History in Brief - ประวัติศาสตร์โลกฉบับย่อ

History in Brief - ประวัติศาสตร์โลกฉบับย่อ ประวัติศาสตร์โลกฉบับย่อ, ติดต่องานได้ทาง inbox ของเพจครับ

เทียบแผนที่ระหว่าง พื้นที่ของแอนตาร์ติกา (ขั้วโลกใต้) กับ แอนตาร์ติกา ที่เอาน้ำแข็งออกทั้งหมดแล้ว
11/08/2026

เทียบแผนที่ระหว่าง พื้นที่ของแอนตาร์ติกา (ขั้วโลกใต้) กับ แอนตาร์ติกา ที่เอาน้ำแข็งออกทั้งหมดแล้ว

มาซิดอนในสายตาของนครรัฐกรีกโบราณนครรัฐกรีกทางตอนใต้ เช่น เอเธนส์ สปาร์ตา ธีบส์ มองว่าอาณาจักรมาซิดอน ทางตอนเหนือเป็นพวกบ...
04/08/2026

มาซิดอนในสายตาของนครรัฐกรีกโบราณ

นครรัฐกรีกทางตอนใต้ เช่น เอเธนส์ สปาร์ตา ธีบส์ มองว่าอาณาจักรมาซิดอน ทางตอนเหนือเป็นพวกบ้านนอก ล้าหลัง และมักจะถูกเหมารวมว่าเป็นคนเถื่อน แม้ว่าชาวมาซิดอนจะมีความเชื่อมโยงทางสายเลือดและภาษาใกล้เคียงกับชาวกรีกมากก็ตาม

สาเหตุที่ชาวกรีกมองแบบนั้น มีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญ

1. ระบบการปกครองที่แตกต่างกัน นครรัฐกรีกปกครองในระบบนครรัฐ มองว่าการที่มาซิดอนปกครองด้วยระบบกษัตริย์ และมีสภาชนเผ่า นั้นเป็นระบบที่ล้าหลังและป่าเถื่อน

2. วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ชาวกรีกมองว่าชาวมาซิดอนมีพฤติกรรมหยาบคาย เช่น การดื่มไวน์เพียวๆ โดยไม่ผสมน้ำ และมักจะทะเลาะวิวาทหรือใช้ความรุนแรงในงานเลี้ยง

3. ภาษา ซึ่งชาวมาซิดอนพูดภาษากรีก แต่เป็นสำเนียงที่ชาวกรีกตอนใต้ฟังแทบไม่รู้เรื่อง ทำให้ถูกตีตราว่าเป็นคนนอก

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดมาจากบันทึกสุนทรพจน์ของ ดีมอสเทนีส รัฐบุรุษและนักพูดผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเธนส์ ในช่วงที่พระเจ้าฟิลิปที่ 2 ผู้เป็นพระบิดาของอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งกำลังแผ่อำนาจลงมาทางใต้

ดีมอสเทนีสได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ชื่อว่า ฟิลิปปิกส์ (Philippic) เพื่อปลุกระดมชาวเอเธนส์ให้ลุกขึ้นสู้กับมาซิดอน โดยมีเนื้อหาดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง เช่น

"ฟิลิปไม่เพียงแต่ไม่ใช่ชาวกรีก และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับชาวกรีกเลย แต่เขายังไม่ใช่แม้กระทั่งคนเถื่อนจากดินแดนที่มีเกียรติ เขาเป็นแค่ไอ้คนพาลจากมาซิดอน ดินแดนที่ท่านไม่สามารถแม้แต่จะหาซื้อทาสดีๆ สักคนได้เลยด้วยซ้ำ"

สุนทรพจน์ ทำให้คำว่า Philippic กลายเป็นคำศัพท์ในภาษาอังกฤษปัจจุบันที่แปลว่า การพูดประณามหรือโจมตีอย่างรุนแรง

แต่สุดท้ายพวกรัฐที่ถูกมองว่าเป็ฯชนเผ่าบ้านนอก ได้ปฏิวัติกองทัพด้วยหอกซาริสซาขนาด 6 เมตร และการใช้ทองคำเพื่อโน้มน้าวนครรัฐกรีกให้ระแวงต่อกัน ทำให้กว่าที่นครรัฐจะรวมตัวกันติด ก็เป็นเวลานาน กระทั่งมาซิดอนได้ชัยชนะเด็ดขาดที่สมรภูมิไคโรเนีย (338 ก่อนคริสตกาล) และนำไปสู่การตั้งสันนิบาตคอรินธ์ ปกครองกรีกทั้งมวลในที่สุด (แม้สปาร์ตาจะขัดขืน แต่ก็ยินยอมในภายหลัง)

และก็เป็นบันไดขั้นแรกในการท่องโลกกว้างของอเล็กซานเดอร์มหาราช

♦️ เมืองที่อยู่ในสถานะเมืองปกครองตนเองของสเปน ขนาดเล็กประมาณ 18.5 ตารางกิโลเมตร♦️ ตั้งอยู่บนปลายคาบสมุทรทางชายฝั่งตอนเหน...
31/07/2026

♦️ เมืองที่อยู่ในสถานะเมืองปกครองตนเองของสเปน ขนาดเล็กประมาณ 18.5 ตารางกิโลเมตร

♦️ ตั้งอยู่บนปลายคาบสมุทรทางชายฝั่งตอนเหนือของทวีปแอฟริกา

♦️ มีพรมแดนทางบกทางทิศตะวันตกและทิศใต้ติดกับประเทศโมร็อกโกเพียงประเทศเดียว

♦️ เป็นพื้นที่ในทวีปแอฟริกา ที่เป็นดินแดนของสหภาพยุโรปและใช้สกุลเงินยูโร

♦️ใช้ภาษาสเปน แต่ประชากรครึ่งหนึ่งเป็นอาหรับ

♦️ เศรษฐกิจหลักของเมืองพึ่งพาการค้าปลีก การค้าชายแดน และสถานะการเป็นเมืองท่าปลอดภาษี มากกว่าภาคการเกษตรหรืออุตสาหกรรม

♦️ รัฐบาลโมร็อกโกยังคงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนแห่งนี้ ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาททางการทูตกับสเปนมาอย่างยาวนาน

♦️ แม้จะเล็กแต่สำคัญทางยุทธศาสตร์และการเดินเรืออย่างมาก เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณช่องแคบยิบรอลตาร์

♦️ และเพราะเป็นพื้นที่ที่เข้าสู่สหภาพยุโรปที่ง่ายที่สุด จึงมีการสร้างรั้วกั้นความสูงกว่า 6 เมตรที่ล้อมรอบเมืองอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันผู้อพยพผิดกฎหมายจากแอฟริกาที่ต้องการข้ามแดนเข้าสู่ยุโรป

นี่คือ เซอูต้า (Ceuta) เมืองเล็กๆ ของสเปนในทวีปแอฟริกา ที่มักต้องเผชิญหน้ากับความพยายามของผู้หลบหนีเข้าเมืองจากแอฟริกาอยู่เป็นประจำ

กินอย่างโอดิซิอุส กับขนมปังแข็งๆ ที่ต้องจุ่มน้ำก่อนถึงจะกินได้
30/07/2026

กินอย่างโอดิซิอุส กับขนมปังแข็งๆ ที่ต้องจุ่มน้ำก่อนถึงจะกินได้

Paximadi ขนมปังกรอบๆ แข็งๆ ที่เซฟชีวิตลูกเรือของโอดิสซิอุสมานักต่อนัก
---------------------------------------------

เราอาจไม่ได้โฟกัสถึงอาหารที่ลูกเรือและโอดิสซิอุสกินระหว่างล่องเรือบนทะเลอันเวิ้งว้าง ในโอดิสซี่ซักเท่าไหร่ (เว้นแต่ตอนขึ้นบกไปซดน้ำซุปของยายเซอซี่ซะ 'เต็มคราบ') หากแต่ในประวัติศาสตร์จริงของนักเดินเรือกรีกยุคสำริดตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มหากาพย์อีเลียด และโอดิสซี่บรรยายนั้น

พวกเขาเลือกที่จะกินขนมปังแข็งๆ ทื่อๆ ที่ต้องเอาไปละลายน้ำให้นิ่มก่อนถึงจะกินได้ แต่มันสำคัญมากต่อการล่องเรือบนทะเลนานๆ นั่นคือ ขนมปังจากอารยธรรมชาวเกาะครีตที่รู้จักกันในชื่อ Paximadi

จากข้อมูลของ ดอนนี่ ด็อดสัน (Donnie Dodson) ชายผู้ทำเพจและเว็บไซต์ Eat history ได้เล่าถึงขนมปังชนิดนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ช่วงเวลาเดียวกับที่เขาได้ไปดูหนังโอดิสซี่มาพอดิบพอดี

ด้วยสภาพภูมิประเทศของกรีซและเกาะครีตเต็มไปด้วยภูเขาหินและมีพื้นที่ราบสำหรับเพาะปลูกน้อย ประกอบกับสภาพอากาศที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ข้าวที่สามารถเพาะปลูกแล้วขึ้นในดินแบบนี้ คือ ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์

โดยเฉพาะข้าวแบบหลัง ที่มีความทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้งและดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ได้ดีกว่ามาก ข้าวบาร์เลย์จึงกลายเป็นธัญพืชหลักของยุคสำริด

ปัญหาของแป้งข้าวบาร์เลย์คือ มีกลูเตนต่ำ ทำให้ขนมปังที่อบออกมาเนื้อจะหนัก หยาบ และร่วน การนำไปอบแห้งให้กลายเป็นก้อนแข็งจึงเป็นวิธีจัดการกับเนื้อสัมผัสของขนมปังข้าวบาร์เลย์ที่สมเหตุสมผลที่สุด

ต่อมา แผ่นดินของกรีกทั้งหมดแบ่งเป็นแผ่นดินใหญ่ที่มีพื้นที่แคบ มีอ่าวเยอะ และบริเวณเกาะแก่งทั้งหลาย นั้นทำให้ชาวกรีกนิยมออกเรือไปยังดินแดนอื่นๆ เพื่อหาทรัพยากรเพิ่มแทน

โดยเฉพาะชาวมิโนอันบนเกาะครีต และชาวไมซีเนียนบนแผ่นดินใหญ่ของกรีซ (บรรพบุรุรษของอกาเมนนอน และเมเนเลาส์) เป็นกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเดินเรืออย่างมาก พวกเขามีเครือข่ายการค้าที่ทอดยาวไปถึงอียิปต์ ตะวันออกกลาง และอนาโตเลีย

ในการเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน อาหารสดจะเน่าเสียอย่างรวดเร็วจากความชื้นในอากาศและสภาพแวดล้อมบนเรือ ขนมปังที่ถูกรีดความชื้นออกจนหมดด้วยการอบสองครั้งจะไม่ขึ้นรา ไม่บูดเสีย และมีน้ำหนักเบา ทำให้เรือสามารถบรรทุกเสบียงได้มากขึ้นและเดินทางได้ไกลขึ้น

นั่นจึงทำให้ขนมปังจากข้าวบาร์เลย์มีความแข็ง ชนิดที่อาจถูกห้ามนำเข้างานคอนเสิร์ตต่างๆ เพราะสามารถแปลงเป็นอาวุธทุบหัวคนตุยได้ ต้องเอาไปแช่น้ำให้ขนมปังนิ่มลง

ครั้นจะกินขนมปังจืดๆ อย่างเดียวคงไม่อร่อยปากมากนัก แต่ก็ด้วยความที่เอาเนื้อสัตว์ขึ้นไปเยอะไม่ได้ จึงเลือกใช้ชีสนมแพะ ผลมะกอก น้ำมันมะกอก ออริกาโนป่า และเกลือ เป็ฯทอปปิ้งบนขนมปังแทน เรียกว่ากะลาสีกรีกแทบจะเป็นวีแกน before it was cool

นอกจากกะลาสีแล้ว คนเลี้ยงสัตว์มักจะต้องต้อนฝูงสัตว์ขึ้นไปหาหญ้ากินบนภูเขาสูงเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ พวกเขาไม่สามารถพกอุปกรณ์ทำอาหารหรือเตาอบติดตัวไปได้ ขนมปังอบแห้งที่พกใส่ย่ามได้ ไม่เสียกลางทาง และสามารถนำมาแช่น้ำเปล่า นมแพะ หรือน้ำมันมะกอกเพื่อให้นิ่มและกินเป็นมื้ออาหารได้ทันที จึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในปัจจุบัน ขนมปัง Paximadi ยังมีคนสืบทอดการกินอยู่มาอย่างต่อเนื่อง อันที่จริง ชื่อขนมปังนี้ก็ถูกตั้งในสมัยไบแซนไทน์ ซึ่งเป็นอีกหลายร้อยปีต่อมาจากยุคนครรัฐกรีก โดยตั้งตามชื่อของ Paximus ซึ่งอาจเป็นนักบวชหรือนักเขียนตำราอาหารชาวไบแซนไทน์ ที่เป็นผู้พัฒนาและจัดระบบสูตรขนมปังโบราณนี้ให้ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ปัจจุบัน ผู้คนในเกาะครีตยังคงกินขนมปังชนิดนี้ในชีวิตประจำวัน เมนูที่โด่งดังคือ Dakos โดยการนำขนมปังไปพรมน้ำให้นิ่ม โปะหน้าด้วยมะเขือเทศสับ เฟต้าชีส น้ำมันมะกอก และออริกาโน มีการปรับสูตรเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงมีความเป็นออริจิน่อลขั้นสูง

นี่คือขนมปังที่อาจไม่ได้ถูกเล่าในโอดิสซี่ฉบับโนแลนมากนัก แต่ก็ทำให้เราเห็นภาพความจำเป็นของชาวกรีก และบรดากะลาสีเรือ ที่นำมาสู่วัฒนธรรมการกินขนมปังแข็งๆ นี้ได้มากยิ่งขึ้น

คุณจะทำอย่างไร หากวันหนึ่ง คุณพบแร่เงินจำนวนมหาศาลที่จะเลี้ยงดูพลเมืองของคุณให้ร่ำรวยได้ตลอดชีวิตจะแจกจ่าย หรือจะใช้พัฒน...
30/07/2026

คุณจะทำอย่างไร หากวันหนึ่ง คุณพบแร่เงินจำนวนมหาศาลที่จะเลี้ยงดูพลเมืองของคุณให้ร่ำรวยได้ตลอดชีวิต

จะแจกจ่าย หรือจะใช้พัฒนาเมืองในระยะยาว เพื่อรองรับภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภัยที่สำคัญที่สุด... ภัยจากสงคราม

ราวปี 483 ก่อนคริสตกาล คนงานเหมืองของเอเธนส์บังเอิญขุดไปเจอสายแร่เงินขนาดมหึมาที่ เหมืองลอเรียนทำให้คลังของรัฐเอเธนส์มีเหรียญเงินล้นทะลักอย่างกะทันหันถึง 100 ทาเลนต์

การถกเถียงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในหมู่ขุนนางอย่างเดียว เพราะเอเธนส์เป็นประชาธิปไตยแบบทางตรง การตัดสินใจจึงต้องโหวตกันในสภาประชาชน

มีข้อเสนอของฝั่งประชานิยม จากนักการเมืองที่นำโดย อริสติเดส เสนอให้ เอาเงินมาหารแบ่งให้ประชาชนทุกคนคนละ 10 ดรัคมา ซึ่งเป็นข้อเสนอที่คนทั่วไปถูกใจมาก

อย่างไรก็ตาม มีแม่ทัพและรัฐบุรุษที่ชื่อทีมิสโตคลีส เขามองการณ์ไกลว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกเมืองเอเธนส์ออกไป มีจักรวรรดิเปอร์เซียที่มีวิสัยทัศน์อยากยึกครองกรีกเป็นมณฑลหนึ่งของจักรวรรดิ หลังจากเคยพ่ายแพ้ในสงครามครั้งก่อน เปอร์เซียกำลังสร้างกองกำลังขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ และจะกลับมาล้างแค้นแน่ๆ เมื่อถึงวันนั้น กองทัพบกของเอเธนส์ไม่มีทางต้านทานไหว เขาจึงมีแนวคิดว่า เงินจำนวนมหาศาลนี้ เอาไปสร้างกองเรือรบไตรริรีม จำนวน200 ลำ

แต่ทีมิสโตคลีสเองก็รู้ดีว่า ในวันนั้น ไม่มีใครตระหนักถึงภัยจากเปอร์เซียเลย ไม่มีใครเห็นภาพเดียวกับเขา และจะไม่มีใครฟังเขา เขาจึงเลือกจะไม่อ้างถึงภัยคุกคามที่ไกลตัวสำหรับชาวบ้านทั่วไป

ถ้าบอกว่าให้งดแจกเงินเพื่อไปป้องกันเปอร์เซียที่ยังไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ ประชาชนจะโหวตคว่ำข้อเสนอนี้แน่นอน

เขาจึงใช้วิธี ชี้เป้าไปที่ศัตรูใกล้ตัว นั่นคือ นครรัฐเอจินา ซึ่งเป็นเกาะคู่ปรับทางการค้าที่เอเธนส์กำลังทำสงครามรบพุ่งกันอยู่ ทีมิสโตคลีสปลุกปั่นความเกลียดชังชาวเอจินา และใช้เหตุผลว่าถ้าเราไม่สร้างเรือ เอจินาจะถล่มเราแน่"

ยุทธวิธีทางการเมืองนี้ได้ผล สภาประชาชนยอมโหวตให้เอาเงินไปสร้างเรือ 200 ลำ และเนรเทศอริสติเดส ฝั่งตรงข้ามทางการเมืองออกจากเมืองไป

ต่อมา ในปี 480 ก่อนคริสตกาล กษัตริย์เซิร์กซีสแห่งเปอร์เซียยกทัพบกและทัพเรือขนาดมืดฟ้ามัวดินมา พวกเขามีขวัญกำลังใจที่ยอดเยี่ยมจากการฝ่ายช่องแคบที่ด่านเทอร์มอพิลีของสปาร์ตามาได้ และตามมาบุกเผาเมืองเอเธนส์จนราบคาบ

แม้ทางบกจะเข้าตีได้อย่างง่ายดาย แต่ทางเรือยังไม่เผด็จศึกดี ในวันนั้นเอเธนส์มีกองเรือ 200 ลำที่สร้างเตรียมไว้ ทีมิสโตคลีสจึงสามารถสั่งอพยพประชาชนหนีลงเรือไปอยู่ที่เกาะซาลามิสได้ทัน และใช้กองเรือนี้เอง หลอกล่อกองทัพเรือเปอร์เซียที่ใหญ่กว่ามาก ให้เข้ามาในช่องแคบซาลามิส

เรือเปอร์เซียที่เทอะทะขยับตัวไม่ได้ในช่องแคบ ถูกเรือไตรริรีมของเอเธนส์พุ่งชนจนจมลงนับร้อยลำ กองเรือเปอร์เซียพ่ายแพ้ย่อยยับ ทำให้เซิร์กซีสหมดทางส่งเสบียงบำรุงทัพทหารบก และต้องถอยทัพกลับเปอร์เซียในที่สุด

กรีกทั้งปวง แม้จะไม่สมานฉันท์กันเป็นหนึ่งเดียวมากนัก แต่ก็ต่างรอดจากภัยของเปอร์เซียมาได้ ไม่งั้นเราอาจได้เห็นอริสโตเติลเลือกบูชาไฟแทนเทพซุสก็เป็นได้

จริงๆ แล้ว สวนลอยบาบิโลน อาจไม่ได้ตั้งอยู่ที่บาบิโลน?เราเคยได้เรียนรู้ ถึงหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งยุคโบราณ นั่นคือ...
29/07/2026

จริงๆ แล้ว สวนลอยบาบิโลน อาจไม่ได้ตั้งอยู่ที่บาบิโลน?

เราเคยได้เรียนรู้ ถึงหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งยุคโบราณ นั่นคือ สวนลอยแห่งบาบิโลน ว่าเป็นสวนพฤกษ์ศาสตร์ขนาดมหึมา ที่ถูกสร้างโดยกษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 ที่เมืองบาบิโลน เพื่อเอาใจมเหสีที่คิดถึงบ้านเกิดบนภูเขา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ ดร.สเตฟานี ดัลลีย์ นักวิชาการด้านตะวันออกใกล้จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้ตั้งข้งสังเกตถึงทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้ว่า สวนลอยนี้ไม่ได้อยู่ที่บาบิโลน แต่อยู่ที่เมืองนีนะเวห์ของจักรวรรดิอัสซีเรียต่างหาก และสร้างโดยกษัตริย์เซนนาเคอริบ ศัตรูคู่อาฆาตของบาบิโลน

อะไรที่ทำให้เธอมั่นใจอย่างนั้น

อย่างแรก พื้นที่โบราณสถานที่เป็นที่ตั้งคือของบาบิโลนไม่มีร่องรอยของสวนลอยเลย แม้จะมีความพยายามอย่างหนักมาเป็นร้อยปี ในการขุดค้น ซึ่งเจอทั้งกำแพงเมืองยักษ์ ประตูอิชตาร์สีน้ำเงิน ซิกกูแรต แต่กลับไม่เคยพบหลักฐานทางโบราณคดีของสวนลอย หรือแม้แต่ระบบชลประทานขนาดใหญ่ ที่พอจะดันน้ำขึ้นที่สูงได้เลย ทั้งๆ ที่สวนนี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ต่อมา ไม่พบการจารึกเกี่ยวกับสวนลอยบาบิโลน ในแผ่นบันทึกของชาวบาบิโลน แม้กษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 แห่งบาบิโลน จะบัญชาให้อาลักษณ์จารึกเรื่องราวความเจริญต่างๆ ทิ้งไว้มากมาย ไม่ว่าจัะเป็นการบรรยายถึงกำแพง ถนน และวัดวาอารามอย่างละเอียด แต่แปลกมากที่ ไม่มีจารึกแม้แต่ชิ้นเดียวที่พระองค์พูดถึงสวนลอย

ในทางตรงกันข้าม ที่เมืองนีนะเวห์ กษัตริย์เซนนาเคอริบแห่งอัสซีเรีย ทิ้งจารึกโอ้อวดอย่างภูมิใจว่าพระองค์ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์สำหรับชนทุกชาติ เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่จำลองระบบนิเวศภูเขา มีต้นไม้จากทั่วจักรวรรดิ และมีระบบน้ำที่ซับซ้อน

ที่น่าสนใจในประการต่อมาคือ การค้นพบนวัตกรรมการใช้สกรูวิดน้ำในพื้นที่ของอัสซีเรีย โดยดร.ดัลลีย์ พบร่องรอยในจารึกของเซนนาเคอริบที่อธิบายถึงการหล่อทองแดงทำเป็นเกลียวทรงกระบอกเพื่อใช้ยกน้ำ ซึ่งตรงกับหลักการทำงานของสกรูอาร์คิมิดีส

นั่นหมายความว่า วิศวกรอัสซีเรียคิดค้นเครื่องมือยกน้ำนี้ได้ก่อนที่อาร์คิมิดีสแห่งกรีกจะเกิดถึง 400 ปี และภาพสลักหินนูนต่ำที่พบในพระราชวังที่นีนะเวห์ ก็แสดงภาพที่อาจสื่อได้ว่าเป็นสวนที่ปลูกบนโครงสร้างซุ้มโค้งและมีน้ำไหลลดหลั่นลงมาอย่างชัดเจน

และสุดท้าย เราอาจกำลังสับสนเรื่องชื่อบาบิโลน

เพราะหลังจากกษัตริย์เซนนาเคอริบแห่งอัสซีเรียบุกทำลายเมืองบาบิโลนจนราบคาบในปี 689 ก่อนคริสตกาล พระองค์ได้เปลี่ยนชื่อประตูเมืองนีนะเวห์ให้เป็นชื่อเดียวกับประตูเมืองบาบิโลน เพื่อสถาปนาให้นีนะเวห์เป็นบาบิโลนแห่งใหม่

นักเขียนกรีกในยุคหลังที่รับฟังเรื่องราวมาแบบปากต่อปาก จึงอาจมีความสับสนและจดบันทึกคลาดเคลื่อนไปว่าสวนลอยอันยิ่งใหญ่นี้อยู่ที่เมืองบาบิโลนเดิมนั่นเอง

แล้วคุณล่ะคิดเห็นอย่างไร ว่าสวนลอยบาบิโลน ไม่ได้อยู่ที่บาบิโลน หรือเราควรชำระประวัติศาสตร์ใหม่ แล้วตั้งชื่อว่า สวนลอยอัสซีเรียน ดีล่ะ

27/07/2026

ทำไมชาวกรีกต้องทิ้งบ้านเกิดไปตั้งอาณานิคมใหม่อันไกลโพ้น.

ชาวกรีกไม่ได้ออกเรือไปเผชิญความเสี่ยงเพียงเพราะรักการผจญภัย แต่ถูกบีบบังคับจากปัจจัยกดดันภายในนครรัฐ และโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์ 3 ประการหลัก

ประการแรกวิกฤตที่ดินทำกิน เนื่องจากภูมิประเทศของกรีซกว่า 80% เป็นภูเขา เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ที่ราบสำหรับเพาะปลูกจึงไม่พอแบ่งปัน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง การออกไปหาพื้นที่ใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าจึงเป็นทางออกเดียวของคนไร้ที่ดินแพ้การเมือง

การแสวงหาถื่นฐานที่เป็นที่ยืนใหม่ของตนเอง ในระบอบการเมืองของนครรัฐกรีก มีการแข่งขันสูงมาก กลุ่มอำนาจหรือชนชั้นนำที่พ่ายแพ้ในสภา มักจะรวบรวมพรรคพวกอพยพออกไปตั้งเมืองใหม่ เพื่อสถาปนาตนเองเป็นผู้ปกครองโดยไม่ต้องอยู่ใต้ร่มเงาของศัตรูทางการเมือง

ถุงลมของเอโอลัส - บทคนมันจะซวย ระวังแค่ไหนก็ซวยได้การเดินทางกลับบ้านของโอดิสซิอุส ที่กินเวลากว่า 10 ปี บ่อยครั้งที่เกิดจ...
24/07/2026

ถุงลมของเอโอลัส - บทคนมันจะซวย ระวังแค่ไหนก็ซวยได้

การเดินทางกลับบ้านของโอดิสซิอุส ที่กินเวลากว่า 10 ปี บ่อยครั้งที่เกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่ว่าจะระวังตัวยังไง มันก็ย่อมเกิดขึ้นอยู่ดี จนเอาเข้าจริง ถ้านอกเหนือจากเรื่องโอดิสซุสติดแม่มดเสียเอง ก็เกิดจากการเกิดเหตุอะไรซักอย่าง ที่ต่อให้เป็นฝีมือมนุษย์ แต่ดูจากความบังเอิญ และลงล็อกต่างๆ ยังไง้ยังไง ก็เกิดขึ้นเพราะเป็นลูกที่เทพไม่รัก

หลังจากทีมโอดิสซุสหนีรอดจากยักษ์ตาเดียวไซคลอปส์มาได้ กองเรือของโอดิสซิอุสก็ล่องมาถึง เกาะเอโอเลียซึ่งเป็นเกาะลอยน้ำได้ และเป็นที่ประทับของ เอโอลัส ผู้ควบคุมสายลม

เอโอลัสต้อนรับขับสู้โอดิสซิอุสเป็นอย่างดีและให้อาศัยอยู่นานถึง 1 เดือนเต็ม เมื่อถึงเวลาต้องจากกัน เอโอลัสอยากช่วยให้โอดิสซิอุสเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย จึงมอบของขวัญชิ้นสำคัญให้ นั่นคือ ถุงหนังวัวที่เย็บปิดอย่างแน่นหนาด้วยด้ายเงิน

ภายในถุงใบนั้น เอโอลัสได้จับลมพายุและลมร้ายทุกทิศทางขังเอาไว้จนหมด เหลือปล่อยไว้เพียง สายลมตะวันตกที่อ่อนโยน ซึ่งจะทำหน้าที่พัดพากองเรือให้แล่นตรงกลับไปยังเกาะอิธะกาอย่างราบรื่น

เมื่อออกเรือ โอดิสซิอุสเป็นคนคอยคุมหางเสือและเฝ้าถุงลมนั้นไว้ด้วยตัวเองตลอดเวลา เขาไม่ยอมให้ใครแตะต้องและไม่ยอมนอนหลับเลยเป็นเวลาถึง 9 วัน 9 คืน เพราะกลัวว่าจะมีอะไรผิดพลาด

จนกระทั่งในวันที่ 10 ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เกาะอิธะกาปรากฏขึ้นตรงหน้า! พวกเขาเข้าใกล้ฝั่งมากเสียจนโอดิสซิอุสมองเห็นคนกำลังก่อกองไฟอยู่บนชายหาด เมื่อเห็นว่าบ้านเกิดอยู่แค่เอื้อมและภารกิจสำเร็จแล้ว ความเหนื่อยล้าสะสมตลอด 9 วันก็โจมตีโอดิสซิอุส เขาเผลอหลับไปอย่างลึกซึ้งอยู่ข้างๆ ถุงลมนั้น

เมื่อกัปตันหลับไป ลูกเรือก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทา พวกเขาเริ่มเกิดความระแวงและน้อยใจ โดยคิดไปเองว่า

"ทำไมโอดิสซิอุสถึงได้ของกำนัลกลับบ้านมากมายอยู่คนเดียว? ถุงนั่นมันต้องเต็มไปด้วยทองคำและเงินแน่ๆ เอโอลัสคงให้สมบัติเขามา ส่วนพวกเราที่ร่วมรบมาด้วยกันกลับต้องกลับบ้านมือเปล่า"

ด้วยความโลภและความอยากรู้อยากเห็น ลูกเรือจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด พวกเขาแอบแกะปมเชือกและ เปิดถุงหนังวัวออก

เพียงเท่านั้นแหล่ะ

ทันทีที่ปากถุงเปิดออก ลมพายุร้ายทุกทิศทางที่ถูกอัดแน่นอยู่ข้างในก็พุ่งทะลักออกมาพร้อมกัน เกิดเป็นพายุหมุนลูกมหึมาที่พัดกระหน่ำใส่กองเรืออย่างรุนแรง

โอดิสซิอุสสะดุ้งตื่นขึ้นมาพบกับฝันร้าย ทะเลที่เคยสงบกลับปั่นป่วน และลมพายุก็พัดพากองเรือที่อยู่ห่างจากบ้านแค่ไม่กี่เมตร ลอยปลิวกลับไปยังเกาะเอโอเลียที่จุดเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด โอดิสซิอุสสิ้นหวังจนถึงขั้นอยากจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แต่ก็ฝืนใจสู้ต่อ

เมื่อกลับมาถึงเกาะเอโอเลีย โอดิสซิอุสเข้าไปขอร้องให้เอโอลัสช่วยเหลืออีกครั้ง แต่คราวนี้เอโอลัสโกรธจัดและไล่พวกเขาตะเพิดออกมา โดยประกาศว่า

"ข้าจะไม่ช่วยคนที่มีทวยเทพเกลียดชังและถูกสาปแช่งอย่างพวกเจ้าอีกเด็ดขาด"

เมื่อไม่มีลมวิเศษคอยช่วย และไม่มีเทพเจ้าหนุนหลัง โอดิสซิอุสและลูกเรือที่หมดกำลังใจจึงต้องทนพายเรือด้วยมือเปล่ากลางทะเลที่ไร้ลมอย่างเหนื่อยล้าเป็นเวลาถึง 6 วัน 6 คืน จนกระทั่งวันที่ 7 พวกเขาก็ไปเทียบท่าที่อ่าวของ เกาะยักษ์กินคนเลสทรีโกเนียนส์ ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียกองเรือถึง 11 ลำในเวลาต่อมา และนั่นทำให้โอดิสซุสยังวนเวียนในเวรกรรมแห่งสายน้ำที่ไม่มีที่สิ้นสุดต่อไป

23/07/2026

แอดมินกำลังจะไปดูโอดิสซี่ ในรอบเย็นวันนี้

สำหรับใครที่ดูแล้วมีอะไร อยากเล่าให้แอดมินฟังก่อนมั้ยครับ เช่น ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

ส่วนใครกลัวเล่าแล้วจะสปอยล์ ไม่ต้องห่วงเลย มหากาพย์อายุตั้งสามพันปีมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่มีใครเคยอ่านมาก่อน การไปดูหนังเรื่องนี้ คือการไปเสพย์วิธีการทำให้เรื่องเล่าที่เป็นตัวหนังสือ ออกมาเป็นภาพและเสียงที่สมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียมากกว่า.

อาคีลลิส ในมุมที่แข็งกร้าวและอ่อนโยนในคนๆ เดียวกัน----------------------อาคีลลิสคือตัวแทนของความเป็นชายแบบกรีกโบราณขั้นส...
22/07/2026

อาคีลลิส ในมุมที่แข็งกร้าวและอ่อนโยนในคนๆ เดียวกัน
----------------------

อาคีลลิสคือตัวแทนของความเป็นชายแบบกรีกโบราณขั้นสุด (Toxic Masculinity ในบางมุม และ Heroic Masculinity ในอีกมุม) แต่ในขณะเดียวกัน ความแข็งแกร่งนั้นกลับถูกขับเคลื่อนด้วยความอ่อนโยนและความรักที่ลึกซึ้งต่อคนเพียงไม่กี่คน

อาคีลลิสเป็นนักรบผู้ไร้เทียมทานและอีโก้ระดับเทพ
ในมหากาพย์อีเลียด อาคีลลิสถูกนำเสนอในฐานะสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุดในสนามรบ ความเป็นชายของเขาเป็นอาวุธสงครามที่สมบูรณ์แบบ

อีโก้ของเขาที่ชัดเจน ไม่ยอมหักยอมงอกับใคร คือเรื่องหลักในอีเลียด จากความโกรธของอาคีลลิส เมื่ออกาเมมนอน กษัตริย์ผู้นำทัพ พรากหญิงเชลยศึกชื่อ บรีเซอิส ไปจากเขา สิ่งนี้เป็นการหยามเกียรติยศ ซึ่งเป็นคุณค่าหลักของความเป็นชายในยุคสำริด อาคีลลิสประท้วงด้วยการหยุดรบ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นว่า อีโก้และเกียรติยศส่วนตัวของเขาสำคัญกว่าชัยชนะของกองทัพและชีวิตของเพื่อนทหาร นี่คือความเป็นชายแบบที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางขั้นสุด

อย่างไรก็ตาม ในมุมที่อ่อนโยน อาคิลลิสก็ยังเก็บไว้ในใจ โดยเฉพาะคนที่เขาแคร์ ซึ่งมีไม่กี่คน

อ้างอิงจาก อีเลียด เล่มที่ 1 (หลังจากที่ถูกอกาเมมนอนหยามเกียรติ อาคีลลิสไม่ได้ตอบโต้ด้วยการชักดาบฟาดฟัน เพราะเทพีเอธีนามาห้ามไว้ แต่เขาเดินแยกตัวออกไปนั่งร้องไห้อยู่ริมชายทะเลเพียงลำพัง และเรียกหาแม่ของเขา

ธีทิสปรากฏตัวขึ้นจากท้องทะเล ปลอบประโลมลูกชายเหมือนเด็กเล็กๆ ลูบหัวและถามความทุกข์ใจ ฉากนี้สร้างความขัดแย้งที่ทรงพลังมาก ระหว่างชายที่แกร่งที่สุดในสนามรบ กับลูกชายที่ต้องการความรักและความเข้าใจจากแม่

ขณะเดียวกัน อาคีลลิสรู้ชะตากรรมของตัวเองดีว่าถ้าเขาเลือกอยู่รบที่ทรอย เขาจะได้เกียรติยศนิรันดร์แต่จะไม่ได้กลับบ้าน ธีทิสผู้เป็นแม่รู้เรื่องนี้ดีกว่าใครและเจ็บปวดอย่างยิ่ง เธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูก ทั้งการไปอ้อนวอนมหาเทพซุสให้ช่วยกู้เกียรติให้ลูก (อิเลียด เล่ม 1) และการไปขอให้เทพเฮเฟสตุสสร้างชุดเกราะและโล่ใหม่ที่งดงามและแข็งแกร่งที่สุดให้ลูก (อิเลียด เล่ม 18) ความรักของแม่คือขุมพลังทางการเมืองและอุปกรณ์สงครามของอาคีลลิส

อีกคนที่อาคิลลิสแสดงความอ่อนโยน และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเรื่องอิเลียด คือ เปโตรคลัส

เปโตรคลัส คือ คนที่เติบโตมาด้วยกันกับอาคิลลิส ฝึกรบมาด้วยกัน ในอีเลียดเล่าว่าเปโตรคลัสเป็นคนเดียวที่อาคีลลิสยอมฟัง และเป็นคนเดียวที่สามารถตักเตือนโอดีสซุสได้เมื่อเขาทำตัวไร้เหตุผล ในขณะที่อาคีลลิสแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยโทสะ เปโตรคลัสกลับถูกนำเสนอว่าเป็นคนที่มีความเมตตาและห่วงใยผู้อื่นมากกว่า

ในอิเลียด เล่ม 16 เมื่อกองทัพกรีกกำลังจะพ่ายแพ้ เปโตรคลัสทนเห็นเพื่อนทหารตายไม่ได้ เขาจึงมาอ้อนวอนอาคีลลิสขอใส่ชุดเกราะของอาคีลลิสออกรบเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ อาคีลลิสยอมด้วยความห่วงใยและย้ำว่าให้รบแค่ป้องกันเรือ อย่าบุกเข้าไปในเมือง

(ขณะที่ภาพยนตร์ทรอย เล่าอีกแบบว่า เปโตรคัสโดนห้าไม่ให้ไป เลยเลือกจะแอบใส่ชุดของอาคิลลิสออกไปรบเอง)

เมื่อเปโตรคลัสถูกเฮกเตอร์สังหาร ความเป็นชายของอาคีลลิสพังทลายลงและถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยโทสะที่น่ากลัวกว่าเดิม

อิเลียด เล่ม 18 เล่าว่า เมื่อรู้ข่าวการตายของเปโตรคลัส อาคีลลิสร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง เอาฝุ่นละเลงหน้า นอนกลิ้งเกลือกพื้นเหมือนสัตว์บาดเจ็บ เขาประกาศว่าเขาไม่ต้องการชีวิตยาวนานอีกต่อไป เป้าหมายเดียวคือฆ่าเฮกเตอร์เพื่อล้างแค้น ความโกรธนี้ทำให้เขาละทิ้งอีโก้เรื่องบรีเซอิส ยอมกลับมารบอีกครั้ง

ในอีเลียด เล่ม 23 หลังจากฆ่าเฮกเตอร์แล้ว อาคีลลิสยังไม่หายโกรธ เขาทำลายศพเฮกเตอร์ทุกวัน แต่สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือฉากวิญญาณของเปโตรคลัสมาเข้าฝันอาคีลลิส ขอให้ทำพิธีศพให้ และขอให้ฝังกระดูกของทั้งสองไว้ในโกศเดียวกัน เพื่อให้ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันตลอดไปแม้ในความตาย

ความเป็นนักรบที่เก่งที่สุดของอาคิลลิส ถูกทำให้เป็นมนุษย์ด้วยความรักต่อแม่และการยอมรับความเปราะบางของตนเองต่อหน้าแม่

และความเป็นชายที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางถูกทำลายลงด้วยการสูญเสียคนที่รักยิ่งกว่าตัวเอง

ดังนั้น โทสะที่น่ากลัวที่สุด ไม่ได้เกิดจากอีโก้ แต่เกิดจากความโศกเศร้าอย่างที่สุดจากการสูญเสียความรักไป

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ History in Brief - ประวัติศาสตร์โลกฉบับย่อผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์