The Mekong Butterfly

The Mekong Butterfly ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก The Mekong Butterfly, บริการชุมชน, Bangkok.

The Mekong Butterfly หรือ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เป็นกลุ่มอิสระที่ได้รวมตัวกันเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขง และการสนับสนุนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคแม่น้ำโขง (ได้แก่ ยูนนาน, ลาว, เมียนมา, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม) มีความเข้มแข็งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง และสนับสนุนกระบวนการให้ประชาชนมีความเสมอภาคและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลแล

ะกลไกการตัดสินใจเชิงสถาบัน ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลักที่เน้นการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศและที่มีลักษณะข้ามพรมแดน ถ่ายเททรัพยากรธรรมชาติไปเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยทิ้งผลกระทบต่างๆ ไว้เบื้องหลังให้ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ภายใต้ระบบการเมืองการปกครองของประเทศลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถสร้างความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลที่ดีให้เกิดแก่ประชาชนในแต่ละประเทศได้

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี กรณีพบปลาผิดปกติในภาคอีสาน เช่นเดียวกับที่เกิดในภาคเหนือ มีข้อเสนอดงันี้1. ให้มีการตรวจคุณ...
23/04/2026

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี กรณีพบปลาผิดปกติในภาคอีสาน เช่นเดียวกับที่เกิดในภาคเหนือ มีข้อเสนอดงันี้
1. ให้มีการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดิน ใน 7 จังหวัดติดแม่น้ำโขงภาคอีสาน อย่างน้อยจังหวัดละ 3 จุด และสอดคล้องกับจุดบรรจบของลำน้ำสาขาสายหลักของทั้งประเทศไทยและสปป.ลาว เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีอาณาเขตติดแม่น้ำโขงเป็นระยะทางไกลมาก และมีการตรวจอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 2 ครั้ง เช่นเดียวภาคเหนือ
2. ให้มีการตรวจคุณภาพน้ำประปา ที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขง ทั้งในส่วนของการประปาส่วนภูมิภาคภูมิภาคและการประปาของหมู่บ้าน และมีการตรวจอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
3. ให้มีการตรวจปลา สัตว์น้ำ สัตว์หน้าดินและพืชผักริมโขง อย่างน้อยจังหวัดละ 3 จุดเช่นเดียวกับในข้อ 1
4. ให้มีการตรวจเลือด ปัสสาวะและสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนัก ตลอด 7 จังหวัดภาคอีสาน
5. ให้มีการตรวจสอบที่มาของสารพิษโลหะหนัก ทั้งที่มาจากแม่น้ำโขงจากภาคเหนือ และลำน้ำสาขาจากประเทศสปป.ลาว และกำหนดมาตรการระหว่างประเทศเพื่อยับยั้งหรือควบคุมแหล่งกำเนิดสารพิษโลหะหนักทั้งหมดนี้.

"สัญญาณวิกฤตโขงตอนบนลามถึงเชียงคาน - พบปลาแค้ผิดปกติซ้ำ หวั่นโลหะหนักข้ามพรมแดนกระทบห่วงโซ่อาหาร"สถานการณ์ความเสี่ยงด้าน...
22/04/2026

"สัญญาณวิกฤตโขงตอนบนลามถึงเชียงคาน - พบปลาแค้ผิดปกติซ้ำ หวั่นโลหะหนักข้ามพรมแดนกระทบห่วงโซ่อาหาร"

สถานการณ์ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในลุ่มแม่น้ำโขงกำลังส่งสัญญาณเตือนที่น่ากังวลอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่ภาพปลาในแม่น้ำโขงบริเวณอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ที่มีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณผิวหนัง ครีบ และหนวดที่ปรากฏเป็นตุ่มคล้ายหนอง สร้างความวิตกต่อความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนสารพิษในระบบนิเวศน้ำจืด และการลุกลามเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของประชาชนในภูมิภาค
ภาพดังกล่าวถูกบันทึกโดยชาวบ้านและภาคประชาสังคมในพื้นที่ นำโดยชาญณรงค์ วงศ์ลา ซึ่งระบุว่าปลาที่พบเป็น “ปลาแข้” หรือปลาแค้ ขนาดลำตัวเล็ก หนัก 100 กรัม ยาว 23 ซม. ถูกจับได้บริเวณลวงมองดอนไข่กลางแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่เหนือจุดบรรจบแม่น้ำมี้ที่มีต้นน้ำในลาวกับแม่น้ำโขง บริเวณแก่งคุดคู้ ซึ่งแม่น้ำมี้เป็นพื้นที่ที่มีรายงานจาก Stimson Center ว่ามีการทำเหมืองแร่หลายแห่งอยู่ต้นน้ำและลำน้ำ
กรณีนี้นับเป็นครั้งที่สามในรอบสองเดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่พบปลาแค้ในแม่น้ำโขงบริเวณเชียงคานมีลักษณะผิดปกติ สะท้อนถึงความเป็นไปได้ว่าปัญหานี้อาจไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุด แต่มีแนวโน้มเป็นปัญหาเชิงระบบที่กำลังก่อตัวและขยายตัวตามแนวลำน้ำ
ความกังวลดังกล่าวเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งลาว โดยเฉพาะในลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งมีการทำเหมืองแร่หลายประเภท เช่น ทองคำและทองแดง กระบวนการทำเหมืองเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการปล่อยสารโลหะหนัก อาทิ สารหนู ตะกั่ว และปรอท ลงสู่แหล่งน้ำ หากขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ลักษณะอาการของปลา เช่น แผลพุพอง ตุ่มหนอง หรือความผิดปกติของผิวหนัง อาจเป็นผลจากการสัมผัสสารพิษหรือสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม แม้ในขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์ได้โดยตรง
ชาญณรงค์ระบุว่า หน่วยงานรัฐไม่ควรนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และควรเร่งจัดตั้งระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโขงอย่างเป็นระบบ ทั้งการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดิน การวิเคราะห์ตะกอนดิน การตรวจสารพิษในสัตว์น้ำ รวมถึงการติดตามพืชพันธุ์ริมฝั่งแม่น้ำ พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่
แม้เครือข่ายภาคประชาสังคมในภาคอีสานจะรายงานว่ายังไม่พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกันในจังหวัดริมโขงตอนล่าง เช่น หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี แต่การไหลของน้ำและตะกอนอาจสามารถพาสารปนเปื้อนเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้
ในเชิงนโยบาย ปัญหาดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของการจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน เนื่องจากแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศที่ไหลผ่านหลายประเทศ การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม กลไกที่มีอยู่ยังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบจากโครงการพัฒนา
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุได้อย่างชัดเจน สถานการณ์ที่เชียงคานอาจเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่กว่า ซึ่งกำลังท้าทายทั้งระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมของรัฐไทย และความร่วมมือในระดับภูมิภาค ว่าจะสามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านมลพิษข้ามพรมแดนที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้ได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่..
ขอบคุณข้อมูลและภาพจากคุณชาญณรวค์ วงศ์ลา

"ก๊าซเมียนมา - แหล่งที่มาไฟฟ้าไทย: เส้นเลือดเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงสงคราม — เงาทุนข้ามชาติบนวิกฤตสิทธิมนุษยชน"ท่ามกลางภาพเ...
20/04/2026

"ก๊าซเมียนมา - แหล่งที่มาไฟฟ้าไทย: เส้นเลือดเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงสงคราม — เงาทุนข้ามชาติบนวิกฤตสิทธิมนุษยชน"

ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจเมียนมาที่ทรุดตัวหลังการรัฐประหารปี 2564 ภาคก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งยังคงเดินหน้าสร้างรายได้มหาศาลอย่างต่อเนื่อง

รายงานเชิงลึกฉบับใหม่ของเครือข่ายภาคประชาสังคมในภาคใต้ของเมียนมาอย่าง 'เครือข่ายเฝ้าระวังทรัพยากรตะนาวศรี' (Thanintharyi Coalition Resources Watch: TCRW) เปิดเผยว่า รายได้จากก๊าซอาจเป็นหนึ่งใน “แหล่งเงินตราต่างประเทศสุดท้าย” ที่หล่อเลี้ยงคณะเผด็จการทหาร และเอื้อให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป
#โครงสร้างรายได้ที่ไม่โปร่งใสแต่ทรงอำนาจ

รายงานชี้ว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 โครงการก๊าซนอกชายฝั่งในทะเลอันดามัน เช่น ยาดานา เยตากุน และซอติกา ได้สร้างรายได้จากการส่งออกปีละราว 3,000–4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะจากตลาดไทย ซึ่งเป็นผู้ซื้อหลัก

แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงตัวเลขรายได้ หากเป็น “โครงสร้างการควบคุม” รายได้ดังกล่าวผ่านบริษัทวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซเมียนมา หรือ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพโดยตรง

นักวิจัยด้านเศรษฐกิจการเมืองชี้ว่า รายได้ลักษณะนี้ทำให้รัฐทหาร “ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาษีประชาชน” ส่งผลให้ความรับผิดรับชอบต่อสาธารณะลดลง และสร้างระบบเศรษฐกิจที่แยกขาดจากการตรวจสอบโดยพลเรือน

หลังรัฐประหาร กลไกความโปร่งใสอย่าง Extractive Industries Transparency Initiative (EITI) ถูกระงับ ขณะที่การกำกับดูแลโดยพลเรือนแทบไม่เหลืออยู่ ส่งผลให้กระแสเงินจากทรัพยากรถูกปกปิดมากขึ้น
#จากทรัพยากรพัฒนาสู่ทุนสงคราม

แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะหดตัว แต่ภาคก๊าซกลับยังคงดำเนินต่ออย่างแทบไม่สะดุด รายงานประเมินว่า มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี อาจถูกใช้สนับสนุนกองทัพโดยตรง

เงินตราต่างประเทศจากก๊าซถูกนำไปใช้ในกิจกรรมทางทหาร ตั้งแต่การจัดซื้ออาวุธ การนำเข้าเชื้อเพลิงการบิน ไปจนถึงการดำเนินปฏิบัติการด้านความมั่นคงภายในประเทศ

ในบริบทที่มาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติพยายามตัดช่องทางการเงินของกองทัพ รายได้จากก๊าซจึงกลายเป็น “ช่องทางหลบเลี่ยง” ที่สำคัญที่สุดช่องทางหนึ่ง

รายงานระบุว่า แม้บริษัทพลังงานตะวันตกบางส่วนถอนตัวตั้งแต่ปี 2565 แต่บทบาทของบริษัทในภูมิภาค รวมถึงบริษัทไทย—ยังคงดำเนินต่อ และในบางกรณีขยายตัวผ่านโครงการใหม่
#เส้นท่อก๊าซกับภูมิทัศน์ความรุนแรง

เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่สร้างรายได้มหาศาล คือภูมิทัศน์ของความรุนแรงที่ยืดเยื้อในพื้นที่ตะนาวศรี

ข้อมูลภาคสนามระบุว่า ชุมชนตามแนวท่อก๊าซเผชิญการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่การยึดที่ดิน การใช้แรงงานบังคับ ไปจนถึงการทำให้พื้นที่เป็นเขตทหาร

หนึ่งในกรณีสำคัญคือ การยึดที่ดินกว่า 81,000 เอเคอร์ในเขตเยบยู เพื่อรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานก๊าซ ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนหลายพันครัวเรือน

หลังรัฐประหาร ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายงานบันทึกว่า ระหว่างปี 2566–2568 มีการจับกุมโดยพลการอย่างน้อย 129 คน การเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัว การโจมตีทางอากาศ และการยิงปืนใหญ่ในพื้นที่พลเรือน

นอกจากนี้ ยังมีการวางทุ่นระเบิด การเผาทำลายหมู่บ้าน และการบังคับให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่
#การควบคุมชีวิตประจำวันเมื่อความมั่นคงกลายเป็นเครื่องมือ

รายงานยังสะท้อนว่า มาตรการด้านความมั่นคงถูกใช้ควบคุมชีวิตพลเรือนในระดับลึก ตั้งแต่การตั้งจุดตรวจ การประกาศเคอร์ฟิว ไปจนถึงการจำกัดการเดินทาง

ในบางพื้นที่มีการห้ามใช้รถจักรยานยนต์ ทำให้แรงงานรายวันสูญเสียรายได้ ขณะที่การขนส่งอาหารและยาถูกขัดขวาง

การตัดสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตในช่วงการสู้รบยิ่งทำให้ชุมชนถูกตัดขาดจากข้อมูลข่าวสารและความช่วยเหลือ

ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่ามีอย่างน้อย 3,000–4,000 คนในบางพื้นที่ และหลายคนไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องจากยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง
#เศรษฐกิจการเมืองของก๊าซและอำนาจ

ในเชิงโครงสร้าง รายงานอธิบายว่า รายได้จากก๊าซไม่ได้เป็นเพียงรายได้รัฐ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบสกัดทรัพยากร” ที่ฝังอยู่ในโครงสร้างอำนาจ

ตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2531 กองทัพได้พัฒนากลไกควบคุมรายได้ผ่านระบบอัตราแลกเปลี่ยนและการผูกขาดเงินตราต่างประเทศ ทำให้สามารถดูดซับมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรได้อย่างเป็นระบบ

ผลลัพธ์คือ การสร้าง “กองทุนทางการเมือง” ที่อยู่นอกการตรวจสอบ และใช้ค้ำจุนทั้งเครือข่ายอุปถัมภ์และอำนาจทางทหาร
#แรงกดดันระหว่างประเทศและคำถามถึงบทบาทภูมิภาค

ท่ามกลางแรงกดดันจากภาคประชาสังคมและนานาชาติ มีความพยายามเรียกร้องให้ตัดกระแสเงินไปยัง MOGE ผ่านมาตรการคว่ำบาตรเฉพาะเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม รายได้จากก๊าซยังคงดำเนินต่อ และยังเป็นหนึ่งในแหล่งเงินตราต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของคณะเผด็จการทหาร

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครถอนตัว” แต่คือ “ใครยังคงอยู่” โดยเฉพาะบทบาทของบริษัทในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงไทย ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจพลังงานกับความขัดแย้งข้ามพรมแดน
#พลังงานที่หล่อเลี้ยงความขัดแย้ง

รายงานสรุปว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมรายได้ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความรับผิดชอบของภาคธุรกิจอย่างจริงจัง ภาคก๊าซนอกชายฝั่งจะยังคงทำหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลังทางการเงิน” ของคณะเผด็จการทหาร

ในอีกด้านหนึ่ง มันยังสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทรัพยากรพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือพัฒนา แต่ยังเป็นกลไกที่เชื่อมโยงทุน อำนาจ และความรุนแรงเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก..
อ่านรายงานภาษาไทยฉบับเต็มได้ที่ภาพด้านล่างหรือลิ้งก์นี้

https://drive.proton.me/urls/H39CF3F11G

ใครอยู่เชียงราย พรุ่งนี้หลังสงกรานต์ มีกิจกรรมเสวนาพิเศษครับ...เชิญชวนครับงาน “จากสายลมเหนือ…สู่สายน้ำโขง” โดย มหาวิทยาล...
17/04/2026

ใครอยู่เชียงราย พรุ่งนี้หลังสงกรานต์ มีกิจกรรมเสวนาพิเศษครับ...เชิญชวนครับ
งาน “จากสายลมเหนือ…สู่สายน้ำโขง” โดย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
คือพื้นที่ที่คำถามเหล่านี้จะถูกคลี่ออกเป็นภาพเดียว
🕰️ ตารางกิจกรรม
08.30 – 09.20 น. | ลงทะเบียน / เปิดงาน
09.20 – 10.00 น. | วิทยากรบรรยายหลัก ดร.สืบสกุล กิจนุกร
10.30 – 11.30 น. | วงเสวนา: น้ำ อากาศ อาหาร ผู้คน
📍 บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ คณะอนุกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด
📍 เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ สำนักวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
📍 ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ และ พงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ LOCAL Coffee
📍 ศรัทธา อุดมฤทธิ์ ชมรมนักศึกษาเพื่อสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

เวทีนี้จะพาเห็นว่า “ปัญหาที่เหมือนแยกกัน” จริงๆ แล้วเชื่อมกันทั้งระบบ
11.45 – 11.55 น. | สะท้อนบทเรียน
นันทนัช พงศ์วิทย์
สรุปบทเรียนจากเวที และมองไปข้างหน้า
🎬 ไฮไลต์พิเศษ
ฉายสารคดีสั้น “เงาปนเปื้อนบนสายน้ำกก เหนือชีวิตเกษตรกร”
ภาพจริงของผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่
📍 วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569
เวลา 08.30 – 12.00 น.
ณ พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง

ผลการตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินและสัตว์น้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ชี้ให้เห็นถึงอันตรายร้ายแรงจากสารโลหะหนักที่กำลังคุกคามระบบน...
17/04/2026

ผลการตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินและสัตว์น้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ชี้ให้เห็นถึงอันตรายร้ายแรงจากสารโลหะหนักที่กำลังคุกคามระบบนิเวศและสุขภาพประชาชน กรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. ได้รายงานผลการตรวจตะกอนดินครั้งที่ 10 พบว่าสารหนูอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์น้ำหน้าดิน และหลายจุด特別อยู่ในระดับอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะบริเวณสะพานท่าตอนและสะพานมิตรภาพแม่นาวาง-ท่าตอน ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสะพานเฉลิมพระเกียรติในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และจุดตรวจวัดหลายแห่งในแม่น้ำโขง ซึ่งอาจเกิดจากการไหลของน้ำที่ช้าในช่วงฤดูแล้งทำให้สารพิษสะสมมากขึ้น
ทางด้านมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดย รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ ได้ตรวจพบสารโลหะหนักเพิ่มเติม โดยเฉพาะปรอทและตะกั่วที่ถือเป็นภัยคุกคามหลัก ปรอทในเนื้อปลาเกินมาตรฐาน และในตับปลาอยู่ในขั้นวิกฤต ส่วนตะกั่วก็เกินมาตรฐานในเนื้อปลาเช่นกัน ขณะที่สารหนูในตะกอนดินก็อยู่ในระดับที่เกินค่ามาตรฐานชัดเจน ผลการตรวจเหล่านี้ทำให้ คพ. ออกเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการบริโภคกุ้ง หอย และสัตว์น้ำที่หากินหน้าดินในหลายพื้นที่ของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง รวมถึงควรปรุงสุกทุกครั้ง ไม่รับประทานสัตว์น้ำชนิดเดียวกันซ้ำทุกวัน และหลีกเลี่ยงเครื่องในหรือพุงปลาที่เป็นจุดสะสมสารพิษ
อย่างไรก็ตาม แทนที่จังหวัดเชียงรายจะเร่งออกมาตรการป้องกันที่ชัดเจน กลับพยายามลดทอนความรุนแรงของปัญหา โดยร่วมกับนักวิชาการบางส่วนประชาสัมพันธ์ผ่านเพจว่า สามารถสั่งปลาแม่น้ำกกมากินได้สบายใจ เพราะตรวจไม่พบสารหนูในเนื้อปลาเกินมาตรฐาน และยังแนะนำให้โหลดแอป “ปลาปลอดภัย” ซึ่งขัดกับข้อมูลจาก คพ. และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่ชี้ถึงการสะสมของสารพิษในห่วงโซ่อาหารระยะยาว
สถานการณ์นี้ถือว่าน่าตกใจ เพราะรัฐและจังหวัดกำลังผลักให้ประชาชนใช้น้ำและบริโภคสัตว์น้ำที่อาจปนเปื้อนสารโลหะหนัก โดยเอาชีวิตและสุขภาพของคนในพื้นที่ไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น สารพิษเหล่านี้สามารถสะสมในร่างกายได้เงียบ ๆ และก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงในระยะยาว
ประชาชนควรตระหนักและระมัดระวังตนเองเป็นหลัก หลีกเลี่ยงสัตว์น้ำหน้าดินจากแม่น้ำกกและโขง โดยเฉพาะกุ้ง หอย และเครื่องในปลา ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่างกรมควบคุมมลพิษและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มากกว่าการประชาสัมพันธ์ที่พยายามทำให้สถานการณ์ดูปกติ และเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจังก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายกว่านี้ เพราะสุขภาพของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่ควรนำมาเสี่ยงเพื่อรักษาภาพลักษณ์
ชวนอ่านรายงานของสำนักข่าวชายขอบครับ

คพ.เตือนเลี่ยงกินกุ้ง-หอย-สัตว์น้ำหากินหน้าดินในหลายพื้นที่ในแม่น้ำกก-โขง หลังตรวจพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานสูงลิ่ว-เผยผลตรวจของ ม.แม่โจ้พบสารปรอท-ตะกั่วในเนื้อปลาเกินมาตรฐาน ขณะที่จังหวัดเชียงรายยังประชาสัมพันธ์ให้กินเนื้อปลาแม่น้ำกกได้สบายใจ
----------
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เพจกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)รายงานว่า นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า จากที่ คพ.ได้รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำ ครั้งที่ 17 และสถานการณ์คุณภาพตะกอนดิน ครั้งที่ 10 ของแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดย คพ.ได้แจ้งผลและพิจารณาแนวทางจัดการปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชุม “คณะทำงานติดตามสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพ ในพื้นที่แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน” ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมอนามัย กรมควบคุมโรค การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง

นายสุรินทร์ กล่าวว่า ผลจากการติดตามคุณภาพตะกอนดินในแม่น้ำกกและลําน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 10) คุณภาพตะกอนดินมีการเปลี่ยนแปลง โดยส่วนใหญ่พบค่าสารหนูอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน และบางจุดอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงตามมาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดิน โดยเฉพาะในแม่น้ำกก บริเวณสะพานท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ สะพานมิตรภาพแม่นาวาง-ท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ สะพานเฉลิมพระเกียรติ ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย และแม่น้ำโขงทุกจุดตรวจวัดที่ผลการตรวจพบว่ามีค่าสูงผิดปกติ ซึ่งอาจเนื่องมาจากเป็นช่วงฤดูแล้ง ปริมาณน้ำมีน้อย กระแสน้ำไหลช้าในบางจุด ทําให้เกิดการตกตะกอนแขวนลอยสะสมในท้องน้ำมากขึ้น

อธิบดี คพ.กล่าวว่า แม้ว่า ปัจจุบันผลการตรวจวัดโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสําหรับการบริโภค แต่เนื่องจากสารหนูสามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารได้ในระยะยาว จึงควรมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยกรมประมงมีแผนจะเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินเพื่อเฝ้าระวังเพิ่มเติม และควรปฏิบัติตามข้อแนะนําของกรมประมงเพื่อลดความกังวลใจของการบริโภคสัตว์น้ำ เช่น ควรมีการปรุงสุกทุกครั้ง ไม่ควรรับประทานสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำทุกวัน หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้ง หอย และเครื่องในหรือพุงปลาซึ่งเป็นจุดสะสมสารพิษ

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพิจารณากำหนดแผนการติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ให้สอดคล้องกันเพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน การสะสมในสัตว์น้ำ สัตว์หน้าดิน พืชผลทางการเกษตร ดิน และสุขภาพประชาชน พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป ในส่วนของการแก้ไขปัญหา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางไปหารือกับประเทศเพื่อนบ้านในวาระอันใกล้นี้” นายสุรินทร์ กล่าว

ก่อนหน้านี้เฟสบุคของ Apinun Suvarnaraksha ของ รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ได้โพสต์ผลการตรวจสารโลหะหนักในน้ำและปลาของแม่น้ำกก แม่น้ำสายและแม่น้ำโขง โดยจัดทำเป็นกราฟิคและตาราง ซึ่งระบุว่าเป็นบทสรุปรวบยอด:กลไก “ความเงียบที่อันตราย”(The Ecological Risk Mod)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตารางประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่และระบบนิเวศ (Diagnostic Matrix) ระบุว่า ปรอทและตะกั่ว คือภัยคุกคามหลักที่ต้องเร่งจัดการอย่างเร่งด่วน โดยปรอทมีค่าเกินเกณฑ์ในเนื้อปลา และในตับปลาพบว่าอยู่ในขั้นวิกฤต เช่นเดียวกับการตรวจพบขั้นวิกฤตในตะกอนดิน ส่วนตะกั่วพบว่าเกินเกณฑ์มาตรฐานในเนื้อปลา ส่วนในตับปลาและในตะกอนดินอยู่ในขั้นเฝ้าระวัง สำหรับสารหนูนั้นพบว่าอยู่ในตะกอนดินเกินค่ามาตรฐาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ทางจังหวัดเชียงรายร่วมกับนักวิชาการบางส่วน พยายามประชาสัมพันธ์ผ่านเพจ AI CARE Research Cluster โดยระบุว่า “สงกรานต์นี้ไม่ว่าจะกลับบ้านหรือมาเที่ยวเชียงราย สั่งปลาแม่น้ำกกกินได้สบายใจครับ ข้อมูลวิจัยยืนยันแล้วเนื้อปลาปลอดภัยจากพิษสารหนูครับ หลายคนถามว่า เนื้อปลาแม่น้ำกกยังกินได้ไหม วันนี้มีคำตอบจากข้อมูลจริงแล้วครับ ทีมวิจัยร่วมกับกรมประมง ตรวจปลา 200 ตัวอย่าง 43 ชนิด 9 อำเภอทั่วเชียงราย ผลชัดเจน ไม่พบสารหนูในเนื้อปลาเกินมาตรฐานแม้แต่ตัวอย่างเดียว ค่าเฉลี่ยแค่ 2.7% ของเกณฑ์” พร้อมทั้งแนะนำให้โหลดแอป “ปลาปลอดภัย”

ผลตรวจสารหนูในแม่น้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน โดยเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด28-30 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโ...
10/04/2026

ผลตรวจสารหนูในแม่น้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน โดยเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด

28-30 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงล มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ และเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขงในเขต อ.เชียงคาน อ.ปากชม จ.เลย และ อ.สังคม จ.หนองคาย ได้ร่วมกันตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง โดยใช้ชุดตรวจภาคสนามวัดสารหนู ซึ่งได้ผลออกมาดังนี้
10. แม่น้ำเหือง ที่บ้านท่าดีหมี อ.เชียงคาน จ.เลย วันที่ 30 มีนาคม 69 ไม่พบสารหนู
11. แม่น้ำโขง ที่แพกลุ่มประมงพื้นบ้าน อ.เชียงคาน จ.เลย วันที่ 28 มีนาคม 69 พบสารหนู ระหว่าง 0.005-0.01 มก./กก.
12. แม่น้ำโขง ที่บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย วันที่ 29 มีนาคม 69 พบสารหนูน้อยกว่า 0.005 มก./กก.
13. แม่น้ำโขง ที่บ้านคกเว้า อ.ปากชม จ.เลย วันที่ 29 มีนาคม 69 พบสารหนู ระหว่าง 0.005-0.01 มก./กก.

แม่น้ำเหือง ซึ่งเป็นลำน้ำกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับลาว และไหลลงแม่น้ำโขงที่บ้านท่าดีหมี ยังคงปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารหนู แต่ผลการตรวจในแม่น้ำโขงอีก 3 จุด ที่ อ.เชียงคาน, อ.ปากชม จ.เลย และ อ.สังคม จ.หนองคาย ยังพบการปนเปื้อนในระดับต่ำถึงปานกลาง สอดคล้องกับผลการตรวจสารหนูในแม่น้ำโขงเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จาก จ.บึงกาฬ ถึงอุบลราชธานี พบการปนเปื้อนสารหนูในระดับ 0.005 มก./กก. และยังสอดคล้องกับผลตรวจของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 (อุดรธานี) เมื่อเดือนพฤศจิกายนเช่นกัน โดยพบสารหนูใน 4 จุดตรวจของ จ.เลย, หนองคาย, บึงกาฬและนครพนม ที่ระดับต่ำกว่า 0.01 มก./กก.

อย่างไรก็ตาม รายงานผลคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดินครั้งที่ 1 เดือนพฤศจิกายน 2568 และ รายงานผลคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดินครั้งที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งหน่วยงานเพิ่งจะเผยแพร่รายงานทั้งสองชิ้นในสัปดาห์นี้นั้น กลับรายงานว่า ตรวจไม่พบการปนเปื้อนสารหนูในทุกจุดตรวจของทั้ง 4 จังหวัด ทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นรายงานที่ย้อนแย้งกับรายงานเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ระบุว่ายังตรวจพบสารหนู แต่ไม่เกินมาตรฐาน ทั้งที่เป็นการตรวจสอบของหน่วยงานเดียวกัน

ขณะที่การตรวจวัดโดยชุดตรวจภาคสนาม โดยกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงและเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง ในเดือนธันวาคม 2568 และ มีนาคม 2569 ต่างตรวจพบการปนเปื้อนสารหนูตลอดลำน้ำโขงในทุกจังหวัด ถึงแม้ว่าปริมาณที่ตรวจพบจะยังไม่เกินค่ามาตรฐานก็ตาม

เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ทั้ง ๆ ที่แม่น้ำโขงในภาคเหนือยังตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน แต่ท้ายน้ำตั้งแต่เชียงคานลงมา หน่วยงานกลับตรวจไม่พบเลย...

"น่ากังวล - คพ.เผยผลตรวจตะกอนดิน “แม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง” ครั้งที่ 10 พบสารหนูเกินมาตรฐานหลายจุด เตือนเฝ้าระวังผลกระทบระยะ...
10/04/2026

"น่ากังวล - คพ.เผยผลตรวจตะกอนดิน “แม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง” ครั้งที่ 10 พบสารหนูเกินมาตรฐานหลายจุด เตือนเฝ้าระวังผลกระทบระยะยาว"

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลการตรวจวัดคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำสำคัญภาคเหนือ ครั้งที่ 10 หลังเกิดกรณีความขุ่นผิดปกติของแม่น้ำกก โดยดำเนินการเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 8–11 มีนาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักเกินมาตรฐานหลายจุดในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา
ผลการตรวจในแม่น้ำกก จำนวน 15 จุด (KK01–KK15) พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน 6 จุด และเกินระดับที่เป็นอันตรายรุนแรง 3 จุด ได้แก่ KK01, KK02 และ KK09 นอกจากนี้ยังพบสารตะกั่วเกินมาตรฐาน 4 จุด และตรวจพบโลหะหนักอื่น เช่น นิกเกิล ทองแดง และโครเมียม เกินค่ามาตรฐานในบางพื้นที่
ขณะที่ลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำฝาง แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว พบการปนเปื้อนของสารหนูในระดับเกินค่าปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน ส่วนแม่น้ำสาย (SA01–SA03) พบสารหนูเกินมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด และมีโลหะหนักอื่นปะปนในบางพื้นที่
สำหรับแม่น้ำรวก (RU01–RU02) และแม่น้ำโขง (NK01–NK03) พบสถานการณ์น่ากังวลมากขึ้น โดยตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงครบทุกจุดตรวจวัด พร้อมพบโลหะหนักอื่นเกินค่ามาตรฐานในบางจุดเช่นกัน
คพ.ระบุว่า ภาพรวมการปนเปื้อนสารหนูในตะกอนดินอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับสภาพฤดูแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำลดลงและการไหลช้าลง ส่งผลให้ตะกอนและสารปนเปื้อนสะสมมากขึ้น
แม้ผลการตรวจในสัตว์น้ำยังไม่พบเกินเกณฑ์ความปลอดภัยสำหรับการบริโภค แต่ คพ.เตือนถึงความเสี่ยงจากการสะสมของสารหนูในห่วงโซ่อาหารระยะยาว พร้อมแนะนำประชาชนให้ปรุงอาหารให้สุก หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำ ลดการกินสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย และหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา
ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษกล่าวว่าจะดำเนินการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด.

10/04/2026

การระบายน้ำโขงท่วมหน้าแล้ง
ผลกระทบเศรษฐกิจชุมชนพังทลาย
ระบบนิเวศล่มสลาย ต้นไม้ นก กุ้งหอยปูปลา อยู่ไม่ได้

การทำลายที่กลายเป็นปกติธุระ ของเขื่อนจีน.

“อ่านคำแถลงนโยบาย ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ จากมุมธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สิทธิสิ่งแวดล้อม และทุนไทยข้ามพรมแดน”Original version fro...
09/04/2026

“อ่านคำแถลงนโยบาย ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ จากมุมธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สิทธิสิ่งแวดล้อม และทุนไทยข้ามพรมแดน”
Original version from ETOs Watch Coalition เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน
ในห้วงเวลาที่รัฐสภาเปิดประชุมระหว่างวันที่ 9–10 เมษายน นี้ เพื่อรับฟัง คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เอกสารที่รัฐบาลนำเสนอจึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำตามพิธีการทางรัฐธรรมนูญ หากเป็นเอกสารที่บอกอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังจะนิยามอนาคตประเทศไทยด้วยกรอบคิดแบบใด และพร้อมจะให้คุณค่ากับเรื่องใดมากกว่ากัน ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความยุติธรรมต่อผู้คนกับสิ่งแวดล้อม

เมื่ออ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่อย่างละเอียด สิ่งที่ปรากฏอยู่แทบทุกหน้า คือการเร่งรัดเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การยกระดับอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 และการผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ซึ่งดูเหมือนประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างมั่นใจ

แต่คำถามสำคัญกลับไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลต้องการพาประเทศไปทางไหน หากคือ รัฐบาลกำลังเลือกไม่พูดถึงอะไร และกำลังทำให้เรื่องใดเงียบหายไปจากภาษานโยบายของรัฐ ทั้งที่เรื่องเหล่านั้นเป็นแกนกลางของความขัดแย้งด้านการพัฒนาในประเทศไทยและภูมิภาคอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ความรับผิดของภาคธุรกิจหรือธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ผลกระทบข้ามพรมแดนจากทุนไทย ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับฝุ่นควันและเหมืองแร่ หรือสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบที่จะเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยาอย่างแท้จริง
เศรษฐกิจสีเขียวที่ยังไม่ยอมพูดภาษาของสิทธิ
#ดับฝุ่น_โดยไม่แตะระบบที่ทำให้ไฟยังต้องถูกจุด

ไม่มีตัวอย่างไหนชัดเท่ากับปัญหา PM2.5 ที่ภาคเหนือของไทยเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหลายจังหวัดติดอันดับเมืองอากาศแย่ที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ เด็กเล็กต้องหยุดเรียน โรงพยาบาลแน่น คนทำงานกลางแจ้งต้องหายใจรับพิษทุกวัน และผู้สูงอายุจำนวนมากต้องอยู่กับความเสี่ยงที่ไม่ควรกลายเป็นเรื่องปกติ

ในคำแถลงนโยบาย รัฐบาลพูดถึงการป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรผ่านสินเชื่อต้นทุนต่ำ การพัฒนาเทคโนโลยี และการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น การสนับสนุนอุตสาหกรรม Biochar เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการเผา แต่ปัญหาฝุ่นในภาคเหนือของไทยและประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเกษตรกรไม่รู้ หรือไม่ร่วมมือเท่านั้น หากเกิดจากโครงสร้างการผลิตและการบริโภคที่ทำให้การเผาเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุด และในหลายพื้นที่แทบเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่

ในความเป็นจริง ฝุ่น PM2.5 เชื่อมโยงโดยตรงกับระบบเกษตรอุตสาหกรรมข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ ซึ่งพึ่งพาพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากทั้งในไทย เมียนมา และลาว พื้นที่เหล่านี้จำนวนไม่น้อยอยู่ในเขตภูเขา พื้นที่ลาดชัน หรือพื้นที่ชายแดนที่ต้นทุนการจัดการเศษซากพืชสูง การเผาจึงกลายเป็นกลไกที่ระบบเศรษฐกิจยอมให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พูดให้ตรงที่สุด ฝุ่นไม่ได้ลอยขึ้นมาเพราะความไร้ระเบียบของเกษตรกรรายย่อยแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันลอยขึ้นมาจากห่วงโซ่อุปทานที่ออกแบบมาให้กำไรอยู่บนยอดห่วงโซ่ แต่ผลกระทบตกค้างอยู่ปอดของประชาชน คำถามที่รัฐไม่ยอมถามให้ถึงที่สุดคือ บริษัทใดรับซื้อวัตถุดิบจากพื้นที่เสี่ยงไฟ บริษัทใดได้ประโยชน์จากระบบการผลิตนี้ และรัฐจะกำกับความรับผิดของผู้มีอำนาจในห่วงโซ่ได้อย่างไร

ประเด็นนี้ทำให้คำว่า traceability หรือ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากรัฐไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าวัตถุดิบมาจากแปลงใด พื้นที่ใด พื้นที่นั้นมีความเสี่ยงต่อการเผาหรือบุกรุกป่าหรือไม่ และปลายทางของผลผลิตเชื่อมโยงกับบริษัทใดบ้าง คำพูดเรื่อง “ห่วงโซ่อุปทานยั่งยืน” ก็แทบไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ กล่าวคือ หากไม่มี traceability ที่ตรวจสอบได้จริง รัฐก็ไม่มีทางรู้ว่าควรไปกำกับใคร และประชาชนก็ไม่มีทางรู้ว่าควรเรียกร้องความรับผิดจากใคร

ตราบใดที่รัฐยังไม่ยอมแตะคำถามนี้ เราก็จะยังเห็นฉากเดิมทุกปี ไฟไหม้ หมอกควันปกคลุม โรงพยาบาลแน่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนทำงานกลางแจ้งรับเคราะห์ แล้วรัฐก็กลับมารณรงค์งดเผาเหมือนเดิม เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่เป็นเพียงการบริหารความคุ้นชินต่อความเสียหาย และนี่เป็นเหตุผลที่ ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงเอกสารรอคิว ที่ทำให้ สส. บางรายพยายามเบรกไม่ให้ร่างออกมาเป็นกฎหมาย แต่ควรถูกผลักให้เป็นเครื่องมือภาคบังคับที่ยอมรับอย่างชัดเจนว่าอากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ของขวัญจากรัฐในวันที่อากาศดี

#อากาศสะอาดที่หายไป_และกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ถูกคัดเลือก

รัฐบาลพูดถึงการผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ แต่เมื่อมองลงไปในรายละเอียด สิ่งที่ถูกเน้นชัดกลับเป็น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลไกที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสีเขียว เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิตและการเงินสีเขียว

ในทางกลับกัน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ซึ่งควรเป็นหัวใจของการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน กลับแทบไม่ปรากฏในระดับน้ำหนักที่เทียบเท่ากัน

การหายไปของกฎหมายนี้คงไม่ใช่เพียงความตกหล่นทางเอกสาร หากสะท้อนลำดับความสำคัญทางการเมืองอย่างชัดเจน เพราะหากรัฐบาลให้พื้นที่เด่นกับกฎหมายที่ตอบโจทย์ ตลาดคาร์บอน ความสามารถในการแข่งขัน และภาพลักษณ์เศรษฐกิจสีเขียว มากกว่ากฎหมายที่ให้ สิทธิแก่ประชาชนในการหายใจอากาศสะอาดและเรียกร้องความรับผิดจากผู้ก่อมลพิษ ก็ย่อมแปลได้ไม่ยากว่า สิ่งแวดล้อมในสายตาของรัฐยังถูกประเมินค่าผ่านเลนส์ของเศรษฐกิจ มากกว่าผ่านเลนส์ของความเป็นธรรม

พูดอีกแบบ รัฐพร้อมผลักกฎหมายที่ช่วยให้ไทยดูพร้อมสำหรับเศรษฐกิจโลก แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะพร้อมผลักกฎหมายที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นในการต่อรองกับผู้ก่อมลพิษหรือไม่ ถ้ารัฐบาลยังเลือกอย่างเงียบ ๆ ว่าจะเอาแบบแรกมากกว่าแบบหลัง ก็ยิ่งตอกย้ำว่าความยั่งยืนในคำแถลงฉบับนี้อาจยังเป็นความยั่งยืนที่ปลอดภัยสำหรับระบบเศรษฐกิจที่คนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ได้ประโยชน์ มากกว่าความยั่งยืนที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน
้าประชาชนยังไม่รู้ว่าโรงงานปล่อยอะไร_ก็ยากจะพูดถึงความรับผิดอย่างจริงจัง

หากจะพูดถึงการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง อีกกฎหมายหนึ่งที่ไม่ควรถูกละเลยคือ ร่างกฎหมายการรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ หรือ ร่างกฎหมาย PRTR หรือ Pollutant Release and Transfer Register ซึ่งเป็นระบบการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษและการเคลื่อนย้ายของเสียจากแหล่งกำเนิดสู่สาธารณะ

สาระสำคัญของ ร่างกฎหมาย PRTR ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคนิคด้านข้อมูล แต่ยังแตะไปถึงแก่นของประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมโดยตรง เพราะประชาชนจะปกป้องสิทธิของตนเองได้ยากมาก หากไม่รู้ด้วยซ้ำว่า โรงงานใดปล่อยมลพิษอะไร ปริมาณเท่าไร ปล่อยไปที่ไหน และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือระบบนิเวศอย่างไร

ในประเทศที่ระบบสิ่งแวดล้อมมีความรับผิดจริง ข้อมูลเช่นนี้ไม่ควรถูกผูกขาดไว้ในหน่วยงานรัฐหรือบริษัท แต่ต้องเป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชน นักวิชาการ ชุมชน และสื่อสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และใช้เป็นฐานในการติดตามความรับผิดได้

สำหรับประเทศไทย การไม่มี PRTR ที่เข้มแข็งทำให้การพูดเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมยังเดินแบบขาข้างเดียว เพราะแม้ประชาชนจะรับผลกระทบจริง แต่กลับขาดข้อมูลเชิงโครงสร้างที่จะเชื่อมโยงระหว่าง แหล่งกำเนิดมลพิษ ผู้ก่อมลพิษ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

ในบริบทของมลพิษอุตสาหกรรม เหมืองแร่ น้ำเสียข้ามพรมแดน หรือแม้แต่สารพิษในลุ่มน้ำ ระบบ PRTR จึงไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง ความโปร่งใส ความรับผิด และการเข้าถึงความยุติธรรม
ถ้ารัฐบาลจริงใจเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อม กฎหมายอย่าง PRTR ควรอยู่ในภาพนโยบายพอ ๆ กับ climate law เพราะสังคมจะไม่มีทางพูดเรื่อง “ความรับผิด” ได้อย่างเต็มปาก หากข้อมูลเรื่องมลพิษยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นระบบ

#เหมืองแร่ในคำแถลง_เมื่อปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกถูกลดทอนให้เหลือเพียงความมั่นคงชายแดน

ในคำแถลงนโยบาย รัฐบาลวางเรื่อง การลักลอบทำเหมือง ไว้ภายใต้หมวด ความมั่นคงชายแดน เคียงข้างกับยาเสพติด สแกมเมอร์ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเผาป่า พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขผ่านการเฝ้าระวัง การเชื่อมโยงข้อมูล และมาตรการด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน

การวางเหมืองไว้ในกรอบความมั่นคงชายแดนแบบนี้อาจถูกต้องแต่ก็คับแคบเกินไป เพราะเท่ากับรัฐกำลังมองปัญหาที่เชื่อมโยงกับ ทุน แร่ อุตสาหกรรมโลก ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ให้เหลือเพียง “กิจกรรมผิดกฎหมายบริเวณชายแดน” ที่ต้องสกัดกั้น แต่การทำเหมืองไม่ได้เป็นเพียงเรื่องชายแดน หากคือเรื่องของ ห่วงโซ่อุปทานโลก ที่ทุกประเทศต่างมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงไทยเองซึ่งมีบทบาททั้งในฐานะผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้แปรรูป ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และในบางกรณีคือผู้เกี่ยวข้องทางธุรกิจหรือการเงิน

แร่ที่ถูกขุดขึ้นมาไม่ได้หายไปในอากาศ แต่มันถูกป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตระดับโลก ตั้งแต่โลหะสำหรับอุตสาหกรรมหนัก ไปจนถึงแร่ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี พลังงาน และอุตสาหกรรมสีเขียวด้วยซ้ำ ดังนั้น เมื่อรัฐพูดถึงเหมืองโดยมองเพียงว่าเป็น “ภัยความมั่นคง” สิ่งที่หายไปทันทีคือคำถามที่สำคัญกว่า เช่น ใครเป็นผู้ซื้อ ใครเป็นผู้แปรรูป ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ใครเป็นผู้จัดการโลจิสติกส์ ใครรับผลกระทบ และใครจะรับผิด
กรอบความมั่นคงทำให้คำตอบเชิงนโยบายวิ่งไปที่การควบคุม การลาดตระเวน การตรวจจับ และการปิดช่องทาง แต่ไม่พาไปสู่คำถามที่ยากกว่าและสำคัญกว่า นั่นคือ ความรับผิดของระบบเศรษฐกิจที่ทำให้การขุด การขนส่ง และการค้าแร่ดำรงอยู่ได้

ในอีกด้านหนึ่ง หากไม่มี traceability ที่เข้มแข็ง รัฐก็จะไม่มีทางติดตามได้ว่าแร่จากพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนถูกส่งต่อผ่านผู้ค้ารายใด เข้าสู่โรงงานใด ผ่านด่านใด และไปจบลงในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมใดบ้าง

เมื่อไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ตรวจได้จริง ปัญหาเหมืองก็จะถูกทำให้กลายเป็นเพียง “เหตุชายแดน” ทั้งที่แท้จริงแล้วมันคือ ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในเศรษฐกิจโลก
ิน_เมื่อสารพิษจากเหมืองไม่ควรถูกทำให้เป็นแค่เหตุชายแดน

ในช่วงปี 2568– ต้นปี 2569 แม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง–สาละวิน กลายเป็นจุดสนใจของสังคมไทยมากขึ้น หลังมีความกังวลต่อการปนเปื้อนของ สารหนูและโลหะหนัก ในลำน้ำที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะมันโยงตรงไปถึง น้ำกินน้ำใช้ ความปลอดภัยของอาหาร ประมงพื้นบ้าน สุขภาพชุมชน และอนาคตของระบบนิเวศในลุ่มน้ำข้ามพรมแดน เพราะน้ำไม่ได้หยุดไหลตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง และสารพิษก็ไม่ได้ขออนุญาตก่อนเคลื่อนตัวลงมาตามสายน้ำ

เมื่อมลพิษเดินทางข้ามพรมแดน ผลกระทบก็ข้ามพรมแดนเช่นกัน และเมื่อผลกระทบข้ามพรมแดน ความรับผิดก็ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในเขตแดนความรับผิดชอบหรือหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ที่ผ่านมา รัฐไทยมักตอบสนองต่อกรณีเช่นนี้ด้วยการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน สัตว์น้ำ เป็นหลัก พร้อมทั้งเฝ้าระวังสถานการณ์ ออกประกาศเตือน หรือรอการประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่ามาตรการเหล่านี้จำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะหากการตอบสนองทั้งหมดจบลงแค่เฝ้าระวังเท่ากับรัฐกำลังยอมรับโดยปริยายว่า ประชาชนไทยอาจต้องอยู่กับความเสี่ยงข้ามพรมแดนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครถูกทำให้ต้องรับผิดจริง

หากไทยจริงจังกับเรื่องนี้ รัฐไม่ควรหยุดอยู่แค่การเก็บตัวอย่างน้ำหรือการออกประกาศเตือน แต่ต้องเชื่อมข้อมูลเรื่อง แหล่งกำเนิดมลพิษ การขนส่งแร่ ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ ผู้ซื้อ ผู้แปรรูป และปลายทางทางการค้า เข้าด้วยกัน

จุดนี้ทำให้ทั้งกฎหมายหรือกลไก PRTR และ traceability สำคัญอย่างมาก เพราะหากไม่มีข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เราก็จะไม่มีวันตามรอยได้ว่า สารพิษที่ปลายแม่น้ำเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดที่ต้นน้ำ และใครบ้างที่ควรถูกทำให้รับผิดชอบ
#พลังงานสะอาดบนกระดาษกับต้นทุนที่ถูกซ่อนในลุ่มน้ำโขง

อีกพื้นที่หนึ่งที่คำแถลงนโยบายควรถูกอ่านอย่างไม่ประมาทคือเรื่อง พลังงาน แม้คำแถลงจะไม่ได้เอ่ยถึงเขื่อนแม่น้ำโขงโดยตรง แต่เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียว ความมั่นคงทางพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ตั้งคำถามว่า รัฐไทยกำลังจะนับอะไรเป็น “พลังงานสะอาด”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไฟฟ้าจากเขื่อนในลุ่มน้ำโขงถูกผลักอย่างต่อเนื่องให้เป็นส่วนหนึ่งของภาพอนาคตด้านพลังงานที่ “สะอาดกว่า” และ “ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่าน” โดยเฉพาะในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน แต่ปัญหาคือ คาร์บอนต่ำไม่ได้แปลว่าเป็นธรรมเสมอไป

กรณีของ เขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนอื่น ๆ ในแม่น้ำโขงสายหลักและลำน้ำสาขา ทำให้เห็นมานานแล้วว่า พลังงานที่ถูกนิยามว่าสะอาดบนกระดาษ อาจมาพร้อมต้นทุนมหาศาลที่ถูกซ่อนไว้ในแม่น้ำ ในระบบนิเวศ และในชีวิตของชุมชนริมน้ำ

ปลาที่หายไป ตะกอนที่ลดลง แม่น้ำที่ไม่ไหลตามฤดูกาล การกัดเซาะตลิ่ง ความไม่แน่นอนของการเพาะปลูก ความมั่นคงทางอาหารที่สั่นคลอน และการสูญเสียวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำ ทั้งหมดนี้ไม่เคยถูกนับรวมเข้าไปในคำว่า “พลังงานสะอาด” อย่างเป็นธรรม

เมื่อรัฐไทยหรือหน่วยงานด้านพลังงานพยายามทำให้ไฟฟ้าจากเขื่อนแม่น้ำโขงให้เป็นพลังงานสะอาด สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทำให้ความเสียหายทางสังคมและนิเวศถูกมองไม่เห็น และในหลายกรณีก็นับได้ว่าเป็นการฟอกเขียวเชิงนโยบาย และยิ่งเมื่อพิจารณาว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคไฟฟ้าแบบเป็นกลาง แต่ในหลายโครงการไทยมีบทบาททั้งในฐานะ ผู้ซื้อไฟฟ้าระยะยาว ผู้จัดหาเงินทุน ผู้เอื้อกลไกตลาด หรือผู้มีผลประโยชน์โดยตรงจากโครงสร้างพลังงานข้ามพรมแดน คำถามเรื่องความรับผิดก็ยิ่งหลีกไม่พ้น

ถ้ารัฐบาลจริงใจเรื่องพลังงานสะอาด สิ่งที่ควรพูดให้ชัดคือพลังงานจะไม่ถูกเรียกว่าสะอาดได้เลย หากสร้างความไม่เป็นธรรมอย่างเป็นระบบต่อชุมชนและระบบนิเวศ ไม่เช่นนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีผลิตไฟฟ้า โดยยังคงวิธีเดิมในการผลักต้นทุนไปให้คนอื่นแบกรับ
#ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์_แต่เหตุใดธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนจึงหายไปจากคำแถลง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดประการหนึ่งของคำแถลงฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงการที่มันไม่พูดเรื่อง ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หากคือการไม่พูดถึงมันเลย ทั้งที่ประเทศไทยเคยพยายามสร้างฐานทางนโยบายเรื่องนี้มาแล้ว

ไทยไม่ใช่ประเทศที่เริ่มจากศูนย์ในประเด็นนี้ ตรงกันข้าม ไทยเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าในระดับภูมิภาค เมื่อมีการประกาศใช้ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights: NAP) และได้รับการกล่าวถึงในฐานะประเทศแรกในเอเชียที่มี NAP อย่างเป็นทางการ

สาระสำคัญของ NAP ยิ่งทำให้ความเงียบของคำแถลงครั้งนี้ดูย้อนแย้ง เพราะทั้ง NAP ระยะแรกและระยะที่สองที่ใช้อยู่ในปัจจุบันต่างวางประเด็นหลักไว้ชัดเจน 4 ด้าน ได้แก่ 1) แรงงาน 2) ที่ดิน–สิ่งแวดล้อม–ทรัพยากรธรรมชาติ 3) นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ 4) การลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ กล่าวให้ชัดกว่านั้นคือ รัฐไทยเคยยอมรับมาแล้วว่า การลงทุนข้ามพรมแดนและบรรษัทข้ามชาติ คือหนึ่งในแกนกลางของปัญหาสิทธิมนุษยชนร่วมสมัย แต่เมื่อมาถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ คำเหล่านี้กลับแทบหายไปจากภาษาของรัฐอย่างน่าผิดสังเกต สะท้อนการลดระดับความสำคัญของประเด็นที่ควรเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทยในยุคที่ทุนไทยกำลังขยายอิทธิพลออกไปไกลกว่าพรมแดนประเทศ เพราะหากรัฐไทยเคยใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อประกาศความมุ่งมั่นต่อหลักการชี้แนะแห่งสหประชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) แต่เมื่อถึงเวลาประกาศทิศทางการบริหารประเทศจริงกลับไม่ปรากฏแม้แต่คำว่า “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” อย่างชัดเจน นั่นก็สะท้อนบางอย่างที่ควรถูกพูดตรง ๆ ว่า รัฐไทยอาจยังต้องการภาพลักษณ์ของมาตรฐานสากล แต่ยังไม่พร้อมแบกรับต้นทุนทางการเมือง ของมาตรฐานด้าสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง
่บังคับ_เมื่อmHREDDยังไปไม่ถึงเส้นชัย

ประเทศไทยแม้จะมีนโยบาย แต่ยังไม่มีกลไกภาคบังคับที่จริงจังพอ โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยมีความพยายามผลักดันแนวคิดเรื่อง (และต่อมาพัฒนาเป็น) ร่างกฎหมายการตรวจสิบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านภาคบังคับ (mandatory Human Rights and Environmental Due Diligence: mHREDD) หรือการกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องตรวจสอบ ป้องกัน บรรเทา เปิดเผย และรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของตนเอง รวมถึงตลอดห่วงโซ่คุณค่าและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ข้อเสนอสุดโต่งของภาคประชาสังคม แต่กำลังกลายเป็น มาตรฐานใหม่ของโลก โดยเฉพาะในยุโรปและในกรอบ OECD ที่กำลังขยับจาก “ความสมัครใจ” ไปสู่ “ความรับผิดที่ตรวจสอบได้”

ไทยเองก็มีการพูดคุย มีการศึกษา มีข้อเสนอเชิงนโยบาย และมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการผลักให้เกิดกฎหมายหรือมาตรการลักษณะนี้จนมีเป็นร่างกฎหมายแล้ว แต่จนถึงวันนี้ สิ่งที่ไทยมีเป็นหลักยังคงอยู่ในระดับ นโยบาย แนวปฏิบัติ หรือความสมัครใจจากภาคธุรกิจมากกว่าจะเป็นภาระผูกพันทางกฎหมาย

ผลคือ หากบริษัทไทยหรือสถาบันการเงินไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการที่ก่อผลกระทบในต่างประเทศหรือส่งผลกระทบข้ามแดน ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน เหมือง เกษตรอุตสาหกรรม หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ระบบของไทยก็ยังไม่มีกลไกภาคบังคับที่ชัดพอจะทำให้บริษัทต้อง พิสูจน์ว่าตนได้ประเมินความเสี่ยง ป้องกันผลกระทบ และเยียวยาความเสียหายอย่างจริงจัง

หากไทยยังไม่มี mHREDD ที่มีผลจริงในทางปฏิบัติ เราก็จะยังอยู่ในระบบที่บริษัทสามารถพูดเรื่อง ESG ได้อย่างสวยงาม แต่ประชาชนยังไม่มีหลักประกันว่าความเสียหายจะถูกป้องกันหรือเยียวยาจริงนี่คือความย้อนแย้งสำคัญของประเทศไทยในเวลานี้แม้ว่าภาคราชการบางส่วนและภาคประชาสังคม ภาควิชาการ จะมีความพยายามมากเพียงใดในการผลักดันประเด็นนี้ เราพูดเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น แต่ยังไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายที่ทำให้ความยั่งยืนต้องรับผิดชอบได้จริง
#ห่วงโซ่อุปทานในคำแถลง_รัฐบาลพูดถึง_supplychain_แต่ยังไม่พูดถึงaccountability

หนึ่งในคำที่ปรากฏอย่างมีนัยสำคัญในคำแถลงนโยบายคือคำว่า ห่วงโซ่การผลิต และ ห่วงโซ่คุณค่า รัฐบาลพูดถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต การตลาด และการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีบทบาทมากขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในโลกยุคใหม่ห่วงโซ่อุปทาน ไม่ได้หมายถึงเพียงประสิทธิภาพทางธุรกิจอีกต่อไป มันคือพื้นที่ที่คำถามเรื่องอำนาจ ความรับผิด และความเสียหาย เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นที่สุด
วัตถุดิบมาจากไหน แรงงานถูกใช้ในเงื่อนไขแบบใด พื้นที่ใดถูกเปลี่ยนเป็นเขตผลิต ใครเป็นผู้รับซื้อ ใครได้กำไร ใครเสียที่ดิน ใครรับมลพิษ และเมื่อเกิดผลกระทบ ใครเข้าถึงการเยียวยาได้จริง ทั้งหมดนี้คือคำถามพื้นฐานของห่วงโซ่อุปทาน

ปัญหาของคำแถลงฉบับนี้จึงไม่ใช่การไม่พูดเรื่องห่วงโซ่อุปทาน แต่คือการพูดถึงมันในฐานะ เครื่องจักรเศรษฐกิจ โดยยังไม่ยอมพูดถึงมันในฐานะ โครงสร้างอำนาจที่ผลิตความเหลื่อมล้ำและความเสียหาย ด้วยเหตุนี้ traceability จึงสำคัญมากกว่าที่รัฐไทยมักเข้าใจ เพราะมันไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านโลจิสติกส์หรือการค้าสมัยใหม่ หากเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความรับผิดเอง

หากไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ทำให้เรารู้ได้ว่าวัตถุดิบมาจากที่ใด ผ่านใครบ้าง ถูกผลิตภายใต้เงื่อนไขแบบไหน และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสิทธิหรือสิ่งแวดล้อมอย่างไร คำว่าห่วงโซ่คุณค่าก็อาจยังหมายถึงเพียง คุณค่าทางเศรษฐกิจของทุน มากกว่าคุณค่าของชีวิตผู้คนที่อยู่ใต้ห่วงโซ่นั้น และหากไทยยังไม่มีมาตรการ HREDD/mHREDD หรือกลไกที่ทำให้บริษัทไทยต้องตรวจสอบ ป้องกัน บรรเทา และเยียวยาผลกระทบตลอดห่วงโซ่ของตนเองอย่างจริงจัง คำว่า supply chain ในคำแถลงนโยบายก็จะยังเป็นเพียงคำที่ดูดี แต่ไม่สามารถปกป้องใครได้จริง
่มีความหมายหากความรับผิดยังหยุดอยู่แค่พรมแดน

ในภาพรวมของคำแถลงนโยบาย รัฐบาลพูดถึงการยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก การเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับภูมิภาคและโลก และการสร้างตำแหน่งแห่งที่ใหม่ให้ประเทศไทยในระบบระหว่างประเทศ แต่หากรัฐไทยต้องการให้บทบาทนี้มีความหมายจริง สิ่งที่ต้องตามมาคือการยอมรับหลักการง่าย ๆ ข้อหนึ่งว่าถ้าผลประโยชน์ของทุนไทยไปได้ไกลเกินพรมแดนไทย ความรับผิดของรัฐไทยก็ควรไปได้ไกลเกินพรมแดนไทยเช่นกัน ซึ่งนี่เป็นแก่นของแนวคิดพันธกรณีนอกอาณาเขต (Extraterritorial Obligations: ETOs) และเป็นหัวใจของการถกเถียงเรื่องทุนข้ามพรมแดน เพราะในโลกปัจจุบันผลกระทบไม่ได้หยุดที่ด่านพรมแดนและความรับผิดก็ไม่ควรถูกจำกัดไว้แค่ภายในประเทศเช่นกัน

เมื่อบริษัทไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขื่อน เหมือง เกษตรอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน หรือพลังงานในประเทศเพื่อนบ้าน ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมย้อนกลับมาถึงไทยทั้งในทางสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การเมือง และจริยธรรม

หากรัฐไทยยังคงยึดกรอบคิดแบบเก่าที่มองความรับผิดของตนเองแค่ในเขตแดนของรัฐชาติ เราก็จะยังไม่พร้อมสำหรับโลกใหม่ที่มาตรฐานเรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และความรับผิดของบรรษัทกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการค้าและการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
้าหมายที่พูดง่าย_แต่สอบผ่านยากกว่าที่คิด

หนึ่งในประโยคที่อ่านแล้วดูทะเยอทะยานที่สุดในคำแถลงนโยบาย คือการประกาศเป้าหมายผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ที่รัฐบาลอนุทิน 1 พูดมาตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว นับเป็นเป้าหมายที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังที่สุด เพราะ OECD ไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่มของประเทศพัฒนาแล้วในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับมาตรฐานเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct), Human Rights Due Diligence, สิ่งแวดล้อม แรงงาน ความโปร่งใส และกลไกเยียวยา

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า ไทยอยากเข้า OECD หรือไม่ แต่คือ ไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับต้นทุนของการเข้า OECD ในเชิงสถาบัน กฎหมาย และการเมือง เพราะจนถึงตอนนี้ ยังตอบคำถามไม่ได้เลยว่ารัฐไทยจะกำกับบริษัทไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ หรือแม้แต่บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนและละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยอย่างไร ไทยจะมีมาตรการ mHREDD หรือไม่ จะจัดการกับปัญหา มลพิษข้ามพรมแดน เขื่อน เหมือง และห่วงโซ่อุปทานที่ก่อผลกระทบ อย่างไร จะมีศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ (National Contact Point: NCP) ภายใต้กลไก OECD ที่เป็นอิสระ เข้าถึงได้ และมีประสิทธิผลจริงหรือไม่ และผู้ได้รับผลกระทบจากทุนไทย รวมถึงคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการที่นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในไทย จะสามารถเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา ได้จริงแค่ไหน

ไทยอาจสมัครเข้า OECD ได้ ไทยอาจเจรจาได้ ไทยอาจผลิตเอกสารนโยบายได้ แต่หากยังไม่พร้อมยอมรับว่าการลงทุนต้องมีความรับผิดรับชอบ การเติบโตต้องมีต้นทุนที่ตรวจสอบได้ และผู้เสียหายต้องเข้าถึงความยุติธรรมได้จริง การเป็นสมาชิก OECD ก็อาจยังเป็นเพียงความทะเยอทะยานด้านภาพลักษณ์มากกว่าความพร้อมเชิงโครงสร้างซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ในขั้นตอนที่ 5 จากทั้งหมด 10 ขั้นตอนของการเป็นสมาชิก OECD การรรลุเป้าหมายการเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะดูจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ไทยยังไม่พร้อมที่จะยอมรับมาตรฐานของ OECD อย่างน้อยก็ในสองปีนี้

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Mekong Butterflyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง The Mekong Butterfly:

แชร์