มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ-มสช

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ-มสช มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

01/08/2026

Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศไทยที่มีรากฐานมาจากพฤติกรรมสุขภาพซึ่งเริ่มก่อตัวตั้งแต่วัยเด็ก ...
31/07/2026

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศไทยที่มีรากฐานมาจากพฤติกรรมสุขภาพซึ่งเริ่มก่อตัวตั้งแต่วัยเด็ก การส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะและป้องกันโรคในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนและครูในปัจจุบันต้องรับผิดชอบภารกิจด้านสุขภาพจำนวนมาก ทั้งการให้บริการสุขภาพ การจัดเก็บข้อมูลสุขภาพ และการดำเนินกิจกรรมจากหลายหน่วยงาน ซึ่งแม้จะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก แต่หากขาดการบูรณาการ อาจส่งผลให้ครูมีเวลาสำหรับการจัดการเรียนรู้ลดลง

วิดีโอนี้นำเสนอข้อค้นพบจากงานวิจัยที่ศึกษาการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคการศึกษาและภาคสาธารณสุข เพื่อค้นหาแนวทางลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และคืนเวลาให้ครูกลับไปทำหน้าที่สำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ด้านสุขภาพของผู้เรียน ผ่านการสร้าง Health Conscious หรือความตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของการมีสุขภาพที่ดี

ภายในคลิปประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่
• เหตุใดการป้องกัน NCDs จึงควรเริ่มต้นจากโรงเรียน
• บทบาทของครูในการสร้างพฤติกรรมสุขภาพของเด็กและเยาวชน
• ภารกิจด้านสุขภาพในโรงเรียน ทั้ง Health Service, Health Index และ Health Education
• ผลกระทบของภาระงานที่ซ้ำซ้อนต่อเวลาในการจัดการเรียนรู้
• แนวทางบูรณาการการทำงานระหว่างภาคการศึกษาและภาคสาธารณสุข
• ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้ด้านสุขภาพในโรงเรียนอย่างยั่งยืน

ลดภาระงานสุขภาพที่ซ้ำซ้อน คืนเวลาครู สร้างสุขภาวะเด็กไทยโรคไม่ติด...

🌶️ พริก…วัตถุดิบที่อยู่แทบทุกมื้ออาหารของคนไทยแต่หากวันหนึ่งตรวจพบ “สารพิษตกค้าง” เราจะตามหาต้นตอของปัญหาได้หรือไม่?คำตอ...
29/07/2026

🌶️ พริก…วัตถุดิบที่อยู่แทบทุกมื้ออาหารของคนไทย
แต่หากวันหนึ่งตรวจพบ “สารพิษตกค้าง” เราจะตามหาต้นตอของปัญหาได้หรือไม่?

คำตอบคือ…
แทบทำไม่ได้
ผลการศึกษากรณีตัวอย่าง “พริก” พบว่า หากสุ่มตรวจจากจุดจำหน่ายแล้วพบสารพิษตกค้าง ระบบสามารถ ตามสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตได้เพียง 6.88% เท่านั้น

หรือหมายความว่า…
📌 พริกกว่า 93% ไม่สามารถระบุแหล่งปลูกที่แท้จริงได้

เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่เกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ช่องว่างของระบบข้อมูล” ในช่วงกลางของห่วงโซ่อุปทาน

🌶️ พริกจากหลายสวนถูกนำมารวมกันที่ ล้ง ผู้รวบรวม และตลาดค้าส่ง ก่อนคัดแยกตามขนาดและคุณภาพเพื่อกระจายสู่ตลาด เมื่อผลผลิตจากหลายแหล่งถูกเทรวมกัน ข้อมูลของแต่ละแปลงปลูกก็หายไปพร้อมกับกระบวนการนี้ ทำให้เมื่อพบปัญหาในภายหลัง ก็ไม่สามารถย้อนกลับไปยังต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่งานวิจัยเสนอว่า…
❌ หากต้องการป้องกันปัญหาสารพิษตกค้าง ไม่ควรเน้นการสุ่มตรวจเฉพาะที่ปลายน้ำ เพราะแม้จะพบปัญหา ก็ยากที่จะตามกลับไปแก้ไขที่ต้นเหตุ
✅ แต่ควรเพิ่มการเฝ้าระวังใน “กลางน้ำ” โดยเฉพาะล้งและโรงคัดบรรจุ ซึ่งเป็นจุดสำคัญก่อนข้อมูลแหล่งผลิตจะสูญหาย และเป็นจุดที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพของระบบตามสอบย้อนกลับได้มากกว่า

💡 เพราะการสร้าง ระบบ Traceability ไม่ใช่เพียงการตอบคำถามว่า “พริกมาจากไหน” แต่คือการทำให้ประเทศไทยสามารถ ค้นหาต้นตอของปัญหา แก้ไขได้ตรงจุด และป้องกันไม่ให้สารพิษตกค้างย้อนกลับมาสู่จานอาหารของผู้บริโภคซ้ำอีก

💬 แล้วคุณคิดว่า…
ประเทศไทยควรลงทุนสร้างระบบติดตามแหล่งที่มาของผักและผลไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริงหรือไม่?

#พริก #สารพิษตกค้าง #ความปลอดภัยอาหาร #ระบบข้อมูลระดับชาติ #เกษตรปลอดภัย

📍 ผักผลไม้ปลอดภัย ไม่ได้เริ่มต้นที่การตรวจสารพิษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการ “รู้ว่ามาจากไหน”เมื่อพูดถึงความปลอดภั...
28/07/2026

📍 ผักผลไม้ปลอดภัย ไม่ได้เริ่มต้นที่การตรวจสารพิษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการ “รู้ว่ามาจากไหน”

เมื่อพูดถึงความปลอดภัยของอาหาร หลายคนอาจนึกถึงผลตรวจสารพิษตกค้างเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง หากพบปัญหาสารพิษตกค้างแล้ว ไม่สามารถตามสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตได้ ก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างแท้จริง

กรณีศึกษาของ “ส้ม” สะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญของระบบข้อมูลประเทศไทย

🍊 เมื่อลองตามสอบย้อนกลับจาก ปลายน้ำ (ตลาดจำหน่าย) ไปยัง ต้นน้ำ (แปลงปลูก) พบว่าสามารถตามกลับได้เพียง 28% เท่านั้น ขณะที่อีกกว่า 72% ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้

🔍 จุดที่ข้อมูลขาดหายมากที่สุด คือช่วง กลางน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นตลาดค้าส่ง โรงคัดบรรจุ หรือล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตจากหลายแหล่งถูกนำมารวมกัน ก่อนกระจายออกสู่ตลาด ทำให้ข้อมูลต้นทางสูญหาย และการตรวจสอบย้อนกลับทำได้ยาก

เมื่อระบบข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน ผลกระทบไม่ได้มีเพียงการไม่รู้ว่าผลผลิตมาจากไหน แต่ยังหมายถึง

❌ ไม่สามารถระบุแหล่งผลิตที่มีปัญหาได้อย่างแม่นยำ
❌ ยากต่อการควบคุมและป้องกันการใช้สารเคมีที่ไม่เหมาะสม
❌ การแก้ไขปัญหาทำได้เพียงปลายเหตุ แทนที่จะจัดการได้ตั้งแต่ต้นทาง

💡 นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่โครงการวิจัยกำลังผลักดัน “ระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงปลูก โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ไปจนถึงจานอาหารของผู้บริโภค เพราะเมื่อ “ข้อมูลเชื่อมถึงกัน” การเฝ้าระวัง การจัดการความเสี่ยง และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารของประเทศ ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

💬 คุณคิดว่า… ประเทศไทยควรมีระบบที่ประชาชนสามารถสแกนแล้วรู้แหล่งที่มาของผักและผลไม้ได้หรือไม่? และระบบแบบนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้มากแค่ไหน

#อาหารปลอดภัย #สารพิษตกค้าง #ผักผลไม้ปลอดภัย #ระบบข้อมูลระดับชาติ

27/07/2026

6 ประเด็นสำคัญจากสถานการณ์สารพิษตกค้างในผักและผลไม้ไทย

🥗 ผักและผลไม้เป็นอาหารที่ควรช่วยส่งเสริมสุขภาพ แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่อยู่บนจานอาหารของเราปลอดภัยจริง

เนื้อหาชุดนี้สังเคราะห์จากการบรรยายหัวข้อ “สถานการณ์สารพิษตกค้างในผักผลไม้: ข้อมูลจากการเฝ้าระวังและสิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้” โดย นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thai-PAN

ภายในเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร: ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดภาพสถานการณ์ความเสี่ยงด้านอาหาร เชื่อมโยงข้อมูลจากงานวิชาการ และชวนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างของประเทศ

ข้อมูลจากการบรรยายสะท้อน 6 ประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคและสังคมไทยควรรู้ ดังนี้
⸻

📈 1. ยิ่งตรวจได้ครอบคลุมมากขึ้น ยิ่งเห็นว่าสถานการณ์ยังน่ากังวล

เมื่อมองย้อนกลับไปยังผลการเฝ้าระวังระหว่างปี 2555–2567 จะพบภาพที่น่าสนใจว่า ผลตรวจอาจแตกต่างกันอย่างมากตามขอบเขตของสารที่ห้องปฏิบัติการสามารถตรวจวิเคราะห์ได้

ในช่วงแรกที่มุ่งตรวจสารเคมีกำจัดแมลงเพียง 4 กลุ่ม ได้แก่ คาร์บาเมต ออร์กาโนฟอสเฟต ออร์กาโนคลอรีน และไพรีทรอยด์ สัดส่วนตัวอย่างที่พบสารตกค้างเกินมาตรฐานมีแนวโน้มลดลง จากประมาณ 50% ในปี 2555 เหลือ 23% ในปี 2558 และเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 22–27% ในปีต่อมา

แต่เมื่อการตรวจวิเคราะห์พัฒนาไปสู่การตรวจแบบ Multi-residue analysis ซึ่งสามารถตรวจหาสารหลายชนิดได้พร้อมกัน ภาพสถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน

* 49% ในปี 2559
* 46% ในปี 2560
* 41% ในปี 2562
* 60% ในปี 2563
* 67% ในปี 2565
* และเพิ่มเป็น 69% ในปี 2567

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แปลโดยตรงว่าอาหารในปัจจุบันอันตรายกว่าในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านหนึ่งสะท้อนว่า เมื่อเรามีเครื่องมือที่ตรวจได้ละเอียดและครอบคลุมขึ้น เราก็ยิ่งมองเห็นปัญหาที่เคยซ่อนอยู่มากขึ้น

ดังนั้น การประเมินสถานการณ์สารพิษตกค้างจึงไม่ควรดูเพียงว่า “ตรวจพบหรือไม่” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ตรวจสารได้กี่ชนิด ใช้วิธีการใด และมาตรฐานการตรวจของแต่ละหน่วยงานสามารถเปรียบเทียบกันได้หรือไม่

⸻

🥬 2. ผักและผลไม้ที่คนไทยกินเป็นประจำหลายชนิด อยู่ในกลุ่มที่น่ากังวล

ผลการสุ่มตรวจผักและผลไม้ในปี 2567 จำนวน 279 ตัวอย่าง พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานในภาพรวมถึง 69%

สิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ รายการที่พบปัญหาจำนวนมากไม่ใช่อาหารแปลกหรืออาหารที่บริโภคเฉพาะบางกลุ่ม แต่เป็นผักสวนครัว ผักใบ และผลไม้ที่ปรากฏอยู่ในมื้ออาหารของคนไทยเป็นประจำ

ตัวอย่างชนิดที่พบสารตกค้างเกินมาตรฐานในสัดส่วนสูง ได้แก่

* พุทราช็อกโกแลต 100%
* องุ่นไชน์มัสแคต 96%
* กะเพรา 94%
* ถั่วฝักยาว 88%
* กวางตุ้งไต้หวัน 88%
* ขึ้นฉ่าย 88%
* พริกขี้หนูและพริกแดง 82%
* ส้มเปลือกล่อน 82%
* มะเขือเทศเชอร์รี 64%
* ฝรั่ง 59%
* คอส 53%
* คะน้า 53%
* แก้วมังกร 53%

ขณะเดียวกัน บางรายการมีสัดส่วนต่ำกว่า เช่น แอปเปิล 6% หัวไชเท้า 29% และกรีนโอ๊ก 35% แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ควรถูกนำไปตีความว่าอาหารชนิดใด “ปลอดภัยเสมอ” หรือ “อันตรายเสมอ” เพราะเป็นผลจากตัวอย่างที่สุ่มตรวจในช่วงเวลาและแหล่งจำหน่ายที่กำหนด

อีกข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ผลตรวจไม่ได้พบเพียงสารชนิดเดียวในผักหรือผลไม้แต่ละชนิด บางรายการพบสารตกค้างรวมหลายสิบชนิด ตัวอย่างเช่น ในภาพรวมของตัวอย่างที่ตรวจ พบชนิดสารรวมสูงถึงประมาณ 50 ชนิดในมะเขือเทศเชอร์รีและองุ่นไชน์มัสแคต 49 ชนิดในส้ม และ 48 ชนิดในพริก

ในตัวอย่างแต่ละชิ้นก็อาจตรวจพบสารหลายชนิดพร้อมกัน เช่น สไลด์รายงานช่วงจำนวนสารที่พบต่อตัวอย่างไว้ตั้งแต่ไม่พบเลย ไปจนถึงมากกว่า 20 ชนิดในผักบางรายการ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการประเมินความปลอดภัยจึงไม่ควรมองเพียง “สารตัวใดตัวหนึ่ง” แยกออกจากกัน

⸻

🧪 3. ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ปริมาณสารตกค้าง แต่รวมถึงชนิดของสารที่ถูกตรวจพบ

จากการวิเคราะห์ตัวอย่างผักและผลไม้ในปี 2567 มีการตรวจพบสารพิษตกค้างรวม 111 ชนิด แบ่งเป็น

* สารกำจัดแมลงและไร 56 ชนิด
* สารกำจัดเชื้อรา 44 ชนิด
* และสารในกลุ่มอื่นอีก 11 ชนิด

เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ของสหภาพยุโรป การนำเสนอระบุว่า ในจำนวนสารที่พบทั้งหมด มีเพียง 45 ชนิด หรือประมาณ 41% ที่ยังได้รับอนุญาตให้ใช้ในสหภาพยุโรป ขณะที่อีก 66 ชนิด หรือประมาณ 59% ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามเกณฑ์ดังกล่าว

ในกลุ่มสารที่ตรวจพบบ่อยที่สุด 20 อันดับแรก สารอันดับหนึ่งคือ Chlorfenapyr ซึ่งพบในประมาณ 30% ของตัวอย่าง และอันดับสองคือ Carbendazim พบประมาณ 28% โดยทั้งสองชนิดถูกระบุในสไลด์ว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในสหภาพยุโรป

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ ในสารที่พบบ่อย 20 อันดับแรก มีถึง 15 ชนิด หรือ 75% เป็นสารประเภทดูดซึม หรือ Systemic pesticide

สารกลุ่มนี้สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อและเซลล์ของพืชผ่านราก ลำต้น หรือใบ จึงไม่ใช่สารที่อยู่เฉพาะบนผิวภายนอก การล้างด้วยน้ำ การใช้น้ำยาล้างผัก หรือการปอกเปลือก อาจช่วยลดสิ่งสกปรกและสารบางส่วนบนผิวได้ แต่ไม่อาจรับประกันว่าจะกำจัดสารที่ซึมอยู่ภายในพืชออกได้ทั้งหมด

ข้อมูลดังกล่าวจึงชี้ว่า การผลักภาระให้ผู้บริโภค “ล้างให้สะอาด” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ความปลอดภัยต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกใช้สารเคมี การปฏิบัติตามมาตรฐานในแปลงปลูก การเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยว และการควบคุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

⸻

⚠️ 4. ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับสารเพียงตัวเดียว แต่กำลังเผชิญ “สารผสม” อย่างต่อเนื่อง

เมื่อผักหรือผลไม้หนึ่งตัวอย่างมีสารตกค้างหลายชนิด และคนหนึ่งคนบริโภคอาหารหลากหลายชนิดในแต่ละวัน ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่สารเคมีตัวใดตัวหนึ่ง

การบรรยายชวนให้มองถึงสิ่งที่เรียกว่า Cocktail Effect หรือผลจากการได้รับสารหลายชนิดร่วมกัน รวมถึง Chronic Exposure หรือการได้รับสารในระดับต่ำซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

แม้สารแต่ละตัวอาจอยู่ในปริมาณที่ดูไม่สูงเมื่อพิจารณาแยกกัน แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อสารหลายชนิดเข้าสู่ร่างกายพร้อมกันหรือสะสมต่อเนื่อง จะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร และระบบประเมินความปลอดภัยในปัจจุบันสามารถสะท้อนความเสี่ยงรวมดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด

ในการนำเสนอ ประเด็นนี้ถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการทำลายอวัยวะและการเกิดโรคจากภายใน รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ขณะเดียวกัน สารเคมีบางส่วนที่กระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมยังถูกเชื่อมโยงกับปัญหาเชื้อดื้อยา หรือ AMR ซึ่งอาจลดโอกาสและทางเลือกในการรักษาเมื่อประชาชนเจ็บป่วย

สารสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่การทำให้ประชาชนหวาดกลัวจนไม่กล้ารับประทานผักและผลไม้ แต่คือการชี้ว่า การส่งเสริมให้ประชาชนกินผักผลไม้เพื่อป้องกัน NCDs ต้องเกิดควบคู่กับการทำให้ผักผลไม้เหล่านั้นปลอดภัยจริง

เพราะประโยชน์ของอาหารเพื่อสุขภาพไม่ควรถูกลดทอนด้วยความเสี่ยงที่ป้องกันได้จากระบบการผลิตและการกำกับดูแล

⸻

🛒 5. ซื้อจากห้าง มีตรารับรอง หรือเป็นสินค้านำเข้า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติ

ข้อมูลการเฝ้าระวังยังท้าทายความเชื่อทั่วไปของผู้บริโภคหลายประการ

เมื่อแบ่งตามแหล่งที่มาของสินค้า พบว่า

* สินค้าที่ผลิตในประเทศตกมาตรฐานประมาณ 68%
* สินค้านำเข้าตกมาตรฐานประมาณ 73%

เมื่อพิจารณาการแสดงตรารับรอง พบว่า

* ผลผลิตที่แสดงการรับรองมาตรฐานตกมาตรฐาน 57%
* ผลผลิตที่ไม่แสดงการรับรองตกมาตรฐาน 69%

ตัวเลขนี้อาจสะท้อนว่า การรับรองมาตรฐานมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเมื่อเทียบกับสินค้าที่ไม่มีการรับรอง แต่ในขณะเดียวกัน การที่สินค้ามีตรารับรองแล้วยังพบปัญหาถึง 57% ก็ชี้ว่า ตรารับรองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแทนระบบตรวจสอบอย่างต่อเนื่องได้

ในด้านสถานที่จำหน่าย ผลการนำเสนอระบุว่า ตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้าพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 75% ขณะที่ตลาดสดและตลาดค้าส่งอยู่ที่ 61%

เมื่อแยกตามกลุ่มห้าง ตัวอย่างที่นำเสนอพบอัตราตกมาตรฐานประมาณ

* Lotus’s 87%
* Big C, Makro และ Gourmet Market 73%
* Tops 67%

ส่วนตลาดสดและตลาดค้าส่งก็มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่กลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น นนทบุรี 87% และนครปฐม 80% ไปจนถึงพื้นที่ที่มีอัตราต่ำกว่า เช่น เชียงใหม่และยโสธร 40%

ข้อมูลนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสรุปว่าห้างหรือตลาดประเภทใดปลอดภัยกว่ากันอย่างถาวร แต่กำลังบอกเราว่า ผู้บริโภคไม่สามารถตัดสินความปลอดภัยจากชื่อร้าน ราคา บรรจุภัณฑ์ แหล่งนำเข้า หรือตรารับรองเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่จำเป็นกว่าคือระบบตรวจสอบที่ต่อเนื่อง โปร่งใส เปรียบเทียบได้ และสามารถติดตามกลับไปถึงแหล่งผลิตของสินค้าที่มีปัญหาได้

⸻

🔍 6. ประเทศไทยมีข้อมูลมากพอที่จะมองเห็นปัญหา แต่ยังไม่มีระบบที่จัดการปัญหาได้ทันเวลา

ภาพใหญ่จากการเฝ้าระวังไม่ได้สะท้อนเพียงว่าเราพบสารตกค้างมากเพียงใด แต่ยังเปิดเผย “ช่องว่างของระบบ” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ที่ต้นน้ำ ประเทศไทยยังมีความแตกต่างระหว่างบัญชีสารที่อนุญาตใช้กับมาตรฐานของต่างประเทศ รวมถึงยังตรวจพบสารห้ามใช้ สารนอกบัญชี หรือสารที่สถานะการอนุญาตไม่ชัดเจน

สำหรับสินค้านำเข้า ปัญหาคือสินค้าเน่าเสียง่ายและไม่สามารถกักไว้ที่ด่านเป็นเวลานานได้ เมื่อผลตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการออกมา สินค้าบางส่วนอาจถูกกระจายไปยังผู้ค้าหรือผู้บริโภคแล้ว

ช่วงกลางน้ำและปลายน้ำยังมี จุดขาดของการตามสอบย้อนกลับ เนื่องจากผลผลิตจากหลายแปลงอาจถูกรวบรวม เทกอง คัด และกระจายต่อโดยไม่มีข้อมูลที่เชื่อมกลับไปถึงแปลงปลูกหรือรุ่นการผลิต เมื่อสุ่มพบสินค้ามีปัญหา จึงอาจทราบเพียงแผงขาย ตลาด หรือผู้จำหน่าย แต่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าสินค้านั้นมาจากผู้ผลิตรายใด

ประเทศไทยจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ “มีข้อมูลเพียงพอที่จะมองเห็นปัญหา แต่ยังขาดระบบที่จะเชื่อมข้อมูลเหล่านั้นไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยง”

ข้อเสนอจากการบรรยายคือ การพัฒนา ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเร่งด่วนระดับชาติ ที่สามารถทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่

1. การสุ่มเก็บตัวอย่างอย่างเป็นระบบ
2. การตรวจวิเคราะห์ด้วยห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน
3. การจำแนกระดับความเสี่ยง
4. การแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน
5. การสกัดกั้นหรือถอนสินค้าออกจากตลาด
6. การตามสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิต
7. และการสื่อสารคำแนะนำที่ประชาชนเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง

การสร้างระบบดังกล่าวไม่สามารถเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเชื่อมความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานด่านนำเข้า ห้องปฏิบัติการ ตลาด ผู้ค้าปลีก เกษตรกร นักวิชาการ และภาคประชาชน

เพราะเป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่ที่การบอกว่า “สินค้าตัวอย่างนี้ตกมาตรฐาน” แต่ต้องทำให้ประเทศไทยสามารถตอบได้ว่า สินค้านั้นมาจากไหน กระจายไปที่ใด ใครต้องรับผิดชอบ ต้องจัดการอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร

⸻

🥗 ความปลอดภัยของผักและผลไม้ไม่ควรขึ้นอยู่กับโชคของผู้บริโภค

ประชาชนควรสามารถเลือกซื้อและรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างมั่นใจ โดยมีระบบตรวจสอบ เฝ้าระวัง แจ้งเตือน และตามสอบย้อนกลับที่ทำงานได้จริงอยู่เบื้องหลัง

🎥 ผู้สนใจสามารถรับชม เทปบรรยายย้อนหลังฉบับเต็ม ได้ทางช่อง YouTube
📌 ลิงก์รับชมอยู่ในช่องคอมเมนต์ใต้โพสต์

#สารพิษตกค้าง #ผักผลไม้ปลอดภัย #ความปลอดภัยอาหาร #สารเคมีกำจัดศัตรูพืช #ระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้าง #ระบบแจ้งเตือนอาหาร #อาหารปลอดภัย #สุขภาพคนไทย #จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร

25/07/2026

🥦 ผักผลไม้ควรสร้างสุขภาพ ไม่ใช่สร้างความเสี่ยง
ทำไมประเทศไทยต้องมี “ระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ”

ผักและผลไม้ คืออาหารที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้รับประทานเป็นประจำ เพราะช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แต่คำถามสำคัญคือ…

เรามั่นใจได้แค่ไหนว่า ผักและผลไม้ที่เรากินทุกวัน “ปลอดภัย” จริง?

theSPACE สรุปและสังเคราะห์จากการบรรยาย “สารพิษตกค้างในผักและผลไม้สด : ความเสี่ยงต่อสุขภาพ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และความมั่นใจในการบริโภค” โดย ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งนำเสนอในเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร : ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569

⸻

🥗 ผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ แต่ต้อง “ปลอดภัย” ด้วย
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประชาชนรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ เพราะเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากผักและผลไม้มีสารพิษตกค้าง แม้ได้รับในปริมาณต่ำแต่สะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจลดทอนประโยชน์ของอาหารที่ควรส่งเสริมสุขภาพ และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังได้ ดังนั้นโจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่ “กินผักหรือไม่” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ทุกคนได้กินผักผลไม้ที่ปลอดภัย”

⸻

⚠️ สารพิษตกค้างไม่ได้ก่อพิษเฉียบพลันเท่านั้น แต่สะสมจนเกิดโรคเรื้อรังได้
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา พบว่าสารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดสามารถรบกวนระบบฮอร์โมนของร่างกาย กระตุ้นภาวะอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเครียดออกซิเดชัน ซึ่งเชื่อมโยงกับการเกิดโรคหัวใจ โรคเมแทบอลิก โรคมะเร็ง และโรคทางระบบประสาท นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนงานวิจัยจำนวนมากที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับสารกำจัดศัตรูพืชกับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิดอีกด้วย

⸻

🧬 ผลกระทบอาจเกิดได้ตั้งแต่ในครรภ์มารดา จนถึงวัยผู้ใหญ่
ผลกระทบของสารพิษตกค้างไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้บริโภคในปัจจุบัน แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนรุ่นถัดไป งานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการได้รับสารกำจัดศัตรูพืชกับความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ การตั้งครรภ์ พัฒนาการของทารก รวมถึงแนวโน้มการลดลงของคุณภาพและจำนวนอสุจิในประชากรชายทั่วโลก สะท้อนว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของ “สุขภาพตลอดช่วงชีวิต” มากกว่าปัญหาพิษเฉียบพลันเพียงอย่างเดียว

⸻

👨‍👩‍👦 สารพิษตกค้างอาจกระทบ “ภาวะเจริญพันธุ์ของผู้ชาย”
หนึ่งในข้อมูลที่น่ากังวลจากงานวิจัยด้านพิษวิทยา คือ สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดอาจส่งผลต่อระบบต่อมไร้ท่อและระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย โดยมีหลักฐานที่เชื่อมโยงกับการลดลงของจำนวนอสุจิ คุณภาพอสุจิ การเคลื่อนไหวของอสุจิ รวมถึงภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดลง นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการได้รับสารเคมีตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของระบบสืบพันธุ์ของทารกเพศชายในระยะยาวได้ จึงสะท้อนว่าเรื่องความปลอดภัยของอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้บริโภคในวันนี้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนรุ่นต่อไปด้วย

⸻

🔍 ผู้บริโภคไม่มีทางรู้ได้ว่าอาหารปลอดภัยหรือไม่
ความท้าทายสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่สามารถมองเห็น ดมกลิ่น หรือรับรู้สารพิษตกค้างได้ด้วยตนเอง ขณะที่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของอาหารยังไม่โปร่งใสเพียงพอ การติดฉลากยังไม่สะท้อนผลการตรวจสอบ และการตามสอบย้อนกลับยังมีข้อจำกัด ส่งผลให้ประชาชนต้องตัดสินใจเลือกซื้ออาหารโดยแทบไม่มีข้อมูลประกอบ ดังนั้น “ข้อมูลที่เชื่อถือได้” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภค

⸻

🇹🇭 ประเทศไทยต้องมี “ระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ”
ทางออกที่สำคัญไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัวต่อการบริโภคผักผลไม้ แต่คือการสร้างระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดค้าปลีก ไปจนถึงจานอาหารของประชาชน เพื่อให้สามารถตรวจสอบ แจ้งเตือน และตามสอบย้อนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทุกภาคส่วนใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ก็จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของอาหาร สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และสนับสนุนเกษตรกรที่ผลิตอาหารอย่างมีคุณภาพได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ

…..

🎥 หากคุณสนใจประเด็นนี้ และอยากรับฟังข้อมูลจากนักวิชาการแบบเต็ม ๆ
สามารถรับชม การบรรยายย้อนหลังของ ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล จากเวที “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร : ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ได้ทาง YouTube โดยทีมงานได้แนบลิงก์ไว้ใน คอมเมนต์แรก ของโพสต์นี้

เพราะ “ความปลอดภัยของอาหาร” ไม่ใช่เรื่องของผู้บริโภคเพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องของทั้งระบบ ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันออกแบบและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

#สารพิษตกค้าง #ผักผลไม้ปลอดภัย #ระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้าง #อาหารปลอดภัย #ความปลอดภัยทางอาหาร #สุขภาพคนไทย #จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร #มหาวิทยาลัยขอนแก่น #มหาวิทยาลัยมหิดล #สสส

ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติเปิดผลศึกษา “พริก–ส้ม” ชี้ช่องว่างกลางน้ำ ทำให้ตรวจพบสิ...
22/07/2026

ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ
เปิดผลศึกษา “พริก–ส้ม” ชี้ช่องว่างกลางน้ำ ทำให้ตรวจพบสินค้าเสี่ยง แต่ตามกลับไม่ถึงแปลงปลูก

เมื่อวานนี้ (21 กรกฎาคม 2569)
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) ประเทศแคนาดา ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมภาคีด้านสุขภาพ การเกษตร โภชนาการ และความปลอดภัยอาหาร เปิดข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดของประเทศไทย

ข้อเสนอดังกล่าวมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า ล้ง โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดสด ห้างค้าปลีก ไปจนถึงจานอาหารของประชาชน โดยเสนอให้ใช้ “พริก” และ “ส้ม” เป็นกรณีนำร่อง ก่อนขยายไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่น

ประเด็นสำคัญคือ การตรวจสารพิษตกค้างไม่ควรจบเพียงการรายงานว่า “พบ” หรือ “ไม่พบ” ที่ตลาดหรือจุดจำหน่าย แต่ต้องสามารถระบุได้ว่าสินค้านั้นมาจากแหล่งใด ผ่านใคร และควรกลับไปแก้ไขปัญหาที่จุดใด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

⸻

NCDs ไม่ใช่เรื่องของภาคสุขภาพเพียงฝ่ายเดียว
ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล Scientist, The Centre for Addiction and Mental Health และนักวิจัยประจำโครงการ กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนหรือระบบบริการสุขภาพเพียงด้านเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร การผลิตสินค้าเกษตร การตลาด เศรษฐกิจ และนโยบายของหน่วยงานนอกภาคสุขภาพด้วย

ดังนั้น การป้องกัน NCDs จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการทำให้อาหารที่ประชาชนบริโภคมีความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการเลือกใช้สารเคมี วิธีเพาะปลูก การรับรองมาตรฐาน การรวบรวมผลผลิต และการกระจายสินค้า ไม่ใช่รอแก้ปัญหาเมื่ออาหารเดินทางมาถึงผู้บริโภคแล้ว

⸻

สารตกค้างปริมาณน้อย อาจสร้างความเสี่ยงเมื่อได้รับต่อเนื่อง
ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า แม้ผักและผลไม้มีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยควบคู่กัน

ความเสี่ยงจากสารตกค้างไม่ได้มีเพียงพิษเฉียบพลันที่ทำให้เกิดอาการทันที แต่รวมถึงการได้รับสารในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึม ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และโรคของระบบประสาท

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารเรื่องสารพิษตกค้างไม่ควรทำให้ประชาชนหวาดกลัวจนหยุดบริโภคผักและผลไม้ แต่ควรนำไปสู่การพัฒนาระบบข้อมูล การเฝ้าระวัง และการตามสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ประชาชนบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างมั่นใจ

⸻

ผลวิจัยชี้ ตรวจพบที่ตลาด แต่ตามกลับไม่ถึงแปลง
รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ซึ่งศึกษาห่วงโซ่อุปทานของพริกและส้ม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ผลการศึกษาพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีหลายหน่วยงานตรวจสารพิษตกค้างอยู่แล้ว แต่ข้อมูลยังแยกกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้เมื่อพบสินค้าเสี่ยง ยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าสินค้านั้นมาจากแปลงใด ผ่านผู้รวบรวมหรือล้งใด และควรกลับไปแก้ไขที่จุดใด

📌 พริกที่สุ่มตรวจจากปลายน้ำ สามารถตามกลับถึงต้นน้ำได้เพียงร้อยละ 7
📌 ส้มที่สุ่มตรวจจากปลายน้ำ สามารถตามกลับถึงต้นน้ำได้ร้อยละ 28

ข้อค้นพบสะท้อนว่า “กลางน้ำ” โดยเฉพาะล้ง ผู้รวบรวม และตลาดค้าส่ง เป็นจุดสำคัญที่ข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้ามักขาดหาย ทั้งที่เป็นช่วงที่ผลผลิตจากเกษตรกรจำนวนมากถูกรวบรวม คละ และกระจายต่อไปยังตลาด

งานวิจัยจึงเสนอให้ยกระดับล้งจากการเป็นเพียงจุดผ่านของสินค้า ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล หรือ Traceability Hub เพื่อให้สามารถตามกลับไปยังแปลงปลูกและแก้ไขปัญหาได้จริง

⸻

4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยกระดับความปลอดภัยทั้งห่วงโซ่

1. เพิ่มเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์
เสนอให้พัฒนามาตรฐานขั้นพื้นฐานด้านการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย สนับสนุนค่าใช้จ่าย สินเชื่อ และบุคลากรตรวจรับรอง รวมถึงสร้างตลาดรองรับผลผลิต GAP อย่างเป็นรูปธรรม

เพราะหากเกษตรกรต้องมีต้นทุนและขั้นตอนเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตขายได้ราคาไม่ต่างจากสินค้า non-GAP ย่อมขาดแรงจูงใจในการเข้าสู่และรักษามาตรฐาน

2. ขยายการกำกับดูแลล้ง
เสนอให้ภาครัฐพัฒนามาตรฐานและระบบกำกับดูแลล้ง พร้อมสนับสนุนความรู้ เทคโนโลยี งบประมาณ และสินเชื่อ เพื่อยกระดับระบบจัดเก็บข้อมูลและเชื่อมโยงกลับไปยังแปลงปลูก

3. ปรับการตรวจปลายน้ำให้ใช้แก้ปัญหาได้จริง
ผลการสุ่มตรวจจากตลาดควรถูกนำไปใช้ประเมินว่ามาตรการต้นน้ำและกลางน้ำทำงานได้ผลหรือไม่ และต้องมีระบบส่งข้อมูลกลับไปยังหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขกระบวนการผลิต ไม่ใช่ใช้เพียงรายงานจำนวนตัวอย่างที่ตรวจพบสารตกค้าง

4. สร้างตลาดและความต้องการผักผลไม้ปลอดภัย
เสนอให้หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานประกอบการ เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อผักและผลไม้ปลอดภัย เปิดพื้นที่จำหน่ายตรงแก่เกษตรกร และสื่อสารแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือแก่ประชาชน

เพราะหากผู้บริโภคไม่ต้องการ ผู้ขายก็ไม่มีแรงจูงใจ และหากไม่มีตลาดรองรับ เกษตรกรก็ยากที่จะลงทุนรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

⸻

ทางออกต้องไม่เพิ่มภาระให้ผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว

เสียงจากภาคีตลอดห่วงโซ่อุปทานสะท้อนตรงกันว่า การยกระดับความปลอดภัยของผักและผลไม้ไม่ควรดำเนินการด้วยการเพิ่มข้อบังคับแก่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงมาตรฐาน ข้อมูล การตรวจสอบ ตลาด เงินทุน และแรงจูงใจเข้าด้วยกัน

พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้รวบรวม ตลาด ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค มีส่วนร่วมในการออกแบบระบบที่สามารถปฏิบัติได้จริง

ข้อค้นพบจากกรณีศึกษา “พริก–ส้ม” จะถูกนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงระบบ ส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติที่เชื่อมโยงข้อมูล และสามารถจัดการปัญหาได้ตั้งแต่แปลงปลูกถึงจานอาหาร

“อาหารปลอดภัยไม่ควรเริ่มต้นเมื่อสินค้ามาถึงจานของผู้บริโภค แต่ต้องได้รับการออกแบบและดูแลร่วมกันตลอดเส้นทาง ตั้งแต่แปลงปลูก จุดรวบรวม โรงคัดบรรจุ ตลาด ไปจนถึงระบบข้อมูลที่สามารถตามกลับไปแก้ไขปัญหาได้จริง”

#มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ #มสช #อาหารปลอดภัย #สารพิษตกค้าง #ผักผลไม้ปลอดภัย #เกษตรปลอดภัย #ระบบเฝ้าระวัง #ตามสอบย้อนกลับ #พริก #ส้ม #สุขภาพคนไทย #ความปลอดภัยอาหาร #จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร

พรุ่งนี้.... พบกันทาง Live streaming🎙️ เวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร : ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้...
20/07/2026

พรุ่งนี้.... พบกันทาง Live streaming
🎙️ เวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร : ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ”
ร่วมติดตามการแลกเปลี่ยนจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เครือข่ายเฝ้าระวังสารพิษตกค้าง เกษตรกร ผู้ประกอบการ ตลาดกลาง และภาคสังคม ที่จะร่วมกันมองโจทย์ “ความปลอดภัยของอาหาร” ผ่านมุมมองที่หลากหลาย และชวนกันออกแบบข้อเสนอเชิงระบบสำหรับประเทศไทย
🎯 ประเด็นชวนคิดในเวที
🔸 สารพิษตกค้างเกี่ยวข้องกับสุขภาพและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างไร
🔸 ประเทศไทยมีข้อมูลมากพอที่จะจัดการปัญหาทั้งระบบแล้วหรือยัง
🔸 ทำไม “ช่วงกลางน้ำ” ของห่วงโซ่อุปทาน จึงอาจเป็น Missing Link สำคัญของระบบเฝ้าระวัง
🔸 และประเทศไทยควรเริ่มต้นสร้างระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติอย่างไร
📅 วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569
🕤 เวลา 09.30 – 12.00 น.
📍 รับชม Facebook Live พร้อมกัน
ผ่านเพจ the SPACE และเพจ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ-มสช
💬 แล้วมาร่วมตั้งคำถาม แลกเปลี่ยน และค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคผักและผลไม้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผักและผลไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญ...
18/07/2026

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคผักและผลไม้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผักและผลไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารสุขภาวะ มีใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และคุณค่าทางโภชนาการที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ได้ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ความกังวลเรื่อง “สารพิษตกค้าง” กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อผักและผลไม้สด แม้การบริโภคผักผลไม้จะเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกัน NCDs แต่หากผักผลไม้เหล่านั้นมีการปนเปื้อนของสารกำจัดศัตรูพืช ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะลดลง และทำให้การรณรงค์ให้คนบริโภคผักผลไม้ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้เต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคยังไม่มั่นใจว่าผักผลไม้ที่ตนบริโภคมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

ทีมงาน มสช. ได้มีโอกาสพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิชาการผู้ทำงานศึกษาประเด็นความปลอดภัยทางอาหารและระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดมาอย่างต่อเนื่อง บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้ชวนมองเพียงเรื่อง “ผักและผลไม้ปลอดภัย” ในฐานะประเด็นผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังชวนทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบอาหาร ความเชื่อมั่นของประชาชน และการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในระดับโครงสร้างของประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคผักและผลไม้มากข...

ที่อยู่

Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ-มสช โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์