Because Depress We Care

Because Depress We Care ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงเด็กสตรีทุกมิติ

22/05/2026

รายงานล่าสุดจาก IHME และวารสาร The Lancet ระบุว่า ปี 2566 มีประชากรทั่วโลกเกือบ 1,200 ล้านคนเผชิญปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบกว่า 30 ปี โดยโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นหนักหลังโควิด-19 จนโรคทางจิตกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดของความพิการและการสูญเสียคุณภาพชีวิตทั่วโลก
อ่านต่อในคอมเมนต์
#เราตรวจสอบเพื่ออนาคต

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ยากลำบาก หรือภาวะวิกฤตในชีวิต เราสามารถใช้เทคนิคในการปลอบโยนตนเองโดยใช้ประสาทสัมผัส...
22/05/2026

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ยากลำบาก หรือภาวะวิกฤตในชีวิต เราสามารถใช้เทคนิคในการปลอบโยนตนเองโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า (SELF SOOTHE) เพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และประคับประคองให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายไปได้

 #แผลใจในวัยเด็ก
18/05/2026

#แผลใจในวัยเด็ก

"แผลใจในวัยเด็ก”

หลายคนในชีวิตมีแผลใจในวัยเด็ก

ที่แม้ว่ากาลเวลาผ่านไป
แผลใจนั้นก็ยังมีอิทธิพล
กำหนดเส้นทางชีวิตให้เดิน
โดย รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

เช่น บางคนเคยถูกเพื่อนล้อเลียน เรื่อง ความอ้วน
โตขึ้นกลายเป็นคนกลัวอ้วนมาก
จนต้องคอยคุมอาหารกลัวอ้วน
จนกลายเป็นโรคคลั่งผอม ที่อดอาหารจนร่างกายทรุดโทรม
และ เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

หรือ ถูกเพื่อนล้อเลียนเรืองหน้าตา
ทำให้โตขึ้นมากลายเป็นคนขาดความมั่นใจเรืองหน้าตา
คอยวิตกจริตกับหน้าตาของตนเองมาก
จนขาดความสุข

หรือ บางคนไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว หรือ จากโรงเรียน
เช่น จากคำพูดหรือการกระทำของคุณพ่อคุณแม่ หรือ จากที่โรงเรียน
เมื่อโตขึ้น พยายามแสวงหาการยอมรับจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
ต้องการเป็นที่ยอมรับอย่างมาก จนไม่สามารถหยุดตัวเองได้
เพื่อเติมเต็มความรู้สึกขาดการยอมรับในวัยเด็ก

หรือ บางคนรู้สึกขาดรักในวัยเด็ก
เมื่อโตขึ้นมา จะแสวงหาความรักจากคนรอบข้างตลอดเวลา
ต้องการเป็นที่รักอยู่ตลอด
จนทั้งตนเอง และ คนรอบข้างเหนื่อยใจ
ได้รับรักเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่ายังขาดอยู่ดี
เป็นจากปมในวัยเด็กทำให้รู้สึกขาดรักอยู่ตลอด ได้เท่าไหร่ ก็เลยรู้สึกไม่เพียงพอ

หรือ บางคนมีบาดแผลในใจเห็นภาพครอบครัวในวัยเด็กที่พ่อแม่ทะเลาะกัน
ด้วยเรื่องการเลี้ยงลูก
สุดท้ายหย่าร้างกัน
แล้วฝังใจว่าตนคือ สาเหตุ
จากนั้นก็เฝ้าโทษตนเองมาตลอดว่าเป็นเพราะตน พ่อแม่จึงหย่าร้างกัน
เลยไม่เคยยอมให้ตนเองใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
เพราะ ต้องการลงโทษตนเอง จากความรู้สึกผิดนั้น

หรือ เด็กสาวบางคนมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับผู้ชาย
เช่น ภาพพ่อทำร้ายแม่ หรือ ตนเองเคยถูกผู้ชายทำร้ายมา
ทำให้ใช้ชีวิตในตอนโตด้วยความเกลียดและกลัวผู้ชาย
จนทำให้ส่งผลต่อการเข้าสังคม การเรียน การทำงาน

หรือ บางคนมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องเพื่อนในวัยเด็ก
ประสบเหตุการณ์ว่าเพื่อนไม่ยอมรับ ไม่เล่นด้วย เพื่อนๆไม่อยากให้เข้ากลุ่ม
พอโตขึ้น มักจะไม่กล้าเข้าไปทำความรู้จักกับใคร
มักตราหน้าตนเองว่าเป็นคนที่ไม่มีใครอยากคบ
และ เศร้า เหงา และ อ่อนไหวง่าย กับท่าทีสีหน้าของเพื่อน เป็นต้น

#สาเหตุที่แผลใจในวัยเด็กส่งผลกระทบกับชีวิตได้อย่างไร?

เหล่านี้เกิดจากเรานำความทรงจำในอดีต (ซึ่งจริงๆ จบไปแล้ว)
มาหลอกหลอนตนเองในปัจจุบัน (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหม่)

โดยเป็นกระบวนการดังนี้
ความทรงจำในอดีต: บาดแผลในวัยเด็ก + ความคิดปรุงแต่งต่อเติมเหตุการณ์ปัจจุบัน
--> นำมาสู่ความเชื่อเดิมๆว่าเราแย่ (ตามบาดแผลเดิมในวัยเด็ก)
--> นำมาสู่ความทุกข์กับเรื่องเดิมๆ และ มีวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสมแบบเดิมๆ

#เราควรดูแลจิตใจอย่างไร? :)

เราคงไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้
เรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้เกิดไปแล้ว
และ แผลใจที่เกิดขึ้น ได้เกิดขึ้นไปแล้วเช่นกัน

แต่สิ่งสำคัญคือ
เราจะดูแลใจตัวเราอย่างไร ที่ไม่ให้แผลใจในวัยเด็ก
ยังส่งอิทธิพลกำหนดชีวิตเราไปจนผิดทาง
และ
ลดการซ้ำเติมแผลใจด้วยตัวเราเอง (จากการคิด)

1) หมั่นฝึกรู้เท่าทัน "ความทรงจำเก่า" ที่มักจะเกิดขึ้นในความคิด

2) หมั่นฝึกรู้เท่าทัน "ความคิดปรุงแต่งต่อเติม" จากเหตุการณ์ในปัจจุบัน

3) หมั่นระลึกถึงข้อดีของตนเองในทุกวัน และ ขอบคุณข้อดีนั้นๆ
ที่ทำให้เรามีสิ่งดีๆ ในวันนี้

สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญ
ให้เราก้าวพ้นออกจากโลกเก่า (ที่ตามติดมาจากความคิด)
และ พาเราออกมาสู่โลกใหม่ (ที่มีอยู่จริงตอนนี้)

โลกจริงตอนนี้
อาจมีอะไรดีๆ รอเราอยู่

เพราะ โลกแต่ละขณะ ไม่เคยเหมือนเดิม
ทั้งตัวเรา และ สิ่งรอบตัว

ยิ่งถ้าเรามีสติ หมั่นรู้เท่ารู้ทันโลกความคิด
และ หมั่นที่จะเห็นคุณค่าดีๆที่เรามี

เราจะเห็นโลกใบนี้ เป็นโลกใบใหม่ ที่สว่างสดใสกว่าเดิม
เพราะ ไม่มีขยะความคิดจากอดีต และ ความคิดปรุงแต่ง
มารบกวนใจแบบเดิมมากนัก
พร้อมกับมีพลังด้านบวก จากการเห็นสิ่งดีๆในตัวเรา
ซึ่งมีอยู่จริง
แต่เรามักหลงลืมไปค่ะ
:)

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

-------------------------------------------------------
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#ยิ่งโตยิ่งสุข

- สามารถรับฟังบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ :)
https://www.youtube.com/watch?v=ccHzmtUl0AM

18/05/2026

10 วิธีช่วยส่งเสริมการมีภาวะ "Self-Esteem" ที่ดี

1. หมั่นรู้จักตนเองอย่างที่เป็น
: คือ รู้จักวิธีคิด รู้จักสิ่งที่มักใส่ใจ
รู้จักจุดแข็ง รู้จักจุดอ่อนในตนเอง
อย่างยอมรับ ไม่ปฏิเสธตนเอง
และ พัฒนาตนเองด้วยความเข้าใจ

2. ฝึกรักตนเองอย่างที่เป็น
: "รัก-ยอมรับ-อ่อนโยน-เข้าใจ-พร้อมเรียนรู้"
คือ คุณสมบัติความรักที่มีคุณภาพช่วยส่งเสริมภาวะ self-esteem ที่ดี
ส่วนไหนที่ได้ทำผิดพลาดไป
การเรียนรู้จากมัน
และ เริ่มทำใหม่ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
โดย
ไม่กล่าวโทษตนเอง
ไม่กล่าวโทษคนอื่น
ไม่หาข้อแก้ตัวให้ตนเอง

3. ใส่ใจให้ความสำคัญกับทุกความสำเร็จในชีวิต แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย
: ความสำเร็จเล็กๆที่มีในแต่ละวัน คือ ความสำเร็จที่สำคัญในความเป็นจริง

4. ตั้งจุดหมายที่เป็นไปได้ อยู่ในวิสัยที่เราสามารถทำได้
: สามารถตั้งจุดหมายที่ท้าทายได้ แต่ไม่ใช่ตั้งในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

5. ล้อมรอบตัวคุณด้วยคนที่สนับสนุนคุณในทางที่ดี และ มีพลังด้านบวกให้กับคุณ
: จิตใจเราจะคล้อยตามสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ด้วย
ลักษณะของคนที่เราเกี่ยวข้อง จะส่งอิทธิพลกับคุณภาพชีวิตและคุณภาพจิตใจของเรา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

6. หมั่นรับรู้-ใส่ใจ-ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราให้คุณค่า
การรู้จักและเข้าใจ
"ว่าอะไรคือ สิ่งที่มีความหมายต่อใจเราอย่างแท้จริง"
คือ การหาตัวเองเจอ
ยินดีด้วยค่ะ :D

7. ฝึกมองตนเองตามความเป็นจริง
7.1 ฝึกมองเห็นตนเองในด้านดี
มีคำพูดที่สร้างกำลังใจให้ตนเอง
และ ลด-ละ-เลิก คำพูดที่บั่นทอนจิตใจ และ คุณค่าของตนเอง
: ในทุกวันเราย่อมทำสิ่งดีๆ ให้กับตนเองบ้าง ให้กับคนอื่นบ้าง
การจะชมตนเองบ้าง การจะให้กำลังใจตนเองบ้าง
คือ วิตามินใจที่ควรเติมให้ตนเองในทุกวัน

7.2 ฝึกมองเห็นตนเองในด้านที่ควรปรับปรุง
ด้วยใจที่มีความยุติธรรม
ด้วยความเมตตา
ด้วยความเข้าใจ
และ ไม่ด่าทอตนเอง
: ในทุกวันเราย่อมทำสิ่งที่ผิดพลาดได้
การเห็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ด้วยใจที่เป็นธรรม ด้วยความรักความเมตตา
และ ทำความเข้าใจความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากอะไร
และ แนวทางการดูแลตนเองที่เหมาะสมคืออะไร
คือ วิตามินชีวิตที่ส่องแสงให้ตนเองได้ในทุกวัน

8. หมั่นดูแลร่างกายและจิตใจอย่างสม่ำเสมอ
: กาย-ใจที่แข็งแรงสดใสได้รับการดูแลที่ดี
เป็นรากแก้วของ self-esteem ที่ดี

9. หมั่นทำสิ่งที่ดี-มีประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น
: การลงมือทำสิ่งที่ดี สิ่งเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และ ผู้อื่นในแต่ละวัน
เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรากลับมาเห็นคุณค่าตนเองง่ายขึ้น


10. ฝึกมองอุปสรรค-ปัญหา เป็นความท้าท้าย เป็นโอกาสที่ดีของชีวิต
: ความสุขทำให้เราสบาย แต่ปัญหาคือความท้าทาย
ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ฉลาดขึ้น และ เติบโตขึ้น

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#ยิ่งโตยิ่งสุข

---------------------------------------
- สามารถรับฟังเสียงบรรยายได้ทาง
https://www.youtube.com/watch?v=7KQHvBpuf64

18/05/2026
18/05/2026

Sertraline: กลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

- บทคัดย่อ
Sertraline เป็นยาต้านเศร้ากลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) ที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคแพนิก PTSD โรควิตกกังวลทางสังคม และ premenstrual dysphoric disorder โดยกลไกหลักของยาคือการยับยั้งการนำ serotonin หรือ 5-hydroxytryptamine กลับเข้าสู่เซลล์ประสาทผ่าน serotonin transporter (SERT) ส่งผลให้ serotonin คงอยู่ใน synaptic cleft ได้นานขึ้น และเพิ่ม serotonergic neurotransmission ในระบบประสาทส่วนกลาง แม้ sertraline จะออกฤทธิ์เด่นต่อ serotonin แต่ยังมีผลต่อ dopamine และ norepinephrine reuptake ในระดับต่ำ รวมถึงมีกลไกอื่นที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น sigma-1 receptor อย่างไรก็ตาม กลไกหลักที่ได้รับการยอมรับทางคลินิกยังคงเป็นการยับยั้ง serotonin reuptake

1. บทนำ
Sertraline จัดเป็นยากลุ่ม SSRI ซึ่งถูกใช้แพร่หลายในเวชปฏิบัติด้านจิตเวชและเวชศาสตร์ทั่วไป เนื่องจากมีความจำเพาะต่อระบบ serotonin มากกว่ายาต้านเศร้ารุ่นเก่า เช่น tricyclic antidepressants และ monoamine oxidase inhibitors ในทางเภสัชวิทยา sertraline เป็นอนุพันธ์ของ naphthalenamine และมีฤทธิ์เด่นในการยับยั้งการ reuptake ของ serotonin จาก synaptic cleft กลับเข้าสู่ presynaptic terminal

2. กลไกหลัก: การยับยั้ง serotonin reuptake
กลไกสำคัญของ sertraline คือการยับยั้ง serotonin transporter หรือ SERT ที่ปลายแอกซอนของเซลล์ประสาทเมื่อ SERT ถูกยับยั้ง serotonin จะไม่ถูกดูดกลับเข้าสู่เซลล์ประสาทได้ตามปกติ ส่งผลให้ระดับ serotonin ใน synaptic cleft เพิ่มขึ้น และสามารถกระตุ้น serotonin receptor ฝั่ง postsynaptic ได้ยาวนานขึ้น

กระบวนการดังกล่าวสามารถอธิบายได้ดังนี้
Sertraline → ยับยั้ง SERT → ลดการดูดกลับ serotonin → เพิ่ม serotonin ใน synaptic cleft → เพิ่ม serotonergic signaling ในระบบประสาทส่วนกลาง
ผลดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ ความวิตกกังวล ความตื่นตัว และพฤติกรรมบางด้าน เนื่องจาก serotonin มีบทบาทสำคัญในระบบประสาทส่วนกลางหลายส่วน

3. ความจำเพาะต่อ serotonin เมื่อเทียบกับ neurotransmitter อื่น
Sertraline มีความจำเพาะต่อ serotonin reuptake มากกว่าระบบ norepinephrine หรือ dopamine โดยข้อมูลทางเภสัชวิทยาระบุว่า sertraline มีฤทธิ์ยับยั้ง serotonin reuptake ได้อย่างเด่นชัด ขณะที่ฤทธิ์ต่อ norepinephrine และ dopamine reuptake อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ยังมี affinity ต่ำต่อ receptor หลายชนิด เช่น adrenergic, cholinergic, histaminergic และ benzodiazepine receptor รวมถึงไม่ยับยั้ง monoamine oxidase
ลักษณะดังกล่าวมีความสำคัญทางคลินิก เนื่องจากการมีผลต่อ receptor อื่นค่อนข้างน้อย อาจช่วยลดผลข้างเคียงบางชนิดที่พบได้ในยาต้านเศร้ารุ่นเก่า แม้ว่ายังสามารถเกิดอาการไม่พึงประสงค์และปฏิกิริยาระหว่างยาได้

4. ผลต่อ dopamine และ norepinephrine: ฤทธิ์รอง
แม้ sertraline จะถูกจัดเป็น SSRI แต่มีรายงานว่ายาอาจมีผลต่อ dopamine และ norepinephrine uptake ในระดับเล็กน้อย และอาจมี dopaminergic activity มากกว่า SSRI บางชนิด อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์ดังกล่าวไม่ใช่กลไกหลักของยา และความสำคัญทางคลินิกยังควรตีความอย่างระมัดระวัง

5. การออกฤทธิ์แบบล่าช้าและการปรับตัวของระบบประสาท
แม้ระดับ serotonin ใน synaptic cleft จะเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างเร็วหลังเริ่มยา แต่ผลการรักษาทางอารมณ์มักต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ กลไกที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้คือการปรับตัวของระบบประสาทหลังได้รับ SSRI ต่อเนื่อง เช่น การเปลี่ยนแปลงของ serotonergic autoreceptor โดยเฉพาะ 5-HT1A autoreceptor รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของ firing rate ของเซลล์ประสาท serotonin

6. ผลต่อ platelet serotonin และความสัมพันธ์กับความเสี่ยงเลือดออก
Sertraline สามารถยับยั้งการ uptake ของ serotonin เข้าสู่เกล็ดเลือดได้ในขนาดที่ใช้ทางคลินิก เนื่องจาก serotonin มีบทบาทต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ยากลุ่ม SSRI จึงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านเลือดออก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกอื่น

7. กลไกอื่นที่อยู่ระหว่างการศึกษา
มีงานวิจัยที่เสนอว่า sertraline อาจมีผลต่อระบบอื่นเพิ่มเติม เช่น sigma-1 receptor, neuroplasticity, cellular stress และ neurosteroids รวมถึงอาจเกี่ยวข้องกับ long-term potentiation และตัวรับบางชนิดของ NMDAR อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลอง และยังไม่ถือเป็นกลไกหลักทางคลินิกของยา

8. เภสัชจลนศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์
หลังรับประทาน sertraline ระดับยาในพลาสมามักสูงสุดภายในประมาณ 4.5–8.4 ชั่วโมง และมี terminal elimination half-life ประมาณ 26 ชั่วโมง จึงมักใช้ในรูปแบบวันละครั้ง Sertraline ถูกดูดซึมค่อนข้างช้าและผ่าน first-pass metabolism โดย metabolite สำคัญคือ N-desmethylsertraline ซึ่งมีฤทธิ์อ่อนกว่า parent drug ระดับยาคงที่มักเกิดหลังใช้ยาต่อเนื่องประมาณหนึ่งสัปดาห์

9. ความหมายทางคลินิก
Sertraline ออกฤทธิ์หลักโดยเพิ่ม serotonergic neurotransmission และผลการรักษาเกี่ยวข้องกับการปรับตัวของระบบประสาทเมื่อใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ในผู้ป่วยอายุน้อยควรติดตามอารมณ์ พฤติกรรม และความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจอย่างใกล้ชิดระหว่างการใช้ยา และควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร

บทสรุป
Sertraline เป็นยากลุ่ม SSRI ที่ออกฤทธิ์หลักผ่านการยับยั้ง serotonin transporter ทำให้ serotonin ใน synaptic cleft เพิ่มขึ้นและเสริม serotonergic signaling ในระบบประสาทส่วนกลาง จุดเด่นสำคัญคือความจำเพาะต่อ serotonin มากกว่าระบบ neurotransmitter อื่น และมี affinity ต่ำต่อ receptor หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงของยาต้านเศร้ารุ่นเก่า แม้จะมีกลไกรองอื่นที่อยู่ระหว่างการศึกษา แต่กลไกหลักที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดยังคงเป็นการยับยั้ง serotonin reuptake

16/05/2026
16/05/2026

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียต่างๆ ค่อนข้างมาก (หมอขออนุญาตไม่กล่าวถึงรายละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับบุคคลที่สาม)

หลายคนอาจติดตามข่าวด้วยความตกใจ โกรธ หรือหดหู่ใจ

แต่เป็นพิเศษและหมอรู้สึกเป็นห่วงคือ ผู้ที่เคยมีประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะ PTSD หรือ complex trauma จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ(s*xual abuse) เนื้อหาเหล่านี้อาจสร้างความกระทบกระเทือนใจมากกว่าคนทั่วไปได้


PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) คือภาวะที่สมองและระบบประสาทยังคงตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจราวกับว่าภยันตรายหรือสิ่งคุกคามนั้นยังไม่จบลง แม้เหตุการณ์นั้นๆ จะผ่านไปแล้ว เช่น มีฝันร้าย เห็นภาพเดิมๆ กลับมา ใจสั่น หวาดระแวง หรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้นๆ

ส่วน complex trauma มักเกิดจาก ‘การเผชิญบาดแผลทางจิตใจซ้ำๆ‘ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่เด็กหรือเหยื่ออยู่ในภาวะไร้อำนาจ เช่น การถูกทำร้าย ถูกล่วงละเมิด หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลลึกไปถึงความรู้สึกต่อตัวเอง ความสัมพันธ์ และมุมมองที่รู้สึกว่าโลกไม่ปลอดภัยอีกต่อไป


ดังนั้นสำหรับบางคน การอ่านรายละเอียดข่าว การฟัง/ดูคลิป การเห็นคำให้สัมภาษณ์ หรือแม้แต่การเห็นคนในสังคมถกเถียงกันถึงเรื่องราวที่เกิด อาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้

เช่น นอนไม่หลับ อารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล หรืออาจหงุดหงิดมากขึ้น รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือกลับไปจมอยู่กับความรู้สึกเดิมๆ อีกครั้ง


การที่เสพข่าวแล้วถูกกระตุ้นให้มีอาการมากขึ้น เพราะระบบประสาทของคนที่เคยผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนที่ทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจอาจตอบสนองรุนแรงกว่าคนทั่วไปที่เสพข่าวได้

หมออยากชวนทุกคนให้ช่วยกันสังเกตใจตัวเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่เคยมีบาดแผลทางใจจากการถูกทำร้าย/ล่วงละเมิดอยู่เดิม และปรับวิธีการเสพข่าวไม่ให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ


วิธีดูแลตัวเองเวลาเสพข่าว เช่น

- หลีกเลี่ยงการอ่านรายละเอียดข่าวซ้ำๆ หลายรอบ
- ไม่ฟัง/ดูคลิปหรือภาพที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกก่อนนอน จะทำให้ถูกกระตุ้น นอนหลับยากได้
- จำกัดเวลาการเสพข่าวซ้ำๆ ต่อเนื่อง
- ถ้าเริ่มมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก เครียดมากๆ หรืออารมณ์ดิ่งมาก ให้หยุดเสพข่าวชั่วคราว
- สลับไปทำกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายและจิตใจกลับมารู้สึกสงบปลอดภัยขึ้น เช่น คุยกับคนที่ไว้ใจ ออกกำลังกาย เดิน เล่นกับสัตว์เลี้ยง ดูอะไรเบาๆ ทำสมาธิ เรียกสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน


เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ความรุนแรง การถูกทำร้าย และการถูกล่วงละเมิด

หมออยากบอกว่า การพักใจจากข่าว เช่น เลื่อนผ่านไป หรือจำกัดการเสพสื่อ ไม่ใช่การหนีความจริง แต่เป็นการดูแลความปลอดภัยทางจิตใจของตัวเองนะคะ

#หมอมินบานเย็น

16/05/2026

#แค่เด็กเล่นกันหรือละเมิดทางเพศ??
เมื่อฟังคลิปเสียงแล้ว เราอาจสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องนั้นเป็นเพียงการเล่นกันแบบเด็กๆหรือเป็นการละเมิดทางเพศ

เพื่อช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้และช่วยเหลือเด็กที่ถูกกระทำอย่างเหมาะสม อาจารย์ขอให้ข้อมูลดังนี้ค่ะ

🥀s*x play คืออะไร?
คนไทยอาจใช้คำว่า "เด็กๆเล่นกัน" ซึ่งก็เป็นคำที่ถูกต้อง ในวัยเด็กอาจมีสิ่งที่เรียกว่า s*x play หรือการเล่นเกี่ยวกับอวัยวะเพศ เช่น เปิดกระโปรงหรือถอดกางเกงของเพื่อน หรือแอบจับจู๋เป็นต้น มันเป็นการเล่นระหว่างเด็กที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เกิดขึ้นเพราะความอยากรู้อยากเห็นและไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญ เมื่อเล่นแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นหมดไปแล้ว ก็เลิกกันไป

🥀Sexual abuse คือการละเมิดทางเพศ เป็นการกระทำที่ริดรอนสิทธิ เป็นการก่อความรุนแรงกับร่างกายของอีกคนหนึ่งโดยไม่ได้รับความยินยอมและอาจมีการทำซ้ำๆ

🥀แยกอย่างไรระหว่าง s*x play กับ s*xual abuse?
ต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง
s*x play-
1.เด็กมีอายุเท่ากัน (หรือไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่ต่างกันหลายปี) มีขนาดตัวพอๆกันและอยู่ในระดับพัฒนาการ (developmental level) เดียวกัน
2.แรงจูงใจ คือความอยากรู้อยากเห็น เป็นการ explore หรือค้นหาเกี่ยวกับร่างกายของตนเองและเด็กอื่นแบบไร้เดียงสา ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง
3.เป็นการกระทำที่ไม่มีความรุนแรง ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ไม่มีการก้าวร้าวหรือใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ
4.หากผู้ใหญ่เข้ามาแนะนำหรือสั่งสอนถึงความเหมาะสมหรือกฎแห่งความเป็นส่วนตัว (privacy rules) เด็กจะเข้าใจและหยุดพฤติกรรมนั้นได้ง่าย
5. ความบ่อย: เกิดไม่บ่อย และไม่ใช่พฤติกรรมที่หยุดไม่ได้
6. สถานที่ s*x play มักจะเกิดในที่โล่งแจ้งมากกว่า เช่นในสนามเด็กเล่น
7. ความลับ ไม่มีการเก็บเป็นความลับ ไม่บังคับอีกฝ่ายหนึ่งว่าห้ามบอกใคร

Sexual abuse-การละเมิดทางเพศ
1. Power imbalance อำนาจที่แตกต่างกันระหว่างเด็ก 2 คน เช่นคนหนึ่งโตกว่า แข็งแรงกว่า กระทำต่อเด็กที่เล็กกว่าหรืออ่อนแอกว่า
2.พฤติกรรมเป็นแบบผู้ใหญ่ เช่นมีการร่วมเพศ มีการสอดใส่หรือใช้ปากกับอวัยวะเพศ
3.มีการทำซ้ำ ทำบ่อยหรือรุนแรงขึ้น
4.มีการบังคับขู่เข็ญ หรือ ติดสินบน
5. สถานที่ มักเกิดในที่ลับตาคน
6. มีการเก็บเป็นความลับ
7. การมีจินตนาการทางเพศ (s*xual fantasy) หากมีจินตนาการทางเพศในขณะที่ทำก็ชี้ว่าเป็นการละเมิดทางเพศ
8.เด็กที่ถูกกระทำมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเช่น มีความกังวลใจหรือหวาดกลัวและมีพฤติกรรมทางเพศกับของเล่น หรือเพื่อนร่วมชั้น

❌ตัวแยกที่สำคัญก็คือ
-อายุ แตกต่างกันอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป* เช่นเด็ก 10 ปีกระทำต่อเด็ก 6 ปี เป็นต้น (พูดง่ายๆว่าอาจเป็น s*x play หากอายุห่างกันไม่เกิน 3 ปี แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นด้วย)

❌❌ถ้าอายุต่างกันมาก เช่น 4-5 ปีขึ้นไปก็ถือว่าเป็นการละเมิดทางเพศแน่นอน แม้พฤติกรรมที่ทำอาจจะไม่รุนแรง เช่นอาจแค่แตะต้องของสงวน และไม่มีการสอดใส่

แต่อย่าลืมว่า เด็กที่เล็กกว่าก็สามารถละเมิดทางเพศเด็กที่โตกว่าได้ ถ้าฝ่ายหลังมีลักษณะอ่อนแอกว่า เช่นมีโรคบางอย่างที่ทำให้ปกป้องตัวเองไม่ได้หรือสติปัญญาไม่ดี เป็นต้น
(*ในเรื่องอายุ แต่เดิมนั้นให้ถึง 4 ปี ปัจจุบันลดลงมาเป็น 3 ปี แต่ตัวเลขนี้เป็นการกำหนดคร่าวๆ เพื่อช่วยในการดูแลเคส ไม่ใช่ตัวเลขจากงานวิจัย)

#ปั้นใหม่ *xplay #การละเมิดทางเพศ

ที่อยู่

Bangkok
10330

เบอร์โทรศัพท์

0819320000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Because Depress We Careผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์