มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เพื่อความเข้มแข็งของครอบครัวไทย

11/05/2026

"คนสูบบุหรี่ส่วนใหญ่มักเข้าข้างตัวเอง" ดู๋ สัญญา คุณากร เปิดใจเคยติดบุหรี่หนัก แถมเคยคิด "ไปแอบสูบไกลๆ ไม่น่าทำร้ายคนใกล้ตัว" 🚭

“ขอโทษ” คำสั้นๆ ที่พังกำแพงใจเคยไหมคะ ที่เรารู้สึกว่าอยากจะขอโทษใครบางคน แต่ไม่อยากพูดออกมา ทำไมเราไม่อยากพูดคำขอโทษล่ะค...
11/05/2026

“ขอโทษ” คำสั้นๆ ที่พังกำแพงใจ

เคยไหมคะ ที่เรารู้สึกว่าอยากจะขอโทษใครบางคน แต่ไม่อยากพูดออกมา ทำไมเราไม่อยากพูดคำขอโทษล่ะคะ เพราะบางครั้งเรารู้สึกว่า “เอ๊ะ ก็เราไม่ผิดนี่ ทำไมเขาไม่ขอโทษเราก่อน” ในที่สุดก็จะเป็นเกมยื้อยุทธกันนะคะ ว่าใครจะขอโทษใครก่อน

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานกรรมการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ตั้งคำถามพร้อมชี้ว่าความจริงแล้ว คำขอโทษเป็นอีกหนึ่งคำที่มีพลังอย่างมาก ในเรื่องของความสุขในครอบครัว

เพราะเมื่อเรารู้สึกตัวได้แล้วว่า ช่วงนั้นเราอาจจะมีอะไรบางอย่างมารบกวนจิตใจเรา ทำให้เราทำอะไรบางอย่างที่ไม่น่ารักออกไป จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม คำขอโทษจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยบอกกับอีกฝ่ายหนึ่งว่า เราก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้น เราก็ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และยินดีที่จะยอมรับความผิดพลาดอันนี้

“นี่คืออานุภาพของคำขอโทษ”

คำขอโทษไม่ได้จำกัดเอาไว้สำหรับใครคนใดคนหนึ่ง พ่อแม่ก็ขอโทษลูกได้ ลูกก็ขอโทษพ่อแม่ได้ สามีภรรยาขอโทษกันได้ค่ะ เราสามารถใช้คำนี้ในชีวิตครอบครัวได้ทุก ๆ คน
ดังนั้นเราจึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยว่า “เป็นพ่อแล้วจะขอโทษลูกได้ยังไง” “เป็นแม่จะไปขอโทษลูก หรือไปขอโทษสามีได้ยังไง” หรือ “เป็นสามีขอโทษภรรยาไม่ได้”

ถ้าเราติดเงื่อนไขแบบนี้ แปลว่าเราเก็บภาพจำบางอย่างมา แต่ถ้าเรากลับมาดูใหม่ว่า คำขอโทษมันคือการบอกว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะงั้นความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้
แต่ถ้าเราเริ่มเรียนรู้แล้วรู้สึกได้ว่า มันจะทำให้เรากับอีกฝ่ายหนึ่งค่อย ๆ เริ่มต้นกลับไปมองเรื่องที่เกิดขึ้น คือเวลาเรามีความไม่สบายใจ บางครั้งเราก็อาจจะทำอะไรบางอย่างที่อยากจะตามใจตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

แต่พอเราทำไปแล้ว หลายครั้งเราก็ไม่สบายใจ เพราะตอนนั้นเราทำเกินไปกับเขา หรือเรารู้สึกว่า “อืม...ไม่น่าจะทำแบบนั้นเลย”

ถ้าเราเรียนรู้ว่า คำขอโทษต้องมาจากความรู้สึก มันไม่ใช่คำขอโทษที่เราพูดไปอย่างนั้นเอง
เราเป็นคนในครอบครัว คำพูด เวลาเราพูด การสบตากัน ความรู้สึกที่ออกมาจากภายใน รวมถึงการสัมผัสที่แสดงถึงความรู้สึกจริง ๆ ว่าเรารู้สึกถึงสิ่งที่เราได้ทำลงไป ว่าเราอยากจะกล่าวคำนี้ออกมา อันนี้สำคัญมาก

พญ.พรรณพิมล ย้ำว่าสิ่งสำคัญ คือ “เวลา” เพราะเป็นสิ่งที่มีค่ามาก
“เคยเจอบางท่านนะ เก็บสะสมคำขอโทษไว้ในใจตัวเอง จนเวลาผ่านไปนานมาก มีพ่อแม่บางคนจนลูกโต รู้สึกว่าอยากกลับไปขอโทษตอนที่เขาเป็นเด็กมากเลย คุณหมอบางทีมันก็มาช้าไปหน่อย”

ฉะนั้นคำขอโทษมันไม่ได้พูดยาก หมอคิดว่าอย่างที่ว่า ความรู้สึกที่จริงใจที่พูดออกมา และอยู่ในเวลาที่เหมาะสม มันจะทำให้อีกฝ่ายเริ่มรู้สึกได้ว่า แม้เราจะทำอะไรที่ไม่น่ารักไปบ้าง เราก็ยังเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง

“อย่าลืมนะคะ พูดขอโทษแล้วก็ต้องเรียนรู้ด้วยนะคะว่า อะไรที่ไม่น่ารัก อะไรที่เราควรจะเปลี่ยนตัวเราเอง ไม่ใช่ว่า “เอาเลย ขอโทษอยู่เรื่อย” แล้วในที่สุดทำเหมือนเดิมไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ก็อาจจะถือว่าไม่จริงใจกับคำขอโทษที่เราให้กับเขา”

คำขอโทษไม่ยากสำหรับทุกคน แต่คำนี้จะช่วยทำให้ความรู้สึกที่มีต่อกัน เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลง ทั้งตัวเราเอง และความรู้สึกที่เขามีต่อเรา

#ความสัมพันธ์ครอบครัว #สุขภาพใจ #มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

“แค่เห็นหลังคาบ้านก็ดีใจแล้ว”ประโยคสุดคลาสสิกที่ฟังดูโรแมนติกในวันวาน กลายเป็นเรื่องตลกขบขันของใครหลายคนในวันนี้ โดยเฉพา...
10/05/2026

“แค่เห็นหลังคาบ้านก็ดีใจแล้ว”

ประโยคสุดคลาสสิกที่ฟังดูโรแมนติกในวันวาน กลายเป็นเรื่องตลกขบขันของใครหลายคนในวันนี้ โดยเฉพาะในวันที่ชีวิตคู่เดินทางมาถึงจุดที่คำว่า “รัก” ถูกบดบังด้วยกองผ้าที่ยังไม่ได้ซัก บิลค่าไฟที่พุ่งสูง หรือเสียงบ่นเรื่องกับข้าวที่ไม่ถูกปาก

เราต่างรู้ดีว่าความรักมี โปรโมชั่น แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครเคยเตือนเราว่า เมื่อหมดระยะเวลาแถมฟรีความหวานแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือ ความจริง ที่สะท้อนเราทุกเช้าที่ตื่นนอน

สังคมไทยเราคุ้นเคยกับการจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ แต่เรากลับสอบตกเรื่องการใช้ชีวิตหลังงานเลี้ยงเลิกรา เมื่อตัวตนที่เคยซ่อนไว้ถูกเปิดเผยออกมาในทุกอณูของกิจวัตรประจำวัน

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร ประธานกรรมการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ได้ถอดรหัสความจริงที่น่าสนใจว่า ความรักไม่ใช่สิ่งที่ “เสื่อม” แต่มันแค่ “เปลี่ยนรูป” คำถามคือ เราจะรับมือกับการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างไรไม่ให้ใจพังไปเสียก่อน?

เกมคณิตศาสตร์ที่ไม่มีวันชนะ
หนึ่งในกับดักที่ใหญ่ที่สุดของคนวัย 35-60 ปี คือการเล่นเกมคณิตศาสตร์ในความรัก เรามักใช้ความจำทำหน้าที่เป็นเครื่องคิดเลขคอยดีดลูกคิดรางแก้วว่า “วันนั้นฉันทำแบบนี้ให้เธอ แต่ทำไมวันนี้เธอไม่ทำคืน?” หรือ “จำได้ไหมว่าปีที่แล้วเธอผิดนัดกี่ครั้ง?”

ความจริงที่เจ็บปวดคือ ยิ่งเราใช้ชีวิตนานขึ้น สมองเรามีเรื่องให้จำมากขึ้น ทั้งเรื่องงาน เรื่องลูก และเรื่องปากท้อง ความหวานชื่นแบบโรแมนติกที่เคยเป็นแกนหลักในวันแรก จึงค่อยๆ ถูกลดบทบาทลงไปเป็นเพียง ส่วนประกอบ ไม่ใช่ ทั้งหมดของความสัมพันธ์ หากเรายังดึงดันจะเรียกหาความหวานในเลเวลเดิม ก็เหมือนการพยายามหาน้ำตาลในกาแฟดำที่มันเข้มข้นขึ้นตามกาลเวลา

“อย่าหมักหมม” คาถาสั้นๆ แต่ทำยากที่สุด
หมอพรรณพิมลให้คาถาที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังคือ “อย่าหมักหมมปัญหา”

ในวันที่ความหงุดหงิดเข้ามาแทนที่ความหวาน หลายคู่เลือกที่จะ "เงียบ" เพราะไม่อยากทะเลาะ แต่ความเงียบนั้นแหละคือระเบิดเวลาที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อเราเริ่มไม่ชอบใจบางอย่างแต่ไม่รู้วิธีบอกออกไปให้ "นุ่มนวล" ปัญหาก็จะถูกพับเก็บไว้ใต้พรมจนวันหนึ่งมันหนาพอที่จะทำให้เราสะดุดล้ม

การเรียนรู้ที่จะบอกในสิ่งที่รู้สึกเริ่มเปลี่ยนไป โดยไม่ใช้การตำหนิ คือทักษะสำคัญที่คู่รักวัยกลางคนต้องมี เพราะในวัยนี้เราไม่ได้ต้องการคนรักที่เอาใจเก่งเท่ากับ "เพื่อนคู่คิด" ที่พร้อมจะหาทางออกไปด้วยกัน

ทฤษฎีสามเหลี่ยม เมื่อความหวานเป็นเพียงด้านเดียว
หากเปรียบความรักเป็นสามเหลี่ยม ความโรแมนติกเป็นเพียงด้านเดียวเท่านั้น อีกสองด้านที่มั่นคงกว่าคือ "ความผูกพัน" และ "ความมั่นคงต่อกัน"

ความผูกพันไม่ได้เกิดจากคำบอกรักที่พ่นออกมาทุกวัน แต่มันเกิดจากการ "ผ่าน" อะไรบางอย่างมาด้วยกัน ทั้งวันที่กระเป๋าแห้ง วันที่ลูกป่วย หรือวันที่สูญเสียผู้ใหญ่ในบ้าน ห้วงเวลาเหล่านี้ต่างหากที่หล่อหลอมให้คนสองคนกลายเป็น "ทีมเดียวกัน" โดยสมบูรณ์

ความรักที่ไม่เสื่อมสภาพ
เราต้องยอมรับความจริงว่า "ความรักเปลี่ยนรูปได้" และการที่ความหวานลดลง ไม่ได้แปลว่าเรารักกันน้อยลงเสมอไป

ลองนึกถึงคู่รักรุ่นใหญ่ที่เขาอยู่กันจนไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร พวกเขาไม่ได้จู๋จี๋กันตลอดเวลา แต่เขามี กิจกรรมเล็กๆ ที่เป็นสื่อกลาง

การ์ดใบเล็กในวันสำคัญ ไม่ต้องแพง แต่ต้องมีความหมาย

มื้อพิเศษนอกบ้าน เปลี่ยนบรรยากาศจากโต๊ะกินข้าวตัวเดิม เพื่อย้ำเตือนว่า "เรายังมีกันและกัน"

สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว บอกความต้องการแทนการประชดประชัน

สุดท้ายแล้ว แม้กาลเวลาจะพรากความเต่งตึงของผิวพรรณหรือความหวือหวาของหัวใจไป แต่ "ความรู้สึก" ที่มีให้กันสามารถคงอยู่ได้ถ้าเราเลือกที่จะ "ไม่หมักหมม และ ไม่หยุดสร้างความผูกพัน"

ความรักไม่ได้เสื่อม... ถ้าเรารู้วิธีดูแลรักษามันให้ถูกวิธีตามวัย

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #ความรักความสัมพันธ์ #ชีวิตคู่

📣 แล้วเจอกันนะคุณครูและผู้ปกครอง!โอกาสดี ๆ ที่ไม่อยากให้พลาด ✨อบรม “ฟรีทุกอย่าง” ได้ทั้งความรู้ + สื่อไปใช้กับเด็ก ๆ แบบ...
05/05/2026

📣 แล้วเจอกันนะคุณครูและผู้ปกครอง!

โอกาสดี ๆ ที่ไม่อยากให้พลาด ✨
อบรม “ฟรีทุกอย่าง” ได้ทั้งความรู้ + สื่อไปใช้กับเด็ก ๆ แบบจัดเต็ม

📚 หัวข้อ:
การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมการเล่านิทานเสริมภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง

🌟 สิ่งที่คุณจะได้รับ
✅ อบรมฟรี! พร้อมอาหารว่างและอาหารกลางวัน
✅ รับ “ชุดนิทาน” ไปต่อยอดกิจกรรมในเด็ก
✅ มีงบสนับสนุนกิจกรรมเล่านิทานในหน่วยงาน
✅ ได้รับประกาศนียบัตรจาก สสส. และ มคค.

📅 วันที่ 16–17 พฤษภาคม 2569
📍 โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จ.สงขลา

🔥 ที่นั่งมีจำกัด รีบจองก่อนเต็ม!
#ครูปฐมวัย #นิทานสร้างภูมิ #พัฒนาเด็ก

หากเปรียบครอบครัวเป็นระบบนิเวศหนึ่ง ระบบนิเวศที่ซับซ้อนและเปราะบางที่สุดน่าจะเป็นบ้านที่มีสมาชิก 3 วัย 3 เจเนอเรชั่น อาศ...
28/04/2026

หากเปรียบครอบครัวเป็นระบบนิเวศหนึ่ง ระบบนิเวศที่ซับซ้อนและเปราะบางที่สุดน่าจะเป็นบ้านที่มีสมาชิก 3 วัย 3 เจเนอเรชั่น อาศัยอยู่ร่วมกัน

บ้านที่มีทั้ง ปู่ ย่า ตา ยาย , พ่อแม่ และลูกหลาน มักจะอบอวลไปด้วยความสุข และเสียงหัวเราะในช่วงเวลาที่ “หลานตัวน้อย” อยู่ในช่วงวัยเตาะแตะ
แต่เมื่อเข็มนาฬิกาหมุนผ่านไป เด็กน้อยเริ่มเติบโตขึ้น หลานเริ่มมีโลกส่วนตัว มีความลับ และมีกำแพงที่ชื่อว่า "ช่องว่างระหว่างวัย" กั้นกลาง

ช่วงเวลาที่ "หลานตัวน้อย" เคยเกาะแกะออดอ้อนคุณตาคุณยายจนมดแทบขึ้น กลับกลายเป็นภาพจำในอดีต

ส่วนผู้สูงวัยในบ้านที่เคยเป็นศูนย์กลางของบ้านในวันที่ลูกหลานยังเล็ก กลับเริ่มรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงที่ผลักให้ท่านไปอยู่ชายขอบของความสัมพันธ์ ความน้อยเนื้อต่ำใจจึงเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงแค่หลานไม่ตอบแชท หรือลูกไม่ทานข้าวเย็นด้วย

นี่คือความจริงที่แทบทุกบ้านต้องเจอ

การเปลี่ยนผ่านของวัยที่ไม่มีใครผิด แต่มันคือโจทย์หินของ "คนตรงกลาง"
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่าความน้อยอก น้อย ใจกันในครอบครัว 3 วัย ที่มีผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นเสมอ โดยความน้อยใจนี้ก็มักจะมาจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองอาจจะเป็นไม่ใช่คนสำคัญที่สุดในบ้าน ตามความรู้สึกของท่าน ด้วยสถานะที่เปลี่ยนไป ความน้อยใจจึงเกิดขึ้นได้ง่ายมาก

ส่วนตัวเด็ก พอเขาเริ่มโต เริ่มอยากจะมีช่วงเวลาที่เป็นส่วนตัวของเขา ไม่ได้อยากอยู่กับผู้ใหญ่หรืออยู่กับผู้สูงอายุตลอดเวลา อยากมีพื้นที่ส่วนตัวของเขา เราก็ต้องจัดพื้นที่ส่วนตัวให้กับลูก แล้วทำให้ช่วงเวลาของการใช้ชีวิตในครอบครัว ในประจำวัน เดิมมีคนอยู่กับเขาตลอดเวลาเหมือนตอนเป็นเด็กเล็ก เขาจะเริ่มมีเวลาส่วนตัวของเขา

สำหรับคนที่จะมาช่วยให้ความสัมพันธ์ และสถานการณ์ดีขึ้นได้ หนีไม่พ้นคนกลางอย่างวัยพ่อ แม่

ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจรหัสภาษารักของทั้งสองฝั่ง หน้าที่ตรงนี้ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการจัดวางระเบียบความสัมพันธ์ใหม่

ประธานมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว แนะนำว่าสมาชิกคนกลางในบ้านควรสร้างทั้งพื้นที่ส่วนตัว และจัดสรรเวลาส่วนรวมไปพร้อมกัน

ข้อสำคัญไม่ควรบังคับให้ลูกต้องอยู่กับผู้ใหญ่ตลอดเวลา แต่ต้องกำหนดเวลาคุณภาพที่สม่ำเสมอ เช่น มื้อค่ำวันเสาร์ หรือกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ 3 วัย เพื่อให้ลูกรู้ว่านี่คือหน้าที่ที่แฝงไปด้วยความรัก ไม่ใช่การบังคับ

อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์เป็นไปตามยถากรรม คนกลางต้องช่วยออกแบบกิจกรรมที่ลดช่องว่าง เช่น ให้หลานช่วยสอนคุณยายใช้สมาร์ทโฟน หรือให้คุณตาเล่าเรื่องในอดีตที่เชื่อมโยงกับความสนใจของหลาน

ทั้งนี้หากต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้สูงอายุเริ่มบ่น สิ่งที่ท่านต้องการไม่ใช่เหตุผล แต่คือการมีคนรับฟัง การรับฟังอย่างสงบจะช่วยลดแรงดันในใจท่านได้มหาศาล ในขณะเดียวกัน เมื่อลูกมาปรับทุกข์ อย่าเพิ่งใช้คำว่า “ทนหน่อยลูก ทนหน่อยลูก แม่ก็ทนเหมือนกัน” บางทีมันก็เลยกลายเป็นว่าเขารู้สึกว่ามันไม่มีทางออก เพราะนั่นคือการปิดประตูความรู้สึก แต่จงรับฟังเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ในฐานะคนกลาง คือคนที่จะฟังทั้ง 2 ฝ่าย ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ทำให้เขามีกิจกรรมร่วมกัน ถ้าแบบนี้ก็จะทำให้การอยู่ร่วมกันแบบ 3 วัยของเรา มีพื้นที่ร่วม มีพื้นที่แยก มีเวลาร่วม มีเวลาแยก ต่างคนต่างมีชีวิตของตัวเอง แต่ไม่เคยละทิ้งความสัมพันธ์ที่มีร่วมกันในครอบครัวนะคะ” พญ.พรรณพิมล ย้ำ

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #ช่องว่างระหว่างวัย #ความสัมพันธ์ในครอบครัว #จิตวิทยาครอบครัว

25/04/2026

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ “บุหรี่ไฟฟ้า”
คือ เป้าหมายการตลาด
ไม่ใช่ผู้ใหญ่ ❌
แต่มุ่งเป้าที่เด็กนักเรียนประถม ✅

Art Toys ซ่อนภัย เมื่อ "ขนมหวานมีควัน" กำลังพรากปอดลูกหลานเราไปต่อหน้า โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวเจาะลึกกลยุทธ์ล่าเหยื่อฟันน้...
24/04/2026

Art Toys ซ่อนภัย
เมื่อ "ขนมหวานมีควัน" กำลังพรากปอดลูกหลานเราไปต่อหน้า โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

เจาะลึกกลยุทธ์ล่าเหยื่อฟันน้ำนม เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าแปลงกายเป็นของเล่นชิ้นโปรด ภัยร้ายที่พ่อแม่ต้องตื่นรู้ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้
ในกระเป๋านักเรียนลูกวันนี้ อาจไม่ได้มีแค่สมุดจด แต่อาจมี "กล่องนมจิ๋ว" หรือ "ตุ๊กตา Art Toy" ที่ซ่อนเข็มพิษไว้ข้างใน

นี่คือความจริงที่ผู้ปกครองไทยหลายคนไม่อาจล่วงรู้ เมื่อ "บุหรี่ไฟฟ้า" แปลงร่างเป็นของเล่นสีพาสเทล กลิ่นหอมหวานเหมือนขนมที่เด็กคุ้นเคย มันไม่ใช่แค่ความคึกคะนอง

แต่มันคือ สงครามการตลาดที่พุ่งเป้าล่าเหยื่อฟันน้ำนมโดยเฉพาะ ธุรกิจบาปเหล่านี้กำลังเปลี่ยนเด็กประถมให้กลายเป็น "นักสูบหน้าใหม่" ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูไร้เดียงสาจนพ่อแม่แยกไม่ออก

กลยุทธ์พรางตัว: เมื่อนิโคตินมาในคราบของเล่น
เรากำลังเผชิญกับวิกฤตที่นิโคตินเข้มข้นถูกปรุงแต่งด้วยกลิ่นองุ่น สตรอว์เบอร์รี และดีไซน์ที่เลียนแบบเครื่องเขียนหรือของสะสม

กลยุทธ์นี้จงใจลบภาพลักษณ์น่ากลัวของบุหรี่มวน เพื่อให้เด็กเข้าถึงง่ายและติดได้เร็วขึ้น

ที่น่ากลัวกว่าปอดอักเสบ คือ สมองที่ถูกทำลาย นิโคตินจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเซลล์ประสาทในวัยที่กำลังเติบโต

ส่งผลให้เด็กสมาธิสั้น อารมณ์แปรปรวน และสูญเสียพัฒนาการอย่างถาวร

Role Model จากครอบครัวที่จัดการปัญหานี้สำเร็จ คือการใช้ "Positive Dialogue" หรือการสื่อสารเชิงบวก ประกอบด้วย

1. เปิดใจฟัง: ถามลูกตรงๆ ด้วยความรักว่า "อะไรที่ทำให้เพื่อนๆ ชอบสิ่งนี้?" แทนการตั้งป้อมด่า

2. อธิบายด้วยความจริง: ชี้ให้เห็นว่านี่คือ "ของเล่นอาบยาพิษ" ที่ส่งผลต่อร่างกายเขาอย่างไรในระยะยาว

3. ทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย: เมื่อลูกรู้สึกว่าคุยกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง เขาจะไม่ต้องไปแสวงหาการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนที่ชวนกันไปในทางที่ผิด

อย่าปล่อยให้กลิ่นหอมหวานมาพรางตาจนเราเสียลูกไป ความใส่ใจและสัญชาตญาณของพ่อแม่คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ก่อนที่ ควันจะจางไปพร้อมกับอนาคตของเขา

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #บุหรี่ไฟฟ้า #ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก

บุหรี่ไฟฟ้าเคยถูกขายให้สังคมเชื่อว่าเป็นทางออกของคนอยากเลิกบุหรี่ แต่วันนี้มันกำลังกลายเป็น “ยาพิษสำหรับเด็ก” ที่ยังไม่ท...
20/04/2026

บุหรี่ไฟฟ้าเคยถูกขายให้สังคมเชื่อว่าเป็นทางออกของคนอยากเลิกบุหรี่
แต่วันนี้มันกำลังกลายเป็น “ยาพิษสำหรับเด็ก” ที่ยังไม่ทันรู้จักคำว่าอันตรายด้วยซ้ำ
ทุกวันนี้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่แค่ภัยของวัยรุ่น แต่มันกำลังแพร่ระบาดไปยัง “กลุ่มเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านมแม่”

เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือ “พี่ตุ๊บปอง” เล่าประสบการณ์ลงพื้นที่ของมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ซึ่งไปเจอกับเคสเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้ารายหนึ่ง เมื่อเด็กวัยเพียง 1 ขวบ 8 เดือน ถูกจับได้ว่า “ดูดบุหรี่ไฟฟ้า”

แค่ได้ยินคำว่า “หนึ่งขวบแปดเดือน” หลายคนก็คงรู้สึกว่ามันเกินจริงเกินจะรับไหวแล้ว
แต่ความจริงที่ตามมานั้นหนักกว่าเดิม

“แม่ของเด็กสารภาพว่า ลูกไม่ได้เพิ่งเริ่มดูดตอนหนึ่งขวบแปดเดือน หากแต่ดูดมาตั้งแต่ 1 ขวบ 2 เดือน” พี่ตุ๊บปอง

หนึ่งขวบสองเดือน…
วัยที่เด็กเพิ่งหัดเดิน เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ล้ม
วัยที่ยังพูดไม่ได้เป็นประโยค
วัยที่ยังไม่หย่านมแม่
วัยที่ยังต้องใส่ผ้าอ้อม ต้องให้ผู้ใหญ่เปลี่ยนให้
วัยที่ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งคำว่าบุหรี่ด้วยซ้ำ
แล้วเด็กแบบนี้…จะไปหยิบบุหรี่ไฟฟ้ามาสูบเองได้อย่างไร?

พี่ตุ๊บปองพูดชัด ๆ ว่า ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเคสเด็ก 5 ขวบ เขาก็ตกใจจนแทบพูดไม่ออกแล้ว แต่ครั้งนี้หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า เพราะมันไม่ใช่ 5 ขวบ ไม่ใช่เด็กอนุบาล ไม่ใช่เด็กที่เริ่มรู้เรื่อง
แต่มันคือเด็กที่ยังอยู่ในวัยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ที่เรียกว่า “ยังต้องอุ้ม”

คำตอบจากแม่ยิ่งทำให้บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นไปอีก
คำสัมภาษณ์ของแม่บอกว่า “ทุกวันนี้ต้องให้ลูกสูบ เพื่อให้หยุดงอแง”

ประโยคสั้น ๆ แต่สะเทือนจนเหมือนมีอะไรบางอย่างในสังคมกำลังพังลงต่อหน้าต่อตา เพราะเด็กวัยที่ควรจะงอแงเพราะอยากได้ของเล่น แต่กลับงอแงเพราะ “ต้องการบุหรี่ไฟฟ้า” และผู้ใหญ่กลับเลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือกล่อมเด็กให้เงียบ

มันไม่ใช่เพียงการเลี้ยงลูกผิดวิธี
แต่มันคือการยื่นสารเสพติดให้มนุษย์ตัวเล็กที่สุดคนหนึ่งบนโลก

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุรากร ประธานมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว พูดถึงแนวโน้มที่น่ากังวลว่า อายุของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ากำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มผู้ใช้หลักกลับกลายเป็นวัยรุ่นช่วง 15–24 ปี ไม่ใช่คนที่อยากเลิกบุหรี่มวนอย่างที่เคยเข้าใจกันในอดีต

“สิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวเลข คือผลกระทบต่อเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เพราะสมองของเด็กกำลังพัฒนา ปอดกำลังเติบโต ระบบประสาทกำลังสร้างโครงสร้างชีวิต”

ลองนึกภาพสมองเล็ก ๆ กับปอดเล็ก ๆ ของเด็กวัยหนึ่งขวบสองเดือน ที่ยังควรได้รับเพียงอากาศบริสุทธิ์และน้ำนม

แต่กลับได้รับสารนิโคตินเหมือนกับผู้ใหญ่
แพทย์หญิงพรรณพิมลชี้ว่า ที่แม่บอกว่าลูก “สูบแล้วนิ่ง” ไม่ใช่ความนิ่งแบบเด็กเชื่อฟัง แต่มันคือความนิ่งจากฤทธิ์ของสารเคมี โดยเฉพาะนิโคติน ที่ทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม เหมือนสงบ เหมือนสบาย แต่ผลลัพธ์จริงคือการกระทบสมองโดยตรง

นี่คือความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุด เพราะผู้ใหญ่บางคนอาจคิดว่าไม่ได้เป็นอะไร หรือ อย่างน้อยก็ทำให้ลูกหยุดร้อง

แต่สิ่งที่แลกไปคือพัฒนาการของเด็กทั้งชีวิต
แพทย์หญิงพรรณพิมลยังเตือนว่า บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันถูกพัฒนาอย่างแยบยล ทั้งขนาดที่เล็กลงจนซ่อนได้ง่าย และกลิ่นที่ถูกปรุงแต่งให้เหมือนขนมเหมือนของหวาน กลิ่นไอศกรีม กลิ่นน้ำองุ่น กลิ่นผลไม้ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ากลิ่นหอมที่ติดเสื้อผ้าลูกนั้นไม่ได้มาจากขนม แต่มาจากบุหรี่ไฟฟ้า

ควันหรือไอของบุหรี่ไฟฟ้ายังมีอนุภาคเล็กมาก สามารถทะลุทะลวงเข้าไปในร่างกายได้ลึกกว่า และไม่จบแค่การสูบตรง ๆ เพราะมันยังสามารถฝังตัวอยู่ในเสื้อผ้า โซฟา ผ้าม่าน หรือวัสดุต่าง ๆ กลายเป็นการรับพิษแบบมือสามที่คนในบ้านได้รับโดยไม่รู้ตัว

เรื่องนี้ทำให้พี่ตุ๊บปองพูดเสริมว่า สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่ตัวบุหรี่ไฟฟ้า แต่คือ “ความใจร้ายของธุรกิจ” เพราะเป้าหมายการตลาดหลักในวันนี้ไม่ใช่ผู้ใหญ่
แต่คือโรงเรียน

มันถูกออกแบบให้เหมือนปากกา เหมือนของเล่น เหมือนตุ๊กตา เหมือนนาฬิกา หรือแม้กระทั่งสมาร์ตวอช ทุกอย่างถูกทำให้กลายเป็นแฟชั่น เป็นของสะสม เป็นของน่ารักที่เด็กอยากได้
และมันเริ่มจากจุดเล็ก ๆ แค่เด็กได้ตัวการ์ตูนที่ชอบ

แต่หลังจากนั้น…การเสพติดก็เริ่มทำงาน

แพทย์หญิงพรรณพิมลย้ำว่า บุหรี่ไฟฟ้าสูบง่ายกว่า ระคายเคืองน้อยกว่า จึงทำให้เด็ก “ลองได้ง่าย” แต่กลับติดได้เร็วกว่า เพราะปัจจุบันนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าหลายชนิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล จากเดิมที่ถูกอ้างว่าใช้เพื่อลดบุหรี่มวน กลับกลายเป็นการเพิ่มนิโคตินเพื่อให้ติดเร็ว และเติมสารเคมีมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการเสพ

ผลคือเริ่มพบเคสปอดอักเสบเรื้อรังในวัยรุ่น ทั้งที่ยังไม่ทันโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้ทำให้แพทย์หญิงพรรณพิมลสรุปชัดว่า สังคมควร “ลืมความเข้าใจเดิม ๆ” เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าได้แล้ว เพราะมันไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย และไม่ใช่เครื่องมือเลิกบุหรี่สำหรับทุกคน

บุหรี่ไฟฟ้าติดเหมือนบุหรี่มวนทุกประการ และเมื่อเสพติดแล้ว มันจะผลักคนไปหาสิ่งที่ให้ความสุขเร็วขึ้น หนักขึ้น เคลิบเคลิ้มมากขึ้น และถ้าคิดว่าเลิกเองได้ ส่วนใหญ่ไม่สำเร็จ

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด…ไม่ใช่คำว่า “วัยรุ่นติดบุหรี่ไฟฟ้า”
หากคือความจริงที่ว่า เด็กวัยหนึ่งขวบสองเดือน ยังถูกดึงเข้าไปในวงจรนี้ได้
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องจริงที่น่าตกใจ แต่มันคือคำเตือนว่า “บุหรี่ไฟฟ้า” เข้ามาใกล้กับลูก กับหลานเราใกล้ และเร็วกว่าที่คิด บางครั้งมันอาจจะอยู่ในบ้านเราแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว

คำถามคือ…เราจะปล่อยให้สารเสพติดสวมบทของเล่นอย่าง “บุหรี่ไฟฟ้า” ปะปนอยู่รอบตัวเราอีกนานแค่ไหน?

หรือเราจะรอให้วันหนึ่ง…เสียงร้องงอแงของลูก ไม่ได้เกิดจากหิวนม ไม่ได้เกิดจากอยากอุ้ม
แต่เกิดจาก “การขาดนิโคติน”
เพราะเมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงเด็กที่ยังใส่ผ้าอ้อมได้
นั่นหมายความว่ามันก็สามารถเข้าถึงลูกหลานของเราได้…ง่ายกว่าที่เราคิดเสมอ

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #บุหรี่ไฟฟ้า

17/04/2026

👇👇

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569  มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เข้าบันทึกเทปรายการ  #บ่ายนี้มีคำตอบ นำโดย แพทย์หญิง พรรณพิมล วิปุร...
17/04/2026

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เข้าบันทึกเทปรายการ #บ่ายนี้มีคำตอบ นำโดย แพทย์หญิง พรรณพิมล วิปุรากร ประธานมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และคุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีบ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก

ในการบันทึกเทป ทั้ง 2 ท่าน ได้พูดถึงที่มาของบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน รวมถึงการนำเสนอชุดหนังสือนิทานบุหรี่ไฟฟ้าของทางมูลนิธิฯ ที่กำลังดำเนินงาน “การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ด้วยกิจกรรมการเล่านิทานเสริมภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ย“ อยู่ในขณะนี้ ด้วยการสนับสนุนจาก สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก1) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ในวันนี้ เทปรายการได้ทำการออกอากาศแล้วในเวลา 13.00น. ท่านสามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ทางเพจ 9 MCOT

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #พลังครอบครัว
#วันครอบครัว #บุหรี่ไฟฟ้า #บ่ายนี้มีคำตอบ

สงกรานต์นี้มีขันน้ำ แต่อย่าลืมเตรียมขันติ เมื่อความต่างเจนเนอเรชันกลายเป็นระเบิดเวลาในบ้านสงกรานต์ควรเป็นเทศกาลที่บ้านเต...
14/04/2026

สงกรานต์นี้มีขันน้ำ แต่อย่าลืมเตรียมขันติ เมื่อความต่างเจนเนอเรชันกลายเป็นระเบิดเวลาในบ้าน
สงกรานต์ควรเป็นเทศกาลที่บ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม กลิ่นน้ำอบ และเสียงหัวเราะจากการกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา แต่สำหรับหลายครอบครัว ความสุขกลับมาพร้อมเสียงถอนหายใจ เพราะวันรวมญาติบางครั้งกลายเป็นวันรวมศึก โดยไม่รู้ตัว

หลายบ้านเตรียมขันน้ำอย่างดี เตรียมน้ำอบ เตรียมอาหาร เตรียมรอยยิ้มไว้ต้อนรับกัน แต่กลับลืมเตรียม “ขันติ” ไว้รับมือกับคำพูดที่อาจแทงใจคนในครอบครัวเอง
ภาพหน้าบ้านคือการสาดน้ำอย่างสนุกสนาน

แต่ภาพหลังบ้านกลับเต็มไปด้วยคำถามเดิมๆ ที่กลายเป็นแรงกดดัน เช่น เมื่อไหร่จะแต่งงาน เงินเดือนเท่าไหร่ หรือทำไมยังไม่เป็นเหมือนคนอื่น บางครั้งคำพูดที่ตั้งใจถามด้วยความหวังดี กลับกลายเป็นน้ำร้อนที่ลวกใจคนฟังจนเจ็บลึกกว่าน้ำเย็นจะเยียวยาได้

เมื่อบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย แต่เป็นสนามรบทางความคิด
คำตอบที่ทำให้สงกรานต์บางบ้านอึดอัด ไม่ได้อยู่ที่ใครผิดใครถูก แต่อยู่ที่ช่องว่างระหว่างวัยที่กว้างขึ้นทุกปี

ผู้ใหญ่บางบ้านเชื่อว่าการถามคือความห่วงใย การตักเตือนคือความหวังดี และความกตัญญูคือการเชื่อฟังโดยไม่ต้องโต้แย้ง

ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าความเป็นส่วนตัวคือสิทธิพื้นฐาน และความหวังดีที่มาพร้อมการตัดสิน คือสิ่งที่บั่นทอนหัวใจและสุขภาพจิต

เราจึงเห็นภาพพ่อแม่ที่อยากให้ลูกหลานอยู่บ้านนานๆ แต่กลับเผลอขุดเรื่องเก่ามาตำหนิ หรือเห็นลูกหลานกลับมาบ้านเพราะหน้าที่ แต่ใจกลับหนีไปอยู่ในหน้าจอมือถือเพื่อหลบความอึดอัดตรงหน้า นี่ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มันคือความล้มเหลวของการสื่อสารในพื้นที่ที่ควรอบอุ่นที่สุด

"เรามีน้ำเต็มขัน แต่ในใจกลับแห้งแล้งความเข้าใจ"
"ขันติในความหมายใหม่ ไม่ใช่แค่ทน แต่คือการเปิดใจ"

คำว่าขันติไม่ควรหมายถึงการอดทนแบบกัดฟัน แต่ควรหมายถึงการเว้นพื้นที่ให้กัน การยอมรับว่าโลกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และความรักไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดียว
ลูกหลานที่ไม่กินอาหารเมนูเดิม ไม่ได้แปลว่าอกตัญญู พ่อแม่ที่บ่นเรื่องเดิมซ้ำๆ ก็ไม่ได้แปลว่าอยากหาเรื่อง บางครั้งมันเป็นเพียง “ภาษาของความรัก” ที่สื่อสารผิดจังหวะ

ถ้าทุกคนยังสาดอารมณ์ใส่กัน สงกรานต์ก็จะจบลงเหมือนเดิม ด้วยความทรงจำขมๆ ที่ติดอยู่ในใจยาวกว่าน้ำอบบนมือ คืนความเย็นให้บ้าน เริ่มจากความเห็นอกเห็นใจ

เราไม่จำเป็นต้องมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แค่มีครอบครัวที่พยายามเข้าใจกันก็พอ
บางครั้งการเปลี่ยนจากคำถามเป็นคำชม อาจช่วยให้บรรยากาศเปลี่ยนทันที แทนที่จะถามว่าเงินเดือนเท่าไหร่ ลองพูดว่า ดีใจที่ได้เห็นลูกเติบโตและดูแลตัวเองได้ หรือขอบคุณที่อุตส่าห์ฝ่ารถติดกลับมา

การฟังให้มากกว่าพูด คือขันติที่แท้จริง เพราะการฟังโดยไม่ตัดสิน คือของขวัญที่คนในบ้านต้องการมากที่สุด

การเคารพพื้นที่ส่วนตัวก็สำคัญ แม้จะเป็นครอบครัว แต่ทุกคนต้องการพื้นที่หายใจ การปล่อยให้แต่ละคนได้พัก ได้มีโลกของตัวเอง ไม่ใช่การห่างเหิน แต่มันคือการอยู่ร่วมกันอย่างไม่ทำร้ายกัน
และถ้ามีคำพูดที่กระทบกัน ให้รีบให้อภัย เพราะบางครั้งมันก็เป็นเพียงน้ำที่สาดโดนกัน เดี๋ยวมันก็แห้ง แต่ถ้าเก็บไว้ในใจ มันจะกลายเป็นเชื้อไฟที่เผาบ้านทั้งหลังโดยไม่รู้ตัว

“สงกรานต์ไม่ได้มีไว้แค่รดน้ำดำหัวหรือเล่นน้ำตามประเพณี แต่มันคือโอกาสปีละครั้งที่จะล้างใจ ล้างอคติ และล้างความแข็งกระด้างที่เรามีต่อคนใกล้ตัว”

#สงกรานต์69 #มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #วันครอบครัว

ที่อยู่

77/47 หมู่บ้านเซริโน่ ซอยแจ้งวัฒนะ 15 แยก 2 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์