มูลนิธิรณรงค์ เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ASH THAILAND

มูลนิธิรณรงค์ เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ASH THAILAND มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
www.ashthailand.or.th
www.smokefreezone.or.th

การทำซีเอสอาร์ของบริษัทบุหรี่ เป้าหมายเพื่อแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบ     แม้ว่า พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 จะห้ามโ...
21/09/2026

การทำซีเอสอาร์ของบริษัทบุหรี่ เป้าหมายเพื่อแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบ
แม้ว่า พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 จะห้ามโฆษณาสินค้าบุหรี่ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่บริษัทบุหรี่ทั้งไทยและต่างประเทศ ก็พยายามอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ทำซีเอสอาร์ ผ่านการบริจาคเงิน สิ่งของให้องค์กรต่าง ๆ
ในปี พ.ศ.2546 ซีอีโอบริษัทบุหรี่ฟิลิป มอร์ริส ประเทศไทย นายพอล ดิวแมน จูเนียร์ ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข “เรียน รัฐมนตรีสุดารัตน์ ฟิลิปมอร์ริส (ประเทศไทย) มีนโยบายสนับสนุนโครงการแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ของเด็ก ๆ เราต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของบริษัทเราว่า เราไม่ต้องการให้เด็ก ๆ สูบบุหรี่” ขอเชิญให้ร่วมเปิดตัวโครงการรณรงค์ป้องกันวัยรุ่นไม่ให้สูบบุหรี่ในเอเชียรวมทั้งประเทศไทย แต่ รมว.สุดารัตน์ ปฏิเสธที่จะร่วมมือ
ปีเดียวกัน บริษัทฟิลิป มอร์ริส ประเทศไทย เสนอจะบริจาคเงิน 3 ล้านบาท ให้กระทรวงศึกษาธิการ ทำโครงการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในเด็กนักเรียน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ปองพล อดิเรกสาร ไม่รับเงินที่บริษัทบุหรี่บริจาค
เราไปพบเอกสารภายในของสถาบันยาสูบ องค์กรที่เป็นล็อบบี้ยิสต์ของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ บันทึกไว้ว่า “โครงการป้องกันวัยรุ่นไม่ให้สูบบุหรี่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาพให้แก่บริษัท ไม่ใช่เพื่อป้องกันวัยรุ่นไม่ให้สูบบุหรี่ และอาจจะช่วยสกัดกั้น หรือ ปวิงเวลาออกกฎระเบียบควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบ” (ปี พ.ศ.2525)
ขณะที่เอกสารภายในของบริษัทบุหรี่ฟิลิป มอริส ปี พ.ศ.2534 เขียนว่า ความสำเร็จของโครงการป้องกันมิให้เยาวชนสูบบุหรี่ ได้แก่
1. ลดการออกกฎหมายที่มีผลจำกัด หรือห้ามขาย และกิจกรรมการตลาดของสินค้าของเรา
2. ทำให้กลุ่มธุรกิจ กลุ่มผู้ปกครองและครู สนับสนุนเรามากขึ้น
3. ผ่านกฎหมายที่เป็นคุณแก่บริษัทเรา
และ โครงการคืนกำไรแก่สังคม 5 ปี วัตถุประสงค์ “เพื่อสร้างสัมพันธ์ภาพกับภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม และความสัมพันธ์กับรัฐบาล”

จากหลักฐานบางส่วนที่กล่าวแล้ว มาตรา 5.3 อนุสัญญาควบคุมยาสูบ ว่าด้วยการป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบ โดยบริษัทบุหรี่หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แนะนำให้ภาคีประเทศ เปิดโปงและไม่ยอมรับการทำซีเอสอาร์ของบริษัทบุหรี่
ซึ่งประเทศไทยห้ามบริษัทบุหรี่ทำซีเอสอาร์ บัญญัติไว้ในมาตรา 35 พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
21 กันยายน 2569

อ้างอิง:
หนังสือ 2 ทศวรรษ การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี�https://www.ashthailand.or.th/uploads/ckfiles/1656403736_2%20ทศวรรษการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่.pdf

หนังสือฉีกหน้ากากอุตสาหกรรมบุหรี่
https://online.anyflip.com/gwew/gnho/mobile/index.html

ทำไมจึงห้ามบริษัทบุหรี่บริจาค-ทำซีเอสอาร์ เป็นคำถามจากภาคี ทำไมจึงห้ามเขา “คืนกำไรแก่สังคม”      นับถึงปี พ.ศ.2567 ทั่วโ...
20/09/2026

ทำไมจึงห้ามบริษัทบุหรี่บริจาค-ทำซีเอสอาร์ เป็นคำถามจากภาคี ทำไมจึงห้ามเขา “คืนกำไรแก่สังคม”
นับถึงปี พ.ศ.2567 ทั่วโลกมี 74 ประเทศที่ห้ามบริษัทบุหรี่ แสดง “ความรับผิดชอบขององค์กร” ผ่านการบริจาค อุปถัมภ์ หรือกิจการอื่น ๆ ที่เรียกว่า “แสดงความรับผิดชอบ” ต่อสังคม และบังคลาเทศ ห้ามเมื่อปีที่แล้ว รวม 75 ประเทศ และยังมีอีก 51 ประเทศที่ห้ามเผยแพร่การทำซีเอสอาร์ของบริษัทบุหรี่ เพราะพบว่า งบประชาสัมพันธ์การทำซีเอสอาร์ จะเป็น หลาย ๆ เท่าของงบที่ทำซีเอสอาร์
อนุสัญญาควบคุมยาสูบฯ ที่มี 183 ประเทศเป็นรัฐภาคี มาตรา 5.3 ว่าด้วยการป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยบริษัทบุหรี่ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีข้อแนะนำให้รัฐภาคี ห้าม ไม่ยอมรับการทำซีเอสอาร์ โดยบริษัทบุหรี่ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะการทำซีเอสอาร์ เป็นการสร้างภาพแก่ผลิตภัณฑ์ยาสูบ แก่ผู้ประกอบการ และนำไปสู่การแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยบริษัทบุหรี่
นอกจากอนุสัญญาควบคุมยาสูบแนะนำให้ ห้ามบริษัทบุหรี่ทำซีเอสอาร์แล้ว สหประชาชาติยังมีนโยบาย ไม่รับบริจาค ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมใด ๆ ของบริษัทบุหรี่ เพราะยาสูบเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 3
กาชาดสากล ก็มีนโยบาย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทบุหรี่ เพราะธุรกิจบุหรี่ ทำลายสุขภาพและชีวิต ซึ่งขัดกับพันธกิจของกาชาด ในการดูแลสุขภาพและช่วยชีวิตคน
ประเทศไทยได้ออกกฎหมาย ห้ามบริษัทบุหรี่หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทำซีเอสอาร์ อยู่ในมาตรา 25 พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560
ร่างกฎหมายเดิมที่เสนอ มาตรา 35 ห้ามทำซีเอสอาร์โดยไม่มีข้อยกเว้น แต่น่าเสียดายมาก ที่กฎหมายที่ผ่านออกมา มีการยกเว้น ให้บริษัทบุหรี่ ทำซีเอสอาร์ได้กับฝ่ายที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานกิจการยาสูบ เช่น ชาวไร่ยาสูบ ผู้ค้าปลีก และพนักงานของบริษัทบุหรี่
บทบัญญัติที่ห้ามบริษัทบุหรี่ทำซีเอสอาร์ เป็นบทที่บริษัทบุหรี่วิ่งเต้นคัดค้านหนักที่สุด จนเกิดข้อยกเว้นในกฎหมาย
จุดอ่อนของกฎหมายไทยนี้ ทำให้บริษัทบุหรี่ บริจาคให้แก่ชาวไร่ยาสูบ และอาศัยชาวไร่ยาสูบ ในการขัดขวางนโยบายควบคุมยาสูบ นโยบายขึ้นภาษี ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงทุกวันนี้
ทิ้งทายที่องค์การอนามัยโลกชี้ว่า บริษัทบุหรี่ไม่สามารถแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมได้ เพราะผลิตและขายสินค้าเสพติดที่ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิต หากจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมจริง ๆ ต้องเลิกกิจการนี้ไปเลย
แต่เนื่องจากบุหรี่ยังเป็นสินค้าถูกกฎหมาย ความรับผิดชอบขั้นต่ำที่สุด ที่บริษัทบุหรี่พึงมี คือ“การปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่แทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบ” อย่างที่ทำอยู่ทั่วโลก ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
ตอบคำถามที่ว่า “ทำไมจึงห้ามบริษัทบุหรี่บริจาค-ทำซีเอสอาร์”

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
20 กันยายน 2569

อ้างอ้ง:
https://ggtc.world/library/tobacco-industrys-corporate-social-responsibility-ban-global-status-as-of-june-2024
https://mahidol.ac.th/temp/2022/04/smoke1.pdf

20/09/2026
ทำไมศูนย์ควบคุมโรคอเมริกาจึงแนะนำให้รัฐต่าง ๆ ลงทุนควบคุมยาสูบปีละ 7-8 หมื่นล้านบาท     เมื่อวานนี้ผมเขียนถึง ที่ศูนย์คว...
19/09/2026

ทำไมศูนย์ควบคุมโรคอเมริกาจึงแนะนำให้รัฐต่าง ๆ ลงทุนควบคุมยาสูบปีละ 7-8 หมื่นล้านบาท
เมื่อวานนี้ผมเขียนถึง ที่ศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา แนะนำให้มลรัฐต่าง ๆ ในอเมริกา ใช้งบประมาณอย่างน้อยที่สุดต่อหัวประชากร 244 บาทต่อปี รวมแล้วเป็นเงินอย่างน้อย 76,734 ล้านบาทต่อปี สำหรับประชากร 300 กว่าล้านคน
งบประมาณของมลรัฐที่กล่าวแล้ว ไม่รวม งบประมาณของหน่วยงานควบคุมยาสูบของรัฐบาลกลาง เช่น FDA ที่เป็นองค์กรที่ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ส่วนงานที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวังยาสูบในศูนย์ควบคุมโรค CDC และสำนักงานควบคุมยาสูบของรัฐบาลกลาง ซึ่งไม่รู้ตัวเลขว่าเป็นเท่าไร
ในแต่ละมลรัฐของสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานควบคุมยาสูบประจำรัฐ ที่มีอัตรากำลัง ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนัก ผู้ประสานงานนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร ผู้ประสารงานด้านการเลิกใช้ยาสูบ จนทเฝ้าระวังและประเมินผล จนทฝ่ายงานคลัง และจนทฝ่ายสนับสนุน
CDC ได้กำหนดงบประมาณต่อหัวขั้นตำ่ สำหรับ โครงการที่ชุมชนมีส่วนร่วม 90 บาทต่อหัวประชากร การสื่อสารรณรงค์สุขภาพอย่างทั่วถึงในรัฐ 38.9 บาท การสนับสนุนการเลิกสูบ 83.5 บาท การเฝ้าระวัง/ ประเมินผล 21.4 บาท และฝ่ายบริหารจัดการ/ สนับสนุน 10.5 บาท รวม 244 บาทต่อหัวประชากรต่อปี และหากเปิดเข้าไปดูรายละเอียด จะพบว่า แต่ละรัฐจะมีข้อมูล อัตราการสูบบุหรี่ จำนวนคนตายจากการสูบบุหรี่ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลคนที่ป่วยจากการสูบบุหรี่ ค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในการควบคุมยาสูบ
การติดตามจากCDC พบว่า มีรัฐจำนวนไม่มาก ที่ใช้เงินควบคุมยาสูบถึงระดับขั้นต่ำตามที่แนะนำ ข้อมูลจาก AI พบว่า งบรวมที่รัฐต่าง ๆ ใช้ไป เท่ากับ 728.6 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณปีละ 2 หมื่น 4 พันกว่าล้านบาท ซึ่งก็ยังมากกว่างบประมาณที่ สสส. สนับสนุนปีละ 300 ล้านบาทถึง 80 เท่า
จะเห็นว่าหากเทียบการควบคุมยาสูบของแต่ละ “มลรัฐ” ของอเมริกา กับ แต่ละ “จังหวัด” ของประเทศไทย ของเรายังห่างไกลจากสิ่งที่ควรจะเป็นมาก ทั้งด้านอัตรากำลังและงบประมาณสนับสนุนเพื่อการควบคุมยาสูบ
ถามว่าอเมริกาทำไมจึงลงทุนใช้งบประมาณจำนวนมากในการควบคุมยาสูบ CDC ให้ตัวเลขว่า ในปี พ.ศ.2561 ค่ารักษาพยาบาลคนที่ป่วยจากสูบบุหรี่ เท่ากับ 240 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7.92 ล้านล้านบาท (มากกว่า 2 เท่าของงบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยปี พ.ศ.2570 ที่เพิ่งผ่านสภาฯ ที่เท่ากับ 3.788 ล้านล้านบาท) และความสูญทางเศรษฐกิจ/ ผลิตภาพจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลา เท่ากับ 372 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 12,276 ล้านล้านบาท
จึงอยากบอกคนในรัฐบาลว่า งบประมาณที่ สสส. ใช้สนับสนุนการควบคุมยาสูบปีละ 300 ล้านบาท เทียบกับค่ารักษาพยาบาลคนไทยที่ป่วยจากการสูบบุหรี่ ปีละ 8 หมื่นกว่าล้านบาท จริง ๆ แล้วยังน้อยเกินไป ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
19 กันยายน 2569

อ้างอิง:
https://stacks.cdc.gov/view/cdc/21697

งบควบคุมยาสูบต่อหัวประชากรของอเมริกา เท่ากับ 53 เท่าของงบควบคุมยาสูบต่อหัวที่ สสส. ให้การสนับสนุน    มีคำถามมาว่าการที่ ...
18/09/2026

งบควบคุมยาสูบต่อหัวประชากรของอเมริกา เท่ากับ 53 เท่าของงบควบคุมยาสูบต่อหัวที่ สสส. ให้การสนับสนุน
มีคำถามมาว่าการที่ สสส. สนับสนุนงบประมาณปีละ 300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ มีผลงานคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่
เรื่องนี้ อนุสัญญาควบคุมยาสูบ องการอนามัยโลก มาตรา 26 ระบุว่ารัฐภาคีต้องเข้าใจความสำคัญ และต้องจัดงบประมาณสนับสนุน ในการที่จะบรรลุการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ เพื่อลดคนสูบบุหรี่
ขอนำตัวอย่างที่ศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา CDC กำหนดระดับงบประมาณที่เหมาะสม สำหรับรัฐต่าง ๆ ที่จะนำไปสนับสนุนงานโครงการควบคุมยาสูบ เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 (Best Practice for Comprehensive To***co Control Programs)
การติดตามผลถึงปี พ.ศ.2552 พบว่า การเพิ่มขึ้นของงบประมาณสนับสนุนการควบคุมยาสูบของรัฐต่าง ๆ ตามเกณฑ์ที่ศูนย์ควบคุมโรค CDC แนะนำ สัมพันธ์กับอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงของนักเรียนชั้นมัธยมในอเมริกา (อินโฟ)
ในปี พ.ศ.2557 CDC ได้ปรับปรุงประกาศงบประมาณที่ “เหมาะสม” สำหรับโครงการควบคุมยาสูบทั่วประเทศเท่ากับ 3,306.3 ล้านดอลลาร์ (109,107 ล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ ต่อ 33 บาท)
CDC ยังได้กำหนดงบประมาณสนับสนุนโครงการควบคุมยาสูบขั้นต่ำสำหรับทั่วประเทศ 2,325.3 ล้านดอลลาร์ (76,734 ล้านบาท) ต่อปี
CDC ยังกำหนด งบประมาณสนับสนุนที่เหมาะสมต่อหัวประชากร 10.53 ดอลลาร์ (347.4 บาท) หรืออย่างน้อย 7.41 ดอลลาร์ (244.5 บาท) ต่อปี ตามประชากรของแต่ละรัฐที่มีอยู่
ข้อแนะนำของ CDC สำหรับงบประมาณที่เหมาะสมในการสนับสนุนโครงการการควบคุมยาสูบของรัฐต่าง ๆ ยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้
หากเทียบกับประเทศไทย ที่ สสส. ใช้งบประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี สำหรับโครงการควบคุมยาสูบทั่วประเทศ หากคิดต่อหัวประชากร 65 ล้านคน จะเท่ากับ 4.6 บาท ต่อคนต่อปี ดังนั้น งบโครงการควบคุมยาสูบต่อหัวประชากรของสหรัฐอเมริกา จึงคิดเป็น 53 เท่า ของงบโครงการควบคุมยาสูบของประเทศไทย
พรุ่งนี้ จะเขียนรายละเอียดที่ CDC แนะนำการใช้งบควบคุมยาสูบสำหรับรัฐต่าง ๆ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
18 กันยายน 2569

อ้างอิง:
https://stacks.cdc.gov/view/cdc/21697

18/09/2026
ยูเอ็น : ประเทศไทยต้องเพิ่มการลงทุนป้องกันและควบคุม NCDs      ขณะนี้ หลาย ๆ ฝ่ายยังวุ่นอยู่กับปัญหาโรงพยาบาลรัฐประสบภาวะ...
17/09/2026

ยูเอ็น : ประเทศไทยต้องเพิ่มการลงทุนป้องกันและควบคุม NCDs
ขณะนี้ หลาย ๆ ฝ่ายยังวุ่นอยู่กับปัญหาโรงพยาบาลรัฐประสบภาวะงบประมาณไม่เพียงพอ ในการรักษาผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทอง เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคความดันสูง โรคเส้นเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง เบาหวาน มะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง และโรคอ้วน เป็นภาระใหญ่ ด้านการให้บริการและงบประมาณของโรงพยาบาลรัฐ เฉพาะคนไทยที่ป่วยจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่แต่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีจำนวนกว่า 1,300,000 คน ตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก จากสถิติที่มีคนไทยเสียชีวิตจากสูบบุหรี่ปีละ 6 หมื่นกว่าคน และทุก ๆ หนึ่งคนที่เสียชีวิต จะมี 20 คน ที่ป่วยจากการสูบบุหรี่แล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่
ยูเอ็น ได้ส่ง คณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (Joint Mission of the United Nations Interagency Task Force on the Prevention and Control of Noncommunicable Diseases) จำนวน 8 คน มาร่วมประชุมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม พ.ศ.2561

ข้อเสนอในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนงบประมาณภาครัฐ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพประชาชน
1. ยกเลิกภาษีบุหรี่หลายอัตรา และขึ้นภาษีบุหรี่มวนเองอย่างมีนัยสำคัญ
2. เพิ่มภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
3. เพิ่มนวตกรรมด้านภาษียาสูบ แอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อป้องกันและควบคุม NCDs อันรวมถึง กองทุน สสส. งบสนับสนุนการป้องกันโรค/ สร้างเสริมสุขภาพ ของ สปสช. และงบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
4. เพิ่มงบประมาณสำหรับสร้างเสริมสุขภาพของทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกคองส่วนท้องถิ่นเพื่อการป้องกันและควบคุม NCDs

จะเห็นว่า ในความเห็นของผู้แทนจากยูเอ็น ประเทศไทยต้องลงทุนในการป้องกันและควบคุม NCDs มากกว่านี้ เป็นความจำเป็นที่จะต้องลงทุน เพื่อลดการเจ็บป่วยจาก NCDs ลดภาระโรงพยาบาล และงบประมาณในการรักษาคนป่วย ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าที่จะคอยรักษาคนที่ป่วยแล้วมาก
ผู้เชี่ยวชาญยังมีความเห็นว่า กระทรวงต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการป้องกันและควบคุม NCDs ซึ่งในขณะนี้แทบจะไม่มีการตั้งงบประมาณสำหรับสนับสนุนการป้องกันและควบคุม NCDs เลย
ขณะที่มีบางกระทรวงตั้งงบประมาณสำหรับสร้างเสริมสุขภาพ เวลาพิจารณา สำนักงบประมาณบอกให้ไปขอ สสส. ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากยูเอ็น มีความเห็นว่า งบที่ สสส. มีอยู่ ไม่เพียงพอที่จะใช้ในการป้องกันและควบคุม NCDs
ความน่ากังวลมากที่สุดคือ ผู้นำประเทศไม่เข้าใจว่า การป้องกันและควบคุม NCDs ต้องมีส่วนร่วมจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ฝากความรับผิดชอบไว้กับการรณรงค์ให้ความรู้ โดยฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้ง สสส. เท่านั้น

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
17 กันยายน 2569

อ้างอิง:
https://iris.who.int/server/api/core/bitstreams/ee80f299-f909-421f-a8b7-c6dba5dc8daa/content

เห็นด้วยกับ ศ.สุชาติ : สสส. ไม่ควรลงไปทำการรักษาพยาบาล     ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื...
16/09/2026

เห็นด้วยกับ ศ.สุชาติ : สสส. ไม่ควรลงไปทำการรักษาพยาบาล

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์เมื่อวันที่ 15 กันยายน : “ปช ไม่ต้องร่วมจ่าย ไม่เลิกบัตรทอง” โดยเสนอถึงการปรับปรุงการทำงานของ กระทรวงสาธารณสุข สปสช. และ สสส. ดังนี้
(6.1) กระทรวงสาธารณสุข = เจ้าภาพ Public Health ให้รับผิด ชอบการป้องกันโรคระดับประชากร เช่น การควบคุมและการเฝ้าระวังโรคระบาด สุขาภิบาล อนามัยสิ่งแวดล้อม วัคซีนระดับประเทศ และมาตรการด้านสาธารณสุข
(6.2) สสส. = Health Promotion ให้ทำงานต้นน้ำ เช่น บุหรี่ สุรา อุบัติเหตุ อาหาร การออกกำลังกาย สุขภาพเด็ก และการสื่อสารสาธารณะ ไม่ควรลงไปทำการรักษาพยาบาล
(6.3) สปสช. = Purchaser ซื้อบริการสุขภาพให้ปช. จึงควรย้ายงานต่อไปนี้ออกจาก สปสช. คืองานประชุม อบรม รณรงค์ สร้างเครือข่าย การทำสื่อ โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และโครงการชุมชนที่ซ้ำกับ สสส. และกระทรวงสาธารณสุข

ผมขอแสดงความคิดเห็นเฉพาะ ข้อ (6.2) ที่ว่า สสส. ไม่ควรลงไปทำการรักษาพยาบาล
เรื่องนี้ขอให้ไปดูวัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง สสส. มาตรา 5 อนุ (1) ถึง (6) ที่ระบุถึงขอบข่ายงานที่กองทุน สสส. จะให้การสนับสนุน และมาตรา 9 กำหนดให้กองทุนมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 5
ดังนั้น การที่จะนำเงินจากกองทุน สสส. ไปสนับสนุนอะไรที่เกี่ยวกับการบริการรักษาพยาบาล จึงไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พรบ. กองทุน สสส.
ที่ ศ.ดร.สุชาติ ใช้คำว่า สสส. ไม่ “ควร” ลงไปทำการรักษาพยาบาล หากพิจารณาตามที่บัญญัติอยู่ใน พรบ. สสส. จะไม่สามารถนำเงินของกองทุนไปสนับสนุนการรักษาพยาบาลได้เลย เพราะจะเป็นการกระทำที่ขัดหรือผิดกฎหมายก็ว่าได้
โจทย์จึงเป็นตามที่ ศ.ดร.สุชาติ เสนอ ว่าทั้งกระทรวงสาธารณสุข สปสช. และ สสส. จะทำงานเสริมกันอย่างไร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพของประชาชนและการสาธารณสุขของประเทศไทย

ส่วนเรื่องการลงทุนป้องกันและควบคุม NCDs ซึ่งเป็นผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ทำให้งบรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นไม่หยุด ผมจะเขียนที่ คณะทำงานระหว่างหน่วยงานสหประชาชาติ แนะนำรัฐบาลไทยไว้เมื่อปี พ.ศ.2562 ต่อไป

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
16 กันยายน 2569

อ้างอิง:
http://youtube.com/post/UgkxD28UQNPcr1IX2CRE_893SbCE-6w_OR9_?si=P5CBjo4vcJTsiCr_
https://dol.thaihealth.or.th/resourcecenter/sites/default/files/documents/_ph.s._2544-1_0.pdf

สาเหตุที่จำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ลดลงช้ามาก     ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงน้อยมาก และจำนวนคนสู...
15/09/2026

สาเหตุที่จำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ลดลงช้ามาก
ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงน้อยมาก และจำนวนคนสูบบุหรี่เกือบจะคงที่อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคน
ในจำนวนนี้ มีคนที่สูบบุหรี่ยาเส้นอย่างเดียว 2,065,046 คน สูบยาเส้นร่วมกับบุหรี่มวน 2,940,308 คน และสูบยาเส้นร่วมกับสูบบุหรี่ไฟฟ้า 8,913 คน รวมแล้วมีคนไทยที่สูบยาเส้น 5,014,267 คน
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับภาษียาเส้นของประเทศไทย Roll Your Own excise tax policies and public health ที่เตรียมขึ้นตามคำขอจากกรมสรรพสามิต เพื่อประกอบนโยบายการขึ้นภาษียาเส้น กันยายน ปี พ.ศ.2562 ระบุว่า “ความแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างราคาบุหรี่มวนที่ผลิตจากโรงงาน และยาเส้นมวนเอง เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อการควบคุมยาสูบของประเทศไทยเพราะ ภาษียาเส้นที่เก็บในอัตราที่ต่ำมาก ทำให้ราคาขายถูกมาก ส่งเสริมให้มีการใช้ยาเส้นในกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย เช่น วัยรุ่น และคนยากจน เป็นอุปสรรคต่อความพยายามที่จะป้องกันนักสูบหน้าใหม่
ความแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างราคายาเส้นกับบุหรี่มวน ทำให้นักสูบเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ยาเส้นที่ราคาถูกกว่ามาก แทนที่จะเลิกสูบ หรือสูบน้อยลง ซึ่งลดทอนผลดีที่จะเกิดจากการขึ้นภาษี รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายที่รัฐบาลจะมีรายรับจากภาษีเพิ่มขึ้น
ดังนั้น จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องขึ้นภาษียาเส้นโดยเร็ว เป็นมาตรการลำดับต้น ๆ ในการควบคุมยาสูบที่มีประสิทธิภาพ
ความแตกต่างที่ชัดเจนมากระหว่างภาษีของยาสูบแต่ละชนิด เสี่ยงที่จะ “บ่อนทำลาย” การควบคุมยาสูบของประเทศไทยทั้งระบบ จากการที่ทำให้มีทางเลือกที่ถูกกว่า และเข้าถึงง่ายโดยวัยรุ่น และคนยากจน และทำให้คนที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนมาใช้ยาสูบที่ราคาถูกกว่า แทนที่จะเลิกสูบ (จบอ้างอิงจากรายงานขององค์การอนามัยโลก)
นอกจากปัญหาที่เกิดจากนโยบายภาษียาเส้นที่กล่าวแล้ว การควบคุมยาสูบของประเทศไทย ยังมีปัญหาการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยบริษัทบุหรี่ การควบคุมบุหรี่หนีภาษี การบังคับใช้กฎหมายห้ามขายบุหรี่แก่คนที่อายุไม่ถึง 20 ปี และการห้ามแบ่งซองขายเป็นมวนมวน การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การโฆษณา และขายบุหรี่ออนไลน์ (ซึ่งผิดกฎหมาย) การรักษาการเลิกสูบบุหรี่ที่มีคนมาใช้บริการน้อยมาก ฯลฯ
จะเห็นว่า การควบคุมยาสูบ/ ลดคนสูบบุหรี่ ความสำคัญอยู่ที่การกำหนดนโยบายภาษี นโยบายสาธารณะ และการปฏิบัติตามนโยบายและกฎหมาย
การรณรงค์พิษภัย มีความจำเป็นที่จะกระตุ้น ชี้แนะให้มีการกำหนดนโยบายสาธารณะที่จำเป็นตามที่กำหนดอยู่ในอนุสัญญาควบคุมยาสูบฯลฯ

ที่มีการตั้งคำถามว่า คนสูบบุหรี่ไม่ลดลง สสส. และฝ่ายที่ทำงานควบคุมยาสูบ ทำงานคุ้มกับงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะถามและไปตรวจสอบได้ แต่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล ต้องไม่เข้าใจผิดว่า การจะลดจำนวนคนสูบบุหรี่ เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายที่รณรงค์ไม่สูบบุหรี่/ สสส. เท่านั้น
เพราะหากคิดเช่นนี้ เป็นการมองข้ามความสำคัญของกระทรวงอื่น/ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยงข้อง ที่จะต้องให้ความสำคัญกับงานควบคุมยาสูบด้วย ทำให้ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งจะทำให้ความคืบหน้าของงานควบคุมยาสูบของประเทศเป็นไปได้ยาก ซึ่งจะเป็นภาระต่อระบบบริการรักษาโรค และภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
15 กันยายน 2569

อ้างอิง:
WHO Policy Note: Roll Your Own excise tax policies and health.
World Health Organization. Geneva, Switzerland. September 2019

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารรณรงค์ สื่อสังคมออน...
15/09/2026

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารรณรงค์ สื่อสังคมออนไลน์ ครั้งที่ 1/2569 ภายใต้คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานด้านส่งเสริมบทบาทเยาวชนเป็นนักสื่อสารสร้างค่านิยมที่ไม่สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สนับสนุนโดย สสส. ณ ห้องประชุมชั้น 2 มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

โดยได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมพูดคุยและให้แนวทางในการดำเนินงานด้านการสื่อสาร ซึ่งที่ประชุมมีตัวแทนจากเครือข่ายเยาวชน อาทิเช่น สื่อสร้างสรรค์ Media Move, สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย, ผู้แทนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.), ผู้แทนสมาคมนิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติ ประเทศไทย (IFMSA-Thailand), ผู้แทนสโมสรนักศึกษารามาธิบดีประจำปีการศึกษา 2569, ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย, ผู้แทนกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข, ผู้แทนเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.), และผู้แทนมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมหารือ ข้อเสนอแนวทางการสื่อสารรณรงค์ สร้างกระแสสังคม สื่อสารให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย แต่ละวัย แต่ละกลุ่ม เพื่อสร้างค่านิยมใหม่และเพื่อปกป้องเด็กไทยจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

ที่อยู่

36/2 ซ. ประดิพัทธ์10 ถ. ประดิพัทธ์ สามเสนใน พญาไท
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:30
อังคาร 09:00 - 17:30
พุธ 09:00 - 17:30
พฤหัสบดี 09:00 - 17:30
ศุกร์ 09:00 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6622781828

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ มูลนิธิรณรงค์ เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ASH THAILAND โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิรณรงค์ เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ASH THAILAND:

ทางลัด

แชร์