ศูนย์คนรุ่นใหม่ใจอาสา เพื่อผู้ประสบภัย

ศูนย์คนรุ่นใหม่ใจอาสา เพื่อผู้ประสบภัย ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
genv.org

มูลนิธิโกมลคีมทอง , กลุ่มสลึง , หอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ , สถาบันวิมุตตยาลัย โดย ท่าน ว.วชิรเมธี , มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน , เครือข่าบปฏิรูปที่ดิน , ตลาดสีเขียว, เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดสมุทรสงคราม , และ ภาคีเครือข่าย

06/09/2026
02/09/2026
25/08/2026

ความตั้งใจของการทำโครงการฮักบ้านเกิด คือการอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนของตัวเอง หรือจะอยู่ที่ไหนก็ได้เห็นคุณค่าในชุมชนของตัวเอง กิจกรรมที่ดำเนินมาในโครงการตลอด 10 ปี คือการรวมกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ตำบลโพนแพงทำกิจกรรมอาสาชุมชน รณรงค์ให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพอย่างบุหรี่ไฟฟ้า หรือการดึงคนออกมาจากปัญหายาเสพติด

จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เป้าหมายของตั้ม-ธนภัทร แสงหิรัญ และโครงการขยับเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาเด็กและเยาวชนในพื้นที่มักเกี่ยวโยงเหมือนก้อนด้ายพันกันที่หาจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ออกโรงเรียน การตีตรา ชุมชนสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ปัญหาครอบครัว เรื่องเงินทองปากท้องรายได้

‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว’ จึงกลายเป็นหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) ภายใต้ชื่อโครงการ ‘เสริมสร้างสุขนิเวศน์การเรียนรู้สร้างสรรค์ และพัฒนาสมรรถนะเด็ก เยาวชนนอกระบบการศึกษา’ โดยการสนับสนุนของ กสศ. โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเรียนรู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องตัวเอง ที่มีประเด็นเด็กนอกระบบเป็นจุดชี้วัด

การเดินทางตลอด 12 ปีของ ‘กลุ่มฮักบ้านเกิด’ จนแตกแขนงส่วนหนึ่งมาเป็น ‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว’ ตั้มบอกว่าเขาและครอบครัวได้เติบโตจากตัวเด็ก ทั้งวิธีคิด การเปลี่ยนผ่านยุคสมัย และมุมมองของเด็ก จนกลายเป็นไอเดียให้เขายังทำงานได้ต่อไปเรื่อยๆ

แต่ตลอดเกือบ 12 ปี ตั้มรู้แล้วว่า “คนเรามันไม่ได้ตายง่ายๆ” และ “เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวไม่ได้หรอก เด็กในบ้านเราอะมันผ้าหลากสีทั้งนั้นเลยในตู้” ดังนั้นการทำงานเรื่องเด็กจึงไม่ควรมีเขาในฐานะ NGO เป็นศูนย์กลางในการทำงาน แต่ชุมชนต่างหากที่ต้องทำงานไปพร้อมกัน

⭐ อ่านต่อ:
ใช้ตามอง ใช้ใจฟัง มีแกนนำ ก็ต้องมีแกนนอน
ตีโจทย์ทำงานแบบ ‘ศูนย์เรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว’ เพราะรู้ว่าเด็กไม่ใช่ผ้าขาว NGO ไม่ควรเป็นศูนย์กลางในการทำงาน แต่ชุมชนต่างหากที่ต้องทำงานไปพร้อมกัน
✏️ https://www.eef.or.th/article-240826-2/

เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพ : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี


#กสศ
#ความเสมอภาคทางการศึกษา
#การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

#ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว
#กลุ่มฮักบ้านเกิด
#จังหวัดสกลนคร

18/08/2026

หลายคนอาจคุ้นชินกับคำว่า ‘เด็กคือผ้าขาว’ ที่มองว่าเด็กทุกคนมีความบริสุทธิ์ พร้อมซึมซับสิ่งรอบตัว แต่สำหรับพื้นที่ตำบลโพนแพง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ‘เด็กที่นี่คือผ้าหลากสี’ หลายรูปทรง เด็กแต่ละคนจึงมีเรื่องราว มีปัญหา และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน
เช่น ปัญหาปากท้อง ปัญหายาเสพติด ถูกชักจูงโดนรุ่นพี่ให้ไปมั่วสุม แว้นมอเตอร์ไซต์ ตลอดจนเรียนไม่ทันเพื่อน
“ในความเป็นจริงเด็กก็คือเสื้อผ้าหลากสี บางคนอาจจะเกเรบ้าง บางคนอาจจะดื้อบ้าง บางคนอาจจะถลำลึกไปบ้าง แต่สุดท้ายด้วยความเป็นเด็ก เขาเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง ดังนั้นเราต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันให้เกิดขึ้น” ตั้มอธิบาย
เพราะฉะนั้น ‘โครงการเสริมสร้างสุขนิเวศน์การเรียนรู้สร้างสรรค์และพัฒนาสมรรถนะเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ โดยศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงตั้งเป้าที่จะเปิดพื้นที่สร้างโอกาสให้กับเด็กเยาวชน โดยตั้งต้นจากประสบการณ์การทำงานที่คลุกคลีกับเรื่องเด็กมาหลายปีจนทำให้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวเป็นพื้นที่ที่ใครก็รู้จัก
แต่การรอให้เด็กเดินเข้ามาหาเองทำให้ ‘ตั้ม - ธนภัทร แสงหิรัญ’ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ และทีมงานไม่ทราบตัวเลขที่แท้จริงว่ามีเด็กหลุดระบบจำนวนกี่คน และต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบไหนที่จะสามารถรองรับเด็กได้หลายรูปแบบ โครงการฯ จึงสร้าง ‘ยุทธการสะบัดผ้า’ ขึ้น โดยใช้ผู้ใหญ่บ้านเป็นกลไกสำคัญ
“การสะบัดผ้า คือ เรากับผู้ใหญ่บ้านลงไปรื้อตู้ สกรีนเด็กทุกหลังคาเรือน ชิ้นไหนดีจับใส่ราว ชิ้นไหนต้องซ่อมแซม ต้องมัดย้อมใหม่ หรือดูว่าชิ้นไหนต้องส่งต่อส่งรักษา เพื่อคัดกรองและช่วยเหลือเขาให้ตรงจุด” ตั้มอธิบาย
เพราะถึงจะเป็นคนริเริ่มยุทธการนี้ แต่หากจะให้ตั้มและทีมที่มีไม่ถึง 5 คนลงไปรื้อตู้เสื้อผ้าทีละตู้ ก็อาจจะช่วยเหลือเด็กได้ไม่ทั่วถึง คนที่ต้องเป็นกำลังสำคัญในการค้นหาจึงเป็นผู้ใหญ่บ้านทั้ง 12 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชิดชุมชนที่สุด มีข้อมูลในมือว่าเด็กแต่ละคนอยู่ที่ไหน และผู้ปกครองแต่ละบ้านให้ความไว้ใจ
“เราใช้กลไกผู้ใหญ่บ้านเข้ามาช่วย ให้คอยสังเกตลูกบ้าน คัดกรองเด็กตามท้องไร่ท้องนา ให้เราเห็นข้อมูลเด็กได้ครอบคลุมขึ้น”
ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านรับรู้ว่ามีเด็กนอกระบบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง และเมื่อเกิดถ้อยคำวิจารณ์จากคนในชุมชนว่าเด็กไม่ทำอะไรเลย ติดบ้าน ติดเพื่อน ผู้ใหญ่ในชุมชนก็จะบ่นและบอกให้เด็กลุกไปหากิจกรรมทำ แต่เด็กก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหนเพราะไม่มีพื้นที่รองรับ หรือบางครั้งเป็นการรอให้สถาบันการศึกษาเป็นหน่วยที่เข้ามาจัดการ
ตั้มจึงอยากผลักดันให้ผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาเป็นผู้นำการสื่อสาร เป็นหัวหน้าทีมของกลไกระดับหมู่บ้านที่ประกอบไปด้วยผู้ช่วยและแม่ๆ อสม. โดยให้คิดว่างานนี้เป็นงานของผู้ใหญ่บ้านทุกคนไม่ใช่ของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวเพียงลำพัง
“ทุกอย่างผมยกให้เป็นผลงานของผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านที่มาทำงานร่วมกัน ถ้าเด็กเติบโตขึ้น เด็กมีความสามารถ มีความกล้ามาก ก็เป็นเพราะพ่อๆ แม่ๆ เป็นคนเปิดพื้นที่ให้ทั้งนั้นเลย ผมเป็นคนสะกิดบอกว่าเด็กอยากได้อะไร เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่กล้าคุยด้วย” ตั้มเสริม
ตั้มเล่าว่า ในการทำงานช่วงต้นที่ให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนนำในการค้นหาเด็ก ต้องมีการปรับวิธีคิดของผู้ใหญ่บ้าน เพราะก่อนหน้านี้เด็กนอกระบบเป็นเด็กมีปัญหาในสายตาคนในชุมชน ตั้มและทีมจึงต้องพยายามแทรกเรื่องเด็กและเยาวชนเข้าไปในวาระการประชุมประจำเดือนของผู้ใหญ่บ้าน ให้พวกเขามองเด็กด้วยหัวใจ ไม่ใช่เป็นแค่เป้าหมายที่ต้องจับผิด
“เป้าหมายสุดท้ายเราไม่ได้มองว่าเด็กเป็นผู้ร้าย ในบางกรณีเด็กไม่ได้เก่งโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ เด็กไม่ได้กระทำความผิดโดยเขาจงใจ แต่ล้วนแล้วมันเกิดจากสภาพแวดล้อมหรือจากใดๆ ก็ตาม”

โดยกระบวนการสะบัดผ้าจะเริ่มจากการให้ผู้ใหญ่บ้านค้นหาเด็กในพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบและทำความเข้าใจปัญหาของเด็กแต่ละคน หากเด็กคนไหนต้องการความช่วยเหลือ ก็จะให้ผู้ใหญ่บ้านบรรจุเป็นวาระการประชุมของหมู่บ้านเพื่อหาทางสนับสนุนเด็กร่วมกันในชุมชน เช่น หากเด็กชอบแว้นรถมอเตอร์ไซต์ ก็จะสนับสนุนอุปกรณ์ช่างซ่อมรถให้ โดยแลกกับการช่วยงานของหมู่บ้าน
“สุดท้ายเลือกที่จะไม่เรียนก็ไม่เป็นไร แต่มาคุยกันว่าถ้าไม่เรียนแล้วจะทำยังไงให้ชีวิตมีความสุขได้ ไม่เดือดร้อน หรือเราก็เสนอว่าถ้าไม่เรียนในระบบจะสนใจไหม เรามีกลไกรองรับนะ ไม่ต้องไปเรียนก็ได้ แต่ว่าคุณต้องมาช่วยงานชุมชนนะ”
ซึ่งหากมีเรื่องไหนที่ต้องการความช่วยเหลือที่ใหญ่ขึ้น เช่น งบประมาณ ผู้ใหญ่บ้านก็สามารถดำเนินการได้เองด้วยการนำข้อมูลเด็กไปสื่อสารกับหน่วยงานระดับอำเภอ หรือหากอยากได้คำปรึกษากับเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็ก ก็จะมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวคอยสนับสนุน
“สุดท้ายแล้ว เป้าหมายสูงสุดคือให้ลูกหลานของเราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เป็นผู้ใหญ่ที่มาดูแล รับผิดชอบ รับไม้ต่อจากพวกเราในบทบาทไหนก็ตาม จะเป็นคนธรรมดาก็ได้ แต่เป็นคนธรรมดาที่รับผิดชอบร่วมกันในสังคมเราให้อยู่ดีมีสุขมากขึ้น" ตั้มเสริม
เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพประกอบ : บัว คำดี
#กสศ
#ความเสมอภาคทางการศึกษา
#การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

#ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว
#จังหวัดสกลนคร

15/07/2026
01/07/2026
29/06/2026
24/06/2026

ที่อยู่

Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ศูนย์คนรุ่นใหม่ใจอาสา เพื่อผู้ประสบภัย โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์คนรุ่นใหม่ใจอาสา เพื่อผู้ประสบภัย:

ทางลัด

แชร์