มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ-มสช

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ-มสช มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

📢  สสส.-กรมสุขภาพจิต-มสช. ผนึกภาคีสร้าง “ชุมชนสุขภาพจิตดี” ทั่วประเทศ ชู 41 พื้นที่ต้นแบบ ปั้นนักส่งเสริมสุขภาพจิตกว่า 3...
08/06/2026

📢 สสส.-กรมสุขภาพจิต-มสช. ผนึกภาคีสร้าง “ชุมชนสุขภาพจิตดี” ทั่วประเทศ ชู 41 พื้นที่ต้นแบบ ปั้นนักส่งเสริมสุขภาพจิตกว่า 3,193 คน ดันสุขภาพจิตสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นยั่งยืน

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัด “เวทีสานพลังเครือข่ายและสื่อสารสาธารณะด้านการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต” เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนบทเรียน และร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตชุมชนในอนาคต

ได้รับเกียรติจาก นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายและทิศทางการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตชุมชนตลอดช่วงชีวิต” พร้อมด้วย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นายกริชชัย ศิลปะรายะ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และนายปองพล ชุษณะโชติ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 3 และผู้จัดการโครงการ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสะท้อนทิศทางการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศ

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน มสช. ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. และ กรมสุขภาพจิต ทำหน้าที่เชื่อมประสานและสนับสนุนการพัฒนากลไกสุขภาพจิตชุมชน ร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน จนเกิดพื้นที่ต้นแบบและพื้นที่ขยายผลรวม 41 ชุมชนทั่วประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายนักส่งเสริมสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (นสช.) กว่า 3,193 คน ที่ทำงานเชิงรุกในการเฝ้าระวัง ดูแล รับฟัง และเชื่อมโยงความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในระดับพื้นที่

เวทีครั้งนี้เป็นพื้นที่สำคัญในการถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากพื้นที่ต้นแบบ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาแนวทางขับเคลื่อนงานส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตให้สอดคล้องกับบริบทชุมชน โดยมุ่งหวังให้ “สุขภาพจิต” เป็นวาระสำคัญของท้องถิ่น และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

📍 ห้องลาเวนเดอร์ 2-3 ชั้น 3 โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

📰 ติดตามข่าวการเผยแพร่จากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ได้ในคอมเมนต์แรก

#มสช
#มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
#สุขภาพจิตชุมชน
#ชุมชนสุขภาพจิตดี
#กรมสุขภาพจิต
#สสส
#นักส่งเสริมสุขภาพจิตชุมชน

05/06/2026

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติชวนผู้ที่สนใจรับชม
🔴 Live สด! เวทีสานพลังเครือข่ายและสื่อสารสาธารณะด้านการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ✨ เพราะสุขภาพจิตที่ดี เริ่มต้นได้จากพลังของชุมชน

✨ เพราะสุขภาพจิตที่ดี เริ่มต้นได้จากพลังของชุมชน🧠✨ นับถอยหลังสู่    เวทีสานพลังเครือข่ายและสื่อสารสาธารณะ ด้านการส่งเสริ...
04/06/2026

✨ เพราะสุขภาพจิตที่ดี เริ่มต้นได้จากพลังของชุมชน

🧠✨ นับถอยหลังสู่
เวทีสานพลังเครือข่ายและสื่อสารสาธารณะ ด้านการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ที่จะพาทุกท่านพบกับ
⭐️ เรียนรู้แนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชนที่เห็นผลได้จริง
⭐️ เยี่ยมชมนิทรรศการพื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ!
📅 วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569
⏰ เวลา 08.30 - 15.30 น.
🎥 ถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook : "กองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต"

ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับเกียรติบัตรเข้าร่วมประชุมได้ที่
https://dhscert2026.dmhpd.com

แล้วพบกันนะคะ 🤗
#ชุมชนสุขภาพจิตดี #สุขภาพจิตคือเรื่องของทุกคน #พลังชุมชนสุขภาพจิตดี ดูน้อยลง

ภาษียาสูบ เครื่องมือทรงพลังที่ลดคนสูบ และช่วยรักษาชีวิตคน🚭 เมื่อพูดถึงการควบคุมการบริโภคยาสูบ หลายคนอาจนึกถึงการรณรงค์ ก...
29/05/2026

ภาษียาสูบ เครื่องมือทรงพลังที่ลดคนสูบ และช่วยรักษาชีวิตคน

🚭 เมื่อพูดถึงการควบคุมการบริโภคยาสูบ หลายคนอาจนึกถึงการรณรงค์ การติดภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ การห้ามโฆษณา หรือการจำกัดพื้นที่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดการเข้าถึงและลดแรงจูงใจในการสูบบุหรี่

แต่หากมองในเชิง “ผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภค” หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับว่าส่งผลอย่างชัดเจนที่สุด คือ “มาตรการทางภาษี”

💰 ภาษียาสูบไม่ใช่เพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้ของรัฐ แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ทำให้ราคาบุหรี่สูงขึ้น ลดความสามารถในการซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา เมื่อราคาบุหรี่เพิ่มขึ้น โอกาสในการเริ่มสูบลดลง และผู้สูบบางส่วนอาจตัดสินใจลดหรือเลิกสูบ

🌍 องค์การอนามัยโลกจึงจัดให้ “การขึ้นภาษี” เป็นหนึ่งในมาตรการ Best Buy สำหรับการควบคุมยาสูบ ร่วมกับการจำกัดพื้นที่สูบ การห้ามโฆษณา การเตือนพิษภัยยาสูบ และการรณรงค์ผ่านสื่อสาธารณะ

📉 ข้อมูลจากการประเมินผลนโยบายควบคุมยาสูบของประเทศไทยในช่วงปี 2534–2549 พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ลดลง 25% จำนวนผู้สูบลดลงกว่าที่ควรจะเป็นกว่า 4 ล้านคน โดยมาตรการภาษีมีสัดส่วนผลกระทบสูงที่สุด คิดเป็น 61.2% ของผลทั้งหมด

❤️ ที่สำคัญ นโยบายควบคุมยาสูบไม่ได้ลดเพียง “จำนวนผู้สูบ” แต่ยังช่วยลดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ โดยมีการประเมินว่า นโยบายที่ผ่านมาได้ช่วยชีวิตคนไว้แล้วกว่า 31,867 คนในปี 2006 และคาดว่าจะช่วยชีวิตได้ถึง 319,465 คนในปี 2026

📌 ภาษียาสูบจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เพียงเรื่องของรายได้รัฐ หากแต่เป็นมาตรการสาธารณะด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตของผู้คน ครอบครัว ระบบสุขภาพ และภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ

คำถามสำคัญคือ หากภาษีเป็นเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดการสูบและรักษาชีวิตคนได้ ประเทศไทยควรออกแบบระบบภาษียาสูบอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่?

____
สังเคราะห์ข้อมูลจาก :
เอกสารประกอบการบรรยายของ ศ.นพ.ประกิต วาที่สารกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ในการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นการพัฒนาและนำเสนอยุทธศาสตร์มาตรการการเงินการคลังเพื่อควบคุมการบริโภคบุหรี่ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568

#ภาษียาสูบ #ควบคุมยาสูบ #บุหรี่ #สุขภาพคนไทย #นโยบายสาธารณะ #มาตรการภาษี #ลดนักสูบหน้าใหม่ #สร้างเสริมสุขภาพ #ไม่สูบบุหรี่

เจาะลึก “ภาระบริการสุขภาพ” จัดการอย่างไรไม่ให้กระทบเวลาเรียนจากการศึกษาและทบทวนข้อมูลพบว่า บริการสุขภาพในโรงเรียน เช่น ว...
25/05/2026

เจาะลึก “ภาระบริการสุขภาพ” จัดการอย่างไรไม่ให้กระทบเวลาเรียน

จากการศึกษาและทบทวนข้อมูลพบว่า บริการสุขภาพในโรงเรียน เช่น วัคซีน ทันตกรรม ตรวจสายตา และตรวจสุขภาพทั่วไป มักกระจายตัวตลอดปีการศึกษา และมีข้อเสนอให้ปรับเป็น “แผนบูรณาการบริการสุขภาพ” โดยรวบวันบริการให้กระชับขึ้น

🩺 บริการสุขภาพในโรงเรียนเป็นเรื่องจำเป็น
แต่ถ้าบริการเหล่านี้ “กระจัดกระจาย” ตลอดปีการศึกษา ก็อาจกลายเป็นภาระที่กระทบทั้งครู นักเรียน และห้องเรียนโดยไม่รู้ตัว

จากการวิเคราะห์ภาระงานด้าน Health Service พบว่า โรงเรียนต้องรองรับบริการสุขภาพหลายประเภทในแต่ละปีการศึกษา ทั้งการฉีดวัคซีน การตรวจฟัน การตรวจสายตา การตรวจสุขภาพทั่วไป และการเจาะเลือด ซึ่งแต่ละบริการมีช่วงเวลา กระบวนการ และหน่วยงานรับผิดชอบของตนเอง

📅 ปัญหาคือ บริการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน
แต่ทยอยเข้ามาตลอดเทอม ตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมไปจนถึงปลายปี ทำให้โรงเรียนต้องเตรียมความพร้อมซ้ำหลายครั้ง

ครูจึงไม่ได้มีบทบาทเพียง “ผู้สอน”
แต่ต้องกลายเป็นผู้ประสานงานด้านสุขภาพไปพร้อมกัน

👩‍🏫 สิ่งที่โรงเรียนต้องทำซ้ำ ๆ ได้แก่
📝 ขอข้อมูลและใบยินยอมจากผู้ปกครอง
📞 ประสานหน่วยบริการสุขภาพ
🏫 เตรียมสถานที่และจัดลำดับนักเรียน
👧 จัดเด็กเข้ารับบริการตามวันและเวลา
🚑 ในบางกรณีต้องพานักเรียนไปรับบริการต่อที่หน่วยบริการ
📊 ติดตามข้อมูลหลังให้บริการ หรือรายงานเด็กที่ตกค้าง

เมื่อบริการสุขภาพแต่ละประเภทเข้ามาคนละช่วงเวลา ผลที่เกิดขึ้นคือ เวลาเรียนถูกแบ่งออกเป็นช่วง ๆ ครูต้องหยุดการสอนเพื่ออำนวยความสะดวก และโรงเรียนต้องใช้ทรัพยากรซ้ำหลายรอบ ทั้งที่เป้าหมายของทุกฝ่ายคือการดูแลสุขภาพนักเรียนเหมือนกัน

🔁 ข้อเสนอสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนจาก “บริการสุขภาพที่กระจายตัว”
ไปสู่ “แผนบูรณาการบริการสุขภาพ” ที่จัดระบบให้บริการต่าง ๆ ทำงานร่วมกันมากขึ้น

✅ จากเดิมที่บริการสุขภาพอาจกระจายตัวมากกว่า 7–8 วันตลอดเทอม
✅ สามารถออกแบบใหม่ให้บริการบางส่วนถูกรวบยอดในช่วงเวลาที่เหมาะสม
✅ ลดจำนวนวันที่โรงเรียนต้องหยุดชะงัก
✅ ลดภาระการเตรียมงานซ้ำของครู
✅ และทำให้นักเรียนได้รับบริการสุขภาพครบถ้วน โดยกระทบเวลาเรียนน้อยลง

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ “จะให้บริการสุขภาพอย่างไร .... แต่คือทำอย่างไรให้ดูแลเด็กได้ดี โดยไม่ดึงเวลาการเรียนรู้ของเด็กและเวลาการสอนของครูออกไปมากเกินจำเป็น”

เพราะโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่สุขภาพและการเรียนรู้เดินไปด้วยกัน
ไม่ใช่ระบบหนึ่งเติบโตขึ้นด้วยการเพิ่มภาระให้อีกระบบหนึ่ง

#ภาระบริการสุขภาพ #ลดภาระครู #สุขภาพนักเรียน #บริการสุขภาพในโรงเรียน #โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ #แผนบูรณาการบริการสุขภาพ #คืนเวลาเรียน #คืนเวลาให้ครู #การศึกษาไทย #สาธารณสุขในโรงเรียน #สพฐ #กระทรวงศึกษาธิการ #กระทรวงสาธารณสุข
สังเคราะห์เนื้อหาจากการ เอกสารประกอบการประชุม Exchange Effort ครั้งที่ 3 “การพัฒนาและนำเสนอนโยบายการลดภาระของโรงเรียนจาก Health Service & Health Index”
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569
โดย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร x มสช. x สสส.
-
ภายใต้การดำเนิน “โครงการปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วน ที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้และยั่งยืน เพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่ 2”

ขอเสียงครูไทยหน่อยครับภาระงานสุขภาพ กำลังเข้ามาแย่งเวลาสอนของคุณครูทั้งหลาย จริงหรือไม่🏫 “สุขภาพนักเรียน” เป็นเรื่องสำคั...
20/05/2026

ขอเสียงครูไทยหน่อยครับ
ภาระงานสุขภาพ กำลังเข้ามาแย่งเวลาสอนของคุณครูทั้งหลาย จริงหรือไม่

🏫 “สุขภาพนักเรียน” เป็นเรื่องสำคัญ
แต่คำถามคือ…ระบบที่ดูแลสุขภาพนักเรียนในวันนี้ กำลังทำให้ “ครู” ต้องแบกรับภาระมากเกินไปหรือไม่?

ในโรงเรียนไทย งานด้านสุขภาพไม่ได้มีเพียงการดูแลเด็กเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประสานงานกับหน่วยบริการสุขภาพ การเตรียมนักเรียนเข้ารับบริการ การเก็บใบยินยอมจากผู้ปกครอง การติดตามเด็กที่ตกค้าง ไปจนถึงการกรอกข้อมูลสุขภาพนักเรียนลงในหลายระบบ

📌 ปัญหาสำคัญที่พบคือ การทำงานด้านสุขภาพในโรงเรียนยังมีลักษณะ “แยกส่วนและซ้ำซ้อน”
หน่วยงานด้านสุขภาพและการศึกษาต่างมีเป้าหมายที่ดีร่วมกัน คืออยากให้นักเรียนมีสุขภาวะที่ดี แต่เมื่อระบบบริการและระบบข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงกัน โรงเรียนจึงกลายเป็นจุดรับภาระสำคัญของทุกระบบ

ภาระนี้จึงเกิดขึ้นพร้อมกัน 2 ด้าน

🩺 1. ภาระบริการสุขภาพ
โรงเรียนต้องเตรียมสถานที่ เตรียมนักเรียน ประสานผู้ปกครอง และจัดเวลาเรียนเพื่อรองรับบริการสุขภาพ เช่น ฉีดวัคซีน ตรวจฟัน ตรวจสายตา ตรวจสุขภาพทั่วไป หรือเจาะเลือด ซึ่งหลายกิจกรรมเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา ทำให้กระทบต่อการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง

📊 2. ภาระข้อมูลสุขภาพ
ข้อมูลสุขภาพของนักเรียนหลายชุด เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ข้อมูลครอบครัว ความพิการ หรือข้อมูลคัดกรองด้านสุขภาพ ต้องถูกกรอกซ้ำในหลายระบบ ทั้งที่เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ส่งผลให้ครูต้องใช้เวลาไปกับงานเอกสารและระบบข้อมูลมากขึ้น

🔁 ทางออกจึงไม่ใช่การลดความสำคัญของสุขภาพนักเรียน
แต่คือการ “ออกแบบระบบใหม่” ให้บริการสุขภาพและข้อมูลสุขภาพทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น

✅ ด้านบริการ ควรจัดแผนบริการสุขภาพให้กระชับ ลดความซ้ำซ้อน และลดจำนวนวันที่โรงเรียนต้องหยุดชะงัก
✅ ด้านข้อมูล ควรเชื่อมโยงระบบข้อมูลสุขภาพนักเรียนให้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ลดการกรอกซ้ำ และทำให้ข้อมูลถูกนำไปใช้เพื่อดูแลนักเรียนได้จริง

เพราะการลดภาระครู ไม่ได้หมายถึงการลดความสำคัญของสุขภาพเด็ก
แต่คือการคืนเวลาให้ครูได้กลับไปทำหน้าที่สำคัญที่สุด คือ “การสอน การดูแล และการพัฒนาผู้เรียน”

#ลดภาระครู #สุขภาวะนักเรียน #สุขภาพนักเรียน #คืนเวลาให้ครู #การศึกษาไทย #สพฐ #กระทรวงศึกษาธิการ #กระทรวงสาธารณสุข

สังเคราะห์เนื้อหาจากการ เอกสารประกอบการประชุม Exchange Effort ครั้งที่ 3 “การพัฒนาและนำเสนอนโยบายการลดภาระของโรงเรียนจาก Health Service & Health Index”
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569
โดย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร x มสช. x สสส.
-
ภายใต้การดำเนิน “โครงการปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วน ที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้และยั่งยืน เพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่ 2”

มาตรการลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย🏥 การลดเค็มในประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์เพราะไทยมีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการลดโซ...
11/05/2026

มาตรการลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย

🏥 การลดเค็มในประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์
เพราะไทยมีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการลดโซเดียมแล้ว คือ Thai National Strategies for Sodium Reduction 2016–2025 ที่พัฒนาต่อยอดจากแนวทางขององค์การอนามัยโลก

📌 ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยขับเคลื่อนหลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งมาตรการด้านข้อมูลโภชนาการ มาตรการในโรงเรียน มาตรการในชุมชน และการสร้างสภาพแวดล้อมอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ

📝 ตัวอย่างสำคัญคือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บังคับให้ 13 กลุ่มอาหารต้องแสดงฉลาก GDA และได้ปรับค่า Thai RDI สำหรับโซเดียมจาก 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน เหลือ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายสุขภาพมากขึ้น

🏫 ในระดับโรงเรียนและชุมชน ก็มีความพยายามวางระบบต่อเนื่อง เช่น โรงเรียน อย.น้อย 18,757 แห่ง การบังคับใช้กฎกระทรวงห้ามขายน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบในโรงเรียนกว่า 31,508 แห่ง รวมถึงการผลักดันร้านอาหารเมนูชูสุขภาพ 5,752 ร้าน โครงการ Healthy Canteen 373 แห่ง และการใช้แนวคิด Healthy Meeting ในองค์กรต่าง ๆ

🥗 นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพจำนวน 3,297 ผลิตภัณฑ์ จาก 515 บริษัท ตลอดจนการกำหนดมาตรฐานอาหารสุขภาพในโรงพยาบาลกว่า 13,533 แห่ง เพื่อให้ “อาหารสุขภาพ” ไม่ใช่แค่ทางเลือกเฉพาะคนใส่ใจสุขภาพ แต่เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

📣 สิ่งที่เห็นจากทั้งหมดนี้คือ ไทยมีมาตรการไม่ใช่ภาษีอยู่พอสมควร และกำลังพยายามสร้างสภาพแวดล้อมให้ประชาชนกินเค็มน้อยลง แต่โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้มาตรการเหล่านี้ไปได้ไกลพอ จนเกิดผลต่อพฤติกรรมการบริโภคในระดับกว้างจริง ๆ

* สังเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาจากเอกสารบรรยายภายในงานเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “ยกระดับแนวทางความร่วมมือ: การพัฒนานโยบายและมาตราการทางภาษีในสินค้าทำลายสุขภาพ” ภายใต้การดำเนิน “โครงการปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วน ที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้และยั่งยืน เพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่ 2”

#ลดเค็ม #โซเดียม #นโยบายลดโซเดียม #ฉลากโภชนาการ #โรงเรียนอยน้อย #อาหารสุขภาพ #สุขภาพคนไทย #นโยบายสุขภาพ

โซเดียมกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของคนไทย🧂 “กินเค็ม” อาจเป็นพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันแต่ผลที่ตามมาไม่เล็กเลย เพราะการบ...
07/05/2026

โซเดียมกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของคนไทย

🧂 “กินเค็ม” อาจเป็นพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
แต่ผลที่ตามมาไม่เล็กเลย เพราะการบริโภคเกลือและโซเดียมมากเกินไป เชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสำคัญของคนไทยอย่างชัดเจน

📌 คนไทยเผชิญปัญหาโรคความดันโลหิตสูงถึง 23.5% หรือประมาณ 13.2 ล้านคน ขณะที่โรคหลอดเลือดสมองพบ 1.1% หรือราว 0.5 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือดพบ 1.4% หรือประมาณ 0.75 ล้านคน และโรคไตพบสูงถึง 17.5% หรือประมาณ 7.6 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มโรคสำคัญที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น

💥 นี่จึงทำให้ “โซเดียม” ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบในอาหาร แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ผลักภาระโรคให้สูงขึ้นทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และระบบสาธารณสุข

🔎 เวลาพูดถึงการลดเค็ม เราจึงไม่ได้พูดแค่เรื่องการงดเติมน้ำปลา หรือชิมก่อนปรุงเท่านั้น แต่กำลังพูดถึงการลดโอกาสเกิดความดัน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยชะลอปัญหาโรคไตที่กำลังเป็นภาระสำคัญของสังคมไทย

📣 การจัดการปัญหานี้ต้องทำมากกว่าการบอกให้ประชาชน “ระวังเค็ม” เพราะเมื่อโรคเกี่ยวข้องกับโครงสร้างการบริโภคในระดับประเทศ มาตรการสาธารณะและนโยบายจึงมีบทบาทสำคัญไม่แพ้การปรับพฤติกรรมส่วนบุคคล

* สังเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาจากเอกสารบรรยายภายในงานเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “ยกระดับแนวทางความร่วมมือ: การพัฒนานโยบายและมาตราการทางภาษีในสินค้าทำลายสุขภาพ” ภายใต้การดำเนิน “โครงการปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วน ที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้และยั่งยืน เพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่ 2”

#ภาษีสุขภาพ #ภาษีโซเดียม #ลดเค็มลดโรค #โซเดียม #โรคความดันโลหิตสูง #โรคหัวใจและหลอดเลือด #โรคไต #สุขภาพคนไทย #นโยบายสาธารณะ

โครงสร้างภาษีแอลกอฮอล์ไทยยังมีช่องว่าง🏛️ ภาษีแอลกอฮอล์ ไม่ได้มีไว้เพื่อหารายได้เข้ารัฐเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในก...
04/05/2026

โครงสร้างภาษีแอลกอฮอล์ไทยยังมีช่องว่าง

🏛️ ภาษีแอลกอฮอล์ ไม่ได้มีไว้เพื่อหารายได้เข้ารัฐเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสุขภาพของประชาชน

หลักคิดสำคัญคือ เมื่อราคาแอลกอฮอล์สูงขึ้น การเข้าถึงจะลดลง และการบริโภคก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย สไลด์อธิบายชัดว่า นโยบายภาษีและนโยบายราคาคือกลไกสำคัญด้านสาธารณสุข เพราะการเปลี่ยนแปลงของราคา ส่งผลต่อความสามารถในการซื้อ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค

📊 ปัจจุบันประเทศไทยใช้ ระบบภาษีผสม คือเก็บทั้งตามปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์และตามมูลค่าราคาขายปลีกแนะนำ โดยสินค้าแต่ละประเภทเสียภาษีไม่เท่ากัน เช่น เบียร์เก็บที่ 430 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และ 22% ตามมูลค่า ขณะที่สุราขาวเก็บเพียง 155 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และ 2% ตามมูลค่า ส่วนไวน์อยู่ที่ 1,000 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และ 5% ตามมูลค่า

🚨 ปัญหาสำคัญของโครงสร้างนี้คือ มันเปิดช่องให้เกิดสถานการณ์แบบ “เหล้ายิ่งแรง ยิ่งถูก” เพราะสุราที่มีดีกรีสูงอย่างสุราขาวกลับมีภาระภาษีต่อหน่วยแอลกอฮอล์ต่ำกว่าเครื่องดื่มบางประเภท ทำให้กลุ่มรายได้น้อยเข้าถึงสุราแรงราคาถูกได้ง่ายขึ้น และเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพมากกว่าเดิม

📉 อีกช่องว่างหนึ่งคือ ภาษีตามปริมาณที่เป็นอัตราคงที่ ไม่ถูกปรับตามเงินเฟ้ออย่างอัตโนมัติ เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าภาษีที่แท้จริงจึงลดลง ทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ถูกลงเรื่อย ๆ” เมื่อเทียบกับค่าครองชีพและรายได้ สไลด์ยกให้เห็นชัดว่า ราคาสินค้าหมวดอื่นเพิ่มขึ้นมาก แต่ราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มช้ากว่ามาก จนทำให้พลังของมาตรการภาษีอ่อนลงตามเวลา

💡 ข้อเสนอจากนักวิชาการจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การขึ้นภาษีทั่วไป แต่เสนอให้
ภาครัฐปรับภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดต่อเนื่องตามเงินเฟ้อ ตั้งเป้าให้ราคาขายปลีกจริงเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2578 ตามเป้าหมาย WHO 3 by 35 รวมทั้งทยอยลดช่องว่างระหว่างสุรากลั่นกับเบียร์ และพิจารณาใช้มาตรการกำหนดราคาขั้นต่ำต่อหน่วยแอลกอฮอล์ หรือ MUP เพื่อจัดการกับปัญหาสุราแรงราคาถูกโดยตรง

✅ เพราะในท้ายที่สุด ภาษีแอลกอฮอล์ที่ดี ไม่ใช่ภาษีที่เก็บได้มากที่สุดอย่างเดียว แต่ต้องเป็นภาษีที่ช่วยลดการดื่ม ลดอันตราย และทำให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมต่อสุขภาพของผู้คนมากขึ้น
* สังเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาจากเอกสารบรรยายภายในงานเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “ยกระดับแนวทางความร่วมมือ: การพัฒนานโยบายและมาตราการทางภาษีในสินค้าทำลายสุขภาพ” ภายใต้การดำเนิน “โครงการปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วน ที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้และยั่งยืน เพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่ 2”

#ภาษีแอลกอฮอล์ #ภาษีเพื่อสุขภาพ #นโยบายสาธารณะ #สุขภาพคนไทย #ลดการดื่ม #เหล้ายิ่งแรงยิ่งถูก #เงินเฟ้อ #ปฏิรูปภาษีเพื่อสุขภาพ

ทุกขวดที่ดื่ม มีต้นทุนเป็นชีวิตและสุขภาพ⚠️ แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่สินค้าที่ขายในร้านสะดวกซื้อหรือโต๊ะอาหาร แต่เป็นปัจจัยเสี่ย...
28/04/2026

ทุกขวดที่ดื่ม มีต้นทุนเป็นชีวิตและสุขภาพ

⚠️ แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่สินค้าที่ขายในร้านสะดวกซื้อหรือโต๊ะอาหาร แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สร้างต้นทุนมหาศาลให้กับชีวิตผู้คนและสังคมไทย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่คนดื่ม แต่ลามไปถึงครอบครัว ชุมชน ถนนหนทาง ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจของประเทศ โดยข้อมูลในสไลด์ระบุว่า แอลกอฮอล์เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางถนนถึง 22,804 รายต่อปี และการเมาแล้วขับเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเฉลี่ย 2,400 รายต่อปี 

🏠 ในระดับครอบครัวและสังคม ผลกระทบยิ่งรุนแรงไม่แพ้กัน เพราะเมื่อมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 4 เท่า และ 40% ของคดีเยาวชน มีแอลกอฮอล์เกี่ยวข้อง นี่คือภาพสะท้อนว่าแอลกอฮอล์ไม่เพียงทำร้ายสุขภาพ แต่ยังกัดกร่อนความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของผู้คนด้วย 

🩺 ที่สำคัญ คนไทยจำนวนมากยังรับรู้ความเสี่ยงไม่ครบถ้วน เพราะข้อมูลระบุว่า มากกว่า 90% ของคนไทยไม่ทราบว่าแอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็ง การสื่อสารสาธารณะจึงยังเป็นโจทย์สำคัญควบคู่ไปกับมาตรการเชิงนโยบาย 

💸 เมื่อมองในมิติเศรษฐกิจ ประเทศไทยสูญเสียจากแอลกอฮอล์สูงถึง 165,450 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 1.02% ของ GDP โดยต้นทุนส่วนใหญ่ถึง 95.5% มาจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลคิดเป็น 2.7% และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น การบังคับใช้กฎหมายและทรัพย์สินเสียหายอีก 1.8% 

📌 ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า ทุกครั้งที่สังคมไทยมองแอลกอฮอล์เป็นเพียงเรื่องความบันเทิง เราอาจกำลังมองข้าม “ต้นทุนที่แท้จริง” ซึ่งต้องจ่ายด้วยชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัย และงบประมาณของประเทศ
* สังเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาจากเอกสารบรรยายภายในงานเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “ยกระดับแนวทางความร่วมมือ: การพัฒนานโยบายและมาตราการทางภาษีในสินค้าทำลายสุขภาพ” ภายใต้การดำเนิน “โครงการปฏิบัติการเพื่อยกระดับการทำงานหลายภาคส่วน ที่มีประสิทธิผล ปฏิบัติได้และยั่งยืน เพื่อการป้องกันและควบคุมปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยวิธีการสื่อสารความรู้แบบบูรณาการโดยมีผู้ใช้ความรู้เป็นศูนย์กลาง ระยะที่ 2”

#แอลกอฮอล์กับสุขภาพ #ภาระโรค #เมาไม่ขับ #ความรุนแรงในครอบครัว #สุขภาพสาธารณะ #ต้นทุนทางสังคม #ภาษีเพื่อสุขภาพ #สสส #มสช

ที่อยู่

Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ-มสชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์