มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เพื่อความเข้มแข็งของครอบครัวไทย

ทำไมต้องอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ? เพราะพลังของนิทานส่งผลต่อการเติบโตของเด็กมากกว่าที่คิด พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานกร...
13/07/2026

ทำไมต้องอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ?

เพราะพลังของนิทานส่งผลต่อการเติบโตของเด็กมากกว่าที่คิด

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานกรรมการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่าตัวหนังสือและภาพ ทำให้เกิดท่าทางและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก

การนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน การชี้ภาพ การสัมผัส และการพูดคุยระหว่างการเล่าเรื่อง ล้วนสร้างความใกล้ชิดที่การสื่อสารผ่านหน้าจอไม่สามารถให้ได้

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

🎉 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้าร่วมกิจกรรมตอบคำถาม ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับ ชุดหนังสือนิทาน “แมวต...
11/07/2026

🎉 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้าร่วมกิจกรรมตอบคำถาม

ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับ ชุดหนังสือนิทาน “แมวตื่นรู้ หนูดูออก” จากกิจกรรมตอบคำถาม ประโยชน์ของชุดหนังสือนิทานครอบครัวปลอดบุหรี่ 🐱🐭📚

📦 ขณะนี้มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือนิทานให้กับผู้ได้รับสิทธิ์ทุกท่านเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะได้รับภายใน 5–7 วัน หากได้รับแล้ว อย่าลืมถ่ายภาพและแบ่งปันความประทับใจมาให้พวกเราได้ชมกันนะครับ 💙

🙏 ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมสนุกและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและครอบครัวผ่านสื่อสร้างสรรค์

📌 ติดตามข่าวสาร กิจกรรม และโครงการดี ๆ ได้ที่ เพจมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว แล้วพบกันในกิจกรรมครั้งต่อไปนะครับ 📖

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #นิทานเคสริมสร้างความรู้ #ครอบครัวครอบครัวปลอดบุหรี่ #กิจกรรม

11/07/2026

การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้เริ่มต้นจากการห้าม แต่เริ่มจากการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง #มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

10/07/2026

“บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน” อาจเป็นเพียงอุปทานหมู่ และเป็นเพียงความจริงที่ถูกบิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า #มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

ป้องกันลูกจากบุหรี่ไฟฟ้า เริ่มต้นที่ “บ้าน” ไม่ใช่แค่การห้าม“การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้เริ่มต้นจากการห้าม แต่เริ่มจากก...
09/07/2026

ป้องกันลูกจากบุหรี่ไฟฟ้า เริ่มต้นที่ “บ้าน” ไม่ใช่แค่การห้าม

“การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้เริ่มต้นจากการห้าม แต่เริ่มจากการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง”

นี่คือข้อคิดจาก ผศ. นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ “หมอวิน” เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ ที่ชวนพ่อแม่มองการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในมิติของความสัมพันธ์ภายในครอบครัว มากกว่าการเฝ้าระวังหรือการลงโทษเพียงอย่างเดียว

หมอวินอธิบายว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างทั้งร่างกายและจิตใจของลูกให้เข้มแข็ง เพราะบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันถูกออกแบบให้ดูน่ารัก ทันสมัย และเข้าถึงเด็กได้ง่าย ภาพลักษณ์ภายนอกจึงสวนทางกับอันตรายที่แท้จริง

เมื่อถึงวัยที่ลูกต้องเผชิญกับสิ่งยั่วยุรอบตัว สิ่งแรกที่พ่อแม่ควรหวังคือ ให้ภาพของคนในครอบครัวผุดขึ้นมาในใจลูกก่อนจะตัดสินใจ

“ถ้าลองสูบ…พ่อกับแม่จะรู้สึกอย่างไร”

หากลูกนึกถึงความรู้สึกของพ่อแม่ได้ก่อน นั่นคือภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรงกว่าคำสั่งห้ามใด ๆ

ขณะเดียวกัน พ่อแม่ควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ของเล่น แต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคปอดและปัญหาสุขภาพในระยะยาว

หมอวินแนะนำว่า การสื่อสารเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียกลูกมานั่งสอนอย่างจริงจัง แต่สามารถสอดแทรกในชีวิตประจำวันได้ เช่น เมื่อเดินผ่านคนสูบบุหรี่ไฟฟ้า อาจชวนลูกเดินเลี่ยงพร้อมพูดว่า

“ปะป๊าขอเดินอีกทางนะ ไม่ชอบควันบุหรี่”

เมื่อเด็กสงสัยว่า “ทำไม” นั่นคือโอกาสดีที่จะอธิบายถึงผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมชาติ

อีกวิธีหนึ่งคือใช้ข่าวสารรอบตัวเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา เช่น ชวนลูกคุยว่า

* หนูเคยเห็นบุหรี่ไฟฟ้าไหม
* ที่โรงเรียนมีใครใช้หรือเปล่า
* หนูรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้จับผิด แต่ช่วยให้พ่อแม่เข้าใจว่า ลูกรับรู้อะไรมาบ้าง มีสิ่งยั่วยุอยู่ใกล้ตัวหรือไม่ และจะได้ช่วยเติมข้อมูลที่ถูกต้องได้ทันเวลา

หมอวินย้ำว่า หากบทสนทนาเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กมักเปิดใจมากกว่าการถูกสอบสวน เพราะบางครั้งลูกอาจเล่าว่า “เห็นรุ่นพี่สูบ” หรือ “มีเพื่อนบางคนใช้” ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้พ่อแม่เข้าใจโลกของลูกมากขึ้น

เมื่อความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นเพียงพอ พ่อแม่สามารถขอลูกได้เพียงไม่กี่เรื่องที่สำคัญ เช่น

“พ่อขอแค่ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า และตั้งใจเรียน”

คำขอที่มีไม่กี่ข้อ แต่เกิดจากความรักและความไว้วางใจ มักอยู่ในใจลูกได้นานกว่าคำสั่งที่มีมากมาย

ท้ายที่สุด การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่การสร้างกำแพงรอบตัวลูก แต่อยู่ที่การสร้างภูมิคุ้มกันในใจ ให้ลูกเลือกสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง

เพราะสำหรับลูกหลายคน คนที่อยากทำให้ภูมิใจที่สุด ก็คือพ่อและแม่

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

เมื่อความไร้เดียงสาถูกตีตราเป็น "โรคสมาธิสั้น"ในระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมมากกว่าความเข้าใจ เด็กที่มีพลัง ก...
07/07/2026

เมื่อความไร้เดียงสาถูกตีตราเป็น "โรคสมาธิสั้น"

ในระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมมากกว่าความเข้าใจ เด็กที่มีพลัง กลับถูกมองว่า "ผิดปกติ" เด็กที่นั่งไม่นิ่ง กลับถูกสงสัยว่า "ป่วย"

บาดแผลเช่นนี้ ไม่ได้ทำร้ายแค่เด็กคนหนึ่ง แต่กำลังบั่นทอนศักยภาพของเด็กไทย และสร้างตรรกะที่บิดเบี้ยวให้ผู้ใหญ่ทั้งสังคม

"คุณครูครับ ผมไม่มียารักษามารยาทงาม เพราะถ้ามี...หมอคงแจกผู้ใหญ่ก่อน"

นี่คือคำตอบของ รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี (หมอเดว) ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS Kids หลังได้รับเด็กอนุบาลวัยเพียง 3-4 ขวบที่ครูส่งมาด้วยข้อสงสัยว่าเป็น "โรคสมาธิสั้น"

เหตุผลที่ถูกส่งมาพบแพทย์มีเพียงว่า เด็กคนนี้ "พลังเยอะ" และ "นั่งไม่นิ่ง"

ทั้งที่ความจริง เขาไม่เคยรังแกเพื่อน ทำงานเสร็จ ส่งงานครบ และเรียนรู้ได้ตามวัย

หมอเดวจึงตอบกลับไปยังครูและผู้ปกครองว่า เด็กคนนี้ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น เขาเป็นเพียง "เด็กที่มีพลัง" และพลังนั้นต้องการพื้นที่ให้ได้ปลดปล่อย ไม่ใช่ถูกตีตราว่าเป็นความผิดปกติ

ประโยคนี้เหมือนกระจกสะท้อนสังคมไทยบางส่วน ที่ยังไม่เข้าใจพัฒนการเด็กตามช่วงวัย

วันนี้ ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยกำลังเอาความสะดวกของตัวเองเป็นตัวตั้ง แล้วใช้กฎระเบียบที่แข็งทื่อไปตัดสินธรรมชาติของเด็ก

ลองนึกภาพเด็กอนุบาลวัย 3-4 ขวบคนหนึ่ง เขารับผิดชอบ ส่งงานครบ ไม่ทำร้ายใคร แต่เพียงเพราะนั่งนิ่งไม่ได้เหมือนหุ่นยนต์ เขากลับถูกส่งตัวไปตรวจว่า "สมาธิสั้น"

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้ผิดปกติหรือไม่

แต่คือ...ความผิดปกติอยู่ที่เด็กผู้มีพลัง หรืออยู่ที่ระบบของผู้ใหญ่ ที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของวัยเด็ก และเฝ้าคาดหวังให้เด็กทุกคนอยู่ในกรอบเดียวกัน

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กในห้องเรียน แต่คือวิกฤตของระบบการศึกษาที่กำลังสอนให้เด็กเชื่อว่า การเป็นตัวของตัวเอง คือความผิดปกติ

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

📚✨ กิจกรรมดี ๆ สำหรับครูและผู้ปกครองขอเชิญร่วมกิจกรรมตอบคำถามชิงรางวัลชุดหนังสือนิทาน “แมวตื่นรู้ หนูดูออก” ในหัวข้อ“นิท...
03/07/2026

📚✨ กิจกรรมดี ๆ สำหรับครูและผู้ปกครอง

ขอเชิญร่วมกิจกรรมตอบคำถามชิงรางวัลชุดหนังสือนิทาน “แมวตื่นรู้ หนูดูออก” ในหัวข้อ

“นิทานบุหรี่ไฟฟ้าที่ได้รับไป ท่านชอบเรื่องใดเป็นพิเศษ และได้ข้อคิดอะไรจากหนังสือทั้ง 3 เล่ม”

💬 เพียงคอมเมนต์คำตอบใต้โพสต์

🎁 ข้อความที่โดนใจกรรมการ 30 ท่านแรก รับฟรี! ชุดหนังสือนิทาน “แมวตื่นรู้ หนูดูออก” จำนวน 1 ชุด (3 เล่ม 3 เรื่อง) โดย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

📅 ประกาศผลผู้ได้รับรางวัล: วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

มาร่วมแบ่งปันข้อคิดดี ๆ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก ๆ รู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้าไปด้วยกัน 💚

*************************************************
แบบฟอร์มกรอกที่อยู่ในการรับหนังสือนิทาน จากมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว 👇👇👇👇👇

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSc2XJJe6BMxn-EF5p30_X4fmsXeL5rlt0E7jCfOkv7muFFAPg/viewform?usp=header

*************************************************

#แมวตื่นรู้หนูดูออก #รู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า #มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #ครอบครัวสุขภาพดี

เพลงนิทานอาจปกป้องลูกจากบุหรี่ไฟฟ้าได้มากกว่าที่คิด"บุหรี่ไม่ดี ไม่ลอง ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง อย่าลองนะ..."เสียงเพลงสั้น ๆ ที...
30/06/2026

เพลงนิทานอาจปกป้องลูกจากบุหรี่ไฟฟ้าได้มากกว่าที่คิด

"บุหรี่ไม่ดี ไม่ลอง ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง อย่าลองนะ..."

เสียงเพลงสั้น ๆ ที่เด็ก ๆ ร้องตามด้วยรอยยิ้ม อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมสนุกในห้องเรียน แต่แท้จริงแล้ว นั่นคือการปลูกเมล็ดพันธุ์ของการป้องกันตัวเองลงในใจเด็กตั้งแต่วัยเล็ก

ปวีณสมร ที่แหลม ครูจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลแม่สุก จังหวัดลำปาง เล่าว่า หลังจากได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กปฐมวัย สิ่งแรกที่ตั้งใจจะนำกลับไปใช้ คือการสอดแทรกเรื่องนี้ผ่านกิจกรรมที่เด็กคุ้นเคยที่สุด นั่นคือ การเล่านิทาน

สำหรับเด็กเล็ก การเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการบอกว่า ห้าม เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการค่อย ๆ ซึมซับผ่านเรื่องราว เพลง ภาพ และประสบการณ์ที่พวกเขาได้สัมผัสซ้ำ ๆ

ครูปวีณสมรเล่าว่า ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ของศูนย์ฯ จะมีการเล่านิทานเป็นประจำ และเมื่อเล่าจบ เด็ก ๆ จะได้รับโอกาสให้หยิบหนังสือขึ้นมาดูเอง ได้จับ ได้เปิดดูภาพ และได้พูดคุยกับคุณครูถึงสิ่งที่เห็น

ช่วงเวลาสั้น ๆ หลังการเล่านิทานนี่เอง คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

เพราะเด็กไม่ได้เพียง ฟัง แต่กำลังเชื่อมโยงภาพ เรื่องราว และความรู้สึกเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นความเข้าใจของตัวเอง

เมื่อเด็กเห็นภาพบุหรี่ไฟฟ้าในหนังสือนิทาน พร้อมกับได้รับคำอธิบายที่เหมาะสมกับวัย เขาจะเริ่มจดจำว่า สิ่งนี้คือของที่อาจเป็นอันตราย และไม่ใช่ของเล่นที่น่าสนใจ แม้ว่ารูปร่างภายนอกจะถูกออกแบบให้มีสีสันสดใสหรือคล้ายตุ๊กตาก็ตาม

นี่คือหลักการสำคัญของจิตวิทยาเด็ก

เด็กปฐมวัยเรียนรู้จาก ภาพที่จับต้องได้ มากกว่าคำอธิบายที่เป็นนามธรรม หากผู้ใหญ่เพียงพูดว่า บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย เด็กอาจยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อมีภาพประกอบ มีเรื่องเล่า และมีตัวละครในนิทาน เด็กจะเริ่มสร้างความหมายขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

วันนี้เด็กอาจยังไม่เข้าใจคำว่า "สารนิโคติน" หรือ "สารเคมีอันตราย"

แต่เด็กเข้าใจได้ว่า "ของสิ่งนี้ไม่ดีกับเรา"

และบางครั้ง ความเข้าใจง่าย ๆ แบบนั้น ก็เพียงพอที่จะช่วยให้เด็กเลือกเดินออกห่างจากความเสี่ยงได้ในวันที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

#มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว #ป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า

30/06/2026

การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความกลัว แต่อาจเริ่มจากการนั่งร้องเพลง อ่านนิทาน และพูดคุยกับลูกเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน #มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

30/06/2026

เพลงนิทานหนึ่งเพลง อาจไม่สามารถเปลี่ยนโลกของเด็กในวันเดียว แต่สามารถปลูกเมล็ดพันธุ์ของการรู้เท่าทัน ให้เด็กเลือกปฏิเสธบุหรี่ไฟฟ้าได้ในวันที่ต้องตัดสินใจเอง #มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

ที่อยู่

77/47 หมู่บ้านเซริโน่ ซอยแจ้งวัฒนะ 15 แยก 2 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์