ชุมชนยกกำลังดี Commune Can Do

ชุมชนยกกำลังดี Commune Can Do ชุมชมแห่งการสร้างการเปลี่ยนแปลง พัฒนาเมืองแห่งการสร้างผู้คน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนไม่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร

หลายคนถามว่า ชุมชนยกกำลังดีทำอะไรบ้าง?จริงๆ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้คนเราไม่ได้เข้าไปทำแทนชุมช...
06/08/2026

หลายคนถามว่า ชุมชนยกกำลังดีทำอะไรบ้าง?
จริงๆ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้คน
เราไม่ได้เข้าไปทำแทนชุมชน แต่ร่วมเข้าไปเดินพร้อมๆกัน ชวนกันคิด ชวนกันลอง และชวนกันเชื่อว่า ปัญหาที่ดูใหญ่ ถ้าคนในชุมชนได้ลุกขึ้นมาคุยกัน มันก็เริ่มคลี่คลายได้

Visual Thinking นี้เลยเป็นเหมือนการสรุปการเดินทางที่ผ่านมา ตั้งแต่จุดเริ่มต้น กระบวนการทำงาน ไปจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และการเดินทางนี้ยังคงเดินทางไปข้างหน้ต่อไป พร้อมกับความเชื่อในพลังของชุมชนที่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมือง

#สสส
#สำนักสร้างสรรค์โอกาส
#ชุมชนยกกำลังดี

04/08/2026
"บางบอนวิลล่า" เป็นหมู่บ้านจัดสรรที่ผู้คนจากหลากหลายจังหวัดเข้ามาปักหลักสร้างชีวิตในกรุงเทพฯ ที่นี่ไม่ได้เป็นชุมชนดั้งเด...
09/07/2026

"บางบอนวิลล่า" เป็นหมู่บ้านจัดสรรที่ผู้คนจากหลากหลายจังหวัดเข้ามาปักหลักสร้างชีวิตในกรุงเทพฯ ที่นี่ไม่ได้เป็นชุมชนดั้งเดิม แต่เป็นบ้านของผู้คนต่างถิ่นที่นำวิถีชีวิตจากบ้านเกิดติดตัวมาด้วย

ปัจจุบันมี 305 หลังคาเรือน ประชากรราว 1,200–1,300 คน คนวัยทำงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท พนักงานโรงงาน รับจ้าง และค้าขาย ขณะที่ช่วงกลางวันจะเหลือผู้สูงอายุและเด็กอยู่ในหมู่บ้าน ภายในชุมชนถึงแม้ผู้คนจะมาจากหลากหลายที่ แต่ให้ความรู้สึกถึงวิถีชุมชนมาก ทั้งร้านส้มตำ ร้านน้ำแข็งใส บ้านรับเย็บผ้า ผู้คนยิ้มแย้มทักทายกันได้ตลอดทั้งวัน ครัวหน้าบ้านหลาย ๆ หลังมีหวดนึ่งข้าวเหนียวและครกใบใหญ่ สะท้อนวิถีชีวิตที่หลากหลายของผู้คนจากหลายภูมิภาค
แม้จะอยู่ร่วมกันมานาน แต่เมื่อกว่าสิบปีก่อน คนในหมู่บ้านยังต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยรู้จักกัน
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อผู้นำชุมชนแต่ละรุ่นร่วมกันพัฒนาลานกลางหมู่บ้านให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนใช้ร่วมกัน จนปัจจุบัน "พี่จิ๋ว" และทีมเพื่อนบ้านช่วยกันต่อยอดให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นหัวใจของชุมชน
กองขยะถูกเปลี่ยนเป็นสวนผักที่ทุกคนช่วยกันปลูกและแบ่งปัน สนามเปตองร้างได้รับการฟื้นฟูด้วยการทำหน้าดินจากใบไม้และปุ๋ยคอก

กอไผ่กลายเป็นลานออกกำลังกายที่มีทั้งเครื่องออกกำลังกาย ให้คนในชุมชนได้ใช้ แต่ยังคงต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาไว้หลายต้น

มีลานพระเล็ก ๆ เอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ และมีสนามกีฬาที่ทุกเย็นวันจันทร์ถึงศุกร์ ผู้สูงอายุจะมาเต้นแอโรบิก ขณะที่เด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่รอบสนาม เป็นภาพของคนต่างวัยที่ใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ

พื้นที่กลางไม่ได้มีชีวิตเพราะสิ่งปลูกสร้าง แต่มีชีวิตจากกิจกรรมที่ชวนให้ผู้คนออกมาพบกัน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผัก ออกกำลังกาย หรือกิจกรรมทำน้ำยาไล่ยุงจากสมุนไพรที่ผู้สูงอายุช่วยกันหั่นตะไคร้ ฝานมะกรูด แลกเปลี่ยนความรู้ และลองใช้จริง
อีกหนึ่งวิธีที่ชุมชนใช้สร้างการมีส่วนร่วม คือการมอบรางวัลเล็ก ๆ จากการตอบคำถามหรือร่วมกิจกรรม ถึงจะเป้นกระเป๋าใบเล็กหรือของใช้ชิ้นน้อย ก็เป็นวิถีหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุกล้าแสดงออกเพื่อความภาคภูมิใจผ่านรางวัลเล็ก ๆ นี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกภาคภูมิใจและอยากกลับมาร่วมกิจกรรมอีกครั้ง
บางบอนวิลล่าพิสูจน์ให้เห็นว่า การสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาเริ่มจากการสร้างพื้นที่กลาง ชวนผู้คนออกจากบ้าน และทำให้ทุกคนรู้สึกว่า การมีส่วนร่วมของตัวเองมีความหมายต่อชุมชนเสมอ

#ชุมชนยกกำลังดี #ชุมชนไม่จดทะเบียน #สสส #ชุมชนบางบอนวิลล่า
#สร้างสรรค์โอกาส

บางครั้งสิ่งที่มีค่าที่สุดของชุมชนไม่ใช่งบประมาณไม่ใช่อาคารแต่คือประสบการณ์ของผู้คน ประสบการณ์ที่ผ่านการลองผิด ลองถูก ผ่...
05/07/2026

บางครั้งสิ่งที่มีค่าที่สุดของชุมชนไม่ใช่งบประมาณไม่ใช่อาคารแต่คือประสบการณ์ของผู้คน ประสบการณ์ที่ผ่านการลองผิด ลองถูก ผ่านความเหนื่อย ผ่านการต่อสู้กับปัญหามาเป็นสิบๆ ปี ถ้าไม่มีใครชวนเล่า ไม่มีใครบันทึก สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกาลเวลา

เวทีถอดบทเรียนของชุมชนยกกำลังดี จึงไม่ใช่แค่การมานั่งประชุมหรือแปะโพสต์อิท แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้หยิบเอาเรื่องราวของตัวเองออกมาวางบนโต๊ะ ให้คนอื่นได้เรียนรู้ต่อ ได้ต่อยอด และได้เห็นว่าความสำเร็จทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชค แต่เกิดจากการลงมือทำของผู้คนจริงๆ พวกเราเชื่อว่าความรู้ที่อยู่ในหัวคน จะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อมันถูกส่งต่อออกมาเป็นคำพูด เป็นกระดาษ เป็นภาพ เป็นเครื่องมือ หรือเป็นแรงบันดาลใจ บันดาลใจให้กับคนอีกชุมชนหนึ่ง เพราะสุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงเมืองไม่ได้เกิดจากคนเก่งไม่กี่คน แต่มาจากคนตัวเล็กๆ ที่ยอมแบ่งปันประสบการณ์ให้กัน

สำหรับพวกเรา เวทีนี้กำลังช่วยเขียนหนังสืออีกเล่มที่ไม่มีขายตามร้านหนังสือ แต่เขียนด้วยเรื่องจริงของคนที่ลุกขึ้นมาดูแลชุมชนของตัวเองและหนังสือเล่มนี้ จะทำให้สังคมเห็นว่า ชุมชนไม่จดทะเบียน ก็เป็นส่วนสำคัญของเมืองเหมือนกัน พวกเขามีความรู้ มีศักยภาพ มีบทเรียน และมีพลังที่จะขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ไปข้างหน้าร่วมกับทุกคน

ความรู้ไม่มีวันหมด ถ้าเรายังส่งต่อกันอยู่
#ชุมชนยกกำลังดี
#สำนักสร้างสรรค์โอกาส
#สสส
#ชุมชนไม่จดทะเบียน

"เมื่ออนาคตของหมู่บ้านไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนหนึ่ง" ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านคลองสามวา ไม่มีสวนสาธารณะ ไม่มีศาลาชุ...
03/07/2026

"เมื่ออนาคตของหมู่บ้านไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนหนึ่ง"
ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านคลองสามวา ไม่มีสวนสาธารณะ ไม่มีศาลาชุมชน แม้แต่ที่กลับรถก็ไม่มี และไม่มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับให้คนในชุมชนมาพบปะกัน
สิ่งที่มี คือความตั้งใจของผู้คนที่อยากเห็นหมู่บ้านน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม จึงเกิดการรวมตัวกันชื่อว่า “กล้าดี” เปิดโอกาสให้ชุมชนของตัวเองได้กล้าที่จะเห็นการพัฒนาที่ดีขึ้นเริ่มจากตัวเอง

จุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันมาจากปัญหาน้ำท่วมขังที่สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคนในทุก ๆ ฤดูฝน หลัง ๆ มาเมื่อฝนไม่ตกตามฤดู แต่ตกก่อนฤดูบ้าง หลังบ้าง ตามสถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญจากการกระทำของมนุษย์ ในวันฝนตกเด็กนักเรียนที่ต้องถอดรองเท้าลุยน้ำไปโรงเรียน ผู้ใหญ่ในชุมชนนั่งมองจากหน้าบ้านและมีความคิดว่า เราจะปล่อยให้ลูกหลานเราโตไปแบบนี้จริง ๆ หรือ ?


เมื่อคนในชุมชนเริ่มหันหน้ามาพูดคุยกัน และหาทางออกจึงพบว่าปัญหาไม่ใช่ฝน แต่เพราะระบบการระบายน้ำของชุมชน ที่ระบายแต่ไม่มีทางออกของน้ำ คำตอบนี้ไม่ได้คิดไปเอง แต่มาจากการปรึกษาและขอคำแนะนำจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อสร้าง และประธานแขวงเขต นำมาสู่การแก้ไขปัญหา ถึงแม้ชุมชนจะต้องระดมทุนกันเองเพื่อจ่ายเงินให้กับการเชื่อมทางระบายน้ำออกไป เพราะชุมชนในขณะนั้นยังไม่ได้รับการจดทะเบียน


หลังจากการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำพี่ ๆ ในชุมชนกลับพบว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่อยากช่วยกันแก้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ สภาพแวดล้อม หรือความสัมพันธ์ของผู้คนในหมู่บ้าน
ชุมชนกล้าดีจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เชื่อว่าปัญหาของชุมชนไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง

พี่วาและทีมแกนนำพยายามชวนคนในชุมชนปรับพฤติกรรมการจัดการขยะและน้ำมันใช้แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาท่ออุดตันและน้ำท่วมขัง เริ่มจากการชวนสมาชิกเข้าร่วมโครงการ "บ้านนี้ไม่เทรวม" ของ กทม. และคัดแยกขยะภายในครัวเรือนอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงแรกจะมีทั้งคนที่ไม่เห็นด้วย และคนที่รู้สึกว่าปัญหาเหล่านั้นไม่ได้กระทบกับตัวเอง

เคล็ดลับสร้างแรงจูงใจ : หลังจากพอมีโครงการจากชุมชนยกกำลังดีมาสนับสนุน ชุมชนได้นำไอเดียจากเพื่อนชุมชนยกกำลังดีมาปรับใช้ มีลูกเล่น โน้มน้าวเพื่อนบ้านมากขึ้น ด้วยการจัดกิจกรรมนำขยะที่คัดแยกแล้วและน้ำมันใช้แล้วมาแลกของใช้จำเป็น เช่น ไข่ ข้าวสาร และน้ำมันพืช ทำให้คนในชุมชนเห็นว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในบ้านของตัวเอง สามารถช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาของชุมชนได้จริง เมื่อเวลาผ่านไป เสียงคัดค้านก็ค่อยๆ ลดลง เมื่อผู้คนเริ่มเห็นผลจากการลงมือทำร่วมกัน
มีกิจกรรม แต่ไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง ปัญหานี้มีทางออกที่สร้างโดยคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญของส่วนรวม คุณปู่คนหนึ่งในหมู่บ้านยกพื้นที่หน้าบ้านของตัวเองให้กลายเป็น พื้นที่รวมตัวของชุมชน ลานเล็ก ๆ หน้าบ้าน กลายเป็นสถานที่จัดกิจกรรม พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และช่วยกันคิดว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะดีขึ้นได้อย่างไร

“หนึ่งในวิธีสำคัญที่ชุมชนใช้คือการชวนเด็ก ๆ เข้ามามีส่วนร่วม”

เพราะพี่ๆ แกนนำชุมชนเชื่อว่า หากเด็กเรียนรู้เรื่องการคัดแยกขยะ การดูแลสิ่งแวดล้อม หรือการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เด็กจะนำเรื่องเหล่านี้กลับไปเล่าต่อที่บ้าน และค่อย ๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวของตัวเอง

ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนชุมชนก็ไม่ได้มีเพียงคนรุ่นผู้ใหญ่
ลูกหลานของแกนนำหลายคนเข้ามาช่วยเติมเต็มในสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่ถนัด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การสื่อสาร หรือการจัดการข้อมูล ทำให้การทำงานของชุมชนเดินหน้าต่อได้ในรูปแบบที่ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป

ผู้ใหญ่ลงมือทำเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้คนรุ่นหลังเติบโต ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตที่ตัวเองจะใช้ชีวิตอยู่
นี่แหละคือชุมชนยกกำลังดี ในรูปแบบของ ชุมชนกล้าดี

ชุมชนที่เชื่อว่าการดูแลสิ่งแวดล้อม คือการดูแลอนาคตของคนรุ่นต่อไป

#ชุมชนยกกำลังดี #ชุมชนไม่จดทะเบียน #สสส #ชุมชนกล้าดี
#สร้างสรรค์โอกาส

ที่นี่ชุมชนบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว (บึงนายพล) อยู่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ หากใครนึกไม่ออกขอบอกง่าย ๆ ว่า อีกนิดเดียวจะออ...
30/06/2026

ที่นี่ชุมชนบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว (บึงนายพล) อยู่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ หากใครนึกไม่ออกขอบอกง่าย ๆ ว่า อีกนิดเดียวจะออกฉะเชิงเทราแล้ว

เราจะพาไปรู้จักกับอีกหนึ่งชุมชนที่ต้องย้ายบ้านมาบุกเบิกพื้นที่ใหม่ จากป่ายางกลายเป็นบ้านมั่นคง ที่ชาวชุมชนจากหลากหลายพื้นที่เข้ามาอาศัยอยู่

“พี่อ้น”เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ย่านลาดพร้าว บ้านเดิมของครอบครัวตั้งอยู่ริมคลองและอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่โครงการบ้านมั่นคงและการก่อสร้างเขื่อนจะทำให้ชุมชนต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

“จะอยู่ที่เดิมและเช่าที่ดินต่อ หรือจะเริ่มต้นชีวิตใหม่บนที่ดินผืนใหม่”
หลายครอบครัวเลือกย้ายมาอยู่ที่บึงนายพล และความความจริงแรกที่พบคือ พื้นที่แห่งนี้ยังไม่มีอะไรเลย จากสายตาของผู้คนในวันนั้น บึงนายพลเป็นเพียงป่าสวนยางที่รกทึบ เต็มไปด้วยต้นไม้และพื้นที่ว่างเปล่า ไม่มีความเป็นชุมชนให้เห็นเหมือนทุกวันนี้

ผู้คนจากหลายพื้นที่ ทั้งลาดพร้าว บางเขน บางบัว และวัดสามัคคีธรรม ฯ ค่อยๆ ย้ายเข้ามาปักหลักสร้างชีวิตใหม่ร่วมกัน หลายคนต้องเปลี่ยนอาชีพ ปรับวิถีชีวิต และเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ เพราะที่นี่ห่างไกลจากเมืองที่หางานได้หลากหลาย บางคนเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ หน้าบ้าน บางคนรับจ้างทำงานสารพัดอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด

จากพื้นที่ที่เคยมืดเงียบในยามค่ำคืน ค่อย ๆ มีแสงไฟ มีบ้านเรือน และมีผู้คนเพิ่มขึ้นทีละหลัง ไฟถนนสี่แยก พี่อ้นแกนนำชุมชนก็พยายามหาทางติดต่อขอผู้ที่สามารถช่วยได้มาติดให้ ไฟที่ได้มา 4 ดวง ชุมชนคิดแล้วคิดอีกว่าจะติดตรงไหนดีเพื่อให้แสงสว่างได้ทำหน้าที่ได้คุ้มค่าที่สุด ปิดจุดมืดจุดอันตรายของชุมชน

การสร้างชุมชนไม่ได้จบลงแค่การสร้างบ้าน เมื่อผู้คนเริ่มตั้งตัวได้ คำถามใหม่ก็เกิดขึ้นว่า จะทำอย่างไรให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยากใช้ชีวิตอยู่

พี่อ้นและคนในชุมชนจึงเริ่มชวนกันทำกิจกรรมเล็ก ๆ ไม่มีสนามกีฬา ไม่มีศูนย์กิจกรรม มีเพียงลำโพงตัวหนึ่งในซอยเล็ก ๆ

เมื่อเปิดเพลงขึ้นมา เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ก็ออกมาเต้น ออกกำลังกาย และใช้เวลาร่วมกัน หน้าร้านค้าของพี่อ้นถูกจัดเป็นมุมหนังสือเล็กๆ ให้เด็ก ๆ ได้แวะมาอ่านหลังเลิกเรียน ขณะที่ผู้สูงอายุก็ถูกชวนมาร่วมเรียนรู้การทำยาหม่อง พิมเสน สิ่งของใกล้ตัวที่หลายคนใช้เป็นประจำอยู่แล้ว รวมถึงมีการปลูกผักนานาชนิดเอาไว้แบ่งปันกันกินในพื้นที่ที่แม้จะมีจำกัด อย่างน้อย หากทำใช้เองได้ ก็ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน และในอนาคต หากพัฒนาต่อได้ ก็อาจกลายเป็นรายได้ของชุมชนได้เช่นกัน

นอกจากนี้ในตู้เย็นบ้านพี่อ้นมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยขาด นั่นคือ มะละกอ ซึ่งเป็นวัตถุดิบเมนูโปรดของเด็ก ๆ ในชุมชนที่มักจะแวะมาชวนกันทำส้มตำทานเล่นกันอยู่เสมอ
วันนี้บึงนายพลไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของผู้คนที่ถูกโยกย้ายมา แต่เป็นชุมชนที่กำลังสร้างรากใหม่ให้ตัวเองจากผู้คนที่ช่วยกันสร้างความหมายของคำว่า "บ้าน" ขึ้นมาอีกครั้ง

ใครสนใจอยากอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว (บึงนายพล) ติดต่อมาได้เลยที่ สมุนไพรบึงนายพลเขตคลองสามวา 088-924-4971

#ชุมชนยกกำลังดี #ชุมชนไม่จดทะเบียน #ชุมชนบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว(บึงนายพล)
#สร้างสรรค์โอกาส #สสส

ตึกอาจจะร้าง...แต่ "พลังชีวิต" ที่นี่ไม่เคยร้าง  🏢✨"กินข้าวหรือยัง" คำถามธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับป้าผา มันเป็นคำถ...
26/06/2026

ตึกอาจจะร้าง...แต่ "พลังชีวิต" ที่นี่ไม่เคยร้าง 🏢✨
"กินข้าวหรือยัง" คำถามธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับป้าผา มันเป็นคำถามที่อยู่ในใจทุกวัน เพราะทุกคนในชุมชนล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำ บางวันไม่อิ่มท้องด้วยซ้ำไป

ป้าผา หนึ่งในผู้อาศัยในชุมชนตึกร้างเล่าถึงชีวิตตัวเองให้ฟังว่า ตลอดชีวิตของป้าผาการมีบ้านไม่เคยเป็นเรื่องมั่นคง จากนครสวรรค์ ป้าผาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ ครอบครัวเคยขับรถแท็กซี่ เคยรับจ้างที่การไฟฟ้า เคยอาศัยอยู่บริเวณทางด่วนศิริราช ก่อนจะถูกไล่ที่เพื่อก่อสร้างทางด่วน จากนั้นย้ายมาอยู่แถวรางรถไฟ และถูกขับไล่อีกครั้ง

สุดท้ายจึงมาลงหลักปักฐานอยู่ในตึกร้างแห่งนี้ แม้จะเรียกว่า "ตึกร้าง" แต่ที่นี่ไม่เคยร้างผู้คน ที่นี่มีเด็ก มีผู้สูงอายุวัย มีคนเก็บของเก่า คนขี่วินมอเตอร์ไซค์ คนรับจ้าง และคนขายอาหารตามสั่งอย่างป้าผา

หลายคนมีรายได้ไม่แน่นอน หลายมื้อจึงไม่มีสิทธิ์ได้เลือกว่าจะกินอะไร แค่มีอะไรกินก็เพียงพอแล้ว
เมื่อได้รับข่าวคราวว่าที่ไหนมีข้าวสารแจกคนในชุมชนก็มักช่วยกันรับมาแบ่งปันต่อ บางวันรวมวัตถุดิบที่หาได้มาทำอาหารหม้อใหญ่ เน้นปริมาณให้อิ่มท้องก่อน เรื่องรสชาติเป็นเรื่องรอง
เพราะสำหรับคนที่ต้องดิ้นรนทุกวัน การได้กินข้าวครบมื้อก็ถือเป็นเรื่องสำคัญแล้ว
ป้าผาเองขึ้นชื่อเรื่อง "น้ำพริกกากหมู" หลังจากได้เข้าร่วมโครงการยกกำลังดี ได้ทักษะวิชาการทำน้ำพริกมาจากการไปอบรม มาต่อยอดเป็นอาชีพเสริม รสชาติอร่อย ถูกใจ จนเป็นที่รู้จักของเพื่อน ๆ ชุมชนยกกำลังดี ได้รับการตอบรับอย่างดีแถมยังได้รับคำชมและการบอกต่อ และได้ทดลองขายในงานตลาดนัด ตันต้องไม่ตัน และงาน Commune Can Do Face (จำลอง) เมืองยกกำลังดี

วิธีคิดของชาวตึกร้างเชื่อว่า ถ้ามีเหลือ ก็ควรแบ่งปัน ขณะเดียวกัน ความไม่มั่นคงก็ยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิต ข่าวการไล่ที่เริ่มขยับเข้ามาอีกครั้ง
บางพื้นที่ด้านในเริ่มได้รับผลกระทบแล้วและชุมชนตึกร้างเองก็ไม่แน่ใจว่าวันหนึ่งชุมชนแห่งนี้ จะยังอยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอน ก็ยังมีความหวังเล็ก ๆ งอกขึ้นมา

น้องสไปร์ท เด็กรุ่นใหม่ในชุมชน เริ่มทดลองปลูกผักสวนครัวในพื้นที่ที่แทบไม่มีดินให้ปลูก โดยมีผู้ใหญ่ในชุมชนคอยสนับสนุน ทั้งตะไคร้ กะเพรา และชะพลู บางต้นโตได้ดี บางต้นถูกไก่เขี่ยจนรากหลุด บางต้นถูกจิกจนแทบไม่เหลือสภาพ ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ดูแล ค่อย ๆ ประคองกันไป

เพราะสำหรับคนที่ถูกผลักให้ย้ายถิ่นมาหลายครั้ง บ้านที่พวกเขาอยู่อาจไม่ใช่อาคารที่แข็งแรงที่สุด
แต่เป็นผู้คนที่ยังแบ่งข้าวกันกิน ยังช่วยกันปลูกผัก หาหนทางอยู่รอดไปด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งกันในวันที่ชีวิตยากลำบาก และนั่นเป็นสิ่งที่แข็งแรงที่สุดของชุมชนตึกร้างแห่งนี้

#ชุมชนยกกำลังดี #ชุมชนไม่จดทะเบียน #ชุมชนตึกร้าง #สสส
@สร้างสรรค์โอกาส

"ชุมชนภูมิใจ" เกิดจากการรวมตัวของผู้คนจากหลายชุมชนในกรุงเทพมหานคร ที่ต่างเผชิญชะตากรรมคล้ายกัน คือการถูกไล่รื้อและขาดควา...
23/06/2026

"ชุมชนภูมิใจ" เกิดจากการรวมตัวของผู้คนจากหลายชุมชนในกรุงเทพมหานคร ที่ต่างเผชิญชะตากรรมคล้ายกัน คือการถูกไล่รื้อและขาดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย โดยมีทั้งกลุ่มคนจากชุมชนคลองเป้ง เขตวัฒนา ชุมชนลาดบัวขาว เขตสะพานสูง ชุมชนแบนตาโพ เขตคลองสามวา ชุมชนอยู่เย็นเขตลาดพร้าว และชุมชนใต้ทางด่วนดินแดง เขตดินแดง

เมื่อเผชิญกับปัญหาการฟ้องร้องและการสูญเสียที่อยู่อาศัย กลุ่มชาวบ้านจากพื้นที่ต่าง ๆ จึงรวมตัวกันเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิในการมีบ้าน ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายสลัมสี่ภาคและมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ก่อนจะร่วมกันสร้างชุมชนแห่งใหม่ขึ้นในโครงการบ้านมั่นคง จนกลายมาเป็น "ชุมชนภูมิใจ" ในปัจจุบัน

เมื่อผู้ใหญ่ต้องปรับตัวกับชีวิตใหม่ เด็ก ๆ ในชุมชนก็ต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตในสภาพแวดล้อมใหม่เช่นกัน จากเด็กที่เคยอยู่กระจัดกระจายในหลายพื้นที่ ต่างครอบครัว ต่างโรงเรียน ต่างวิถีชีวิต ค่อย ๆ มาใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนแห่งใหม่
พี่จ้ำ เล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้พี่จ้ำอายุเยอะขึ้น แต่ก็ยังต้องการชีวิตที่มีชีวิตชีวา และมองเห็นว่าในชุมชนมีเด็ก ๆ เยอะมาก และเด็กนี่แหละที่เป็นส่วนสำคัญทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนมีความสุขขึ้นได้

จุดเริ่มต้นรวมตัวเด็ก ๆ ช่วงแรกพี่จ้ำมาพร้อมกีตาร์เพียงหนึ่งตัว
เสียงดนตรีกลายเป็นจุดนัดพบเล็ก ๆ ของเด็กในชุมชน นอกจากพี่จ้ำแล้ว ผู้ใหญ่ในชุมชนเองพอเลิกงานหรือวันหยุด ก็จะมารวมตัวกันตั้งวงเล่นดนตรี จนตอนนี้เด็ก ๆ ฝึกร้องเพลง ฝึกเล่นดนตรีด้วยกัน ค่อย ๆ เติบโตเป็น "วงดนตรีเยาวชนภูมิใจ"

ทุกวันอาทิตย์ ณ สถานีเยาวชนภูมิใจริมถนนใต้ต้นไม้ใหญ่จะกลายเป็นพื้นที่แห่งเสียงดนตรี เด็ก ๆ มารวมตัวกันซ้อมเพลง นอกจากดนตรีแล้ว ผู้ใหญ่ในชุมชนอีกหลายคนยังช่วยกันสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ บางครั้งชวนกันทำน้ำยาล้างจาน สบู่ เอาไปใช้และขาย บางครั้งจัดเกมหรือกิจกรรมเล็ก ๆ ในชุมชน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน ได้ลองคิด ลองทำ และค้นหาความชอบของตัวเอง

เมื่อมีงานแสดงหรือกิจกรรมจากภายนอก คุณลุงคุณป้าในชุมชนจะมีรถ 1 คัน เป็นพาหนะประจำวง พาเด็ก ๆ ออกไปขึ้นเวที เพราะพวกเขาเชื่อว่า เด็กทุกคนควรมีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพ และได้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง

จากกีตาร์เพียงหนึ่งตัวในวันนั้น สู่พื้นที่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี และโอกาสในการเติบโตของเด็ก ขอนับถือหัวใจของชาวชุมชนนอกจากการต่อสู้เพื่อบ้าน ยังสร้างสถานีเยาวชนภูมิใจเพื่อเป็นพื้นที่กลางแห่งการเรียนรู้และการเติบโตให้คนรุ่นใหม่ต่อไป

#ชุมชนยกกำลังดี #ชุมชนไม่จดทะเบียน
#สร้างสรรค์โอกาส #สสส

🏢"ชุมชนที่พยายามสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ให้ผู้คนไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว"หากมองจากภายนอก ชุมชนนิรันดร์ซิตี้อาจเป็นเพียงคอนโด...
19/06/2026

🏢"ชุมชนที่พยายามสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ให้ผู้คนไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว"
หากมองจากภายนอก ชุมชนนิรันดร์ซิตี้อาจเป็นเพียงคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่มีอาคารสูงเรียงรายถึง 14 อาคาร สูง 9 ชั้น และมีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมากนับพัน

ที่นี่มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ตามลำพัง หลายคนยังคงต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ขณะที่อีกหลายคนต้องรับบทเป็นผู้ดูแลลูกหลานหรือสมาชิกในครอบครัวที่ป่วยติดเตียงและพิการ

พี่กานต์ กับป้าณัฐ เล่าให้ฟังว่า “เหตุมันเกิดจากความเหงา” ในช่วงเย็นของทุกวันจะเห็นผู้สูงอายุลงมานั่งหน้าอาคาร บางคนนั่งเหม่อ บางคนนั่งคุยกัน ที่ขั้นบันไดหน้าตึก เป็นพื้นที่เริ่มรวมตัวกัน ซึ่งพี่ ๆ ไม่ได้เป็นนิติบุคคล ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลอาคาร และไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อใคร แต่เลือกตัดสินใจเช่าห้องเล็ก ๆ หนึ่งห้องในตึกท้ายซอย เพื่อสร้างพื้นที่กลางสำหรับคนในชุมชน

"ห้องเล็ก ๆ แห่งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาวะร่วมกัน"
เมื่อพบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากมีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวและไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายที่หนักเกินไปได้ ชุมชนจึงเลือกใช้แนวทางดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับวัยมากกว่า ทั้งการเรียนรู้เรื่องอาหาร การใช้สมุนไพร การนวด และการดูแลสุขภาพตามแนวทางแพทย์แผนไทย
กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ช่วยดูแลเพียงสุขภาพกาย แต่ยังสร้างโอกาสให้ผู้คนได้ออกมาพบปะ พูดคุย และรับฟังกันทั้งในยามทุกข์และสุข

ปัญหาของที่นี่ไม่ได้มีเพียงโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเครียด ความกังวล และภาระทางเศรษฐกิจที่ผู้คนต้องแบกรับในแต่ละวัน เพราะการอยู่คอนโดฯในลักษณะนี้ จะต้องมีค่าส่วนกลางที่ทุกห้องต้องรับผิดชอบ

ความเปราะบางเหล่านี้สะท้อนออกมาในรูปของปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกหมดหวัง ซึ่งเป็นประเด็นที่ชุมชนให้ความสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ สิ่งที่ช่วยประคับประคองผู้คนไว้คือการพึ่งพาอาศัยกัน
คนในชุมชนช่วยกันพาเพื่อนไปโรงพยาบาล แบ่งปันสิ่งของที่ได้รับบริจาค บอกต่อข่าวสารกิจกรรม และคอยสังเกตดูแลกันในชีวิตประจำวัน สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี การสื่อสารยังคงอาศัยเครือข่ายปากต่อปากผ่านร้านค้าเล็ก ๆ ภายในชุมชน เช่น ร้านซักรีด หรือร้านชำประจำตึก

นอกจากนี้ชุมชนยังพยายามเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอก ทั้งมูลนิธิและหน่วยงานด้านสุขภาพ เพื่อจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพ พัฒนาศักยภาพแกนนำ และสร้างระบบดูแลกันเองภายในชุมชน

จากห้องเล็ก ๆ หนึ่งห้อง ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของคนธรรมดา ที่มองเห็นความทุกข์ของคนรอบข้าง และเชื่อว่าท่ามกลางคอนโดฯที่เต็มไปด้วยผู้คนหลายพันคน ควรมีพื้นที่ให้ได้พบกัน พูดคุยกัน และรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ต้องเผชิญชีวิตเพียงลำพัง

#ชุมชนยกกำลังดี #ชุมชนไม่จดทะเบียน #ชุมชนนิรันดร์ซิตี้ #สสส สร้างสรรค์โอกาส

จาก “สถานีมืด” สู่ “เส้นทางปลอดภัย”ถ้าบอกว่านี่คือ “กรุงเทพฯ” หลายคนอาจนึกถึงรถติด ตึกสูง และความเร่งรีบ แต่เมื่อเดินเข้...
16/06/2026

จาก “สถานีมืด” สู่ “เส้นทางปลอดภัย”
ถ้าบอกว่านี่คือ “กรุงเทพฯ” หลายคนอาจนึกถึงรถติด ตึกสูง และความเร่งรีบ แต่เมื่อเดินเข้าไปในชุมชนดอกรักริมทาง ผู้คนที่นี่สัญจรโดยใช้รถไฟเป็นหลักทั้งไปโรงเรียนและไปทำงาน ความรู้สึกกลับคล้ายหลุดเข้าไปอยู่ในต่างจังหวัดเล็ก ๆ มากกว่า

ชุมชนดอกรักริมทาง มีจำนวนกว่า 57 หลังคาเรือน อาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายรุ่น ชาวชุมชนส่วนใหญ่เป็นแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ทั้งพนักงานขับรถเมล์ พ่อค้าแม่ค้า พนักงานกวาดถนน และคนทำงานอีกหลากหลายอาชีพ รวมถึงบางบ้านก็เก็บดอกรักไปขายที่ร้านดอกไม้

🌟สิ่งที่น่าสนใจ คือพลังของคนในชุมชนที่ “พยายามซ่อมแซมชีวิตร่วมกัน” ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น
• กิจกรรมปรับพื้นที่เสี่ยง เพิ่มพื้นที่ปลอดภัย ตัดหญ้าริมทางในพื้นที่รกร้างที่เป็นทางสัญจรไปมาของเด็ก ๆ และคนทำงาน
•จัดแข่งกีฬา ซ้อมเต้น ระบายสี รวมถึงชวนกันออกแบบเกมที่เยาวชนช่วยกันคิด และทดลองเล่น
•กิจกรรมทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ในครอบครัว

“ผู้สูงอายุที่เคยเก็บตัวในบ้าน ตอนนี้ออกมาเจอกัน ทักทายกัน และทำกิจกรรมร่วมกันแล้ว”

พี่บุ๋ม หนึ่งในแกนนำชุมชน เล่าว่า ความท้าทายแรกเริ่มคือการดึงผู้สูงอายุให้ออกจากบ้าน หลายคนอยู่ลำพัง ไม่ค่อยออกมาพบปะ และมีปัญหาสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน และไขมัน
แทนที่จะเริ่มจากกิจกรรมใหญ่โต ชุมชนเลือกเริ่มจากสิ่งง่ายที่สุด คือการเดินเข้าไปหาถึงบ้าน คัดกรองสุขภาพ ชวนมาทำกิจกรรมกลุ่มเล็ก ๆ และค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคยทีละน้อย

ฟังดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่สำหรับผู้สูงอายุที่เคยอยู่ในบ้านอย่างเงียบเหงา การมีคนเดินมาชวน พูดคุย และกินข้าวด้วย คือการได้รับการมองเห็นอีกครั้ง

นอกจากผู้สูงอายุแล้ว เด็ก ๆ ในชุมชนก็มีพื้นที่ของตัวเองเช่นกัน ชุมชนดอกรักริมทางเริ่มขยับขยายความสัมพันธ์ไปเชื่อมกับชุมชนข้างเคียง ทำให้เด็ก ๆ สามารถมารวมตัวกันทำอาหาร ซ้อมเต้น เล่น และเรียนรู้ร่วมกันได้ ที่สวนสาธารณะของชุมชนเชื่อมสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงเดินข้ามทางรถไฟเท่านั้น และในช่วงชุมชนข้างเคียงมีกิจกรรมเด็ก ๆ ก็ได้ร่วมไปโชว์การแสดงที่ซ้อมเต้นกันไว้ เกิดเป็นรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ภูมิใจอีกด้วย
เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่ชุมชนสร้างความสัมพันธ์ข้ามรางชุมชนจนเกิดพื้นที่ร่วมกันระหว่างชุมชน
.

เมื่อเริ่มเห็นพลังของคนภายในชุมชน ความกล้าที่อยากพัฒนาชุมชนจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เกิดการพัฒนาศาลารอรถไฟ

ทุกเช้า เด็ก ๆ ในชุมชนจะขึ้นรถไฟฟรีไปโรงเรียนในละแวกใกล้เคียง เช่น วัดสิงห์และวัดพรหมแดนที่ห่างออกไปเพียง 1 สถานี
การปรับปรุงพื้นที่สถานีรถไฟสามแยกโดยมีชาวชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนจึงเป็นการสะท้อนพลังของชุมชนอีกอย่างหนึ่ง เดิมทีทางเดินไปขึ้นรถไฟของเด็ก ๆ ในทุกเช้าเป็นพื้นที่มืด รกร้าง และไม่ปลอดภัย ชุมชนจึงร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ ติดตั้งไฟโซลาร์เซลล์ตลอดเส้นทาง ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบสถานีรถไฟ และเปลี่ยนสถานีเก่าที่ทรุดโทรมให้กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถหลบแดด หลบฝน และมีที่นั่งรออย่างปลอดภัย
ชุมชนดอกรักริมทาง คือกรุงเทพฯ อีกด้านหนึ่ง ด้านที่ยังมีความเป็นบ้าน มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และมีคนธรรมดาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเองให้ปลอดภัย อบอุ่น และมีความหวังมากขึ้นทีละนิด 🚂

#ชุมชนยกกำลังดี #ชุมชนไม่จดทะเบียน #ชุมชนดอกรักริมทาง
#สร้างสรรค์โอกาส #สสส

ที่อยู่

บางกอกฮับ 128/7 จรัญสนิทวงศ์ 38 แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย
Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชุมชนยกกำลังดี Commune Can Doผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์