27/06/2026
◉ แลนบริดจ์ ทำลายป่าโบราณทะเลระนอง - รัฐแลกมรดกโลกกับท่าเรือที่ไม่มีใครสนใจ? - ทำลายความมั่นคงอาหาร อาชีพ เศรษฐกิจ
ย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 องค์การ UNESCO ได้บรรจุ "เขตอนุรักษ์ธรรมชาติทะเลอันดามันของไทย" ลงในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกทางธรรมชาติ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญตั้งแต่ป่าชายเลนระนองผืนใหญ่ที่สุดในประเทศ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน ไปจนถึงพื้นที่ทะเลอุดมสมบูรณ์ที่มีสิ่งมีชีวิตทางทะเลกว่า 300 สายพันธุ์ รวมถึงพะยูน สัตว์ทะเลใกล้สูญพันธุ์ที่แทบจะไม่เหลืออยู่ที่ใดในอ่าวไทยและอันดามันอีกต่อไป
นั่นคือข่าวดีของประเทศที่สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแหล่งทรัพยากรอันทรงคุณค่าของโลกอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยแบบที่หาไม่ได้จากที่ใดในโลก
แต่ข่าวร้ายคือ รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร โดยอาจเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งจะวางท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ไว้บนพื้นที่ชายฝั่งระนองที่แม้แต่ UNESCO เองก็ยังถือว่าควรได้รับการคุ้มครองสูงสุดในระดับนานาชาติ
คำถามไม่ใช่ว่า โครงการนี้ดีหรือไม่ดี คำถามที่แท้จริงคือ ทำไมรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าพัฒนาประเทศจึงเลือกทำลายทรัพยากรที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ เพื่อแลกกับโครงการที่นักวิชาการและสถาบันวิจัยอิสระหลายแห่งชี้ว่าไม่คุ้มทุนและนักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้จริง
❋ ป่าโบราณแห่งอาเซียน สิ่งที่ไทยกำลังจะสูญเสีย
สงวนชีวมณฑลระนอง (Ranong Biosphere Reserve) ได้รับการประกาศโดย UNESCO ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ครอบคลุมพื้นที่ราว 30,000 เฮกตาร์ โดย 40% เป็นพื้นที่ทะเล ประกอบด้วยแนวป่าชายเลนต่อเนื่องจากอุทยานแห่งชาติแหลมสนและเขตนิเจาลงมาสู่ทะเล หาดหญ้าทะเลในระดับความลึก 10 เมตร และระบบนิเวศที่เปลี่ยนผ่านจากภูเขาสู่ชายฝั่งอย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่พบที่ใดในภูมิภาคอีกต่อไป
ป่าชายเลนในพื้นที่นี้มีเนื้อที่รวมถึง 189,431 ไร่ ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่ได้รับการอนุรักษ์อยู่ในสภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีพันธุ์โกงกางมากกว่า 50 ชนิด และทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งฟักไข่ของสัตว์น้ำ เนิร์สเซอรีของลูกปลาและกุ้ง แนวป้องกันคลื่นพายุ และคลังกักเก็บคาร์บอนขนาดมหึมาที่ยากจะประเมินมูลค่า
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำโดย ผศ.ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรีนพีซ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กลุ่ม Beach for Life และมูลนิธิภาคใต้สีเขียว ได้เปิดเผยผลการสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินจากพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือระนองที่เสนอในโครงการแลนด์บริดจ์ พื้นที่บริเวณแหลมอ่าวอ่างและดอนตาแพ้ว พบสัตว์ทะเลหน้าดินรวมทั้งสิ้น 10 ไฟลัม 447 ชนิด ด้วยความหนาแน่นเฉลี่ย 1,884 ตัวต่อตารางเมตร โดยที่บางจุดในพื้นที่ดอนตาแพ้วพบความหนาแน่นสูงถึงกว่า 3,000 ตัวต่อตารางเมตร ประกอบด้วยหนอนปล้อง 217 ชนิด สัตว์ข้อปล้อง 136 ชนิด และมอลลัสกหรือกลุ่มหอย 64 ชนิด
สัตว์หน้าดินเหล่านี้ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในโคลน แต่คือรากฐานของห่วงโซ่อาหารทั้งระบบนิเวศ พวกมันคือแหล่งอาหารของลูกกุ้ง ลูกปลา ปูม้า และสัตว์น้ำพาณิชย์นับร้อยชนิดที่ชาวประมงพื้นบ้านระนองและชุมพรออกเรือหามาหลายชั่วอายุคน
❋ EHIA ที่สอบตก ตัวเลขโกหกขนาดอุตสาหกรรม
นี่คือหัวใจของปัญหาที่ทำให้นักวิชาการและภาคประชาสังคมพูดตรงๆ ว่ารายงานฉบับนี้สอบตก
รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ฉบับร่างที่จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่าพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือระนองมีสัตว์หน้าดินเพียง 1 ชนิด 7 ตัวต่อตารางเมตร
ขัดแย้งกับผลการสำรวจอิสระของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลพบว่า มีถึง 447 ชนิด 1,884 ตัวต่อตารางเมตร นั่นคือความต่างคือ 269 เท่าในด้านความหนาแน่น
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ได้คำนวณผลกระทบที่แท้จริงจากตัวเลขที่ถูกต้อง พบว่าหาก EHIA ใช้ตัวเลขความหนาแน่น 1,685 ตัวต่อตารางเมตรซึ่งยังต่ำกว่าที่วัดได้จริง ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตรตามที่โครงการระบุ จะมีสัตว์หน้าดินที่สูญหายไปถาวรจากการขุดลอกและถมทะเลมากกว่า 53,000 ล้านตัว ไม่ใช่ 1,524 ล้านตัวอย่างที่ EHIA อ้าง
ความต่างของตัวเลขนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดเชิงเทคนิค แต่คือการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนรากฐานการตัดสินใจทั้งหมด เพราะจากตัวเลขที่ต่ำเกินจริงนั้น รายงาน EHIA จึงสรุปว่าผลกระทบต่อระบบนิเวศอยู่ในระดับที่รับได้ ทั้งที่ความเป็นจริงคือการทำลายฐานห่วงโซ่อาหารทางทะเลขนาดมหาศาล
ยิ่งไปกว่านั้น ดอนตาแพ้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนประมงรู้จักกันดีว่าเป็นขุมทรัพย์กลางทะเลระนองไม่ได้ถูกรวมอยู่ในขอบเขตการศึกษา EHIA ของรัฐเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่พื้นที่นี้คือแหล่งทำมาหากินหลักของชาวประมงพื้นบ้านหลายร้อยครัวเรือน
❋ ห่วงโซ่อาหารที่พังทลายจากรากฐาน
เมื่อสัตว์หน้าดินสูญหายถาวรจากการขุดลอกร่องน้ำและการถมทะเลเพื่อก่อสร้างท่าเรือ ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่พื้นทะเลเท่านั้น
ระดับที่ 1 สัตว์หน้าดินจะสูญหายถาวรตั้งแต่วันแรกของการขุดลอก ระบบนิเวศพื้นทะเลอาจใช้เวลา 10-20 ปีหรือมากกว่าในการฟื้นตัว หากฟื้นตัวได้เลย เพราะโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือจะยืนอยู่ถาวร
ระดับที่ 2 ต่ออ่อนสัตว์น้ำทั้งแพลงก์ตอนพืชลดลงเมื่อตะกอนแขวนลอยจากการขุดลอกบดบังแสงแดดที่ส่องลงสู่ทะเล กระทบการสังเคราะห์แสง ทำให้ห่วงโซ่อาหารเบื้องต้นทั้งหมดอ่อนแอลง กุ้ง หอย ปูม้า และลูกปลาทุกชนิดที่อาศัยแพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดินเป็นอาหารจะหายไปจากพื้นที่
ระดับที่ 3 ป่าชายเลนจะเสียหาบจากน้ำเสียและน้ำมันจากเรือบรรทุกสินค้า สารเคมีจากนิคมอุตสาหกรรม และตะกอนจากการก่อสร้างจะซึมเข้าสู่ระบบรากของป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งฟักไข่และอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค ตั้งแต่กุ้งกุลาดำไปจนถึงปลาหมอทะเล
ระดับที่ 4 การทำลายระบบนิเวศทะเลขนาดใหญ่จากการปนเปื้อนของตะกอนและสารเคมีจากท่าเรืออุตสาหกรรมมีศักยภาพแพร่กระจายตามกระแสน้ำไปถึงแนวปะการังและหญ้าทะเลของเกาะพยาม หมู่เกาะระนอง ไปจนถึงอุทยานแห่งชาติสุรินทร์และสิมิลัน ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำระดับโลกที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่าปีละหลายพันล้านบาทซึ่งจะเป็น "คำพิพากษาประหาร" ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งภาค
❋ วิถีชีวิตที่สูญหายของชาวประมงและชุมชนมอแกน
พื้นที่ชายฝั่งระนองที่โครงการแลนด์บริดจ์กำหนดจะพัฒนานั้นเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งทำมาหากินของประชากรหลายกลุ่ม ทั้งชาวประมงพื้นบ้านระนอง ชุมชนมอแกนบนเกาะเหลา กลุ่มชาติพันธุ์ "ชาวเลอันดามัน" ที่มีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาทางทะเลสะสมมากว่าหลายร้อยปี เครือข่ายรักษ์ระนอง และเครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ
ในปี พ.ศ. 2566 รายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่บริเวณแหลมอ่าวอ่างสูงถึงกว่า 6,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการประมงพื้นบ้านในพื้นที่โครงการท่าเรือระนองอยู่ที่กว่า 500 ล้านบาทต่อปีในปี พ.ศ. 2567 แหล่งรายได้สองทางนี้จะหายไปพร้อมกันเมื่อท่าเรืออุตสาหกรรมเข้ามา
ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่การสูญเสียพื้นที่ทำกินหมายถึงการสูญสิ้นของวิถีชีวิตที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ชาวมอแกนที่เคยกำหนดเส้นทางชีวิตตามฤดูกาลสัตว์น้ำ การวางอวนปูม้าบนพื้นโคลนดอนตาแพ้ว การขุดหอยจากป่าชายเลน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่วิธีหาเงิน แต่คือเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจทดแทนด้วยเงินชดเชยใดๆ
❋ ความมั่นคงทางอาหาร ผลกระทบที่กินกว้างกว่าระนอง
ป่าชายเลนและระบบนิเวศปากแม่น้ำระนองไม่ได้เลี้ยงแค่ชาวประมงในพื้นที่ แต่เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่หมุนเวียนไปเลี้ยงผู้คนในห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ตลาดสดในระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี ไปจนถึงซัพพลายเชนอาหารทะเลแช่แข็งที่ส่งออกต่างประเทศ
ทุกปีมีสัตว์น้ำนับพันชนิดเข้ามาวางไข่ในป่าชายเลนระนอง ลูกปลา ลูกกุ้ง และสัตว์น้ำวัยอ่อนอาศัยพื้นโคลนและรากโกงกางเป็นที่หลบภัยก่อนออกสู่ทะเลใหญ่ กระบวนการนี้คือต้นทางของห่วงโซ่อาหารทางทะเลทั้งหมดในอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามัน
เมื่อฐานของห่วงโซ่นี้พังทลาย ความเสียหายไม่จำกัดอยู่แค่ระนอง แต่จะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อความสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในวงกว้าง กระทบความมั่นคงทางอาหารของประชากรหลายล้านคนที่พึ่งพาอาหารทะเลเป็นโปรตีนหลัก ในประเทศที่อาหารทะเลยังมีราคาถูกและเข้าถึงได้สำหรับคนทุกระดับรายได้
Chulalongkorn University Academic Service Centre ได้ทำการศึกษาสรุปว่า โครงการแลนด์บริดจ์ "ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและไม่คุ้มค่าที่จะสร้าง" โดยอ้างว่าโครงการจะกระทบป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครองระดับชาติ ขณะที่วุฒิสภาในปี พ.ศ. 2565 เองก็เคยศึกษาเรื่องความเป็นไปได้ของเส้นทางขนส่งเชื่อมสองฝั่งทะเลและพบว่าการขยายท่าเรือที่มีอยู่เดิมในมาเลเซียและสิงคโปร์คือคู่แข่งโดยตรงที่ท่าเรือแลนด์บริดจ์ยากจะสู้ได้
แต่รัฐบาลกำลังเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติโครงการมูลค่า 1 ล้านล้านบาทภายในกลางปี 2569 โดย EHIA ที่ใช้เป็นฐานการตัดสินใจนั้นนักวิชาการชั้นนำหลายคนระบุว่ามีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่สังคมไทยกำลังจะสูญเสียจากการตัดสินใจนี้มิใช่แค่ป่าชายเลนและสัตว์น้ำ แต่คือโอกาสในการได้รับการรับรองมรดกโลกทางธรรมชาติที่จะนำมาซึ่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ และการคุ้มครองทรัพยากรระยะยาวที่ไม่มีราคาจำกัด เหมือนที่มาเลเซียทำกับอุทยานคินาบาลูและป่ากูนุงมูลู หรือที่อินโดนีเซียทำกับมรดกโลกโคโมโด
❋ ความสงสัยเรื่องใครได้ประโยชน์?
รัฐบาลอ้างว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะสร้างงาน 280,000 ตำแหน่งและเพิ่ม GDP 1.5% แต่ไม่เคยตอบคำถามอย่างโปร่งใสว่างาน 280,000 ตำแหน่งนั้นจะมาจากไหน ใครจะเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการขนาด 1 ล้านล้านบาท และเหตุใดสัมปทานท่าเรืองจึงต้องอาศัยโครงสร้างกฎหมายพิเศษอย่างร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่ภาคประชาชนภาคใต้ต่อต้านอย่างกว้างขวาง โดยกล่าวหาว่ากฎหมายดังกล่าว "ไม่ให้ค่าคนใต้ แต่สนองนักลงทุน"
ประสบการณ์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของไทยในอดีตไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินหินกรูด โครงการมาบตาพุด หรือแม้แต่โครงการโฮปเวลล์ สะท้อนรูปแบบซ้ำๆ ที่นักวิชาการต่างสรุปตรงๆ ว่า โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ "มักนำมาซึ่งผลประโยชน์ไม่สมส่วนแก่บริษัทใหญ่กลุ่มเล็กที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง ขณะที่ประชาชนธรรมดาได้รับเพียงการเข้าถึงงานที่สัญญาไว้อย่างจำกัด"
ในกรณีแลนด์บริดจ์ ความสงสัยนี้ทวีความเข้มข้นเมื่อพิจารณาว่าร่าง EHIA ที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนอย่างชัดเจนกลับผ่านกระบวนการพิจารณาเบื้องต้นมาได้โดยไม่ถูกตั้งคำถาม จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ภาคเอกชนต้องลงทุนเก็บข้อมูลเองเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเลขรัฐบาลผิดไป 269 เท่า
❋ ทรัพยากรที่ไม่มีวันสร้างใหม่ กับโครงการที่ยังไม่รู้ว่าจะมีคนใช้จริง
ป่าชายเลนอายุหลายร้อยปี สังคมสัตว์หน้าดินที่ใช้เวลาสะสมความหลากหลายมาตลอดยุคสมัย แนวปะการังและหญ้าทะเลที่เป็นบ้านของสัตว์น้ำนับพันสายพันธุ์ วิถีชีวิตของชาวมอแกนและชาวประมงพื้นบ้านที่อยู่คู่กับทะเลอันดามันมาช้านาน สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้แม้จะมีเงินเท่าไรก็ตาม
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงลังเลว่าจะใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์จริงหรือไม่ เมื่อพิจารณาว่าสิงคโปร์และมาเลเซียกำลังขยายท่าเรือที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าอยู่แล้ว รัฐบาลไทยกลับเร่งเดินหน้าโครงการ 1 ล้านล้านบาทบนฐานรายงาน EHIA ที่นักวิชาการสาธารณะประกาศว่าสอบตกโดยไม่สั่งการให้มีการศึกษาใหม่อย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม
❋ ความผิดพลาดบางอย่างแก้ได้ แต่การทำลายมรดกธรรมชาติระดับมรดกโลกไม่ใช่หนึ่งในนั้น
หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้าต่อด้วยกระบวนการที่เป็นอยู่ สิ่งที่จะถูกจดจำในประวัติศาสตร์ไม่ใช่ตัวเลขตู้สินค้าผ่านท่า แต่คือภาพของป่าชายเลนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศถูกปักธงอุตสาหกรรม บนพื้นที่ที่ UNESCO กำลังจะประกาศว่าเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ
นั่นไม่ใช่การพัฒนา แต่คือการจำนองอนาคตของประเทศเพื่อประโยชน์ระยะสั้นของคนกลุ่มเล็ก