สมรสเท่าเทียม Marriage Equality

สมรสเท่าเทียม Marriage Equality เครือข่ายคณะทำงานเคลื่อนไหวเพื่อส?

29/01/2026
01/04/2025
23/12/2024

“ผมจะโดนโบสถ์สะพานเหลือง ‘ไล่ออก’ จากการเป็นสมาชิก”
ซัน สิทธวีร์ ธีรกุลชน คริสต์ศาสนิกชนและผู้ก่อตั้งกลุ่มลำธารสีรุ้ง (Rainbow Stream) กล่าวผ่าน Facebook Sitthavee Teerakulchon โดยระบุในโพสต์ว่าทีมผู้นำโบสถ์ได้มีการแจ้งให้เขาลาออกเองภายในหนึ่งเดือน หลังไปช่วยประกอบพิธีแต่งงานแบบคริสต์ให้คริสตศาสนานิกชน LGBTQ+ และก่อนหน้านี้ ทีมผู้นำโบสถ์ได้มีการตักเตือนเขามาก่อนแล้วจากการนำเสนอแนวคิด Affirming Theology ในช่วงท้ายของโพสต์ สิทธวีร์ระบุว่าเขาไม่มีความตั้งใจที่จะลาออก และต้องให้ฝ่ายโบสถ์สะพานเหลืองเป็นผู้ออกจดหมายไล่ออกจากตามเหตุผลที่แจ้งไว้ คือ ‘หลักข้อเชื่อไม่ตรงกัน’
อ่านโพสต์ฉบับเต็ม: https://bit.ly/3DDJXEp
หลักข้อเชื่อดังกล่าว คือแนวคิดศาสนศาสตร์แห่งการรับรอง (Affirming Theology) ตามหลักคริสตศาสนาที่จะยืนยันว่าความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของน้ำพระทัยพระเจ้า, รับรองว่า LGBTQ+ เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพระเจ้า, สนับสนุน LGBTQ+ ในการติดตามและรับใช้พระเจ้า และเสริมสร้างชีวิตที่บริบูรณ์ของ LGBTQ+ ตามที่พระเจ้าสร้างมา แนวคิดนี้สนับสนุนให้มีการตีความพระคัมภีร์โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับบริบทของยุคสมัย และโอบรับทุกคนทุกเพศอย่างแท้จริง
ปัจจุบัน LGBTQ+ ยังถูกกีดกันจากการนับถือศาสนาคริสต์ และมีการยอมรับแบบมีข้อจำกัด บางส่วนมองว่าการเป็น LGBTQ+ ที่เป็นคริสต์เป็นเรื่องผิดบาป และบางส่วนมองว่าเป็นซาตานเข้าสิง หรือหนักที่สุดคือไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคริสตศาสนิกชนอีกต่อไป และในเอเชีย มีเพียง 6 คริสตจักรเท่านั้นที่เปิดรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีคริสตจักรใดยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเคยมีการจัดพิธีสมรสตามหลักศาสนาคริสต์ระหว่างคุณเรญ่าและคุณแทมไปแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งในพิธีสมรสดังกล่าว สิทธิวีร์ก็ได้เข้าร่วมพิธีในฐานะนายพิธีและตัวแทนกลุ่มคริสเตียน LGBTQIA+ ด้วย
อ้างอิง
List of Christian denominations affirming LGBT people: https://bit.ly/4fCpPzY
#พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
"กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”

06/11/2024
08/09/2024

วิมานหนาม: การเบียดขับของอัตลักษณ์ทับซ้อน โดย สุมาลี โตกทอง

มีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์วิมานหนามร่วมกับเพื่อนในกลุ่ม LGBTIQN+ ที่โรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์มีการทำให้เห็นรายละเอียดและสื่อสัญญะมากมาย จนเก็บได้ไม่หมดในการดูหนึ่งรอบ สังเกตได้ว่า บทวิเคราะห์ที่ปรากฏออกมาของหลายๆ คนก็มีการนำเสนอแง่มุมที่หลากหลาย ที่แต่ละคนเลือกสื่อสารเพื่อสร้างการเรียนรู้ ในมิติต่าง ๆ ฉันเองก็พยายามเขียนในรวดเดียว และมีจุดที่อยากจะเสนอมุมมองเป็นอีกบทความหนึ่ง

ขอชื่นชมการผูกเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าการเริ่มต้นนำเสนอทำให้เห็นความจงใจที่จะตั้งต้นในประเด็นความสัมพันธ์ของคู่รัก ชาย-ชาย ที่ไม่มีผลทางกฎหมาย เป็นตัวต้นเรื่องในการเดินเรื่อง และเป็นการเดินทางที่เพิ่มความเข้มข้นขึ้นในผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มองว่า ภาพยนตร์มีทั้งส่วนที่สะท้อนความสำคัญของการรับรองตามกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งงาน หรือการใช้ชีวิตคู่แบบคนรักเพศเดียวกันที่สมควรถูกรับรองเป็นการให้สิทธิการสมรส และอีกส่วนที่คิดว่าสำคัญมากๆ คือ การสะท้อนการเบียดขับกันเองของคนที่มีอัตลักษณ์ชายขอบ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งอำนาจคือ การเป็นเจ้าของที่ดิน ทำให้ทุกฝั่ง ทั้งทองคำ แม่แสง และโอ๋ ต่างต้องดิ้นรนต่อสู้ เพื่อเข้าถึงการได้เป็นเจ้าของผืนดินนี้ตามกฎหมาย ภาพยนตร์ใช้การช่วงชิงผืนดินโดยตั้งคำถามกับความชอบธรรมที่แต่ละฝ่ายมี การตั้งคำกับความไม่เป็นธรรมที่แต่ละคนได้รับกันในระดับปัจเจค แต่สะท้อนได้ว่า ที่มาของการช่วงชิงอำนาจในการครอบครองทรัพย์สินคือ มาจากเรื่องเชิงโครงสร้างที่มีการกำหนดลำดับชั้นของการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินผืนนั้นไว้

เสกเป็นลูกชายของพ่อที่ได้รับมอบกรรมสิทธิ์ในมรดกที่ดิน พร้อมกับหนี้ที่ต้องชดใช้ก่อนจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของตามกฎหมาย ภาพยนตร์ทำให้เห็นว่า เขามีคู่รักเป็นชายเพศเดียวกัน คือ ทองคำ ที่ร่วมหัวจมท้ายในการสนับสนุน ช่วยเหลือในการปลดหนี้ของเสก ปลูกบ้านอยู่ด้วยกันในสวนทุเรียน และลงทุนด้านเงินเพื่อให้เสกใช้แรงในการทำสวน ซึ่งเสกปรากฏตัวชัดเจนว่า เป็นคนที่มีองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ แต่เป็นชายคนจน ที่มีแม่สูงอายุที่เดินไปไหนมาไหน ช่วยตัวเองไม่ได้ โอกาสที่จะใช้เวลาและมีเงินลงทุนนั้นทำได้ยากมาก หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนรัก ในมิตินี้ ทองคำจึงรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมในสวนทุกเรียนที่กำลังจะประสบความสำเร็จจากน้ำพักและน้ำแรงร่วมกัน

ภาพยนตร์เปิดโรงด้วยการกล่าวถึงกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น และเป็นประเด็นตั้งต้นในการเดิเรื่องโดยเปิดตัวการใช้ชีวิตของคู่รัก ของเสกและทองคำ ที่ทั้งคู่แยกตัวออกมาอยู่ด้วยกันลำพังสองคน ในบ้านที่ปลูกใหม่ ในสวนทุเรียน สังเกตว่า เป็นการอยู่กันลำพัง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังจะไปด้วยดี เสกเป็นเจ้าของที่ดินตามมรดก ฉโนดที่ดินที่พ่อสลักหลังให้เป็นเจ้าของด้วยกฎหมาย

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างเสกและทองคำ ในการใช้ชีวิตคู่ จะเห็นการมีโลกส่วนตัวของรักและกัน การช่วยเหลือเกื้อกูล ร่วมทุกข์และสุข ทองคำสนับสนุนการลงทุนในสวนทุเรียน ขายบ้านในเมืองเพื่อมาปลูกบ้านอยู่กับเสกในสวนทุกเรียน เป็นการสร้างเนื้อสร้างตัวไปด้วยกัน ภายใต้กรรมสิทธิ์ที่ดินของฝ่ายอีกฝ่าย เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองการลงทุนอื่นๆ ในที่ดินของอีกฝ่าย

ได้เห็นภาพความสุขของทั้งสองคนจากความสำเร็จในการใช้หนี้ นำมาสู่ความไว้วางใจ และการแต่งงาน (กันเองสองคน) ไม่มีพิธีกรรมใดๆ นอกจากการตกลงกันสองคนว่า แต่งงานกัน เป็นไปตามที่คนในสังคมมักบอกว่า การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน (??) และเรื่องนี้สะท้อนความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ที่ถูกทำให้เป็นโลกของคนสองคน ขณะที่การใช้ชีวิตมีมิติของครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม ความเชื่อ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งการรับรองการมีชีวิตคู่ และการเป็นกรรมสิทธิในทรัพย์สิน

เสกและทองคำต้อง หนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับระบบเชิงโครงสร้าง เมื่อทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี วิมานกลายเป็นหนามทิ่ม เมื่อเสกตาย

เสกตกต้นทุกเรียนและอาการสาหัส หัส ต้องเข้ารับบริการผ่าตัด แต่เงื่อนไข ระเบียบต่าง ๆ ในระบบสาธารณสุข ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกันที่จะทำหน้าที่เซ็นต์ยินยอมให้เกิดการรักษาได้ทันท่วงที เราได้ยินเสียงทองคำ ร้องไห้ เสียงร้องขออำนาจเพื่อเซนต์แทน เพื่อให้เสกได้รับบริการทางการแพทย์ ได้เห็นความลำบากใจของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ให้ความสำคัญระเบียบและกฎหมายมากกว่าชีวิตของมนุษย์ที่ควรต้องช่วยให้รอดในภาวะวิกฤต เป็นการหลั่งน้ำตากับชะตากรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น การรับรู้การแต่งงานกันเพียงลำพังสองคน ถูกตั้งคำถามเพราะท้ายสุด การไม่อยู่ในการรับรองในระบบรัฐ ระเบียบราชการหรือกฎหมาย นำมาซึ่งการขาดสิทธิในการดูแลและรักษาชีวิต และการเข้าถึงบริการการทางการแพทย์

ฉากในงานพิธีศพของเสก เราเห็นทองคำเดินเก้กังตามหลังในขบวนแห่ เขาไม่ได้ยืนเคียงข้างแม่ในฐานะคนรักของเสก และเลือกไปอยู่ปลายโรงศพของเสก อย่างลำพัง ฉากที่โม๋ถอดแหวนทอง หรือแหวนแต่งงานออกจากนิ้วนางในร่างเสก ส่งให้แม่ บอกว่าเป็นแหวนของพี่เสก ตามมาด้วยความสะเทือนใจ ทองคำพูดไม่ได้ว่า คือแหวนแต่งงานของเขาทั้งคู่ ทำให้คนดูต้องตั้งคำถามว่าคนในบ้านเสกยอมรับทองคำหรือไม่? ค่อยๆ เผย

ความชอบธรรมในการเป็นเจ้าของที่ดินระหว่าง ทองคำกับแม่ และโม๋ ทุกคนเห็นว่าตนต่างมีความชอบธรรมในการเป็นเจ้าของที่ดิน แม่แสง มีความชอบธรรมในฐานะความเป็นแม่ที่เลี้ยงดูลูกชายมา อย่างยากลำบาก และเป็นทายาททางสายเลือดที่กฎหมายรับรอง ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและลงทุนกับผืนดินนี้จนหมดตัว แต่ไม่มีชื่อ โม๋เป็นเมียที่ไม่เปิดเผย แต่ทำหน้าที่ภรรยาไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งชีวิตและอนาคตทั้งหมดมาเพื่อเสก รัฐไทย ใช้กฎหมายมาเป็นตัวตัดสินความขัดแย้ง แม่แสงได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน เสกต้องเป็นคนอื่น ทนายความที่เป็นกลุ่มความหลากหลายทางเพศบอกกับทองคำ “คนอย่างพวกเรา อย่าโง่กับผู้ชาย” กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไม่ได้เป็นธรรมมากพอจะใส่ใจในรายละเอียดของสถานการณ์ ส่วนโม๋เธอเห็นโอกาสที่จะรอรับการส่งทอดที่ดินมรดกได้เพราะทำดีกับแม่แสงมาตลอด

โม๋ถูกเดินเรื่องให้อยู่ในนระบบรักเดียวใจเดียว รอวันที่เสกจะทำพิธีแต่งงานให้ตามประเพณีอย่างเจ็บปวด เธอมาอยู่บ้านเสกโดยยังไม่ได้แต่งงาน โม๋สะท้อนภาพหญิงที่ซื่อสัตย์กับผัวด้วยการทำหน้าที่ดูแลแม่สามี และได้เงินใช้จากที่เสกเอามาให้แม่แสงใช้ แม่แสงใช้ โม่และแม่แสงยังอาศัยในบ้านเก่าผุพังนอกพื้นที่สวนทุกเรียน (เพราะบ้านนั้นคือบ้านที่ทองคำสร้าง) แต่เมื่อเสกตาย เธอมีความชอบธรรมที่ในการเป็นเจ้าของที่ดินต่อจากแม่แสง ไม่ใช่ทองคำที่ไม่ได้อยู่ในสถานะอะไรในบ้าน

การมีอยู่ของโม๋ อยู่กับความเจ็บปวดที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นเมีย และแม่แสงก็มีท่าทีดูถูกเพราะเธอยังไม่ถูกยอมรับสถานะเมียตามประเพณีที่ต้องแต่งงาน โม๋มีความกดดันจากบทบาทผู้หญิง และต้องยอมรับการนอกใจของเสก ในแง่มุมที่ต้องมีคนมาช่วยสามีทำงาน แต่เมื่อถูกตอกย้ำด้วยความรู้สึกว่า สามีไม่ได้รัก ทำให้เรื่องราวของโม๋กับทองคำ เป็นการต่อสู้กัน
ทองคำอาศัยเพศกำเนิดชายที่มีความรู้ที่ด้จากเสกในการทำสวนทุเรียน มาต่อรองเพื่อเป็นคนหาเงิน และได้อยู่ที่เดิม แม่แสงเป็นเจ้าของที่ดินตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถสร้างผลผลิตเองได้ ทำให้แม่แสงและโม๋ ต้องยินยอมให้กับทองคำ ทองคำก็ใช้โอกาสช่วงชิงอำนาจของแม่แสงจากโม๋ เช่น ใช้การเข้าถึงพื้นที่ทางศาสนาของเพศกำเนิดชาย บวชแทนคุณแม่แสงแทนเสก ทองคำมีองค์ความรู้ด้านทำสวนทุเรียน ไปติดต่อธุรกิจนอกพื้นที่ได้ ขณะท่โม๋ มีเพศกำเนิดหญิง เป็นผู้ตาม ถูกบอกว่าเธอไม่มีความรู้และหาเงินไม่เป็น (และโม๋ก็เชื่อ) สิ่งที่โม๋ทำคือ เคียงข้างแม่ผัวและเริ่มเรียกร้องด้วยอำนาจของผู้ดูแลแม่แสงที่ช่วยตัวเองไม่ได้ให้ส่งทอดมรกดที่ดินกับเธอ

เสกผู้เป็นศูนย์กลางของทุกคน เสกชายที่เป็นความคาดหวังของครอบครัว ชายที่มีคุณสมบัติพร้อมในความเป็นชาย เป็นคนขยัน รับผิดชอบต่อหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว แม้จะไม่มีเศรษฐานะ แต่เป็นที่พึ่งให้คนในบ้าน การทำสวนทุเรียนถือเป็นความรู้ การทำกินที่ผู้หญิงอย่างโม๋ไม่ได้ถูกสอน การพาผู้หญิงเข้าบ้าน โดยไม่ได้ทำพิธีแต่งงาน ก็ได้รับการผ่อนปรน เพราะการดูถูกเหยียดหยามตกอยู่ที่โม๋ที่ยอมมาอยู่กับผู้ชาย แม่ผัวจึงมีท่าทีทั้งรักทั้งกดขี่ ทั้งแม่แสงและโม๋ ยอมให้เสกพาผู้ชายอีกคนในฐานะคนรักมาอยู่และทำสวนทุเรียนด้วยกัน ทั้งที่โม๋เจ็บปวดและแม่แสงไม่ได้ยอมรับเช่นกัน แต่ทุกอย่างได้รับการผ่อนปรน

เสกได้เป็นใจกลางของความรัก เป็นที่พึ่งพิง และได้รับการผ่อนปรนเพราะความเป็นชายที่ต้องรับบทหนักในการเป็นผู้นำ ความสัมพันธ์ของเสกกับทองคำ และความสัมพันธ์ของเสกกับโม๋ จึงเป็นแบบไม่มีใครถามและไม่ต้องพูดถึงมัน เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ทุกอย่างสิ้นชีวิตโดยไม่ได้ส่งทอดมรดก การช่วงชิงอำนาจจึงก่อเกิด

การเข้าถึงอำนาจและทรัพยากรของคนอัตลักษณ์ทับซ้อน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อการสร้างความเป็นธรรมต่อผู้คนในสังคม เรื่องราวนี้สะท้อนระบบชายและรักต่างเพศในระบบการแต่งงาน และคุณค่าของความเป็นแม่ที่สูงส่ง รองรับด้วยระบบทางสังคม วัฒนธรรม กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ดูไม่เป็นธรรม เป็นภาพจำลองว่า สังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างไรที่ทำให้คนทุกเพศได้มีดำรงตนอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่กดใครลงต่ำกว่าใคร

#เบิกบานเฟส2024 #เบิกบานเฟส #สรรพชีวิต

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66993233520

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมรสเท่าเทียม Marriage Equalityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สมรสเท่าเทียม Marriage Equality:

แชร์