18/03/2025
“เด็กกลุ่มนี้ เส้นทางเขาอาจจะแคบกว่าคนอื่นนิดนึง แสงสว่างข้างหน้ามันทำให้มองเห็นทางแยกน้อยกว่าเด็กคนอื่นนิดนึง เราก็เหมือนได้ส่องไฟให้เขา แล้วให้เขาเลือกเองว่าจะไปทางไหนได้”
กร-ปกรณ์ นาวาจะ กล่าวถึงเด็กนอกระบบการศึกษา ในโครงการ ‘จวนละอ่อนจาม’ ที่เขามีส่วนในการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ ณ ชุมชนวัดร้องหลอด อ.พาน จ.เชียงราย
กรบอกว่า ที่นี่แบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม 1. กลุ่มที่อยากออกจากระบบการศึกษาเอง 2. กลุ่มที่จำเป็นต้องออก และ 3. กลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษาเลย “ซึ่งพอทำงานจริงๆ เรามองเห็นเลยว่า สุดท้ายเด็ก 1 คนมากับปัญหาของเขาเอง ปัจเจกมาก ไม่สามารถเอาวิธีการแก้ปัญหาของเด็กคนนี้ไปลงกับเด็กคนนี้ได้เลย”
ดังนั้นกิจกรรมในโครงการจึงต้องออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและเงื่อนไขของเด็กแต่ละคน แต่โดยหลักๆ แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ทำให้เขารักตัวเองให้ได้ก่อน”
“เขาโดนสังคมตัดสินมาเยอะแล้ว เราก็เลยไม่อยากให้เขาเองตัดสินตัวเองด้วย พยายามให้เขาโอบกอดตัวเองให้ได้ มองหาข้อดีของตัวเอง”
“มองหาข้อดีเสร็จก็มองหาทรัพยากรด้วย ตอนนี้ในมือเรามีอะไรบ้าง ทักษะเรามีอะไรบ้าง คอนเนกชั่นเรามีใครบ้าง ให้เขาเขียนออกมาให้ได้เยอะที่สุด แล้วให้เขามองเห็นประโยชน์ของสิ่งที่ตัวเองมีในตอนนั้นน่ะ ว่ามันกลายเป็นอะไรได้บ้าง”
“น้องบางคนก็คิดว่าตัวเองไม่มีมาตลอด คิดว่าตัวเองถูกกดขี่มาตลอด แต่พอมาสำรวจปุ๊บ บอกว่าเราก็มีลู่ทางในชีวิตอยู่นะ มันยังพอจะเป็นไปอย่างนี้ได้อยู่ หลังจากนั้นเราจะให้เขาลองวางแผนชีวิตตัวเองดู อีก 5 ปีข้างหน้า จากทรัพยากรที่ตัวเองมี มันจะเป็นยังไงได้บ้าง”
“หลังจากนั้นเราก็จะพาน้องไปสำรวจชุมชนต่อ เพื่อให้เห็นว่าผู้ประกอบการในชุมชนเขาเป็นอะไรมาก่อน เขาทำอะไรมา แล้วเขาสร้างรายได้จากการอยู่ในชุมชนยังไง เราไม่อยากพาเขาออกไปไกลมาก อยากให้เขาเห็นว่าในพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่ มันก็สามารถที่จะดำรงชีวิตได้”
“จากพาร์ทที่พาเด็กไปดูงาน บางคนชอบสกิลนั้นไปเลย อย่างน้องผู้หญิงคนนึงชอบทำเล็บ เราก็ซัปพอร์ตเขาเรื่องอุปกรณ์ ส่วนการหาลูกค้าก็มีหลายคนช่วย สร้างรายได้ให้กับน้อง หลายคนได้โอกาสจากที่ไปดูงานมา ด้วยความใฝ่รู้ของเขาเอง เขาก็ได้ไปต่อ”
กรมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย “ถ้าเด็กปลอดภัย เด็กจะเปิด จะกล้าที่จะเรียนรู้” เช่นเดียวกับคนในชุมชนที่มาให้ความรู้เด็กๆ พอเขารู้สึกว่าเด็กไม่ได้ถูกบังคับมา เด็กอยากมา เขาก็จะอยากให้ “...มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำงาน 1 ปี โดยที่เราแค่เป็นตัวเชื่อม”
ในฐานะบัณฑิตครุศาสตร์ กรบอกว่าการทำงานกับเด็กนอกระบบทำให้เปลี่ยนมุมมองเรื่องการศึกษาไปตลอดกาล
“ทำไมเราถึงไม่พัฒนาบุคลากรที่จะมารองรับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำไมสถาบันผลิตครู ถึงผลิตครูแต่อยู่ในระบบ ทำตามตัวชี้วัดต่างๆ นานา อะไรอย่างเงี้ย ก็ได้มุมมองนี้มาจากการทำงานนี้ หลายๆ อย่างที่เราเรียนมาในคณะแทบจะไม่ได้ใช้ คำว่าตัวชี้วัดเนี่ย ชี้วัดอะไรไม่ได้เลยนะ วัดผลอย่างนี้ สอบให้ได้คะแนนเท่านี้ ผ่านเกณฑ์เท่าโน้นเท่านี้ ก็ใช้ไม่ได้อีกเลย
เพราะสิ่งที่เราเห็นคือมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้น แล้วการเรียนรู้มันมีทุกที่ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอด และการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องวัดประเมินด้วยกฎเกณฑ์ หรือเกณฑ์กลางที่ตัดสินเด็กออกมาเป็นเกรด แค่ได้เห็นเขายิ้มกับชีวิตที่เขามี มองเห็นอนาคตตัวเองว่าทำอะไรได้บ้าง และเด็กบางคนรู้ว่าฉันต้องไปเรียนอะไรต่อ เพื่อที่จะทำให้ชีวิตข้างหน้าฉันดีขึ้น อันนี้คือดีแล้ว”
อ่านบทความ “เราก็แค่ส่องไฟให้เขาเลือกเส้นทางเอง” ปกรณ์ นาวาจะ นักออกแบบการเรียนรู้ผู้ขอเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้เด็กนอกระบบ https://thepotential.org/creati.../pakorn-learning-designer/
“เด็กกลุ่มนี้ เส้นทางเขาอาจจะแคบกว่าคนอื่นนิดนึง แสงสว่างข้างหน้ามันทำให้มองเห็นทางแยกน้อยกว่าเด็กคนอื่นนิดนึง เราก็เหมือนได้ส่องไฟให้เขา แล้วให้เขาเลือกเองว่าจะไปทางไหนได้”
กร-ปกรณ์ นาวาจะ กล่าวถึงเด็กนอกระบบการศึกษา ในโครงการ ‘จวนละอ่อนจาม’ ที่เขามีส่วนในการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ ณ ชุมชนวัดร้องหลอด อ.พาน จ.เชียงราย
กรบอกว่า ที่นี่แบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม 1. กลุ่มที่อยากออกจากระบบการศึกษาเอง 2. กลุ่มที่จำเป็นต้องออก และ 3. กลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษาเลย “ซึ่งพอทำงานจริงๆ เรามองเห็นเลยว่า สุดท้ายเด็ก 1 คนมากับปัญหาของเขาเอง ปัจเจกมาก ไม่สามารถเอาวิธีการแก้ปัญหาของเด็กคนนี้ไปลงกับเด็กคนนี้ได้เลย”
ดังนั้นกิจกรรมในโครงการจึงต้องออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและเงื่อนไขของเด็กแต่ละคน แต่โดยหลักๆ แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ทำให้เขารักตัวเองให้ได้ก่อน”
“เขาโดนสังคมตัดสินมาเยอะแล้ว เราก็เลยไม่อยากให้เขาเองตัดสินตัวเองด้วย พยายามให้เขาโอบกอดตัวเองให้ได้ มองหาข้อดีของตัวเอง”
“มองหาข้อดีเสร็จก็มองหาทรัพยากรด้วย ตอนนี้ในมือเรามีอะไรบ้าง ทักษะเรามีอะไรบ้าง คอนเนกชั่นเรามีใครบ้าง ให้เขาเขียนออกมาให้ได้เยอะที่สุด แล้วให้เขามองเห็นประโยชน์ของสิ่งที่ตัวเองมีในตอนนั้นน่ะ ว่ามันกลายเป็นอะไรได้บ้าง”
“น้องบางคนก็คิดว่าตัวเองไม่มีมาตลอด คิดว่าตัวเองถูกกดขี่มาตลอด แต่พอมาสำรวจปุ๊บ บอกว่าเราก็มีลู่ทางในชีวิตอยู่นะ มันยังพอจะเป็นไปอย่างนี้ได้อยู่ หลังจากนั้นเราจะให้เขาลองวางแผนชีวิตตัวเองดู อีก 5 ปีข้างหน้า จากทรัพยากรที่ตัวเองมี มันจะเป็นยังไงได้บ้าง”
“หลังจากนั้นเราก็จะพาน้องไปสำรวจชุมชนต่อ เพื่อให้เห็นว่าผู้ประกอบการในชุมชนเขาเป็นอะไรมาก่อน เขาทำอะไรมา แล้วเขาสร้างรายได้จากการอยู่ในชุมชนยังไง เราไม่อยากพาเขาออกไปไกลมาก อยากให้เขาเห็นว่าในพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่ มันก็สามารถที่จะดำรงชีวิตได้”
“จากพาร์ทที่พาเด็กไปดูงาน บางคนชอบสกิลนั้นไปเลย อย่างน้องผู้หญิงคนนึงชอบทำเล็บ เราก็ซัปพอร์ตเขาเรื่องอุปกรณ์ ส่วนการหาลูกค้าก็มีหลายคนช่วย สร้างรายได้ให้กับน้อง หลายคนได้โอกาสจากที่ไปดูงานมา ด้วยความใฝ่รู้ของเขาเอง เขาก็ได้ไปต่อ”
กรมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย “ถ้าเด็กปลอดภัย เด็กจะเปิด จะกล้าที่จะเรียนรู้” เช่นเดียวกับคนในชุมชนที่มาให้ความรู้เด็กๆ พอเขารู้สึกว่าเด็กไม่ได้ถูกบังคับมา เด็กอยากมา เขาก็จะอยากให้ “...มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำงาน 1 ปี โดยที่เราแค่เป็นตัวเชื่อม”
ในฐานะบัณฑิตครุศาสตร์ กรบอกว่าการทำงานกับเด็กนอกระบบทำให้เปลี่ยนมุมมองเรื่องการศึกษาไปตลอดกาล
“ทำไมเราถึงไม่พัฒนาบุคลากรที่จะมารองรับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำไมสถาบันผลิตครู ถึงผลิตครูแต่อยู่ในระบบ ทำตามตัวชี้วัดต่างๆ นานา อะไรอย่างเงี้ย ก็ได้มุมมองนี้มาจากการทำงานนี้ หลายๆ อย่างที่เราเรียนมาในคณะแทบจะไม่ได้ใช้ คำว่าตัวชี้วัดเนี่ย ชี้วัดอะไรไม่ได้เลยนะ วัดผลอย่างนี้ สอบให้ได้คะแนนเท่านี้ ผ่านเกณฑ์เท่าโน้นเท่านี้ ก็ใช้ไม่ได้อีกเลย
เพราะสิ่งที่เราเห็นคือมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้น แล้วการเรียนรู้มันมีทุกที่ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอด และการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องวัดประเมินด้วยกฎเกณฑ์ หรือเกณฑ์กลางที่ตัดสินเด็กออกมาเป็นเกรด แค่ได้เห็นเขายิ้มกับชีวิตที่เขามี มองเห็นอนาคตตัวเองว่าทำอะไรได้บ้าง และเด็กบางคนรู้ว่าฉันต้องไปเรียนอะไรต่อ เพื่อที่จะทำให้ชีวิตข้างหน้าฉันดีขึ้น อันนี้คือดีแล้ว”
อ่านบทความ “เราก็แค่ส่องไฟให้เขาเลือกเส้นทางเอง” ปกรณ์ นาวาจะ นักออกแบบการเรียนรู้ผู้ขอเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้เด็กนอกระบบ https://thepotential.org/creative-learning/pakorn-learning-designer/
เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ