10/08/2026
"ชำแหละ TOR ไทย-เมียนมา: ตรวจน้ำ ไทย เมียนมา เมียนมาได้ ไทยเสีย จีนลอยตัว (EP: 2)"
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาออนไลน์ “ชำแหละ TOR ไทย–เมียนมา: ใครได้ ไทยเสีย?” เปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ TOR ฉบับที่ลงนามแล้วอย่างละเอียด ตั้งแต่ที่มาและพัฒนาการของร่าง TOR การเปลี่ยนแปลงระหว่างร่างไทยกับฉบับ TOR สุดท้าย กลไกตรวจสอบคุณภาพน้ำ การเปิดเผยข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชน ไปจนถึงคำถามเรื่องอำนาจต่อรองและผลประโยชน์ของประเทศไทย ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก The Mekong Butterfly โดยมี ชนาง อำภารักษ์ สมาชิกกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เป็นผู้ดำเนินรายการ
#สืบสกุลชี้TORไทย_เมียนมาไม่แก้ต้นตอจี้ตรวจสอบ4ผู้มีอำนาจ_ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ
ดร.สืบสกุล กิจนุกร เห็นว่า การลงนามใน TOR ฉบับนี้จะทำให้มีบุคคลสำคัญอย่างน้อย 4 คนที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบและตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนัก เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการละเลยผลประโยชน์ของประชาชน
บุคคลแรกคือ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ลงนามใน TOR กับฝ่ายเมียนมา แม้รัฐบาลจะระบุว่าให้สามารถแก้ไขรายละเอียดได้ แต่ห้ามกระทบสาระสำคัญของเอกสาร อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ กำลังลดทอนความซับซ้อนของปัญหามลพิษข้ามพรมแดนให้เหลือเพียงเรื่องการตรวจคุณภาพน้ำ ซึ่งเป็นภารกิจตามปกติของหน่วยงาน พร้อมทั้งเชิญนักวิชาการเข้ามามีส่วนร่วมในกรอบการทำงานทางวิชาการ โดยไม่แตะประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ จึงเป็นผู้ที่จะต้องถูกตั้งคำถามมากที่สุด
บุคคลที่สองคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในฐานะเจ้ากระทรวงจะต้องถูกตรวจสอบทั้งจากประชาชนและในสภาผู้แทนราษฎร เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่สามารถผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้
บุคคลที่สามคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งแม้จะพยายามผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา เช่น การเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมามาดูพื้นที่ปัญหา แต่เขามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการประวิงเวลาในการแก้ไขปัญหา และมีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับจีน มากกว่าจะมุ่งแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง
ส่วนบุคคลสุดท้ายคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเขามองว่าต้องรับผิดชอบต่อทิศทางนโยบายทั้งหมด และกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายที่มุ่งลดแรงกดดันทางการเมืองและความไม่พอใจของประชาชน มากกว่าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
ดร.สืบสกุลเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ควรเป็นหน่วยงานหลักในการนำการแก้ไขปัญหาเพียงลำพัง แต่ควรจัดตั้ง คณะกรรมการระดับชาติ ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างบูรณาการ
ในด้านมาตรการเชิงนโยบาย เขาเสนอให้รัฐบาลเพิ่มแรงกดดันต่อทั้งเมียนมาและจีน โดยเริ่มจาก ยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพลวง ดีบุก ตะกั่ว แมงกานีส ฟลูออไรต์ และทังสเตน ผ่านทุกด่านชายแดนตั้งแต่เชียงของจนถึงระนอง พร้อมทั้ง ยุติการส่งออกแร่จากไทยไปยังจีน เพราะเห็นว่าจีนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมในการดำเนินกิจการเหมืองแร่ในเมียนมา ผ่านเครือข่ายบริษัทและนอมินีในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ ยุติการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมืองไปยังเมียนมา เพื่อสกัดการขยายตัวของกิจกรรมเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษ
เขาย้ำว่า การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไทยไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสียงแทนประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาที่ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร พร้อมยกตัวอย่างว่าปัญหาน้ำท่วมในเมืองท่าขี้เหล็กก็เป็นผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่เช่นเดียวกัน
ดร.สืบสกุลเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มแรงกดดันทางการทูตต่อทั้งจีนและเมียนมา และไม่ควรดำเนินนโยบายที่อ่อนข้อจนขาดอำนาจต่อรอง เพราะแม้จะตั้งคณะทำงานร่วมสำเร็จ ฝ่ายเมียนมาก็อาจอ้างว่าไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่เหมืองในรัฐฉานซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังว้าได้อยู่ดี จึงไม่ควรคาดหวังว่ากลไกใน TOR จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง
เขายังยืนยันว่า ข้อกำหนดเรื่องการปกปิดข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายนั้น เป็นข้อเสนอที่มาจากฝ่ายไทย โดยเฉพาะข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำหรับองค์ประกอบของคณะทำงานที่กำหนดให้มีผู้แทนจากจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เขามองว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ เพราะจากประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัดตลอดปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการพบโลหะหนักปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร หน่วยงานรัฐมักอธิบายว่าเกิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร ทั้งที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
เขายังเปิดเผยว่า การเก็บตัวอย่างพืช ผัก และสัตว์น้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ต้องส่งไปตรวจที่ส่วนกลางโดยไม่มีงบประมาณรองรับ เจ้าหน้าที่บางส่วนถึงกับร้องขอให้ยกเลิกการเก็บตัวอย่างในบางพื้นที่ เพราะชาวบ้านตั้งคำถามว่าเก็บตัวอย่างไปแล้วไม่เคยได้รับผลการตรวจหรือการแก้ไขปัญหา ขณะที่โครงการติดตามสุขภาพประชาชนระยะ 5 ปีของกระทรวงสาธารณสุขก็ใช้งบประมาณจากองค์การอนามัยโลก ไม่ใช่งบประมาณของรัฐบาลไทย
ดร.สืบสกุลจึงสรุปว่า TOR ฉบับนี้ไม่มีประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน และการปล่อยให้ระบบราชการเป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียวจะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาไร้ประสิทธิภาพ เขาเสนอว่าภาคประชาชนควรเร่งตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ตั้งแต่การนำเข้าแร่จากเมียนมา การส่งออกแร่ไปจีน ตลอดจนการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในเหมือง เพราะเชื่อว่านี่คือแนวทางที่จะสร้างแรงกดดันและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
#รอ3ปีเพื่ออะไร_มนตรีชี้TORไทย_เมียนมาไม่แตะต้นตอเหมือง_ปล่อยมลพิษเดินหน้าต่อ
มนตรี จันทวงศ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อสังเกตของ ดร.สืบสกุล กิจนุกร ว่า TOR ฉบับนี้แทบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน นอกเหนือจากการกำหนดให้มีการตรวจคุณภาพน้ำ และต้องใช้เวลาอีกถึง 3 ปีจึงจะสรุปได้ว่าสารปนเปื้อนมีแหล่งกำเนิดจากที่ใด ขณะที่องค์ประกอบของฝ่ายไทยในคณะทำงานก็ขาดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
เขาเห็นว่า หากเปรียบเทียบกับข้อเสนอการจัดตั้ง Joint Technical Working Group ที่มีการหารือเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา TOR ฉบับนี้ถือเป็นการถอยหลัง เพราะร่างเดิมยังกล่าวถึงการจัดการเหมืองแร่ การจัดการกากแร่ และการยกระดับมาตรฐานการทำเหมือง รวมทั้งยอมรับว่าการปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี ประเด็นดังกล่าวกลับถูกตัดออกทั้งหมด และเปลี่ยนให้กลับไปเริ่มต้นค้นหาต้นตอของการปนเปื้อนใหม่อีกครั้ง
มนตรีมองว่า การต้องรอผลการศึกษานานถึง 3 ปีจะทำให้ระบบนิเวศ ต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของพื้นที่ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลกลับไม่แสดงความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น
สำหรับข้อเสนอของ ดร.สืบสกุล ที่เสนอให้ใช้มาตรการกดดันที่เข้มข้นขึ้นต่อทั้งเมียนมาและจีน เขาเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ควรนำมาพิจารณา พร้อมกล่าวว่า ประเทศไทยมักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จากการเปิดโปงข้อมูลและข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ จึงจำเป็นต้องเดินหน้ารวบรวมและเผยแพร่หลักฐานเกี่ยวกับต้นตอของสารปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง
เขาย้ำว่า การพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างสารปนเปื้อนกับกิจกรรมเหมืองแร่ไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษหรือกลไกภายใต้ TOR เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีสถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญที่กำลังดำเนินการศึกษาประเด็นนี้อยู่ รวมทั้งสามารถใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ มาประกอบการพิสูจน์แหล่งกำเนิดของมลพิษได้
มนตรีกล่าวว่า ข้อมูลและหลักฐานเหล่านี้ควรถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน และเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าไม่คาดหวังกับการปรับแก้เนื้อหาของ TOR ฉบับนี้มากนัก เนื่องจากมองว่าเอกสารดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างมาก สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบความร่วมมือนี้อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนและเครือข่ายภายนอกก็ต้องร่วมกันเฝ้าระวัง เปิดเผยข้อมูล และตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนโดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
#อาจารย์จารุประภาเสนอ4ทางลดความเสียหายTORไทย_เมียนมาชี้ลงนามแล้วไม่ใช่ทางตัน
อาจารย์ รศ.ดร. จารุประภา รักพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่า แม้ร่าง TOR ไทย–เมียนมาจะผ่านการลงนามไปแล้ว แต่ยังมีแนวทางทางกฎหมายและการทูตที่สามารถดำเนินการเพื่อจำกัดความเสียหาย (Diplomatic and Legal Damage Control) และทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากขึ้น โดยเสนอแนวทางหลัก 4 ประการ
ประการแรก คือการใช้มาตรการทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อลดผลกระทบของ TOR แม้เอกสารฉบับนี้จะไม่ใช่สนธิสัญญาและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง แต่ก็มีน้ำหนักทางการทูต ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ควรออก "คำประกาศฝ่ายเดียว" (Unilateral Declaration) หรือบันทึกแนบท้าย เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยว่า การตีความและการปฏิบัติตาม TOR จะต้องไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชนที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญไทย รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดให้รัฐต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดน (No Harm Principle)
ประการที่สอง คือการสร้างหลักประกันผ่านกฎหมายและมาตรการภายในประเทศ (Domestic Law Safeguards) เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเกิดความลังเลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณสุข อาจารย์เสนอว่า กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรออกแนวปฏิบัติหรือคำสั่งภายใน กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันทีเมื่อพบความเสี่ยง โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากรัฐบาลกลางหรือการอนุมัติร่วมกับเมียนมา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับ อีกทั้งยังช่วยกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติที่ชัดเจน หากละเลยการแจ้งเตือนประชาชนก็อาจถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
ประการที่สาม คือการดำเนินการเชิงรุกโดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาจารย์เห็นว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอการตรวจสอบร่วมภายใต้ TOR เพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม การติดตามการเคลื่อนตัวของมลพิษ และการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้ นอกจากนี้ ไทยยังสามารถเชิญหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระ เช่น โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) องค์กรระหว่างประเทศ ประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียในลุ่มน้ำโขง หรือองค์กรวิชาชีพอิสระ เข้ามาร่วมตรวจสอบและรับรองผล เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล หากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนก็สามารถนำไปใช้ประกอบการดำเนินมาตรการอื่น ๆ รวมถึงมาตรการทางการค้า เช่น การจำกัดการนำเข้าสินค้าหรือแร่จากเมียนมา เพื่อกดดันให้มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
ประการสุดท้าย คือการเตรียม "ทางออก" (Exit Strategy) หาก TOR ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ อาจารย์อธิบายว่า ข้อดีของการที่ TOR ไม่ใช่สนธิสัญญาคือ ประเทศไทยสามารถยุติความร่วมมือได้ง่ายกว่า เพียงแจ้งล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ก่อให้เกิดความรับผิดทางกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ หากพบว่ามีการใช้ TOR เพื่อปกปิดข้อมูล ล่าช้าการเปิดเผยข้อเท็จจริง หรือปกป้องผู้ก่อมลพิษ ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของเอกสารที่มุ่งเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหามลพิษร่วมกัน ไทยก็สามารถอ้างเหตุผลดังกล่าวในการถอนตัวจากความร่วมมือได้
อาจารย์ยังเสนอเพิ่มเติมว่า ในการดำเนินงานภายใต้ TOR ควรกำหนดให้มีองค์กรกลางที่เป็นอิสระเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น UNEP องค์กรระหว่างประเทศ ประเทศที่สามที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือองค์กรรับรองมาตรฐานสากล เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและมาตรฐานร่วมกัน ลดข้อโต้แย้งเรื่องวิธีการตรวจวัดหรือมาตรฐานของแต่ละประเทศ พร้อมย้ำว่า ฝ่ายไทยควรเป็นผู้ผลักดันให้รายละเอียดของการดำเนินงานในอนาคตเอื้อต่อการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
อาจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศย้ำในช่วงท้ายว่า แม้ TOR จะลงนามไปแล้ว แต่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด ทุกปัญหายังมีทางออก หากรัฐบาลไทยใช้เครื่องมือทางกฎหมาย การทูต และกฎหมายภายในอย่างเหมาะสม ก็ยังสามารถปรับทิศทางของความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และหากพิสูจน์ได้ว่ากรอบความร่วมมือนี้ถูกใช้ไปในทางที่ขัดต่อวัตถุประสงค์เดิม ประเทศไทยก็สามารถยุติการเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ
#อาจารย์อริศราเสนอTraceabilityแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนที่ต้นเหตุ
อาจารย์อริศรา เหล็กคำ แสดงความกังวลเพิ่มเติมว่า แม้ร่าง TOR จะเปิดช่องให้มีการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมดำเนินงาน แต่หากผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่ขาดความเข้าใจด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ผลลัพธ์ที่ได้อาจนำไปสู่ข้อเสนอเชิงวิศวกรรมหรือมาตรการปลายเหตุ เช่น การสร้างฝายดักตะกอนหรือโครงสร้างควบคุมมลพิษ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลรองรับการจัดสรรงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษอย่างแท้จริง
อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจใช้ TOR ฉบับนี้เป็นเครื่องมือสร้างภาพว่ามีการเจรจาและดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง กรอบความร่วมมือดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาข้อเท็จจริงและความร่วมมือทางวิชาการ ไม่ใช่มาตรการแก้ไขปัญหาที่มีผลผูกพันหรือสามารถบังคับให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบได้ หากต่อมาคณะผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคจัดทำข้อเสนอหรือแผนปฏิบัติการ ก็อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน โดยอ้างว่าเป็นแนวทางที่ผ่านการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญแล้ว
อาจารย์ย้ำว่าขณะนี้สังคมไทยกำลังหลงประเด็นระหว่างการค้นหาข้อเท็จจริงกับการแก้ไขปัญหา เพราะสิ่งที่ TOR กำหนดไว้เป็นเพียงการศึกษาหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริง มิใช่การจัดการกับต้นเหตุของการปนเปื้อน ซึ่งหากยอมรับว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากเหมืองแร่ ก็ไม่ควรมุ่งเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องขยายการดำเนินงานไปสู่การจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานของแร่ (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุน บริษัทผู้ซื้อ หรือประเทศปลายทาง เพราะปัจจุบันผู้มีบทบาทไม่ได้มีเพียงจีน แต่ยังมีประเทศและบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีบทบาททั้งในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบและเป็นเส้นทางลำเลียงแร่สำคัญของภูมิภาค
ในมิติของนโยบาย อาจารย์เสนอว่า ประเทศไทยควรดำเนินการเชิงรุกด้านการกำกับดูแลแร่ โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านแร่ธาตุของอาเซียนที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์มากขึ้น พร้อมผลักดันให้ประเด็นการทำเหมืองและผลกระทบข้ามพรมแดนเป็นวาระสำคัญของภูมิภาค
สำหรับข้อเสนอเชิงปฏิบัติ อาจารย์เห็นว่า หากยังไม่สามารถยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาได้ทันที เพราะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก อย่างน้อยประเทศไทยควรกำหนดให้แร่ทุกชนิดที่นำเข้าหรือผ่านประเทศไทยต้องมีระบบรับรองแหล่งกำเนิด (Traceability) โดยผู้นำเข้าจะต้องแสดงข้อมูลแหล่งที่มาของเหมือง พิกัด GPS ของพื้นที่ทำเหมือง รวมถึงหลักฐานว่าการดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการดังกล่าวจะเปลี่ยนภาระการพิสูจน์จากฝ่ายรัฐไปสู่ผู้นำเข้า ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลแหล่งกำเนิดแร่ในมือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หากในอนาคตพบว่าเหมืองใดเป็นต้นเหตุของการปนเปื้อน ก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีหรือเรียกร้องความรับผิดได้
อาจารย์ชี้ว่า กฎหมายไทยมีเครื่องมือรองรับแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว โดยยกตัวอย่าง ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบการนำเข้า ซึ่งถูกนำมาใช้แก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จึงสามารถประยุกต์ใช้หลักการเดียวกันกับการนำเข้าแร่ได้ ทั้งผ่านการออกประกาศของกระทรวงพาณิชย์ หรือการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อกำหนดให้แร่บางประเภทต้องได้รับอนุญาตหรือมีเอกสารรับรองก่อนนำเข้า
อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดให้มีการควบคุมการนำเข้าเพียงแร่บางชนิด เช่น ดีบุก ขณะที่แร่อีกหลายประเภทที่กำลังถูกนำเข้าจำนวนมากและมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม เช่น แร่พลวง แร่แมงกานีส หรือแร่ชนิดอื่น ๆ ยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นสินค้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิด จึงควรเร่งทบทวนและขยายบัญชีสินค้าควบคุมให้ครอบคลุมมากขึ้น
อาจารย์อริศราเห็นว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยคือการไม่มี "เจ้าภาพหลัก" ในระดับนโยบาย ทำให้แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมุ่งเพียงการตรวจคุณภาพน้ำ กระทรวงการต่างประเทศเจรจาโดยขาดข้อมูลรอบด้าน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่เห็นว่าประเด็นดังกล่าวอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน และควรยุติการนำเข้าแร่ที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดได้ เพราะแร่เหล่านี้กำลังสร้างผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความมั่นคงของประชาชนไทย
#ไม่ใช่ไม่มีข้อมูลแต่ขาดเจตจำนง_ภัทรพงษ์ชี้TORไทย_เมียนมาไม่ใช่คำตอบของปัญหามลพิษข้ามแดน
ส.ส.ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่สังคมควรทบทวนคือ ประเทศไทยไม่ได้ไม่มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ปัญหาคือคณะกรรมการที่มีอยู่กลับไม่ทำงาน
เขาอธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2568 รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งปัจจุบันคือ นายทรงศักดิ์ อย่างไรก็ตาม หลังจากเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการชุดดังกล่าวยังไม่เคยประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่ภายใต้คณะอนุกรรมการยังมีคณะทำงานย่อยอีก 2 ชุด ได้แก่ คณะทำงานด้านการเจรจาระหว่างประเทศ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน และคณะทำงานด้านผลกระทบภายในประเทศ ซึ่งมีอธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นประธาน แต่ทั้งสองคณะกลับแทบไม่มีการประชุม โดยคณะทำงานด้านผลกระทบภายในประเทศประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
เขาตั้งข้อสังเกตว่า คณะอนุกรรมการดังกล่าวอยู่ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่กลับไม่เคยยกประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญของประเทศเข้าสู่วาระการประชุม ไม่ว่าจะเป็นปัญหากากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC มลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน หรือมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่การไม่มีคณะกรรมการ แต่เป็นการขาดผู้บริหารระดับนโยบายที่มีความจริงจังในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา
สำหรับ TOR ที่ลงนามกับเมียนมาแล้วนั้น เขาเห็นว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะเป็นฝ่ายที่ตกลงและลงนามเอง สิ่งเร่งด่วนที่สุดคือการทำให้ชัดเจนว่า การตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินที่ดำเนินการอยู่เป็นประจำ เช่น สถานีตรวจวัดรหัส KK01 หรือ SA01 จะต้องไม่ถูกนับว่าเป็นการดำเนินงานภายใต้ TOR ฉบับนี้ เนื่องจาก TOR กำหนดว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นจากคณะทำงานร่วมจะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองประเทศให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
เขาเสนอว่า รัฐบาลควรตกลงกับฝ่ายเมียนมาตั้งแต่ต้นว่า ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดเดิมทั้งหมดเป็นข้อมูลที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ตามปกติ ส่วนหากจะมีการจัดตั้งจุดตรวจวัดใหม่ภายใต้ TOR ก็สามารถดำเนินการแยกต่างหากได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อระบบการเปิดเผยข้อมูลที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าไม่เคยคาดหวังว่า TOR ฉบับนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้ ตั้งแต่เข้าร่วมกระบวนการเจรจาเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เพราะเนื้อหาที่ออกมาสุดท้ายไม่ได้ช่วยให้การจัดการปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภัทรพงษ์ยังยกตัวอย่างกรณีลุ่มน้ำกระบุรี จังหวัดระนอง โดยระบุว่า หากเปิดดูภาพถ่ายจาก Google Maps จะเห็นได้ชัดว่า แม่น้ำกระบุรีเกิดจากการบรรจบกันของลำน้ำจากฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา โดยฝั่งไทยมีน้ำค่อนข้างใส ขณะที่ลำน้ำจากฝั่งเมียนมามีความขุ่นอย่างชัดเจน เมื่อติดตามเส้นทางน้ำย้อนขึ้นไปยังต้นน้ำ ก็พบว่าความขุ่นเกิดจากลำน้ำสาขาที่ไหลผ่านพื้นที่เหมืองขนาดใหญ่ในเมียนมา
เขาชี้ว่าเพียงใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ก็สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้ในระดับหนึ่ง โดยแทบไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ที่ซับซ้อน จึงสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่รัฐบาลขาดเจตจำนงทางการเมืองในการดำเนินการ
เขาตั้งคำถามว่า หากสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับประเทศอย่างสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์จะดำเนินการเช่นเดียวกับรัฐบาลไทยหรือไม่ พร้อมระบุว่าไม่มีรัฐบาลใดที่ให้ความสำคัญกับการปกปิดข้อมูลมากกว่าการคุ้มครองประชาชน ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไทยทำมาตลอดจึงเป็นเพียงการประวิงเวลาและปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ
ภัทรพงษ์กล่าวด้วยว่า ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ ประชาชนในพื้นที่เริ่มไม่ต้องการให้มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำอีกต่อไป เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของชุมชน หลายคนยอมอยู่กับแม่น้ำที่ปนเปื้อน เนื่องจากหมดหวังว่าจะมีหน่วยงานใดสามารถแก้ไขปัญหาได้ เขามองว่านี่คือผลลัพธ์ของการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งทำให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างการรักษาปากท้องกับการปกป้องสุขภาพของตนเอง ทั้งที่ผลกระทบด้านสุขภาพอาจปรากฏชัดในอนาคต
เขากล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ได้คาดหวังว่ากลไกบริหารหรือข้อตกลงระหว่างประเทศจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากนัก โดยยกตัวอย่างการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับกัมพูชาเกี่ยวกับมลพิษข้ามพรมแดนในปี 2567 และ 2568 แม้จะมีการเปลี่ยนหน่วยงานประสานงาน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีแผนปฏิบัติการหรือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
เขาจึงเห็นว่า TOR ไทย–เมียนมาก็มีแนวโน้มไม่แตกต่างจาก MOU ที่ผ่านมา เพราะเอกสารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หากรัฐบาลไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่จริงจังในการดำเนินการ พร้อมย้ำว่า หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามากกว่านี้ ประเทศไทยก็สามารถจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่
#อาจารย์ศิรดาชี้ไทยต้องคุยทุกฝ่ายในเมียนมา_ไม่ผูกอนาคตไว้กับรัฐบาลทหาร
อ.ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมีความชัดเจนว่าการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ แม้จะมีความจำเป็นต้องเจรจากับทั้งเมียนมาและจีน แต่การดำเนินนโยบายต่างประเทศจะต้องตั้งอยู่บนการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ ไม่ใช่ยอมอ่อนข้อจนกระทบต่อความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
เธอกล่าวว่า การแก้ไขปัญหายังต้องคำนึงถึงบริบททางการเมืองในรัฐฉาน ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังหลายฝ่ายเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทำเหมือง การเข้าถึงพื้นที่หรือการเจรจาโดยตรงอาจเผชิญข้อจำกัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะพึ่งพาเพียงรัฐบาลกลางที่กรุงเนปิดอเท่านั้น เพราะยังมีตัวแสดงทางการเมืองอื่นที่ควรได้รับการยอมรับและสามารถเป็นหุ้นส่วนในการแก้ไขปัญหาได้
เธอยกตัวอย่างพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศไทย เช่น บริเวณตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอนและกาญจนบุรี ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์อย่าง Karen National Union (KNU) และ Karenni Nationalities Defense Force (KNDF) รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มีบทบาทในการดูแลพื้นที่ชายแดน หลายกลุ่มเริ่มแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือในการตรวจสอบปัญหามลพิษและการจัดการทรัพยากร แม้การแสดงเจตจำนงจะยังอยู่ในรูปแบบของการหารือหรือเอกสารที่ไม่เป็นทางการก็ตาม หากประเทศไทยสามารถสร้างช่องทางการสื่อสารกับกลุ่มเหล่านี้ได้ ก็อาจเป็นต้นแบบของความร่วมมือกับตัวแสดงอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลกลาง และช่วยให้การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในด้านการทูต เธอแสดงความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลไทยที่มีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา โดยเห็นว่าการดำเนินนโยบายในช่วงที่ผ่านมาแสดงออกอย่างชัดเจนเกินไปในการสนับสนุนรัฐบาลที่กรุงเนปิดอ ต่างจากแนวทางการทูตแบบดั้งเดิมของไทยที่มักรักษาสมดุลและมีความยืดหยุ่น การเลือกให้ความสำคัญกับรัฐบาลทหารเพียงฝ่ายเดียวอาจส่งผลเสียในระยะยาว เพราะจะบั่นทอนความไว้วางใจจากกลุ่มชาติพันธุ์และตัวแสดงทางการเมืองอื่นในเมียนมา ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนบ้านของประเทศไทยและอาจมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน ทั้งด้านมลพิษทางน้ำและมลพิษทางอากาศ
เธอมองว่า ประเทศไทยไม่ได้ควรปฏิเสธการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและมีศิลปะทางการทูต เพื่อไม่ให้การสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลกลางกลายเป็นการสูญเสียพันธมิตรอื่นที่มีความสำคัญต่อการบริหารจัดการชายแดนและทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับบทบาทของจีน เธอกล่าวว่าประเด็นนี้มีความซับซ้อน เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่เคยยอมรับโดยตรงว่ากลุ่มทุนหรือกิจการเหมืองที่เกี่ยวข้องเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังสามารถดำเนินการผ่านการรวบรวมข้อมูลและติดตามห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้ โดยเฉพาะการกำกับดูแลบริษัทและกลุ่มธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งสามารถนำกรอบกฎหมายด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights) มาใช้ตรวจสอบมาตรฐานและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจได้ เพราะการแก้ไขปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเท่านั้น แต่ยังต้องครอบคลุมถึงบทบาทของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนี้ เธอเสนอว่าหลังจากมีการลงนาม TOR แล้ว ประเทศไทยควรผลักดันให้มีการเพิ่มเติมมาตรการหรือแผนปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ไทยสามารถเข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ต้นน้ำได้ หากรัฐบาลเมียนมายืนยันว่าตนมีอำนาจควบคุมพื้นที่และเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม ก็ย่อมต้องสามารถอำนวยความสะดวกให้ประเทศไทยเข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษได้เช่นกัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ ก็สะท้อนถึงข้อจำกัดของรัฐบาลเมียนมาในการควบคุมพื้นที่ และประเทศไทยก็ควรนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการกำหนดนโยบาย ไม่ใช่เร่งสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง
เธอมองว่าการเจรจาไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมื