The Mekong Butterfly

The Mekong Butterfly ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก The Mekong Butterfly, บริการชุมชน, Bangkok.

The Mekong Butterfly หรือ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เป็นกลุ่มอิสระที่ได้รวมตัวกันเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขง และการสนับสนุนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคแม่น้ำโขง (ได้แก่ ยูนนาน, ลาว, เมียนมา, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม) มีความเข้มแข็งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง และสนับสนุนกระบวนการให้ประชาชนมีความเสมอภาคและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลแล

ะกลไกการตัดสินใจเชิงสถาบัน ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลักที่เน้นการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศและที่มีลักษณะข้ามพรมแดน ถ่ายเททรัพยากรธรรมชาติไปเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยทิ้งผลกระทบต่างๆ ไว้เบื้องหลังให้ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ภายใต้ระบบการเมืองการปกครองของประเทศลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถสร้างความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลที่ดีให้เกิดแก่ประชาชนในแต่ละประเทศได้

"ชำแหละ TOR ไทย-เมียนมา: ตรวจน้ำ ไทย เมียนมา เมียนมาได้ ไทยเสีย จีนลอยตัว (EP: 2)"เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เครือข่ายภา...
10/08/2026

"ชำแหละ TOR ไทย-เมียนมา: ตรวจน้ำ ไทย เมียนมา เมียนมาได้ ไทยเสีย จีนลอยตัว (EP: 2)"

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาออนไลน์ “ชำแหละ TOR ไทย–เมียนมา: ใครได้ ไทยเสีย?” เปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ TOR ฉบับที่ลงนามแล้วอย่างละเอียด ตั้งแต่ที่มาและพัฒนาการของร่าง TOR การเปลี่ยนแปลงระหว่างร่างไทยกับฉบับ TOR สุดท้าย กลไกตรวจสอบคุณภาพน้ำ การเปิดเผยข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชน ไปจนถึงคำถามเรื่องอำนาจต่อรองและผลประโยชน์ของประเทศไทย ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก The Mekong Butterfly โดยมี ชนาง อำภารักษ์ สมาชิกกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เป็นผู้ดำเนินรายการ
#สืบสกุลชี้TORไทย_เมียนมาไม่แก้ต้นตอจี้ตรวจสอบ4ผู้มีอำนาจ_ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร เห็นว่า การลงนามใน TOR ฉบับนี้จะทำให้มีบุคคลสำคัญอย่างน้อย 4 คนที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบและตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนัก เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการละเลยผลประโยชน์ของประชาชน

บุคคลแรกคือ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ลงนามใน TOR กับฝ่ายเมียนมา แม้รัฐบาลจะระบุว่าให้สามารถแก้ไขรายละเอียดได้ แต่ห้ามกระทบสาระสำคัญของเอกสาร อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ กำลังลดทอนความซับซ้อนของปัญหามลพิษข้ามพรมแดนให้เหลือเพียงเรื่องการตรวจคุณภาพน้ำ ซึ่งเป็นภารกิจตามปกติของหน่วยงาน พร้อมทั้งเชิญนักวิชาการเข้ามามีส่วนร่วมในกรอบการทำงานทางวิชาการ โดยไม่แตะประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ จึงเป็นผู้ที่จะต้องถูกตั้งคำถามมากที่สุด

บุคคลที่สองคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในฐานะเจ้ากระทรวงจะต้องถูกตรวจสอบทั้งจากประชาชนและในสภาผู้แทนราษฎร เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่สามารถผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้

บุคคลที่สามคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งแม้จะพยายามผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา เช่น การเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมามาดูพื้นที่ปัญหา แต่เขามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการประวิงเวลาในการแก้ไขปัญหา และมีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับจีน มากกว่าจะมุ่งแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

ส่วนบุคคลสุดท้ายคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเขามองว่าต้องรับผิดชอบต่อทิศทางนโยบายทั้งหมด และกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายที่มุ่งลดแรงกดดันทางการเมืองและความไม่พอใจของประชาชน มากกว่าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

ดร.สืบสกุลเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ควรเป็นหน่วยงานหลักในการนำการแก้ไขปัญหาเพียงลำพัง แต่ควรจัดตั้ง คณะกรรมการระดับชาติ ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างบูรณาการ

ในด้านมาตรการเชิงนโยบาย เขาเสนอให้รัฐบาลเพิ่มแรงกดดันต่อทั้งเมียนมาและจีน โดยเริ่มจาก ยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพลวง ดีบุก ตะกั่ว แมงกานีส ฟลูออไรต์ และทังสเตน ผ่านทุกด่านชายแดนตั้งแต่เชียงของจนถึงระนอง พร้อมทั้ง ยุติการส่งออกแร่จากไทยไปยังจีน เพราะเห็นว่าจีนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมในการดำเนินกิจการเหมืองแร่ในเมียนมา ผ่านเครือข่ายบริษัทและนอมินีในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ ยุติการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมืองไปยังเมียนมา เพื่อสกัดการขยายตัวของกิจกรรมเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษ

เขาย้ำว่า การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไทยไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสียงแทนประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาที่ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร พร้อมยกตัวอย่างว่าปัญหาน้ำท่วมในเมืองท่าขี้เหล็กก็เป็นผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่เช่นเดียวกัน

ดร.สืบสกุลเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มแรงกดดันทางการทูตต่อทั้งจีนและเมียนมา และไม่ควรดำเนินนโยบายที่อ่อนข้อจนขาดอำนาจต่อรอง เพราะแม้จะตั้งคณะทำงานร่วมสำเร็จ ฝ่ายเมียนมาก็อาจอ้างว่าไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่เหมืองในรัฐฉานซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังว้าได้อยู่ดี จึงไม่ควรคาดหวังว่ากลไกใน TOR จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง

เขายังยืนยันว่า ข้อกำหนดเรื่องการปกปิดข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายนั้น เป็นข้อเสนอที่มาจากฝ่ายไทย โดยเฉพาะข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับองค์ประกอบของคณะทำงานที่กำหนดให้มีผู้แทนจากจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เขามองว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ เพราะจากประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัดตลอดปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการพบโลหะหนักปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร หน่วยงานรัฐมักอธิบายว่าเกิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร ทั้งที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

เขายังเปิดเผยว่า การเก็บตัวอย่างพืช ผัก และสัตว์น้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ต้องส่งไปตรวจที่ส่วนกลางโดยไม่มีงบประมาณรองรับ เจ้าหน้าที่บางส่วนถึงกับร้องขอให้ยกเลิกการเก็บตัวอย่างในบางพื้นที่ เพราะชาวบ้านตั้งคำถามว่าเก็บตัวอย่างไปแล้วไม่เคยได้รับผลการตรวจหรือการแก้ไขปัญหา ขณะที่โครงการติดตามสุขภาพประชาชนระยะ 5 ปีของกระทรวงสาธารณสุขก็ใช้งบประมาณจากองค์การอนามัยโลก ไม่ใช่งบประมาณของรัฐบาลไทย

ดร.สืบสกุลจึงสรุปว่า TOR ฉบับนี้ไม่มีประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน และการปล่อยให้ระบบราชการเป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียวจะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาไร้ประสิทธิภาพ เขาเสนอว่าภาคประชาชนควรเร่งตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ตั้งแต่การนำเข้าแร่จากเมียนมา การส่งออกแร่ไปจีน ตลอดจนการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในเหมือง เพราะเชื่อว่านี่คือแนวทางที่จะสร้างแรงกดดันและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
#รอ3ปีเพื่ออะไร_มนตรีชี้TORไทย_เมียนมาไม่แตะต้นตอเหมือง_ปล่อยมลพิษเดินหน้าต่อ

มนตรี จันทวงศ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อสังเกตของ ดร.สืบสกุล กิจนุกร ว่า TOR ฉบับนี้แทบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน นอกเหนือจากการกำหนดให้มีการตรวจคุณภาพน้ำ และต้องใช้เวลาอีกถึง 3 ปีจึงจะสรุปได้ว่าสารปนเปื้อนมีแหล่งกำเนิดจากที่ใด ขณะที่องค์ประกอบของฝ่ายไทยในคณะทำงานก็ขาดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

เขาเห็นว่า หากเปรียบเทียบกับข้อเสนอการจัดตั้ง Joint Technical Working Group ที่มีการหารือเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา TOR ฉบับนี้ถือเป็นการถอยหลัง เพราะร่างเดิมยังกล่าวถึงการจัดการเหมืองแร่ การจัดการกากแร่ และการยกระดับมาตรฐานการทำเหมือง รวมทั้งยอมรับว่าการปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี ประเด็นดังกล่าวกลับถูกตัดออกทั้งหมด และเปลี่ยนให้กลับไปเริ่มต้นค้นหาต้นตอของการปนเปื้อนใหม่อีกครั้ง

มนตรีมองว่า การต้องรอผลการศึกษานานถึง 3 ปีจะทำให้ระบบนิเวศ ต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของพื้นที่ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลกลับไม่แสดงความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น

สำหรับข้อเสนอของ ดร.สืบสกุล ที่เสนอให้ใช้มาตรการกดดันที่เข้มข้นขึ้นต่อทั้งเมียนมาและจีน เขาเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ควรนำมาพิจารณา พร้อมกล่าวว่า ประเทศไทยมักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จากการเปิดโปงข้อมูลและข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ จึงจำเป็นต้องเดินหน้ารวบรวมและเผยแพร่หลักฐานเกี่ยวกับต้นตอของสารปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง

เขาย้ำว่า การพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างสารปนเปื้อนกับกิจกรรมเหมืองแร่ไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษหรือกลไกภายใต้ TOR เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีสถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญที่กำลังดำเนินการศึกษาประเด็นนี้อยู่ รวมทั้งสามารถใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ มาประกอบการพิสูจน์แหล่งกำเนิดของมลพิษได้

มนตรีกล่าวว่า ข้อมูลและหลักฐานเหล่านี้ควรถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน และเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าไม่คาดหวังกับการปรับแก้เนื้อหาของ TOR ฉบับนี้มากนัก เนื่องจากมองว่าเอกสารดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างมาก สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบความร่วมมือนี้อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนและเครือข่ายภายนอกก็ต้องร่วมกันเฝ้าระวัง เปิดเผยข้อมูล และตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนโดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
#อาจารย์จารุประภาเสนอ4ทางลดความเสียหายTORไทย_เมียนมาชี้ลงนามแล้วไม่ใช่ทางตัน

อาจารย์ รศ.ดร. จารุประภา รักพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่า แม้ร่าง TOR ไทย–เมียนมาจะผ่านการลงนามไปแล้ว แต่ยังมีแนวทางทางกฎหมายและการทูตที่สามารถดำเนินการเพื่อจำกัดความเสียหาย (Diplomatic and Legal Damage Control) และทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากขึ้น โดยเสนอแนวทางหลัก 4 ประการ

ประการแรก คือการใช้มาตรการทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อลดผลกระทบของ TOR แม้เอกสารฉบับนี้จะไม่ใช่สนธิสัญญาและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง แต่ก็มีน้ำหนักทางการทูต ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ควรออก "คำประกาศฝ่ายเดียว" (Unilateral Declaration) หรือบันทึกแนบท้าย เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยว่า การตีความและการปฏิบัติตาม TOR จะต้องไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชนที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญไทย รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดให้รัฐต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดน (No Harm Principle)

ประการที่สอง คือการสร้างหลักประกันผ่านกฎหมายและมาตรการภายในประเทศ (Domestic Law Safeguards) เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเกิดความลังเลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณสุข อาจารย์เสนอว่า กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรออกแนวปฏิบัติหรือคำสั่งภายใน กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันทีเมื่อพบความเสี่ยง โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากรัฐบาลกลางหรือการอนุมัติร่วมกับเมียนมา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับ อีกทั้งยังช่วยกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติที่ชัดเจน หากละเลยการแจ้งเตือนประชาชนก็อาจถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

ประการที่สาม คือการดำเนินการเชิงรุกโดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาจารย์เห็นว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอการตรวจสอบร่วมภายใต้ TOR เพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม การติดตามการเคลื่อนตัวของมลพิษ และการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้ นอกจากนี้ ไทยยังสามารถเชิญหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระ เช่น โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) องค์กรระหว่างประเทศ ประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียในลุ่มน้ำโขง หรือองค์กรวิชาชีพอิสระ เข้ามาร่วมตรวจสอบและรับรองผล เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล หากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนก็สามารถนำไปใช้ประกอบการดำเนินมาตรการอื่น ๆ รวมถึงมาตรการทางการค้า เช่น การจำกัดการนำเข้าสินค้าหรือแร่จากเมียนมา เพื่อกดดันให้มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

ประการสุดท้าย คือการเตรียม "ทางออก" (Exit Strategy) หาก TOR ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ อาจารย์อธิบายว่า ข้อดีของการที่ TOR ไม่ใช่สนธิสัญญาคือ ประเทศไทยสามารถยุติความร่วมมือได้ง่ายกว่า เพียงแจ้งล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ก่อให้เกิดความรับผิดทางกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ หากพบว่ามีการใช้ TOR เพื่อปกปิดข้อมูล ล่าช้าการเปิดเผยข้อเท็จจริง หรือปกป้องผู้ก่อมลพิษ ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของเอกสารที่มุ่งเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหามลพิษร่วมกัน ไทยก็สามารถอ้างเหตุผลดังกล่าวในการถอนตัวจากความร่วมมือได้

อาจารย์ยังเสนอเพิ่มเติมว่า ในการดำเนินงานภายใต้ TOR ควรกำหนดให้มีองค์กรกลางที่เป็นอิสระเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น UNEP องค์กรระหว่างประเทศ ประเทศที่สามที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือองค์กรรับรองมาตรฐานสากล เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและมาตรฐานร่วมกัน ลดข้อโต้แย้งเรื่องวิธีการตรวจวัดหรือมาตรฐานของแต่ละประเทศ พร้อมย้ำว่า ฝ่ายไทยควรเป็นผู้ผลักดันให้รายละเอียดของการดำเนินงานในอนาคตเอื้อต่อการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

อาจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศย้ำในช่วงท้ายว่า แม้ TOR จะลงนามไปแล้ว แต่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด ทุกปัญหายังมีทางออก หากรัฐบาลไทยใช้เครื่องมือทางกฎหมาย การทูต และกฎหมายภายในอย่างเหมาะสม ก็ยังสามารถปรับทิศทางของความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และหากพิสูจน์ได้ว่ากรอบความร่วมมือนี้ถูกใช้ไปในทางที่ขัดต่อวัตถุประสงค์เดิม ประเทศไทยก็สามารถยุติการเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ
#อาจารย์อริศราเสนอTraceabilityแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนที่ต้นเหตุ

อาจารย์อริศรา เหล็กคำ แสดงความกังวลเพิ่มเติมว่า แม้ร่าง TOR จะเปิดช่องให้มีการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมดำเนินงาน แต่หากผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่ขาดความเข้าใจด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ผลลัพธ์ที่ได้อาจนำไปสู่ข้อเสนอเชิงวิศวกรรมหรือมาตรการปลายเหตุ เช่น การสร้างฝายดักตะกอนหรือโครงสร้างควบคุมมลพิษ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลรองรับการจัดสรรงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษอย่างแท้จริง

อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจใช้ TOR ฉบับนี้เป็นเครื่องมือสร้างภาพว่ามีการเจรจาและดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง กรอบความร่วมมือดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาข้อเท็จจริงและความร่วมมือทางวิชาการ ไม่ใช่มาตรการแก้ไขปัญหาที่มีผลผูกพันหรือสามารถบังคับให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบได้ หากต่อมาคณะผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคจัดทำข้อเสนอหรือแผนปฏิบัติการ ก็อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน โดยอ้างว่าเป็นแนวทางที่ผ่านการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญแล้ว

อาจารย์ย้ำว่าขณะนี้สังคมไทยกำลังหลงประเด็นระหว่างการค้นหาข้อเท็จจริงกับการแก้ไขปัญหา เพราะสิ่งที่ TOR กำหนดไว้เป็นเพียงการศึกษาหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริง มิใช่การจัดการกับต้นเหตุของการปนเปื้อน ซึ่งหากยอมรับว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากเหมืองแร่ ก็ไม่ควรมุ่งเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องขยายการดำเนินงานไปสู่การจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานของแร่ (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุน บริษัทผู้ซื้อ หรือประเทศปลายทาง เพราะปัจจุบันผู้มีบทบาทไม่ได้มีเพียงจีน แต่ยังมีประเทศและบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีบทบาททั้งในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบและเป็นเส้นทางลำเลียงแร่สำคัญของภูมิภาค

ในมิติของนโยบาย อาจารย์เสนอว่า ประเทศไทยควรดำเนินการเชิงรุกด้านการกำกับดูแลแร่ โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านแร่ธาตุของอาเซียนที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์มากขึ้น พร้อมผลักดันให้ประเด็นการทำเหมืองและผลกระทบข้ามพรมแดนเป็นวาระสำคัญของภูมิภาค

สำหรับข้อเสนอเชิงปฏิบัติ อาจารย์เห็นว่า หากยังไม่สามารถยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาได้ทันที เพราะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก อย่างน้อยประเทศไทยควรกำหนดให้แร่ทุกชนิดที่นำเข้าหรือผ่านประเทศไทยต้องมีระบบรับรองแหล่งกำเนิด (Traceability) โดยผู้นำเข้าจะต้องแสดงข้อมูลแหล่งที่มาของเหมือง พิกัด GPS ของพื้นที่ทำเหมือง รวมถึงหลักฐานว่าการดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการดังกล่าวจะเปลี่ยนภาระการพิสูจน์จากฝ่ายรัฐไปสู่ผู้นำเข้า ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลแหล่งกำเนิดแร่ในมือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หากในอนาคตพบว่าเหมืองใดเป็นต้นเหตุของการปนเปื้อน ก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีหรือเรียกร้องความรับผิดได้

อาจารย์ชี้ว่า กฎหมายไทยมีเครื่องมือรองรับแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว โดยยกตัวอย่าง ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบการนำเข้า ซึ่งถูกนำมาใช้แก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จึงสามารถประยุกต์ใช้หลักการเดียวกันกับการนำเข้าแร่ได้ ทั้งผ่านการออกประกาศของกระทรวงพาณิชย์ หรือการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อกำหนดให้แร่บางประเภทต้องได้รับอนุญาตหรือมีเอกสารรับรองก่อนนำเข้า

อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดให้มีการควบคุมการนำเข้าเพียงแร่บางชนิด เช่น ดีบุก ขณะที่แร่อีกหลายประเภทที่กำลังถูกนำเข้าจำนวนมากและมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม เช่น แร่พลวง แร่แมงกานีส หรือแร่ชนิดอื่น ๆ ยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นสินค้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิด จึงควรเร่งทบทวนและขยายบัญชีสินค้าควบคุมให้ครอบคลุมมากขึ้น

อาจารย์อริศราเห็นว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยคือการไม่มี "เจ้าภาพหลัก" ในระดับนโยบาย ทำให้แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมุ่งเพียงการตรวจคุณภาพน้ำ กระทรวงการต่างประเทศเจรจาโดยขาดข้อมูลรอบด้าน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่เห็นว่าประเด็นดังกล่าวอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน และควรยุติการนำเข้าแร่ที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดได้ เพราะแร่เหล่านี้กำลังสร้างผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความมั่นคงของประชาชนไทย
#ไม่ใช่ไม่มีข้อมูลแต่ขาดเจตจำนง_ภัทรพงษ์ชี้TORไทย_เมียนมาไม่ใช่คำตอบของปัญหามลพิษข้ามแดน

ส.ส.ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่สังคมควรทบทวนคือ ประเทศไทยไม่ได้ไม่มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ปัญหาคือคณะกรรมการที่มีอยู่กลับไม่ทำงาน

เขาอธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2568 รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งปัจจุบันคือ นายทรงศักดิ์ อย่างไรก็ตาม หลังจากเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการชุดดังกล่าวยังไม่เคยประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่ภายใต้คณะอนุกรรมการยังมีคณะทำงานย่อยอีก 2 ชุด ได้แก่ คณะทำงานด้านการเจรจาระหว่างประเทศ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน และคณะทำงานด้านผลกระทบภายในประเทศ ซึ่งมีอธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นประธาน แต่ทั้งสองคณะกลับแทบไม่มีการประชุม โดยคณะทำงานด้านผลกระทบภายในประเทศประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เขาตั้งข้อสังเกตว่า คณะอนุกรรมการดังกล่าวอยู่ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่กลับไม่เคยยกประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญของประเทศเข้าสู่วาระการประชุม ไม่ว่าจะเป็นปัญหากากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC มลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน หรือมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่การไม่มีคณะกรรมการ แต่เป็นการขาดผู้บริหารระดับนโยบายที่มีความจริงจังในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา

สำหรับ TOR ที่ลงนามกับเมียนมาแล้วนั้น เขาเห็นว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะเป็นฝ่ายที่ตกลงและลงนามเอง สิ่งเร่งด่วนที่สุดคือการทำให้ชัดเจนว่า การตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินที่ดำเนินการอยู่เป็นประจำ เช่น สถานีตรวจวัดรหัส KK01 หรือ SA01 จะต้องไม่ถูกนับว่าเป็นการดำเนินงานภายใต้ TOR ฉบับนี้ เนื่องจาก TOR กำหนดว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นจากคณะทำงานร่วมจะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองประเทศให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร

เขาเสนอว่า รัฐบาลควรตกลงกับฝ่ายเมียนมาตั้งแต่ต้นว่า ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดเดิมทั้งหมดเป็นข้อมูลที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ตามปกติ ส่วนหากจะมีการจัดตั้งจุดตรวจวัดใหม่ภายใต้ TOR ก็สามารถดำเนินการแยกต่างหากได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อระบบการเปิดเผยข้อมูลที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าไม่เคยคาดหวังว่า TOR ฉบับนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้ ตั้งแต่เข้าร่วมกระบวนการเจรจาเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เพราะเนื้อหาที่ออกมาสุดท้ายไม่ได้ช่วยให้การจัดการปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภัทรพงษ์ยังยกตัวอย่างกรณีลุ่มน้ำกระบุรี จังหวัดระนอง โดยระบุว่า หากเปิดดูภาพถ่ายจาก Google Maps จะเห็นได้ชัดว่า แม่น้ำกระบุรีเกิดจากการบรรจบกันของลำน้ำจากฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา โดยฝั่งไทยมีน้ำค่อนข้างใส ขณะที่ลำน้ำจากฝั่งเมียนมามีความขุ่นอย่างชัดเจน เมื่อติดตามเส้นทางน้ำย้อนขึ้นไปยังต้นน้ำ ก็พบว่าความขุ่นเกิดจากลำน้ำสาขาที่ไหลผ่านพื้นที่เหมืองขนาดใหญ่ในเมียนมา

เขาชี้ว่าเพียงใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ก็สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้ในระดับหนึ่ง โดยแทบไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ที่ซับซ้อน จึงสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่รัฐบาลขาดเจตจำนงทางการเมืองในการดำเนินการ

เขาตั้งคำถามว่า หากสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับประเทศอย่างสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์จะดำเนินการเช่นเดียวกับรัฐบาลไทยหรือไม่ พร้อมระบุว่าไม่มีรัฐบาลใดที่ให้ความสำคัญกับการปกปิดข้อมูลมากกว่าการคุ้มครองประชาชน ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไทยทำมาตลอดจึงเป็นเพียงการประวิงเวลาและปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ

ภัทรพงษ์กล่าวด้วยว่า ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ ประชาชนในพื้นที่เริ่มไม่ต้องการให้มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำอีกต่อไป เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของชุมชน หลายคนยอมอยู่กับแม่น้ำที่ปนเปื้อน เนื่องจากหมดหวังว่าจะมีหน่วยงานใดสามารถแก้ไขปัญหาได้ เขามองว่านี่คือผลลัพธ์ของการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งทำให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างการรักษาปากท้องกับการปกป้องสุขภาพของตนเอง ทั้งที่ผลกระทบด้านสุขภาพอาจปรากฏชัดในอนาคต

เขากล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ได้คาดหวังว่ากลไกบริหารหรือข้อตกลงระหว่างประเทศจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากนัก โดยยกตัวอย่างการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับกัมพูชาเกี่ยวกับมลพิษข้ามพรมแดนในปี 2567 และ 2568 แม้จะมีการเปลี่ยนหน่วยงานประสานงาน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีแผนปฏิบัติการหรือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

เขาจึงเห็นว่า TOR ไทย–เมียนมาก็มีแนวโน้มไม่แตกต่างจาก MOU ที่ผ่านมา เพราะเอกสารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หากรัฐบาลไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่จริงจังในการดำเนินการ พร้อมย้ำว่า หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามากกว่านี้ ประเทศไทยก็สามารถจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่
#อาจารย์ศิรดาชี้ไทยต้องคุยทุกฝ่ายในเมียนมา_ไม่ผูกอนาคตไว้กับรัฐบาลทหาร

อ.ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมีความชัดเจนว่าการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ แม้จะมีความจำเป็นต้องเจรจากับทั้งเมียนมาและจีน แต่การดำเนินนโยบายต่างประเทศจะต้องตั้งอยู่บนการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ ไม่ใช่ยอมอ่อนข้อจนกระทบต่อความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

เธอกล่าวว่า การแก้ไขปัญหายังต้องคำนึงถึงบริบททางการเมืองในรัฐฉาน ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังหลายฝ่ายเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทำเหมือง การเข้าถึงพื้นที่หรือการเจรจาโดยตรงอาจเผชิญข้อจำกัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะพึ่งพาเพียงรัฐบาลกลางที่กรุงเนปิดอเท่านั้น เพราะยังมีตัวแสดงทางการเมืองอื่นที่ควรได้รับการยอมรับและสามารถเป็นหุ้นส่วนในการแก้ไขปัญหาได้

เธอยกตัวอย่างพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศไทย เช่น บริเวณตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอนและกาญจนบุรี ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์อย่าง Karen National Union (KNU) และ Karenni Nationalities Defense Force (KNDF) รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มีบทบาทในการดูแลพื้นที่ชายแดน หลายกลุ่มเริ่มแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือในการตรวจสอบปัญหามลพิษและการจัดการทรัพยากร แม้การแสดงเจตจำนงจะยังอยู่ในรูปแบบของการหารือหรือเอกสารที่ไม่เป็นทางการก็ตาม หากประเทศไทยสามารถสร้างช่องทางการสื่อสารกับกลุ่มเหล่านี้ได้ ก็อาจเป็นต้นแบบของความร่วมมือกับตัวแสดงอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลกลาง และช่วยให้การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในด้านการทูต เธอแสดงความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลไทยที่มีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา โดยเห็นว่าการดำเนินนโยบายในช่วงที่ผ่านมาแสดงออกอย่างชัดเจนเกินไปในการสนับสนุนรัฐบาลที่กรุงเนปิดอ ต่างจากแนวทางการทูตแบบดั้งเดิมของไทยที่มักรักษาสมดุลและมีความยืดหยุ่น การเลือกให้ความสำคัญกับรัฐบาลทหารเพียงฝ่ายเดียวอาจส่งผลเสียในระยะยาว เพราะจะบั่นทอนความไว้วางใจจากกลุ่มชาติพันธุ์และตัวแสดงทางการเมืองอื่นในเมียนมา ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนบ้านของประเทศไทยและอาจมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน ทั้งด้านมลพิษทางน้ำและมลพิษทางอากาศ

เธอมองว่า ประเทศไทยไม่ได้ควรปฏิเสธการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและมีศิลปะทางการทูต เพื่อไม่ให้การสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลกลางกลายเป็นการสูญเสียพันธมิตรอื่นที่มีความสำคัญต่อการบริหารจัดการชายแดนและทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับบทบาทของจีน เธอกล่าวว่าประเด็นนี้มีความซับซ้อน เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่เคยยอมรับโดยตรงว่ากลุ่มทุนหรือกิจการเหมืองที่เกี่ยวข้องเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังสามารถดำเนินการผ่านการรวบรวมข้อมูลและติดตามห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้ โดยเฉพาะการกำกับดูแลบริษัทและกลุ่มธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งสามารถนำกรอบกฎหมายด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights) มาใช้ตรวจสอบมาตรฐานและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจได้ เพราะการแก้ไขปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเท่านั้น แต่ยังต้องครอบคลุมถึงบทบาทของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย

นอกจากนี้ เธอเสนอว่าหลังจากมีการลงนาม TOR แล้ว ประเทศไทยควรผลักดันให้มีการเพิ่มเติมมาตรการหรือแผนปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ไทยสามารถเข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ต้นน้ำได้ หากรัฐบาลเมียนมายืนยันว่าตนมีอำนาจควบคุมพื้นที่และเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม ก็ย่อมต้องสามารถอำนวยความสะดวกให้ประเทศไทยเข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษได้เช่นกัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ ก็สะท้อนถึงข้อจำกัดของรัฐบาลเมียนมาในการควบคุมพื้นที่ และประเทศไทยก็ควรนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการกำหนดนโยบาย ไม่ใช่เร่งสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง

เธอมองว่าการเจรจาไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมื

เส้นทางการต่อสู้เขื่อนปากมูลที่ยาวนานมากว่า 30 ปี ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อคืนแม่น้ำให้ปลา คืนความอุดมสมบูรณ์และความมั่นคงใ...
09/08/2026

เส้นทางการต่อสู้เขื่อนปากมูลที่ยาวนานมากว่า 30 ปี ยังคงดำเนินต่อไป
เพื่อคืนแม่น้ำให้ปลา คืนความอุดมสมบูรณ์และความมั่นคงให้ชุมชน
ขอคารวะแด่ผู้ที่จากไปในเส้นทางนี้
ขอร่วมเป็นกำลังใจในเส้นทางการต่อสู้นี้ต่อไป.

“ทวายคืนชีพ” ทหารเมียนมาเดินหน้ากวาดล้างพื้นที่โครการ ดันเมกะโปรเจ็กต์ 18 ปี รัสเซียเสียบลงทุน–มิน อ่อง หล่ายชวนไทยคืนสน...
09/08/2026

“ทวายคืนชีพ” ทหารเมียนมาเดินหน้ากวาดล้างพื้นที่โครการ ดันเมกะโปรเจ็กต์ 18 ปี รัสเซียเสียบลงทุน–มิน อ่อง หล่ายชวนไทยคืนสนาม

การกลับมาของโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หรือ Dawei Special Economic Zone (Dawei SEZ) กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ หลังกลุ่มจับตาโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ Watch) รายงานผ่านสื่อท้อวถิาน เช่น สำนักข่าวมอญอิสระ (Independent Mon News Agency) ว่าปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเมียนมาในพื้นที่โครงการ เขตเยบิว ภาคตะนาวศรี ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 ทำให้ประชาชนอย่างน้อย 6 รายเสียชีวิต และถูกจับกุมอีก 13 ราย โดยผู้เสียชีวิตรวมถึงพระภิกษุและผู้เยาว์ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากต้องหลบหนีออกจากพื้นที่

รายงานระบุว่า ปฏิบัติการเริ่มขึ้นหลัง พล.อ.จ่อ สวา ลิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีคำสั่งให้เคลียร์พื้นที่ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน เพื่อเปิดทางให้โครงการทวายกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง และตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม มีกำลังทหารเกือบ 1,000 นายเข้าปฏิบัติการในพื้นที่หลายเส้นทาง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่คณะเผด็จการทหารเมียนมากำลังพยายามชุบชีวิตโครงการทวาย ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2551 หรือเกือบ 18 ปีที่ผ่านมา โดยไทยและเมียนมาเคยวางทวายให้เป็นเมกะโปรเจ็กต์เชื่อมทะเลอันดามันกับประเทศไทย ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ถนนและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเป็นประตูการค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ช่วงแรกโครงการมีบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) จากไทยเป็นผู้พัฒนาหลัก และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยและเมียนมา รวมถึงญี่ปุ่นผ่านบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) แต่ประสบปัญหาด้านเงินทุน ความล่าช้า และข้อพิพาทต่าง ๆ จนไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน ก่อนที่เมียนมาจะยกเลิกสัญญาสัมปทานระยะเริ่มต้นกับ ITD ในเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งอยู่ในยุครัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งทำให้โครงการหยุดชะงักต่อเนื่องเข้าสู่ยุคหลังรัฐประหารปี 2564

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2568–2569 รัฐบาลทหารเมียนมาเริ่มผลักดันโครงการอีกครั้ง พร้อมเปิดรับผู้ลงทุนรายใหม่ โดย รัสเซียเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ทั้งความร่วมมือด้านการพัฒนาท่าเรือ โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ทวาย ขณะที่บริษัท Inter RAO ของรัสเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าที่ท่าเรือน้ำลึกทวายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สะท้อนว่าทวายกำลังถูกจัดวางใหม่ภายใต้ความร่วมมือกับรัสเซีย

ในเวลาเดียวกัน คณะเผด็จการเมียนมาที่ชุบตัวเองผ่านการเลือกตั้งจอมปลอมก็พยายามดึงไทยกลับเข้าสู่โครงการอีกครั้ง โดยระหว่างการเยือนไทยของ มิน อ่อง หล่าย เมื่อวันที่ 6–7 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเข้าร่วมเวทีธุรกิจไทย–เมียนมาและกล่าวถึงการเปิดรับการลงทุน พร้อมชูการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ขณะที่ฝ่ายไทยแสดงความพร้อมที่จะเปิดบทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

ทวายจึงกำลังกลับมาอยู่บนโต๊ะเจรจาอีกครั้ง หลังผ่านไปเกือบสองทศวรรษ แต่บริบทในวันนี้แตกต่างจากช่วงเริ่มต้นอย่างสิ้นเชิง เพราะโครงการกำลังถูกผลักดันภายใต้รัฐบาลทหารที่อยู่ท่ามกลางสงครามและความขัดแย้งภายในประเทศ ขณะที่ในพื้นที่โครงการเองกลับมีรายงานการใช้กำลังทหาร การสังหาร การจับกุม และการอพยพของประชาชน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อการฟื้นโครงการว่า การพัฒนาทวายครั้งใหม่นี้จะเป็นอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองเช่นนี้ การคำนึงถึงสิทธิในที่ดิน สิทธิของชุมชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และหลักสิทธิมนุษยชนคงไม่ต้องพูดถึงเพราะประชาชนได้สูญเสียไปมากในทุกมิติทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ไแจนถึงโอกาสในการมีชีสิตอยู่รอดปลอดภัย นับล้านต้องจากบ้าน ไร้ที่อยู่ และจำนวนมากต้องลี้ภัยมายังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่สาม

หลังจากล้มเหลวและหยุดชะงักมานาน ทวายวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเมกะโปรเจ็กต์และการลงทุนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นจุดตัดระหว่าง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันของทุนต่างชาติ และสิทธิของประชาชนในพื้นที่..
Cr: ภาพและเนื้อหาจาก Dawei SEZ Watch และ Independent Mon News Agency

 #เตรียมเฝ้าระวังน้ำโขงล้นตลิ่งภาคอีสาน ฝนที่ตกต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งในไทย ลาว พม่า ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน...
08/08/2026

#เตรียมเฝ้าระวังน้ำโขงล้นตลิ่งภาคอีสาน

ฝนที่ตกต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งในไทย ลาว พม่า ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบนและโดยเฉพาะตอนกลางของลุ่มน้ำโขง ได้ส่งผลให้ระดับน้ำโขงเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่สถานีวัดระดับน้ำหนองคาย มุกดาหาร และโขงเจียม ซึ่งกำลังเข้าใกล้ระดับท่วมตลิ่ง ถึงแม้ระดับน้ำโขงจะยังไม่ท่วมตลิ่ง แต่จะดันน้ำสาขาให้เ่อ่อล้มท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำได้เช่นกัน ซึ่งคงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า เพราะจะยังคงมีฝนตกหนักทั่วทั้งลุ่มน้ำ และหากมีการระบายน้ำจากเขื่อนในลาวเพิ่ม จะเพิ่มความเสี่ยงต่อระดับน้ำล้นตลิ่งมากขึ้นเช่นกัน

การตรวจวัดระดับน้ำโขง โดย นายวินัย ร่มโพธิ์ และ นางสอน จำปาดอก
ที่บ้านสำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 8 สิงหาคม 2569 พบว่าเพิ่มขึ้นถึง 6.24 เมตร ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มระดับน้ำที่สูงสุดของปีนี้ และแม่น้ำโขงยังคงมีแนวโน้มเพิ่มระดับต่อเนื่อง

การตรวจวัด โดย นายจิระศักดิ์ อินทะยศ จากกลุ่มรักษ์เชียงของ ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 6 ถึง 8 สิงหาคม 2569 พบว่าเพิ่มขึ้น 2.45 เมตร ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มระดับน้ำที่สูงสุดของปีนี้เช่นกัน และแม่น้ำโขงยังคงมีแนวโน้มเพิ่มระดับต่อเนื่อง

ต้องเตรียมรับมือกันได้เลยครับ.

"ชำแหละ TOR ไทย-เมียนมา: ตรวจน้ำ ไทย เมียนมา เมียนมาได้ ไทยเสีย จีนลอยตัว" (EP:1) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เครือข่ายภา...
08/08/2026

"ชำแหละ TOR ไทย-เมียนมา: ตรวจน้ำ ไทย เมียนมา เมียนมาได้ ไทยเสีย จีนลอยตัว" (EP:1)

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาออนไลน์ “ชำแหละ TOR ไทย–เมียนมา: ใครได้ ไทยเสีย?” เปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ TOR ฉบับที่ลงนามแล้วอย่างละเอียด ตั้งแต่ที่มาและพัฒนาการของร่าง TOR การเปลี่ยนแปลงระหว่างร่างไทยกับฉบับ TOR สุดท้าย กลไกตรวจสอบคุณภาพน้ำ การเปิดเผยข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชน ไปจนถึงคำถามเรื่องอำนาจต่อรองและผลประโยชน์ของประเทศไทย ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก The Mekong Butterfly โดยมี ชนาง อำภารักษ์ สมาชิกกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เป็นผู้ดำเนินรายการ
#นักวิชาการย้อนเส้นทางTORไทย_เมียนมา_ชี้การเจรจาเกิดจากแรงกดดันมากกว่าเจตจำนงรัฐบาล

ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงที่มาและพัฒนาการของความร่วมมือไทย–เมียนมาในการตรวจสอบคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งได้มีการประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาที่กรุงเนปิดอว์ โดยประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำข้ามพรมแดน

ผลการหารือในครั้งนั้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคร่วม (Joint Technical Working Group) เพื่อร่วมกันตรวจสอบคุณภาพน้ำและพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปนเปื้อน หลังจากนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยได้จัดทำร่าง TOR และส่งให้ฝ่ายเมียนมาพิจารณา

อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะผ่านจากรัฐบาลเพื่อไทยมาสู่รัฐบาลอนุทิน 1 และรัฐบาลอนุทิน 2 ความร่วมมือดังกล่าวก็แทบไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งต้นเดือนกรกฎาคม 2569 เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง พร้อมด้วยนักกิจกรรม ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานกงสุลจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทวงถามความคืบหน้าจากรัฐบาลจีน หลังจากที่จีนเคยระบุว่าจะใช้กลไกความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขงในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน การชุมนุมในวันดังกล่าวเกิดเหตุปะทะจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ต่อมา ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม นายกรัฐมนตรีไทยได้เดินทางเยือนประเทศจีน และหลังจากเดินทางกลับ ได้ประกาศว่าจะหารือกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ระหว่างการเยือนกรุงเทพมหานครของฝ่ายเมียนมา เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำ ดร.สืบสกุลตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดภาพว่ารัฐบาลไทยได้รับแรงผลักดันจากรัฐบาลจีนให้เร่งดำเนินการเจรจากับเมียนมา โดยที่จีนไม่เข้ามาเป็นคู่เจรจาโดยตรง

ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลทหารเมียนมาได้ส่งร่าง TOR ฉบับแก้ไขกลับมายังประเทศไทย และฝ่ายไทยได้ตอบรับข้อเสนอแก้ไขของเมียนมาในหลายประเด็น ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 มอบหมายให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว แม้ว่าก่อนหน้านั้น นักวิชาการและภาคประชาชนจะออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยเห็นว่าร่าง TOR ฉบับดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าลงนามเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569

หลังการลงนาม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้แถลงว่าจะเร่งจัดตั้งคณะทำงานร่วมและประชุมภายในเดือนสิงหาคม ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยเปิดเผยว่าจะเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์มลพิษ แม้จะยังไม่มีการระบุพื้นที่ที่จะเดินทางไป

ดร.สืบสกุลกล่าวว่า จากลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ตนมีข้อสังเกตสำคัญ 2 ประการ
ประการแรก คือ รัฐบาลไทยขาดเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การประชุมระดับรัฐบาลเกิดขึ้นเพียงสองครั้ง ครั้งแรกในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย และครั้งที่สองในสมัยรัฐบาลอนุทิน ซึ่งทั้งสองครั้งล้วนเกิดขึ้นหลังจากมีแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน มากกว่าจะเป็นความริเริ่มของรัฐบาลเอง

นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า การเร่งรัดการเจรจาในช่วงหลังมีความเชื่อมโยงกับการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทย จึงสะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากแรงผลักดันภายนอก มากกว่าความตั้งใจของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ดร.สืบสกุลยังยกตัวอย่างว่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เคยลงพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และให้คำมั่นว่าจะจัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในพื้นที่กว่า 10 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของแม่น้ำกก แต่จนถึงปัจจุบัน คำมั่นดังกล่าวยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม และยังไม่มีหมู่บ้านใดได้รับแหล่งน้ำสำรองตามที่รัฐบาลรับปากไว้

ข้อสังเกตประการที่สอง คือ การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบราชการไทย โดยเฉพาะการกำหนดให้ร่าง TOR เป็นเอกสารลับ และการกำหนดว่าการเปิดเผยข้อมูล เอกสาร หรือแม้แต่การสื่อสารต่อสาธารณะ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อน ซึ่งส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใส

ดร.สืบสกุลระบุว่า แนวคิดเรื่องการปกปิดข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเสนอจากฝ่ายไทยเอง และสะท้อนวัฒนธรรมการทำงานของระบบราชการไทยที่ให้ความสำคัญกับการรักษาความลับมากกว่าการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เขาชี้ว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐ ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานด้านการเกษตร ซึ่งดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน ปลา และพืชผักในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ก็ไม่เคยเปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

เขาจึงสรุปว่า TOR ฉบับนี้สะท้อนปัญหาสำคัญสองประการ ได้แก่ การขาดเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง และการปล่อยให้แนวคิดแบบราชการที่เน้นการปกปิดข้อมูลเข้ามาครอบงำกระบวนการแก้ไขปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดกลับเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายเมียนมามากกว่าการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนไทยและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
#กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงชี้TORไทย_เมียนมาถอยหลังจากข้อสรุปเดิมขาดActionPlanมาตรฐานร่วมติดต้นตอมลพิษ

มนตรี จันทวงศ์ จากกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) วิเคราะห์รายละเอียดของ TOR ว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย–เมียนมาเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ ทีละประเด็น พร้อมชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่สะท้อนถึงการขาดเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

มนตรีเริ่มต้นจากการพิจารณาวัตถุประสงค์ของคณะทำงานร่วม โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ระบุว่าจะมีการ "ตรวจสอบและระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อนและจุดวิกฤตของปัญหามลพิษ" ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการถอยหลังจากความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระหว่างการประชุมอย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทยและเมียนมา ในครั้งนั้น ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันแล้วว่าต้นตอของปัญหามลพิษมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ และยังมีข้อเสนอให้หยุดการทำเหมืองชั่วคราว ปรับปรุงมาตรการทำเหมือง ป้องกันการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำกก สาย และรวก รวมถึงจัดการกากแร่ให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม TOR ฉบับปัจจุบันกลับไม่กล่าวถึงกิจกรรมเหมืองแร่หรือมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่กลับกำหนดให้เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบและค้นหาแหล่งกำเนิดมลพิษใหม่ทั้งหมด ซึ่ตนเห็นว่าเป็นการย้อนกลับไปเริ่มต้นจากจุดเดิม ทั้งที่มีข้อสรุปร่วมกันไว้แล้วก่อนหน้านี้

สำหรับวัตถุประสงค์ข้อ 4 ที่ระบุถึงการอำนวยความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูลและระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า มนตรีเห็นว่ามีความขัดแย้งในตัวเอง เพราะแม้จะระบุว่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ในอีกด้านหนึ่ง TOR กลับกำหนดให้ข้อมูลและการสื่อสารทั้งหมดอยู่ภายใต้การรักษาความลับ และต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเผยแพร่ จึงทำให้หลักการแบ่งปันข้อมูลขาดความชัดเจนและอาจส่งผลต่อความโปร่งใสของการดำเนินงาน

นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตต่อวัตถุประสงค์ข้อ 6 ซึ่งกล่าวถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่น แม้ว่าจะมีการระบุไว้ในส่วนวัตถุประสงค์ แต่กลับไม่มีรายละเอียดในส่วนอื่นของ TOR ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานของคณะทำงานร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อพิจารณาถึงขอบเขตการดำเนินงานของคณะทำงานร่วม มนตรีกล่าวว่า แม้ TOR จะระบุว่าจะมีการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน โดยใช้มาตรฐาน วิธีการ และตัวชี้วัดที่สอดคล้องกัน รวมทั้งดำเนินการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานที่ตกลงร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติ ประเด็นเรื่องมาตรฐานร่วมยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

เขาอธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2568 ระหว่างการหารือทางเทคนิคของทั้งสองประเทศ ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องมาตรฐานคุณภาพน้ำได้ โดยเฉพาะค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำผิวดิน ซึ่งเมียนมากำหนดไว้ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ประเทศไทยกำหนดไว้เพียง 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ความแตกต่างดังกล่าวอาจทำให้ทั้งสองฝ่ายใช้เวลานานในการตกลงมาตรฐานร่วม และอาจทำให้กรอบเวลาการดำเนินงาน 3 ปีของ TOR หมดลงโดยที่ยังไม่สามารถเริ่มดำเนินงานร่วมได้อย่างแท้จริง

อีกประเด็นที่มนตรีเห็นว่าน่ากังวล คือ TOR กำหนดให้มีการจัดทำรายงานผลการติดตามร่วมเพียงปีละ 1 ครั้ง ซึ่งหมายความว่าประชาชนจะได้รับทราบผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน หรือสิ่งแวดล้อมเพียงปีละครั้งเท่านั้น แม้ว่าปัญหามลพิษจะส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ในส่วนของภารกิจการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ตนมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทั้งที่ก่อนหน้านี้มีข้อยอมรับร่วมกันแล้วว่าปัญหาเกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ แต่ TOR กลับกำหนดให้เริ่มพิสูจน์แหล่งกำเนิดใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน องค์ประกอบของคณะทำงานฝ่ายไทยจำนวน 7 คน กลับไม่มีหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงด้านการทำเหมือง เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งมีศักยภาพในการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและติดตามกิจกรรมเหมืองแร่ รวมถึงหน่วยงานด้านภูมิสารสนเทศที่สามารถสนับสนุนการพิสูจน์แหล่งกำเนิดมลพิษได้ ทำให้เกิดคำถามว่าฝ่ายไทยจะมีขีดความสามารถเพียงพอในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษหรือไม่

สำหรับประเด็นด้านสาธารณสุข มนตรีตั้งข้อสังเกตต่อข้อความใน TOR ที่ระบุว่าจะมีการประเมินความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากน้ำและการสัมผัสโลหะหนัก โดยเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าการประเมินดังกล่าวจะครอบคลุมผลกระทบจากการสะสมของโลหะหนักในห่วงโซ่อาหารหรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบันมีข้อมูลว่าการปนเปื้อนได้แพร่กระจายสู่ปลา พืชผลทางการเกษตร และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวมากกว่าการสัมผัสน้ำโดยตรง

ผู้ก่อตั้งกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโชงยังกล่าวถึงบทบัญญัติด้านการประสานนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งระบุให้ทั้งสองฝ่ายเสนอข้อแนะนำเกี่ยวกับมาตรฐานและการจัดการคุณภาพน้ำภายใต้กรอบนโยบายของแต่ละประเทศ โดยเห็นว่าข้อความดังกล่าวยังไม่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานร่วมจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแต่ละประเทศจะยังคงใช้มาตรฐานของตนเอง ทั้งในเรื่องคุณภาพน้ำผิวดินและมาตรการควบคุมผลกระทบจากการทำเหมือง

ในส่วนของแนวทางการดำเนินงาน มนตรีชี้ว่า TOR ยังขาดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ชัดเจนสำหรับการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน โดยมีเพียงการกำหนดให้คณะทำงานประชุมปีละสองครั้ง จัดทำแผนแม่บทระยะ 3 ปี และรายงานผลปีละครั้ง แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดว่าทั้งสองฝ่ายจะลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกันอย่างไร จะตรวจสอบกิจกรรมเหมืองหรือการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันในรูปแบบใด หรือจะมีมาตรการปฏิบัติร่วมที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร แม้ว่า TOR จะเปิดช่องให้เชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมได้ แต่ก็ยังต้องรอให้คณะทำงานเริ่มดำเนินการและจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนต่อไป

สำหรับองค์ประกอบของคณะทำงานฝ่ายไทย มนตรีเห็นว่านอกจากการขาดผู้แทนจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่แล้ว ยังไม่พบผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่หน่วยงานดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการประสานงานกับรัฐบาลทหารเมียนมา และควรมีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินงานของคณะทำงานร่วมด้วย

มนตรีกล่าวถึงประเด็นการรักษาความลับของข้อมูล ซึ่งเป็นข้อกังวลสำคัญอีกประการหนึ่ง แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้เสนอเงื่อนไขดังกล่าว แต่เมื่อข้อกำหนดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการทำงานร่วมแล้ว ก็ทำให้เกิดคำถามว่าข้อมูลดิบที่ต้องรักษาความลับนั้นหมายถึงข้อมูลประเภทใด หากรวมถึงผลการตรวจคุณภาพน้ำที่กรมควบคุมมลพิษเผยแพร่เป็นประจำอยู่ในปัจจุบัน ก็อาจทำให้การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในอนาคตต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลเมียนมาก่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความโปร่งใสและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
ี้TORไทย_เมียนมา_ตรวจน้ำไม่แก้ต้นเหตุ_ตัดLMC_MRCปิดข้อมูล_ไร้มาตรฐานร่วม

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวแสดงความเห็นต่อขอบเขตการดำเนินงานว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย–เมียนมาเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ (TOR) ว่า โดยภาพรวมแล้ว TOR ฉบับนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนของประเทศไทย ซ้ำยังมีข้อกำหนดหลายประการที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการบริหารจัดการปัญหาในระยะยาว

ภัทรพงษ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับของข้อมูล ซึ่งกำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลใด ๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งฝ่ายไทยและเมียนมาก่อน ส่งผลให้ข้อมูลที่ประชาชนควรเข้าถึงได้โดยง่ายกลับถูกจำกัดมากยิ่งขึ้น

ส.ส.เชียงใหม่ อธิบายว่า ปัจจุบันคณะอนุกรรมาธิการที่ตนมีส่วนร่วมทำงานอยู่มีเป้าหมายสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะให้มากที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของแร่ การนำเข้าและส่งออกผ่านด่านชายแดน รวมถึงเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากตัวเลขจากหน่วยงานภายในกรมศุลกากรในแต่ละพื้นที่ยังมีความคลาดเคลื่อนกัน ก่อนจะเผยแพร่ต่อสาธารณะในอนาคต

อีกประเด็นหนึ่งที่ภัทรพงษ์เห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง คือผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นหารือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ โดยเฉพาะข้อมูลการตรวจสอบดินในพื้นที่ลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง

เขาเปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบของกรมพัฒนาที่ดินพบพื้นที่เพาะปลูกหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีปริมาณสารหนูในดินสูงกว่าค่ามาตรฐานอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวถูกจัดชั้นเป็นข้อมูลลับ ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะได้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ยังไม่มีมาตรการตอบสนองหรือดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ภัทรพงษ์กล่าวว่า TOR ฉบับนี้มุ่งเน้นเพียงการตรวจสอบคุณภาพน้ำ แต่ไม่ได้กล่าวถึงมาตรการควบคุมหรือป้องกันแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยการตรวจสอบที่กำหนดไว้เป็นเพียงการแบ่งพื้นที่ให้แต่ละประเทศเก็บตัวอย่างของตนเองตามจุดที่ตกลงร่วมกัน ไม่ได้กำหนดให้มีการเก็บตัวอย่างหรือวิเคราะห์ร่วมกันแต่อย่างใด

เขามองว่าการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่มเติม เพราะแต่ละประเทศต่างมีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำภายในอาณาเขตของตนเองอยู่แล้ว สิ่งที่ควรเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างมาตรฐานร่วมและกลไกแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ภัทรพงษ์ยกตัวอย่างว่า ประเด็นเรื่องค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำผิวดิน ซึ่งไทยกำหนดไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่เมียนมากำหนดไว้ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นข้อขัดแย้งที่ทั้งสองประเทศรับทราบมาตั้งแต่การหารือระดับเจ้าหน้าที่เมื่อปี 2568 แต่ TOR กลับไม่ได้กำหนดแนวทางในการจัดการหรือสร้างมาตรฐานร่วมแต่อย่างใด

เขาเสนอว่า หากไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้ อย่างน้อยทั้งสองประเทศควรตกลงร่วมกันว่าจะเคารพมาตรฐานของอีกฝ่าย เช่น หากการตรวจวัดในฝั่งไทยพบว่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานของประเทศไทย แม้จะยังไม่เกินเกณฑ์ของเมียนมา ฝ่ายเมียนมาก็ควรให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา เพราะผลกระทบเกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศไทยโดยตรง

ภัทรพงษ์ยังวิพากษ์องค์ประกอบของคณะทำงานร่วมฝ่ายไทยว่า ไม่ได้สะท้อนถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เนื่องจากไม่มีผู้แทนจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รวมทั้งกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมเหมืองแร่และแหล่งกำเนิดของโลหะหนัก

เขาระบุว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการที่ผ่านมา ได้มีการเรียกหน่วยงานเหล่านี้เข้าชี้แจงหลายครั้ง แต่ท้ายที่สุดกลับไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะทำงานร่วม ทั้งที่มีข้อมูลทางวิชาการซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าการปนเปื้อนของโลหะหนักไม่ได้เกิดจากแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติในประเทศไทย และไม่ได้เกิดจากกิจกรรมภายในประเทศ

นอกจากนี้ ภัทรพงษ์ยังเห็นว่า TOR สูญเสียโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือกับกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น ความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง (LMC) และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ซึ่งเคยปรากฏอยู่ในร่างก่อนหน้า แต่ถูกตัดออกจากฉบับสุดท้าย ส่งผลให้ไทยและเมียนมาขาดกลไกที่จะร่วมกันยกระดับประเด็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ และประสานความร่วมมือกับจีนหรือประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในมุมของการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง เขาเห็นว่าประเทศไทยยังสามารถดำเนินมาตรการภายในประเทศได้ โดยเฉพาะการออกกฎหมายหรือมาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของแร่ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแร่ที่นำเข้าสู่ประเทศไทยมาจากเหมืองใด และมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือไม่

ขณะเดียวกัน เขาเห็นว่าเมียนมาก็มีศักยภาพในการดำเนินมาตรการควบคุมการส่งออกแร่และการนำเข้าสารเคมีที่ใช้ในกิจกรรมเหมืองแร่ แม้ว่าจะอ้างว่าไม่สามารถควบคุมพื้นที่เหมืองบางแห่งได้ก็ตาม ดังนั้น ทั้งสองประเทศยังมีเครื่องมือเชิงนโยบายที่สามารถใช้จัดการปัญหาได้ หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน

ประธานกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ภาคประชาชน นักวิชาการ และคณะอนุกรรมาธิการได้ติดตามปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ผลการตรวจพบการปนเปื้อนเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 แต่สิ่งที่ยังไม่เคยเห็นจากทั้งรัฐบาลชุดก่อนและรัฐบาลปัจจุบัน คือเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังและเป็นระบบ
#อาจารย์กฎหมายชี้TORไทย_เมียนมาทำไทยเสียเปรียบกว่าการไม่เซ็นต์ลดมาตรฐานต่ำกว่าหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.จารุประภา รักพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าววิเคราะห์ว่าขอบเขตงานว่าการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างสองประเทศ (TOR) ในมุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยระบุว่า แม้เอกสารฉบับนี้จะมีข้อดีอยู่บ้างในฐานะที่เป็นกรอบความร่วมมือร่วมกันของทั้งสองประเทศ และมีการกล่าวถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมไว้ในส่วนของวัตถุประสงค์ แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดทั้งหมดแล้ว กลับไม่พบกลไกที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีข้อกำหนดหลายประการที่อาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบกว่าการไม่ลงนามเสียด้วยซ้ำ

เธอกล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดประการแรก คือการที่ TOR ไม่ได้สะท้อนหลักการพื้นฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลัก "ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดน" (No Harm Principle) ซึ่งถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน และเป็นหลักการสำคัญที่กำหนดให้รัฐต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแก่รัฐเพื่อนบ้าน

อาจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศอธิบายว่าหลักการดังกล่าวได้รับการรับรองผ่านแนวคำพิพากษาระหว่างประเทศหลายคดี เช่น คดี Trail Smelter ระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานพื้นฐานที่นักศึกษากฎหมายสิ่งแวดล้อมทั่วโลกต้องศึกษา ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับ TOR ฉบับนี้ จะเห็นได้ว่าเอกสารดังกล่าวกลับกำหนดมาตรฐานที่อ่อนกว่าหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม ส่งผลให้ประเทศไทยมีฐานะทางกฎหมายที่ด้อยลงกว่าการอาศัยหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว

เธอจึงเห็นว่า หากพิจารณาเฉพาะในมิติของกฎหมายระหว่างประเทศ การไม่ลงนามในเอกสารฉบับนี้อาจทำให้ประเทศไทยยังสามารถอาศัยหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความเข้มแข็งกว่าในการปกป้องสิทธิของตนได้

ประเด็นที่สองซึ่งเธอเห็นว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน คือสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชน (Rights of Participation) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศกล่าวว่า หลักการสากลกำหนดให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้อย่างเพียงพอ รวมถึงต้องมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ขณะที่รัฐธรรมนูญของไทยก็รับรองหลักการดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองประชาชนจากภัยสิ่งแวดล้อม และสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

เธอยกตัวอย่างว่า หากเกิดไฟป่าจากประเทศเพื่อนบ้านจนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รัฐบาลไทยไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในการคุ้มครองประชาชนโดยอ้างว่าเหตุเกิดขึ้นนอกประเทศได้ เช่นเดียวกับกรณีการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำข้ามพรมแดน แม้ผลกระทบจะค่อย ๆ สะสมในระยะยาว แต่ก็ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนไม่แตกต่างจากภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมรูปแบบอื่น

อย่างไรก็ตาม TOR กลับกำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทั้งสองฝ่ายก่อน ทั้งที่ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพควรเป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยโดยทันทีตามหลักรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการที่กำหนดไว้ในปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Rio Declaration on Environment and Development)

รองศาสตราจารย์ ดร.จารุประภา กล่าวว่า ข้อกำหนดดังกล่าวทำให้ประเทศไทยยอมรับกรอบการคุ้มครองสิทธิที่มีมาตรฐานต่ำกว่าทั้งรัฐธรรมนูญไทยและหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม

แม้ TOR จะระบุชัดเจนว่าไม่ใช่สนธิสัญญาที่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมาย แต่เธออธิบายว่า เอกสารลักษณะนี้ยังคงมีน้ำหนักในทางกฎหมายระหว่างประเทศในฐานะ Soft Law ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการตีความสนธิสัญญาหรือหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ แม้ TOR จะไม่ใช่สนธิสัญญา แต่ก็อาจถูกใช้เป็นหลักฐานสะท้อนเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศ และสะท้อนระดับของการยอมรับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล

เธอยกตัวอย่างว่า หากในอนาคตเกิดเหตุสารหนูหรือโลหะหนักรั่วไหลลงสู่แม่น้ำ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญไทย รัฐบาลควรแจ้งเตือนประชาชนโดยทันที แต่ภายใต้ TOR กลับอาจต้องรอให้ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันก่อน จึงจะสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ซึ่งระหว่างนั้นสารพิษอาจแพร่กระจายเข้าสู่แม่น้ำ ระบบนิเวศ และห่วงโซ่อาหาร จนก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้

เธอยังแสดงความกังวลว่า กลไกดังกล่าวอาจเปิดช่องให้ประเทศที่สามซึ่งมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่หรือแหล่งกำเนิดมลพิษ เข้ามามีอิทธิพลต่อการเปิดเผยข้อมูลของทั้งสองประเทศ แม้จะไม่อาจยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นจริง แต่ก็เป็นประเด็นที่ควรตั้งข้อสังเกตในเชิงวิชาการ

รองศาสตราจารย์ ดร.จารุประภา กล่าวอีกว่า นอกจากผลทางกฎหมายแล้ว TOR ยังมีนัยสำคัญในทางรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเป็นเอกสารที่สะท้อนเจตจำนงและกรอบความร่วมมือของทั้งสองประเทศ แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาแล้ว กลับไม่พบถ้อยคำที่แสดงถึงการดำเนินงานร่วม (Joint Action) อย่างแท้จริง หากมีเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่าความร่วมมือภายใต้กรอบนี้จะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้จริงหรือไม่

เธอกล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้นักวิชาการและภาคประชาชนหลายฝ่ายจะออกมาเตือนถึงข้อจำกัดของ TOR แต่เมื่อรัฐบาลไทยได้ลงนามในเอกสารดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการหามาตรการลดผลกระทบ (Damage Control) เพื่อทำให้เอกสารฉบับนี้มีน้ำหนักน้อยกว่าหลักกฎหมายระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญไทยในการบังคับใช้ รวมถึงหาแนวทางทางกฎหมายและเชิงนโยบายที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ได้มากที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
#อาจารย์กฎหมายมฟลชำแหละTORไทย_เมียนมาชี้ลดตรวจสอบร่วมตัดRiskMappingเพิ่มข้อจำกัดข้อมูล

อาจารย์อริศรา เหล็กคำ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำเสนอการวิเคราะห์ TOR โดยเปรียบเทียบระหว่างร่างที่ฝ่ายไทยเสนอ ร่างที่เมียนมาแก้ไข และฉบับสุดท้ายที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม พร้อมชี้ให้เห็นถึงสาระสำคัญหลายประการที่เปลี่ยนแปลงไปและอาจส่งผลให้กลไกความร่วมมือมีประสิทธิภาพลดลง

อาจารย์อริศราอธิบายว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำเกี่ยวกับการดำเนินงานร่วม จากเดิมที่ฝ่ายไทยเสนอให้มีการ "ตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน" (Joint Monitoring of Water Quality) แต่ฝ่ายเมียนมาได้ตัดข้อความดังกล่าวออก และในฉบับที่ลงนามได้เปลี่ยนเป็นการ "ประสานงานร่วมกัน" (Coordinated Monitoring) แทน

เธอเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะทำให้รูปแบบความร่วมมือเปลี่ยนจากการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างแท้จริง มาเป็นเพียงการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ ซึ่งอาจหมายถึงการประสานการติดตามหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล มากกว่าการลงพื้นที่ เก็บตัวอย่าง และดำเนินการตรวจสอบร่วมกัน ส่งผลให้ระดับข้อผูกพันของทั้งสองฝ่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในทำนองเดียวกัน เธอตั้งข้อสังเกตว่า ร่างที่ฝ่ายไทยเสนอเดิมยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดทำรายงานร่วมและแผนที่ความเสี่ยงร่วม (Risk Mapping) แต่ข้อความดังกล่าวถูกตัดออกจากฉบับสุดท้าย ทำให้แต่ละประเทศสามารถดำเนินการของตนเองแยกจากกัน โดยคณะทำงานร่วมมีบทบาทเพียงประสานงานระหว่างกันเท่านั้น

ในส่วนขององค์ประกอบคณะทำงานฝ่ายไทย อาจารย์อริศราระบุว่า แม้รัฐบาลจะเพิ่มผู้แทนจากจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกเหนือจากจังหวัดเชียงราย แต่กลับไม่มีผู้แทนจากจังหวัดระนอง ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดนเช่นเดียวกัน จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลไทยมองปัญหาแม่น้ำกระบุรีเป็นเพียงประเด็นภายในประเทศหรือไม่

เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ประกอบของคณะทำงานฝ่ายเมียนมา เธอเห็นว่าฝ่ายเมียนมามีความครอบคลุมมากกว่า โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านเหมืองแร่ ป่าไม้ คมนาคม มหาดไทย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงจำกัดอยู่เพียงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมอนามัย

เธอจึงตั้งข้อสังเกตว่า แม้ฝ่ายเมียนมาจะสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เชื่อ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Mekong Butterflyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง The Mekong Butterfly:

ทางลัด

แชร์