มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation - WDT

มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation - WDT ร่วมสนับสนุนการทำงาน
เลขบัญชี 061-3-08385-5
ธนาคารกสิกรไทย
(1)

12/06/2026
11/06/2026

#น้องหมาบีเกิ้ลสองตัวจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
อู่ทอง สุพรรณบุรี

พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าชิ้นอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าจะเป็นมื้อสุดท้ายของชีวิต

ไม่เคยรู้เลยว่าความไว้วางใจตามสัญชาตญาณของสัตว์ จะพาพวกเขาไปสู่ความตายอย่างช้า ๆ และทรมาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อสุนัขพันธุ์บีเกิ้ลของชาวบ้านจำนวน 2 ตัว ถูกวางยาจนเสียชีวิต ขณะที่สุนัขอีก 1 ตัวรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะเจ้าของรีบนำส่งสัตวแพทย์เพื่อล้างท้องได้ทันเวลา

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะน้องหมาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกในครอบครัว เป็นเพื่อน เป็นเงาที่คอยเดินตามเจ้าของอยู่ทุกวัน

หลังเกิดเหตุ ผู้ใหญ่บ้านได้เรียกคู่กรณีมาเจรจาไกล่เกลี่ย และผู้ถูกกล่าวหาก็ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้วางสารพิษจริง โดยเป็นผู้ที่มาเช่าพื้นที่ปลูกข้าวโพดจำนวน 14 ไร่ และเพิ่งเข้ามาใช้พื้นที่ได้ประมาณ 2 เดือน

แต่สำหรับคดีทารุณกรรมสัตว์นั้น การยอมรับสารภาพหรือการไกล่เกลี่ยในชุมชน ไม่ได้ทำให้คดีสิ้นสุดลง

เพราะความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นความผิดต่อรัฐโดยตรง และเป็นคดีที่ยอมความไม่ได้

เมื่อมีการกระทำที่ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมาน บาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้

วอชด็อก ไทยแลนด์ จึงได้ประสานงานไปยังผู้กำกับการ สภ.อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน สอบสวนพยานบุคคล และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วน

ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ชาวบ้านในพื้นที่ยังให้ข้อมูลตรงกันว่า ตั้งแต่ผู้ต้องสงสัยรายนี้เข้ามาเช่าพื้นที่ทำการเกษตร ได้มีสุนัขในละแวกเดียวกันหายไปอีกอย่างน้อย 4 ตัว

เจ้าของบ้านหลังหนึ่งให้ข้อมูลว่า ปกติสุนัขของตนจะออกมานั่งเล่นอยู่หน้าบ้านทุกวัน เนื่องจากบ้านไม่มีรั้วกั้น แต่หลังจากมีการเข้ามาไถสวนและทำไร่ในบริเวณดังกล่าว สุนัขก็เริ่มหายไปทีละตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ

ขณะเดียวกัน ยังมีพยานซึ่งทำงานอยู่ในแปลงอ้อยใกล้เคียงให้ข้อมูลว่า เคยพบซากสุนัขนอนเสียชีวิตอยู่ภายในพื้นที่เกษตร แต่ไม่ทราบว่าเป็นสุนัขของใคร

คำบอกเล่าเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มีเพียงคดีเดียว

วอชด็อก ไทยแลนด์ จึงแนะนำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพิ่มเติมอีกหนึ่งกรรมวาระ เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถขยายผลและสอบสวนเหตุสุนัขสูญหายและเสียชีวิตในพื้นที่ไปพร้อมกัน

ที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่านั้นคือ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะอ้างว่าเป็นเพียง “ยาเบื่อหนู”

แต่สัตวแพทย์ผู้รักษาสุนัขที่รอดชีวิต กลับให้ความเห็นทางวิชาชีพว่า ลักษณะอาการและผลการรักษาไม่สอดคล้องกับการได้รับยาเบื่อหนูทั่วไป และมีความเป็นไปได้ว่าเป็นสารกำจัดสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงสูงกว่า โดยทางผู้เสียหายมีเอกสารรับรองจากสัตวแพทย์ประกอบไว้เป็นพยานหลักฐานแล้ว

วันนี้น้องหมาสองตัวไม่สามารถกลับมาวิ่งเล่น กลับมาส่งเสียงเห่า หรือกลับมานอนรอเจ้าของที่หน้าบ้านได้อีกแล้ว

แต่สิ่งที่ยังทำได้ คือการทำให้ความตายของพวกเขาไม่สูญเปล่า

เพราะหากการวางยาสัตว์ถูกปล่อยผ่านเพียงเพราะผู้กระทำยอมรับผิดในวงเจรจา ชีวิตของสัตว์อีกจำนวนมากก็อาจต้องจบลงในลักษณะเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วอชด็อก ไทยแลนด์ จะติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด

เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า

และไม่มีสัตว์ตัวใดสมควรต้องตายอย่างทรมานจากสารพิษที่มนุษย์จงใจนำไปวางไว้เพื่อพรากชีวิตของพวกเขา

#วางยาเบื่อสุนัข
#อู่ทอง
#สุพรรณบุรี
#ทารุณกรรมสัตว์
#วอชด็อกไทยแลนด์

#วอชด็อกไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
#ร่วมยุติการทารุณกรรมสัตว์กับWDT

10/06/2026

วอชด็อกติดตามข่าว “พลายลุงตู่” ช้างป่าชราบาดเจ็บ
กรมอุทยานฯ เข้าช่วยเหลือต่อเนื่อง พบแผลมีหนองไหล เตรียมสร้างคอกชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ ขอร่วมส่งกำลังใจให้ “พลายลุงตู่” ช้างป่าเพศผู้วัยชรา ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หลังพบอาการบาดเจ็บบริเวณสะโพก มีแผลเปิดขนาดใหญ่และมีหนองไหลออกจากบาดแผล

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 นครราชสีมา รายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือพลายลุงตู่ ตามข้อสั่งการของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยเจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า ทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อุทยานแห่งชาติตาพระยา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำนางรอง และกลุ่มจิตอาสาภาคประชาชน ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตำบลสำโรงใหม่ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามอาการและวางแนวทางช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

จากการตรวจสอบ พบว่าพลายลุงตู่ยังคงหากินอยู่นอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีสภาพร่างกายซูบผอมเล็กน้อย แต่ยังมีความตื่นตัวและยังมีความอยากอาหารสูง ขณะเดียวกันพบพฤติกรรมนอนตะแคงแช่น้ำสลับซ้ายขวาเป็นเวลานานขึ้น เพื่อบรรเทาความร้อนและอาการเจ็บปวดจากบาดแผล

บาดแผลสำคัญอยู่บริเวณสะโพกด้านขวา เป็นแผลเก่าขนาดใหญ่ที่ยังมีหนองสีขาวไหลออกมา แม้ปากแผลจะเล็กลงแล้ว แต่ยังมีอาการบวมเล็กน้อย ส่วนแผลรูเล็กหลายจุดตามลำตัวและสะโพกทั้งสองข้าง บางจุดเริ่มปิดสนิท และไม่พบอาการบวมรุนแรง ทีมสัตวแพทย์จึงได้ให้ยาลดปวด ลดการอักเสบ และเตรียมติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้วิตามินเสริมตามความเหมาะสม

กรณีของพลายลุงตู่สะท้อนให้เห็นความเปราะบางของช้างป่าชราอย่างชัดเจน เมื่อร่างกายอ่อนแรง บาดเจ็บ และไม่สามารถผลักดันกลับคืนป่าได้โดยง่าย แต่หากปล่อยให้หากินอยู่ใกล้ชุมชนต่อไป ก็อาจเกิดอันตรายได้ทั้งต่อประชาชนและต่อตัวช้างเอง

คณะเจ้าหน้าที่จึงมีแนวทางร่วมกันในการสร้างคอกชั่วคราว โดยใช้รั้วไฟฟ้าเคลื่อนที่ที่ไม่เป็นอันตรายต่อช้าง เพื่อจำกัดพื้นที่ให้พลายลุงตู่ได้อยู่ในบริเวณที่ปลอดภัย สะดวกต่อการรักษา และลดความเสี่ยงจากการเดินเข้าใกล้ชุมชน ซึ่งได้มีการทำประชาคมกับประชาชนในพื้นที่หมู่ 11 ตำบลสำโรงใหม่ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามอาการตลอดเวลา ทั้งพฤติกรรมการกิน การนอน การเคลื่อนไหว และลักษณะบาดแผลในแต่ละวัน เพื่อรายงานให้ทีมสัตวแพทย์ประเมินและให้การรักษาอย่างเหมาะสม

มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ ขอขอบคุณกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน ทีมสัตวแพทย์ และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมกันดูแลชีวิตช้างป่าชราตัวหนึ่งด้วยความระมัดระวังและเมตตา

พลายลุงตู่ไม่ใช่เพียงช้างป่าตัวหนึ่งที่บาดเจ็บ
แต่คือชีวิตของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่กำลังต้องการเวลา ความปลอดภัย และการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ขอให้พลายลุงตู่ปลอดภัย
ขอให้บาดแผลค่อย ๆ ดีขึ้น
และขอให้ทุกการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวของการดูแลสัตว์ป่าด้วยหัวใจที่เคารพต่อชีวิต

#พลายลุงตู่
#ช้างป่า
#ช่วยเหลือสัตว์ป่า
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
#เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่
#อุทยานแห่งชาติตาพระยา
#เขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำนางรอง
#สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่7นครราชสีมา
#ร่วมยุติการทารุณกรรมสัตว์กับWDT

10/06/2026

น้องหมาเห่าใส่กันกับบ้านตรงข้าม
คนอาศัยไล่ตีทำร้ายหมาของเจ้าของบ้าน

วอชด็อกกำลังติดตามเรื่องนี้ ที่จังหวัดขอนแก่น

โค้ก คูบ และคาบ…สามชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้กลับมานอนหน้าร้านเดิมอีกแล้วเหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลาประมา...
10/06/2026

โค้ก คูบ และคาบ…สามชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้กลับมานอนหน้าร้านเดิมอีกแล้ว

เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. ที่บริเวณซอยวัดห้วยทรายขาว ตำบลทุ่งหลวง อำเภอละแม จังหวัดชุมพร ตรงข้ามร้านขายของชำ “ร้านค้าน้องเอ๊ะ” ใกล้ร้านขายของเก่าตาบัวลอย เมื่อมีชายในพื้นที่ใช้อาวุธปืนยิงสุนัขถึง 3 ตัวเสียชีวิต โดยอ้างว่าสุนัขไปกัดวัวของตนได้รับบาดเจ็บ

จากข้อมูลที่ประชาชนร้องเรียนมายังมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ ระบุว่า ชายผู้ก่อเหตุได้เดินมาถามที่ร้านค้าว่า สุนัขที่นอนอยู่หน้าร้านเป็นของใคร หากไม่มีเจ้าของจะ “จัดการ” เพราะกล่าวหาว่าสุนัขไปกัดวัวของเขา แต่ไม่ได้แจ้งว่าจะกระทำการอย่างไร

ไม่นานหลังจากนั้น ชาวบ้านได้ยินเสียงปืนดังขึ้น

หนึ่งชีวิตแรกชื่อ “โค้ก” ถูกพาออกไปและถูกยิงเสียชีวิต
ชีวิตที่สองชื่อ “คูบ” ถูกยิงเสียชีวิตตามมา
และชีวิตสุดท้ายชื่อ “คาบ” วิ่งหนีเข้ามาในร้านค้าน้องเอ๊ะ ราวกับกำลังขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ตรงนั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับยิ่งสะเทือนใจ

ผู้ก่อเหตุได้นำชามข้าวมาเรียก “คาบ” ออกไป ขณะที่น้องก้มลงกินอาหารด้วยความไว้ใจ ก็ถูกยิงจนเสียชีวิตเป็นตัวที่สาม

สามชีวิตถูกจับมาวางเรียงกัน ก่อนถูกนำไปฝังไว้ในที่ดินของผู้ก่อเหตุเอง

ชาวบ้านหลายคนได้ยินเสียงปืน มีผู้เห็นเหตุการณ์ และมีการถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน แต่ภายหลังมีการข่มขู่ให้ลบภาพและลบโพสต์ พร้อมคำพูดในลักษณะทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวว่า หากใครส่งต่อหรือเผยแพร่ภาพ จะถือว่าเป็นศัตรูกับผู้ก่อเหตุ

เพราะเขามีอาวุธปืน
เพราะชาวบ้านเป็นเพียงประชาชนธรรมดา
หลายคนจึงกลัว และต้องยอมลบหลักฐานที่เคยมีอยู่ในมือ

แต่วอชด็อกไม่หวั่นเกรงต่อความโหดร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ ได้เร่งประสานผู้กำกับการ สภ.ละแม จังหวัดชุมพร เพื่อมอบหมายสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยเร็ว รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบกล้องวงจรปิด สอบปากคำพยานบุคคล และนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

การกล่าวอ้างว่าสุนัขไปกัดวัว ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้ใครมีสิทธิ์ใช้อาวุธปืนตัดสินชีวิตสัตว์ด้วยตนเอง

หากมีความเสียหายเกิดขึ้น ต้องใช้กระบวนการตามกฎหมาย แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขั้นตอน ไม่ใช่ใช้ความโกรธ ความรุนแรง หรืออาวุธปืนเป็นคำพิพากษาแทนศาล

กรณีนี้เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ฐานกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร และหากตรวจพบการครอบครองหรือใช้อาวุธปืนโดยไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอาวุธปืนเพิ่มเติมด้วย รวมถึงพฤติการณ์ข่มขู่พยานหรือทำให้ประชาชนหวาดกลัว ย่อมเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง

โค้ก คูบ และคาบ ไม่ได้มีโอกาสพูด
ไม่ได้มีโอกาสอธิบาย
ไม่ได้มีโอกาสแม้แต่จะหนีให้พ้นจากความตาย

โดยเฉพาะ “คาบ” ที่วิ่งเข้าร้านเหมือนรู้ว่าที่นั่นอาจเป็นที่ปลอดภัยสุดท้ายของชีวิต แต่กลับถูกล่อด้วยข้าวหนึ่งชาม และถูกพรากชีวิตไปในวินาทีที่ยังเชื่อใจมนุษย์

วอชด็อกขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ละแม ดำเนินคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา รอบคอบ และถึงที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่สามชีวิตที่ถูกฆ่า และเพื่อให้สังคมได้เห็นว่า การใช้ความรุนแรงต่อสัตว์ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำแล้วจบไปด้วยการฝังกลบเงียบ ๆ ได้

ชาวบ้านไม่ควรต้องอยู่กับความกลัว
สัตว์ไม่ควรถูกฆ่าด้วยข้ออ้าง
และกฎหมายต้องไม่ปล่อยให้ความโหดร้ายกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชุมชน

วอชด็อกจะติดตามคดีนี้ต่อไปจนถึงที่สุด

เพื่อโค้ก
เพื่อคูบ
เพื่อคาบ

และเพื่อยืนยันว่า แม้พวกเขาจะเป็นเพียงสุนัขสามตัวในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่อย่างน้อยชีวิตของพวกเขาต้องไม่ถูกลบหายไปพร้อมกับความเงียบและความกลัวของคนทั้งชุมชน

#วอชด็อกติดตามคดีทารุณกรรมสัตว์
#ละแมชุมพร
#โค้กคูบคาบ
#ทารุณกรรมสัตว์ผิดกฎหมาย
#หยุดความรุนแรงต่อสัตว์
#สภละแม
#ร่วมยุติการทารุณกรรมสัตว์กับWDT

10/06/2026

น้องมีนา… ลูกช้างป่าตัวน้อยที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้าติดตาม

หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากธรรมชาติ และถูกส่งเข้ารับการดูแลที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง หลายคนต่างหวังว่าน้องจะได้รับการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม เพื่อเติบโตเป็นช้างที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเผยแพร่ภาพการดูแลน้องมีนา ซึ่งปรากฏภาพเจ้าหน้าที่และควาญช้างขึ้นนั่งหรือพาดตัวอยู่บนหลังของน้อง ทั้งที่น้องยังเป็นลูกช้างวัยอ่อน มีขนาดร่างกายเล็กและยังอยู่ในช่วงพัฒนาการของกระดูก กล้ามเนื้อ และข้อต่อต่าง ๆ

ภาพดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อกังวลในหมู่คนรักช้าง นักอนุรักษ์ และประชาชนจำนวนมาก ว่าวิธีการดูแลเช่นนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ และสอดคล้องกับหลักสวัสดิภาพสัตว์ในปัจจุบันเพียงใด

แม้ผู้ดูแลอาจมีเหตุผลหรือแนวทางการฝึกที่ใช้กันมาในอดีต แต่ในปัจจุบันองค์ความรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์ได้พัฒนาไปอย่างมาก หลายประเทศให้ความสำคัญกับการลดแรงกดทับทางกายภาพต่อสัตว์วัยอ่อน โดยเฉพาะสัตว์ขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ในช่วงการเจริญเติบโต

คำถามที่สังคมกำลังตั้งขึ้นจึงไม่ใช่การกล่าวโทษผู้ดูแล หากแต่เป็นคำถามที่เกิดจากความห่วงใยว่า

การขึ้นนั่งบนหลังลูกช้างวัยอ่อนมีความจำเป็นหรือไม่

มีผลกระทบต่อโครงสร้างร่างกายของลูกช้างในระยะยาวหรือไม่

และสามารถใช้วิธีการดูแลหรือฝึกพฤติกรรมรูปแบบอื่นที่เป็นมิตรต่อสวัสดิภาพสัตว์มากกว่าได้หรือไม่

น้องมีนาไม่ใช่เพียงลูกช้างอีกหนึ่งเชือก

แต่น้องคือสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ช้างป่าไทย และเป็นตัวแทนของความหวังที่ประชาชนจำนวนมากร่วมกันส่งต่อความรัก ความห่วงใย และกำลังใจมาตลอดเส้นทางการช่วยเหลือ

ดังนั้น ความโปร่งใสในการดูแล การเปิดเผยแนวทางทางวิชาการ และการรับฟังข้อห่วงใยจากสังคม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่า น้องมีนาจะได้รับการดูแลบนพื้นฐานของหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีที่สุด

เพราะไม่ว่าความเห็นจะต่างกันเพียงใด

จุดร่วมของทุกฝ่ายก็คือ…

ทุกคนต่างต้องการเห็นน้องมีนาเติบโตอย่างแข็งแรง ปลอดภัย และมีชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่ลูกช้างตัวหนึ่งควรได้รับ

#น้องมีนา
#ลูกช้างป่า
#ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย
#สวัสดิภาพช้าง
#ช้างป่าไทย

#มูลนิธิวอชด็อกไทยแลนด์
#ร่วมยุติการทารุณกรรมสัตว์กับWDT

10/06/2026

#ชาวต่างชาติแจ้งความวางยาเบื่อสุนัขบนเกาะสมุย
ศาลพิพากษาว่ามีความผิด รอลงอาญา
ปรับคนละ 5,000 บาท และชดใช้ค่าทนายความ 50,000 บาท

หลายคนยังคงเชื่อว่า การวางยาเบื่อสุนัขเป็นเรื่องเล็ก เป็นเพียงวิธีจัดการปัญหาสัตว์ที่ตนไม่ชอบ หรือสัตว์ที่เห็นว่าเป็นอุปสรรคในชีวิตประจำวัน

แต่คดีหนึ่งบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การพรากชีวิตสัตว์ด้วยสารพิษ ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรยอมรับได้อีกต่อไป

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 สุนัขของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่บนเกาะสมุย ถูกวางยาเบื่อจนเสียชีวิต ท่ามกลางความโศกเศร้าและความเจ็บปวดของเจ้าของ ที่ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ

ความสูญเสียครั้งนั้นไม่ได้จบลงเพียงน้ำตา หากแต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อค้นหาความจริง และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เจ้าของสุนัข กลุ่มอาสาสมัครคนรักสัตว์ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ่อผุด และมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด การตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนไหวของรถจักรยานยนต์ และการเชื่อมโยงข้อมูลจากกล้องของเทศบาล จนสามารถระบุตัวผู้เกี่ยวข้องได้ในที่สุด

จากการสอบสวน ผู้ก่อเหตุยอมรับว่าเป็นผู้วางยาเบื่อจริง โดยอ้างว่าสุนัขในพื้นที่เคยเข้าไปกินไก่ที่ตนเลี้ยงไว้

แต่แทนที่จะหาวิธีป้องกันทรัพย์สินของตนอย่างเหมาะสม หรือใช้ช่องทางตามกฎหมาย กลับเลือกนำไก่ผสมสารพิษไปโปรยในพื้นที่ชุมชน

การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงเป็นอันตรายต่อสุนัขเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อสัตว์อื่น รวมถึงประชาชนและเด็กที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย

จากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าสุนัขเสียชีวิตจากการวางยาเบื่ออย่างน้อย 3 ตัว และเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาจมีสัตว์อีกหลายชีวิตที่ตกเป็นเหยื่อโดยไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ เพราะเจ้าของจำนวนมากไม่เชื่อว่าจะสามารถเอาผิดผู้กระทำได้จริง

แต่คดีนี้พิสูจน์แล้วว่า ความเชื่อนั้นไม่ถูกต้อง

เมื่อประชาชนไม่ยอมแพ้ เมื่อพยานหลักฐานถูกเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ และเมื่อเจ้าหน้าที่เดินหน้าดำเนินคดีอย่างจริงจัง ผู้กระทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ภายหลังมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ เข้าประสานงาน ติดตาม และผลักดันกระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ให้โทษจำคุกแต่รอการลงโทษ พร้อมสั่งปรับคนละ 5,000 บาท และให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายด้านทนายความแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวน 50,000 บาท

แม้คำพิพากษาจะไม่สามารถนำน้องหมาที่จากไปกลับคืนมาได้ และแม้บทลงโทษในคดีทารุณกรรมสัตว์ของประเทศไทยวันนี้ อาจยังไม่หนักพอเมื่อเทียบกับชีวิตที่ถูกพรากไป

แต่คดีนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การวางยาเบื่อสัตว์ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ทางออกของปัญหา และไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมีสิทธิ์กระทำได้เพียงเพราะเห็นว่าสัตว์เป็นภาระ

ทุกชีวิตมีคุณค่า
ทุกการกระทำต้องมีผู้รับผิดชอบ
และทุกการแจ้งความร้องทุกข์ของประชาชน คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้ผู้กระทำผิดถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

วอชด็อก ไทยแลนด์ ขอขอบคุณผู้เสียหาย อาสาสมัครคนรักสัตว์ ประชาชนผู้ให้ข้อมูล และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ่อผุด ทุกนาย ที่ร่วมกันทำให้คดีนี้เดินทางมาถึงบทสรุป

เพราะในวันที่หลายคนคิดว่า “สัตว์พูดไม่ได้จึงไม่มีใครลุกขึ้นสู้แทน”

คดีนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากประชาชนไม่ยอมจำนนต่อความโหดร้าย และกล้าที่จะใช้กฎหมายปกป้องชีวิตที่อ่อนแอกว่า

ความยุติธรรมย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

#วางยาเบื่อสุนัข
#เกาะสมุย
#บ่อผุด
#สุราษฎร์ธานี

#มูลนิธิวอชด็อกไทยแลนด์
#วอชด็อกไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
#ร่วมยุติการทารุณกรรมสัตว์กับWDT

ขอขอบคุณกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์พื้นที่เขตบางซื่อ ปศุสัตว์กรุงเทพฯ และเจ้าหน้...
10/06/2026

ขอขอบคุณกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กรมปศุสัตว์
เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์พื้นที่เขตบางซื่อ ปศุสัตว์กรุงเทพฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เตาปูน
พร้อม เจ้าหน้าที่พรรคเศรษฐกิจ
ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีแมว 23 ชีวิตในพื้นที่บางซื่อ ร่วมกับมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าสภาพความเป็นอยู่ของแมวดังกล่าวมีลักษณะไม่เหมาะสมอย่างมาก มีน้ำและอาหารไม่เพียงพอ สถานที่แออัด ไม่ถูกสุขลักษณะ พบซากแมวภายในบริเวณบ้าน และแมวหลายตัวมีบาดแผล รวมถึงร่องรอยปัญหาสุขภาพ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำทารุณกรรมสัตว์

WDT ได้ดำเนินการแจ้งความไว้แล้ว และจะร่วมสนับสนุนข้อมูล พยานหลักฐาน และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สัตว์ที่ไม่มีเสียงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ภารกิจครั้งนี้ยังไม่จบเพียงการช่วยชีวิตออกมา
เพราะหลังจากนั้นยังมีค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหาร ค่าดูแลพักฟื้น การกักแยกโรค และการติดตามคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการดูแลค่าใช้จ่ายเหล่านี้โดยคุณ Suki Lucky และคุณแอนนา

WDT ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือแมวทั้ง 23 ชีวิต
และสนับสนุนภารกิจปกป้องสัตว์ที่ไม่มีเสียงต่อไป
เพราะสัตว์ก็มีหัวใจ
และสวัสดิภาพสัตว์เริ่มต้นได้ด้วยมือของเราทุกคน

09/06/2026

นาวาร่า…ไม่ได้กลับบ้านอีกแล้ว

น้องหมาสีดำชื่อ “นาวาร่า” สุนัขมีเจ้าของในจังหวัดสกลนคร ถูกชายรายหนึ่งใช้อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ยิง ก่อนนำร่างของน้องไปจัดการเพื่อบริโภค สร้างความเสียใจอย่างที่สุดให้แก่เจ้าของ ซึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.เมืองสกลนคร แล้ว

นี่ไม่ใช่แค่คดีสุนัขถูกทำร้ายหนึ่งตัว แต่คือภาพสะท้อนความสลดใจของสังคมไทยว่า
ในวันนี้ยังมีคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะในบางพื้นที่ของจังหวัดสกลนคร ที่ยังพยายามฆ่าสุนัขเพื่อกิน
ทั้งที่สัตว์เหล่านี้มีชีวิต มีความรู้สึก มีเจ้าของ มีบ้าน และเป็นสมาชิกในครอบครัวของใครบางคน

สำหรับเจ้าของ นาวาร่าไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่สัตว์ไร้ค่า และไม่ใช่ชีวิตที่ใครจะใช้ปืนยิงแล้วพรากไปได้ตามใจ
แต่นาวาร่าคือความผูกพัน คือชื่อที่เคยถูกเรียก คือชีวิตที่เคยวิ่งอยู่ในบ้าน และคือหัวใจดวงหนึ่งที่ไม่ควรถูกจบลงด้วยความโหดร้ายเช่นนี้

วอชด็อก ไทยแลนด์ จึงได้ประสานตรงถึงผู้กำกับการ สภ.เมืองสกลนคร และรองผู้กำกับการสอบสวน สภ.เมืองสกลนคร เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุดในทุกข้อหาที่เกี่ยวข้อง

ทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน จากการใช้อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ในการก่อเหตุ
รวมถึงประเด็นยาเสพติด จากข้อมูลว่ามีการตรวจปัสสาวะแล้วพบผลเป็นสีม่วง ซึ่งต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

และที่สำคัญที่สุด คือข้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของนาวาร่าโดยตรง ได้แก่ ความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะนาวาร่าเป็นสุนัขมีเจ้าของ
การนำไปจากเจ้าของโดยมิชอบย่อมต้องถูกตรวจสอบในทางอาญา รวมถึงความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557
เนื่องจากการทำร้ายสัตว์จนเสียชีวิตโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการกระทำที่กฎหมายไม่อาจยอมรับได้

วอชด็อกยังได้แนะนำให้ผู้เสียหายยืนยันแจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ เพื่อรักษาสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำความผิด

เพราะแม้กฎหมายจะมองสัตว์เลี้ยงเป็นทรัพย์สินของเจ้าของ
แต่ในความเป็นจริง สัตว์เลี้ยงไม่เคยเป็นเพียงทรัพย์สิน
หากคือชีวิตที่มีคุณค่าทางจิตใจเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเงินได้

คดีนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรมองผ่าน
เพราะหากวันนี้เราปล่อยให้การยิงสุนัขของผู้อื่นเพื่อนำไปบริโภคถูกมองเป็นเพียงเรื่องธรรมดา
วันพรุ่งนี้ก็อาจมีนาวาร่าตัวต่อไปที่ต้องหายไปจากบ้านอย่างไม่มีวันกลับ

นาวาร่าอาจไม่มีโอกาสได้กลับไปหาเจ้าของอีกแล้ว
ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงเรียกชื่อ ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น
แต่คดีของนาวาร่าต้องไม่เงียบหายไปพร้อมกับชีวิตของน้อง

วอชด็อกจะติดตามคดีนี้อย่างถึงที่สุด เพื่อให้นาวาร่าได้รับความยุติธรรม
เพื่อให้เจ้าของได้รับความเป็นธรรม และเพื่อให้คนที่ยังคิดจะฆ่าสุนัขเพื่อบริโภค ได้รู้ว่า
ชีวิตของสัตว์ไม่ใช่อาหารของความโหดร้าย และการทารุณกรรมสัตว์ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายจะปล่อยผ่าน

RIP นาวาร่า

ขอให้การจากไปของหนู ไม่สูญเปล่า
และขอให้คดีนี้เป็นบทเรียนของสังคมไทยว่า ความเมตตาไม่ควรหยุดอยู่แค่คำพูด แต่ต้องเริ่มจากการไม่ยอมให้ชีวิตของสัตว์ถูกพรากไปอย่างโหดร้ายอีกต่อไป

่า
#วอชด็อกเอาผิดคนฆ่าหมา
#สกลนคร
#สภเมืองสกลนคร
#หยุดฆ่าหมากิน
#หยุดทารุณกรรมสัตว์
#ลักทรัพย์
#ทารุณกรรมสัตว์
#สัตว์ไม่ใช่สิ่งของ
#ร่วมยุติการทารุณกรรมสัตว์กับWDT

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation - WDTผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์