี้สิน ความไม่มั่นคงของแรงงานทั้งในและนอกระบบ ไปจนถึงสิทธิพื้นฐานที่สุดอย่างอากาศสะอาดสำหรับหายใจที่ถูกทำลายลงทุกวันในภาคเหนือ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
ในขณะเดียวกัน ความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังซ้ำเติมวิกฤตนี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต่อกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้ทำงานในห้องปรับอากาศและต้องเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานก่อสร้าง แรงงานรับจ้างรายวัน เกษตรกร และแรงงานนอกระบบซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและเข้าถึงระบบหลักประกันทางสังคมได้อย่างจำกัด ทำให้เมื่อความร้อนกลายเป็น “ภัยเงียบ” พวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และต้นทุนการดำรงชีวิตที่สูงขึ้นพร้อมกัน โดยที่ไม่มีมาตรการเชิงนโยบายจากรัฐที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองสิทธิในการมีชีวิตและสุขภาพที่ปลอดภัย
ภายใต้บริบทที่โลกกำลังเผชิญกับสงครามและวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นนี้ รัฐบาลกลับไม่มีนโยบายฉุกเฉินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ แต่เลือกทำเพียงการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน โดยไม่แตะโครงสร้างการกำหนดราคาพลังงาน ไม่ควบคุมราคาน้ำมันในภาวะวิกฤต ไม่ระงับกำไรเกินควรของโรงกลั่น และไม่ออกมาตรการคุ้มครองแรงงานนอกระบบและเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนว่ารัฐไม่ได้กำลังจัดการวิกฤต แต่กำลังปล่อยให้ต้นทุนของวิกฤตถูกผลักลงสู่ประชาชน ในขณะที่ผลประโยชน์ยังคงไหลไปสู่กลุ่มทุนอย่างต่อเนื่อง
แต่สิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้น คือกรณีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตรในช่วงวิกฤต ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ประชาชนต้องต่อแถวยาวหน้าปั๊มน้ำมัน เพราะคำถามพื้นฐานที่รัฐไม่สามารถตอบได้ไม่ใช่เพียงว่าน้ำมันนั้นหายไปไหน แต่ใครเป็นผู้กักตุน ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ และเหตุใดรัฐที่อ้างความโปร่งใสจึงไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมารับผิดได้ ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างพลังงานของประเทศกำลังเปิดทางให้ทุนใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการสะสมกำไร ในขณะที่รัฐไม่สามารถหรือไม่ยินยอมทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างแท้จริง
และยิ่งน่าเจ็บปวดกว่านั้น เมื่อรัฐบาลชุดเดียวกันที่ปล่อยให้คนภาคเหนือหายใจฝุ่นพิษ กลับประกาศภาคภูมิใจในนโยบายข้อ 18.4 ว่าจะ “จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล” ทั้งที่ตลาดคาร์บอนเครดิตไม่ใช่การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่เป็นการขายสิทธิ์ในการปล่อยมลพิษต่อไปโดยมีราคาแปะไว้ ทำให้บริษัทขนาดใหญ่สามารถซื้อสิทธิ์ที่จะไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง และทำให้ชุมชนที่รักษาป่า รักษาต้นน้ำ และรักษาระบบนิเวศ กลายเป็นเพียง “สินค้า” ในตลาดของนักลงทุน ขณะที่ฝุ่นในปอดของเด็กและผู้ใหญ่ในภาคเหนือไม่ใช่สินค้า และไม่มีคาร์บอนเครดิตใดสามารถชดเชยได้
ทางออกของวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะไม่มีวันสำเร็จผ่าน “ทุนนิยมสีเขียว” หรือการขยายตลาดคาร์บอนโลก แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและการพัฒนา เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการสร้างตลาดใหม่ให้ทุน แทนที่จะสร้างระบบปกป้องสุขภาพของประชาชน เลือกออกแบบกลไกทางการเงินสีเขียวแทนที่จะเอาผิดผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ เลือกขายอากาศแทนที่จะทำให้อากาศสะอาด ซึ่งทั้งหมดนี้คือทุนนิยมสีเขียวที่แต่งตัวด้วยนโยบาย Net Zero แต่ยืนอยู่บนซากปอดของคนทั้งประเทศ
ในระดับระหว่างประเทศ การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ถูกนำเสนอในฐานะเส้นทางสู่การพัฒนา แต่ในเชิงโครงสร้างมันคือการผูกพันประเทศเข้ากับกติกาที่เปิดทางให้ทุนข้ามชาติ จำกัดอำนาจของรัฐในการคุ้มครองประชาชนและลดทอนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศ
ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้แสดงเจตจำนงผ่านประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลกลับยังยึดโยงอยู่กับกติกาเดิมที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม และในกรณีปาตานี การที่รัฐยังคงไม่มีนโยบายสันติภาพที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เพียงความล้มเหลวเชิงนโยบาย แต่เป็นการปฏิเสธสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของประชาชนอย่างเป็นระบบ
กระบวนการสันติภาพที่มีความยุติธรรมต้องเริ่มจาก ยกเลิกกฎอัยการศึกและกฎหมายพิเศษที่ให้ภูมิคุ้มกันแก่เจ้าหน้าที่รัฐ รับรองอัตลักษณ์และภาษามลายูปาตานีอย่างเป็นทางการ กระจายอำนาจให้ชุมชนเป็นเจ้าของการตัดสินใจ และสร้างกลไกค้นหาความจริงและเยียวยาเหยื่อจากทุกฝ่าย
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแยกส่วน แต่เป็นภาพเดียวกันของโครงสร้างรัฐที่ปล่อยให้ทุนกำหนดทิศทางนโยบาย ปล่อยให้ต้นทุนของวิกฤตตกอยู่กับประชาชน และปล่อยให้สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้คนต้องถูกต่อรองผ่านวิกฤต ผ่านตลาด และผ่านศาล แทนที่จะได้รับการคุ้มครองโดยตรงจากรัฐ
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนโยบายเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่แค่เนื้อหาของนโยบาย แต่อยู่ที่กติกาที่กำหนดว่าใครมีอำนาจในการตัดสินใจ ใครมีอำนาจตรวจสอบ และใครต้องแบกรับผลกระทบ ซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยประชาชนอย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของการสร้างสังคมที่ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตที่ดีได้
ท้ายที่สุด อำนาจอธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะมอบให้ แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องยึดคืนจากโครงสร้างที่พรากมันไป
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) : 8 เมษายน 2569 ///

ที่อยู่

Bangkok
10321

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ iLawผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์