Because Depress We Care

Because Depress We Care ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงเด็กสตรีทุกมิติ

21/08/2026

📘การศึกษาเรื่อง "ผลระยะยาวของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น"
🟢ความรู้เดิม : การฝึกทักษะการดูแลของผู้ปกครองมีประสิทธิผลในการปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูและพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาประเด็นดังกล่าวในประเทศไทยยังมีจำนวนจำกัดและขาดการติดตามผลในระยะยาว ทำให้ไม่ทราบความยั่งยืนของผลลัพธ์
🟢ความรู้ใหม่ : การศึกษานี้พบว่าโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้น ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเสริมร่วมกับการดูแลตามปกติ มีประสิทธิผลในการลดปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโรคสมาธิสั้น ทั้งด้านขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และดื้อต่อต้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผลลัพธ์มีความคงทนต่อเนื่องจนถึง 1 ปีหลังเสร็จสิ้นโปรแกรมเมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลตามปกติเพียงอย่างเดียว
🟢ประโยชน์ที่จะนำไปใช้ : เป็นข้อมูลในการวางแผนปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นโดยควบคู่กับการดูแลตามปกติ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและครอบครัว รวมถึงลดภาระและต้นทุนของระบบการศึกษาและสาธารณสุขในระยะยาว
📍อ่านเพิ่มเติมทาง : https://doi.org/10.64838/jmht.2025.280887

กัญชมน สีหะปัญญา, อนุวัฒน์ สรวนรัมย์, ชนกชนม์ โคตรสมบัติ, กิตติยาภรณ์ บุญไพโรจน์. ผลระยะยาวของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย. 2568;33(4):293-304. doi:10.64838/jmht.2025.280887.
Seehapanya K, Saruanrum A, Khotsombat C, Boonpairot K. Long-term effects of parental skills training for behavioral modification of children with attention deficit hyperactivity disorder. Journal of Mental Health of Thailand. 2025;33(4):293-304. doi:10.64838/jmht.2025.280887. (in Thai)
#การปรับพฤติกรรม #เด็กสมาธิสั้น #ทักษะการเลี้ยงดู #ผลระยะยาว #วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย #ข่าวเผยแพร่วิชาการสุขภาพจิต

21/08/2026

พอเถอะการทำหลายอย่างพร้อมกัน (multitasking)
ทำทีละอย่างนะคะ ยิ่งเป็นซึมเศร้าด้วยแล้ว อย่าหาทำ


เวลาคนบอกว่า “ทำหลายอย่างพร้อมกันแล้วเก่ง” ในมุมของสมองจริงๆ มันไม่ใช่ความสามารถพิเศษเลยค่ะ แต่มันคือการใช้ทรัพยากรที่เปราะบางที่สุดของเรา ซ้ำๆ ไป แล้วเข้าสู่โหมดล้าโคตรง่าย

และในคนที่มีแนวโน้มซึมเศร้า
จุดนี้คือ “จุดแตก” ของระบบเลย
เพราะมันโหลดสมองชิบหา_


ปัจจุบันมีการค้นพบว่าสมองทำงานเป็นเครือช่าย ที่ช่วยให้เราสามารถบริหารจัดภายนอกกับภายในได้ โดยมี 3 เครือข่ายหลักที่ต้องคุยกันตลอดเวลา

1️⃣ เครือข่ายควบคุมเหตุผล/ตัดสินใจ (Central executive network: CEN) นำโดย dorsolateral prefrontal cortex (dlPFC) และ posterior parietal cortex ทำหน้าที่โฟกัส วางแผน และคุมความคิด

2️⃣ เครือข่ายรับสัญญาณสำคัญ (Salience network) นำโดย anterior insula และ dorsal anterior cingulate cortex (dACC) ทำหน้าที่เลือกว่าอะไร “สำคัญ”

3️⃣ เครือข่ายคิดภายใน (Default mode network: DMN) นำโดย medial prefrontal cortex (mPFC), posterior cingulate cortex (PCC) และ precuneus เป็นโหมดคิดเรื่องตัวเอง ความทรงจำ และการตีความชีวิต


ในสมองที่สมดุล salience network จะทำหน้าที่เหมือน “สวิตช์” คอยตรวจว่า ตอนนี้ควรโฟกัสงานหรือควรปล่อยให้สมองพักและคิดภายใน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนทำงานหลายอย่างพร้อมกัน คือ คุณกำลังบังคับให้ระบบนี้ “สลับโหมดถี่ผิดธรรมชาติ” อย่างต่อเนื่อง
งาน A → งาน B → มือถือ → งาน → แชต → กลับมาใหม่

ทุกครั้งที่สลับ สมองส่วน dlPFC ต้องยับยั้งคำสั่งงานเดิม แล้วปรับโปรแกรมใหม่ (reconfigure network) พร้อมกับโหลด set ของข้อมูลที่เอามาใช้ชั่วคราว (working memory) เพื่อมารองรับอีกงานทุกครั้ง


กลไกนี้เรียกว่า “task-set reconfiguration”
ซึ่งมีต้นทุนมหาศาลในระดับเซลล์ประสาทเลย
เพราะต้องใช้งานหลายจุดมาก เช่นระบบ dopamine จาก mesocortical pathway (VTA → dlPFC) เพื่อคงข้อมูลชั่วคราวที่ set ไว้ในแต่ละงาน ที่ชิฟไปชิฟมา คือมันต้องจำไงว่างานเดิมถึงไหน


และยิ่งในซึมเศร้าที่มี dlPFC แย่อยู่แล้ว การ set ข้อมูลขึ้นมาชั่วคราวพังจ้า ทำได้ยากมาก ดังนั้นพอเริ่มทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน

จะเจอปัญหาประจำคือ กรูทำอะไรอยู่ กรูต้องทำไรต่อ
ขั้นตอนนี้ถึงไหนแล้ว

คือบางคนที่หนักมากๆ แค่งานเดียวยังมีปัญหาเลย


ในขณะเดียวกัน สมองส่วน dACC ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับจุดผิด/ความขัดแย้ง จะถูกกระตุ้นซ้ำๆ เพราะสมองต้องคอยตรวจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่

ซึ่งการใช้งานจุดนี้ตลอด จะยิ่งทำให้เกิดการล้าในระดับสมอง (mental fatigue) และในซึมเศร้าสมองส่วนนี้ก็แย่อยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มอาการล้าในระยะยาวมากๆ

แถมยังทำให้สมองส่วน anterior insula ซึ่งเป็นศูนย์รวมของ salience network ทำหน้าที่รวมสัญญาณจากร่างกายและอารมณ์ เพื่อบอกว่าสิ่งไหนควรโฟกัส เมื่อสลับงานบ่อย insula จะไม่ไหวละจ้า การเลือกสิ่งสำคัญก็แย่ลงมากๆ

เคยมั้ยล่ะ ยิ่งทำหลายงาน ปรากฎว่าช้าลงทุกงาน


และพอมีช่วงอึ้ง ช่วงมึนมากขึ้น
สมองส่วน DMN จะ “เด้งขึ้นมา” มาทำงานเลย
หลุด ลอย รำพึง รำพัน จบจ้า ไม่เสร็จซักงาน

ถ้ากรณีซึมเศร้าก็นะ คิดเรื่องลบๆ นั่นแหละ


ดังนั้น multitasking ไม่ได้แค่ทำให้ “งานช้า”
แต่คือการผลักสมองจากโหมดควบคุม โฟกัส ไปสู่โหมดคิดวนซ้ำๆ

และทุกครั้งที่วงจรนี้เกิด มันจะเร่งความผิดปกติที่มีอยู่เดิม ให้เด่นชัดเจน เหมือนใช้วงจรนี้จนเยอะ แล้วชินอะ อาการหลุดโฟกัส อาการเหม่อก็จะแย่ลง


ทางออกจึงไม่ใช่แค่เรื่อง productivity
แต่คือการ “รีเซ็ตเครือข่ายสมอง”
การทำงานทีละอย่างเถอะค่ะ
เพราะช่วยให้
▪️ dlPFC รักษาบริบทได้นานขึ้น ไม่ต้องใช้ working memory หลายอย่าง
▪️ ACC ไม่ต้องรับงานมาตรวจจับจุดผิดพลาดเยอะ
▪️ salience network ไม่ล้า คอยจับจุดสำคัญได้ดีขึ้น
▪️ DMN ไม่ถูกกระตุ้นบ่อย ช่วงหลุด ช่วงเหม่อจะน้อยลง

เมื่อทำซ้ำ วงจรจะเริ่มเสถียร (neuroplasticity) จะค่อยๆ เปลี่ยนเส้นทางจากการคิดวน กลับมาเป็นการควบคุมได้


นี่ไม่ใช่แค่เรื่องวินัย แต่คือการค่อยๆ พาสมองออกจากวงจรที่มันติดอยู่
และบางครั้ง การเลือก “ทำทีละอย่าง” อาจเป็นการรักษาที่ลึกกว่าที่เราคิดค่ะ

แต่บางคนอาจจะเถียงว่าฉันทำได้
ก็… ก็ดีค่ะ และหลายครั้งมันต้องทำพร้อมกัน เพราะงานแมร่งเยอะ
แต่ถ้ามีเวลาและจัดการได้ ทำทีละอย่าง มันจะตรงกับการทำงานสมองของมนุษย์มากที่สุดค่ะ

21/08/2026

พฤติกรรมผู้ใหญ่ ที่ #เด็กไม่ควรเห็นซ้ำๆ
สิ่งแวดล้อมทางใจ ที่เด็ก 0–6 ขวบ #ต้องได้รับการปกป้อง

เด็กเล็กอาจยังพูดไม่ได้ทั้งหมด แต่สมองและหัวใจของเขารับรู้ทุกบรรยากาศ น้ำเสียง และวิธีที่ผู้ใหญ่จัดการอารมณ์ในแต่ละวัน

สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จะค่อยๆ หล่อหลอมความรู้สึกว่า โลกนี้ปลอดภัยไหม ฉันมีคุณค่าแค่ไหน และความสัมพันธ์ควรเป็นแบบใด แม้เด็กจะยังอธิบายไม่เป็น แต่ระบบประสาทและหัวใจของเขาเข้าใจเสมอ

ต่อไปนี้คือ พฤติกรรมผู้ใหญ่ที่เด็กไม่ควรเห็นซ้ำๆ

🔊 เสียงดัง & อารมณ์รุนแรง
ตะโกน ประชด หรือเงียบใส่ สำหรับเด็ก เพราะนี่คือสัญญาณว่าโลกไม่ปลอดภัย และเขาต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา

💬 คำพูดที่บั่นทอนคุณค่า
การเปรียบเทียบ ดูถูก หรือหัวเราะความผิดพลาด จะค่อยๆ สอนให้เด็กเชื่อว่า “ฉันไม่ดีพอ” โดยไม่รู้ตัว

📱 ผู้ใหญ่ที่ไม่มีเวลาให้กัน
อยู่ใกล้ แต่ใจไม่อยู่ มือถือมาก่อนลูก เด็กจะเรียนรู้ว่า ความต้องการของฉันไม่สำคัญ ส่งผลต่อความผูกพันและคุณค่าในตัวเอง

⏱️ บ้านที่อารมณ์ไม่นิ่ง เดี๋ยวดี เดี๋ยวพัง
ใช้อารมณ์ ใช้ความกลัว หรือข่มขู่เลี้ยงลูก ระบบประสาทเด็กจะอยู่ในโหมดระแวง สงบใจตัวเองไม่เป็น

😢 บอกให้หยุดรู้สึก แทนการช่วยเข้าใจความรู้สึก
“อย่าร้อง” “หยุดเดี๋ยวนี้” “เด็กต้องเชื่อฟัง” คือการปิดประตูการเรียนรู้อารมณ์ และการตัดสินใจของเด็ก

🪞 ผู้ใหญ่ที่ไม่รับผิดชอบอารมณ์ตัวเอง
โกหก ดูถูกตัวเอง ใช้คำรุนแรง เด็กจะซึมซับและเลียนแบบ เพราะเด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็น มากกว่าสิ่งที่สอน

🤝 ไม่มีการซ่อมแซมความสัมพันธ์
ทะเลาะแล้วค้าง ไม่ขอโทษ ไม่คืนดี เด็กจะไม่เห็นภาพของความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและเยียวยาได้

การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องใหญ่ แค่สม่ำเสมอ และจริงใจกับการเติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้าง “บ้านที่พอปลอดภัย” ให้หัวใจและสมองของลูก ได้เติบโตอย่างแข็งแรง มั่นคง ไปพร้อมกับผู้ใหญ่ที่กำลังเรียนรู้เช่นเดียวกันค่ะ 🤍

#สารพันปํญหาการเลี้ยงลูก

21/08/2026

ตัวเองจะได้รู้ว่ากำลังจะเป็นโรคซึมเศร้า สังเกตจากอะไรบ้าง?

บางทีความเศร้าหรืออารมณ์ดิ่งมันค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาในชีวิตทีละนิด จนเราอาจจะไม่ทันสังเกตว่าอารมณ์เทาๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันคือแค่ความเครียดชั่วคราว หรือเรากำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ "โรคซึมเศร้า" กันแน่
ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีความเสี่ยงไหม ลองมาเช็คสัญญาณเตือนทางอารมณ์ ร่างกาย และความคิดตามนี้ได้เลยครับ:\

📍 1. อารมณ์เศร้าดิ่งและเบื่อหน่ายที่พุ่งสูงผิดปกติ
• เศร้าแบบไม่มีเหตุผล: รู้สึกหม่นหมอง ดิ่งสลดอย่างรุนแรง โดยที่บางทีก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเศร้าเรื่องอะไร และความรู้สึกนี้เกิดขึ้นแทบจะทุกวันต่อเนื่อง
• หมดความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ: กิจกรรม หรืองานอดิเรกที่เคยทำแล้วสนุก เคยมีความสุข พอมาทำตอนนี้กลับรู้สึกเฉยชา ไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อน

📍 2. อาการทางกายและระดับพลังงานที่เปลี่ยนไป
• พฤติกรรมการกินรวน: บางคนจะเบื่ออาหารจนกินไม่ลง น้ำหนักลดวูบ แต่บางคนก็กินเยอะขึ้นผิดปกติเหมือนใช้การกินดับความดิ่ง
• รูปแบบการนอนเปลี่ยนไป: หลับยาก ตาค้าง ตื่นเช้ากว่าปกติแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือตรงกันข้ามคือรู้สึกง่วงตลอดเวลาและนอนเยอะผิดปกติ
• หมดพลังงานอย่างรุนแรง: รู้สึกไร้เรี่ยวแรง เหนื่อยล้าตลอดเวลา ไม่อยากออกไปไหน อยากอยู่แต่ในห้อง และเริ่มแยกตัวออกจากคนอื่น

📍 3. สมอง ความคิด และการประมวลผลที่ช้าลง
• สมาธิและความจำแย่ลง: คิดวิเคราะห์อะไรไม่ค่อยออก รวบรวมสมาธิทำงานไม่ได้ ความจำเริ่มแย่ลง รวมถึงพูดหรือทำอะไรช้าลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
• ความคิดโทษตัวเองและรู้สึกไร้ค่า: เริ่มมองตัวเองในแง่ลบ ชอบด่าตัวเองในใจ หรือเวลาทำงานไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมงานเป็นคนทำผิด แต่เรากลับดึงเรื่องนั้นมาโทษตัวเองไว้ก่อน ทั้งๆ ที่สมัยก่อนเราไม่ได้เป็นคนแบบนี้
• มีความคิดไม่อยากอยู่: ในจุดที่อาการเป็นเยอะขึ้น ความรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังจะเริ่มทำให้มีความคิดไม่อยากอยู่ หรือไม่อยากตื่นขึ้นมาเจอกับวันใหม่อีกต่อไป

ถ้าลองสังเกตตัวเองแล้วพบว่ามีอาการเหล่านี้หลายข้อ และเริ่มส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิต การทำงาน หรือความสัมพันธ์ อยากแนะนำให้ลองเข้าพบจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการดูนะครับ การไปเจอหมอไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ แต่โรคซึมเศร้ามันคือความไม่สมดุลที่สามารถรักษาให้หายดีและกลับมามีความสุขกับชีวิตได้ครับ

21/08/2026

บทความนี้สำหรับผู้ที่เคยตั้งคำถามว่า โรคซึมเศร้า เกี่ยวข้องกับ การวิวัฒนาการของมนุษย์ซักมุมหรือไม่ ในแวดวงวิชาการมีคนคุยเรื่องกันจริงจังค่ะ

ว่าโรคซึมเศร้า อาจจะเป็นผลมาจากวิวัฒนาการเรื่องภูมิคุ้มกันที่เตรียมมาให้ก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งไม่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน (Evolutionary legacy)


ย้อนไปสมัยยุคที่การแพทย์ยังไม่พัฒนาเลย การเสียชีวิตส่วนใหญ่ของมนุษย์คือ ผลเชิงกายภาพล้วนๆ เช่น บาดแผลฉกรรจ์ที่สู้กับสัตว์หรือมนุษย์ด้วยกันเอง

ถ้ารอดจากบาดแผล/เสียเลือดนั้นมาได้ ก็จะมาจบชีวิตด้วยการติดเชื้อ ลุกลามไปจนถึงติดเชื้อกระแสเลือดแล้วเสียชีวิต


เหตุการณ์เหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงทำให้มนุษย์กลุ่มที่วิวัฒนาการมาเส้นทางที่เรียกว่า “Inflammatory bias” มีชีวิตรอดมากกว่า


Inflammatory bias คืออะไร?

มันคือการตอบสนองของร่างกายที่มีแนวโน้มไปทางการอักเสบมากกว่าปกติ ซึ่งฝังรากลึกอยู่ใน DNA ของเรา

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า มนุษย์กลุ่มที่มีการทำงานของภูมิคุ้มกันไวกว่าปกติ จะทั้งสู้เชื้อโรคได้ดี และฟื้นฟูแผลได้ดีด้วย (ใช่ค่ะ เม็ดเลือดขาวใช้ในการหายของแผลด้วยค่ะ)


เท่านั้นยังไม่พอ ยังมี Fight/flight response bias ด้วย นั่นคือมีความไวต่อภัยอันตราย และตอบสนองให้ระบบร่างกายอยู่ในสภาวะตื่นตัว เพื่อสู้และหนีตลอดเวลา


ไม่แปลกเลยค่ะ ที่จะเป็นแบบนี้ เพราะโลกในยุคเก่าโหดร้ายมาก ไม่มีความปลอดภัยอะไรเลย ภูมิไม่แข็งแกร่ง ประสาทไม่ตื่นตัว ไม่รอดค่ะ บาดแผลนิดหน่อย เตรียมตัวเสียชีวิตแล้ว

และสิ่งเหล่านี้ยังอธิบายได้ด้วยว่า ภูมิคุ้มกันที่ก่ออักเสบในระดับสมองนั้น สร้าง ‘พฤติกรรมผิดปกติบางอย่าง’ เช่น สิ้นยินดี (Anhedonia), วิตกกังวลเกินเหตุ (Anxiety), ปลีกตัวออกห่าง (Avoidant)

อาจเพราะเพื่อให้เกิดสภาวะที่เปิดโหมดหนีต่อ stress ทั้งหมด ซึ่งในยุคนั้นคือเหล่าสัตว์ร้ายและการโดนล่า พอแล้ว เลิกสนใจความสุขจากการกิน จากการล่าแล้ว เราไม่ยินดีแล้ว ไม่สุขแล้ว หนี หนี หนี, มีสัญญาณว่าศัตรูอยู่ใกล้ๆ เปิดโหมดวิตกกังวล กังวล-กลัว-แพนิค เพื่อวางแผนหนี หนี และหนี


สิ่งเหล่านี้แหละค่ะ คือของตกทอดมารุ่นสู่รุ่น ฝังอยู่ใน DNA พร่ำสอนเหลาน้องๆ ในระบบภูมิคุ้มกันของเรา ให้ฮึกเหิม และทำงาน สร้างการอักเสบตลอดเวลา เพราะไม่อยากให้ร่างกายทั้งร่าง ไปสู่จุดที่เสียชีวิตได้


และสิ่งนั้นแหละค่ะ มันไม่เหมาะกับยุคปัจจุบัน


ในยุคสมัยโบราณ มันโหดร้ายมากก็จริง แต่มันมาแบบรุนแรง ตูมเดียว แล้วหายไป พลาดคือตาย รอดคือได้กินของอร่อย ได้พื้นที่ตรงนั้น พูดแบบประสาทวิทยาคือ Acute severe stress แล้วจบไป

ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นต่อ ไม่ต้องกังวลเรื่องวางแผนการเงิน เดี๋ยวค่อยหาแดรกพรุ่งนี้ แดรกเมื่อหิว ไม่ต้องกังวลเรื่องเรียนต่อ ไม่ต้องหางาน เพราะอยากได้อะไร เดี๋ยวไปล่า ที่สำคัญไม่มีโซเชี่ยล


แต่พอมาในยุคปัจจุบันที่ความปลอดภัยเราสูงขึ้นแล้ว มันกลายเป็นว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่เข้ามา มันกลายเป็นปัญหาเชิงความเป็นอยู่ในชีวิตหมดเลย ที่มักสร้างความเครียดเชิงจิตใจแบบรุนแรงและเรื้อรัง

นั่นจึงทำให้ระบบที่มี inflammatory bias มันโคตรไม่เหมาะ เพราะเจอ stress ปุ๊บ เปิดใช้งานแล้วค่ะ เปิดการอักเสบแล้วค่ะ นี่ยังไม่นับนะว่า ระบบเซลล์ไขมันวิวัฒน์มาให้สร้างสารก่ออักเสบได้นี่คือหนึ่งในหายนะด้วย (เหมือนธรรมชาติไม่คิดว่าจะอยู่ดีกินดีจนอ้วนเลย)


และนั่นคือทำให้สมองเรานั้น ไวต่อความเครียดเรื้อรัง ไวต่อการอักเสบ สร้างแวดล้อมที่ทำให้เซลล์ประสาทฝ่อลงได้ง่าย

ซึ่งถ้าคนนั้นมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว มีพันธุกรรมของการจัดการสารสื่อประสาททำได้แย่กว่าคนทั่วไป, มีประสบการณ์เลวร้ายช่วงวัยเด็ก ทำให้ DNA บางจุดเกิดการปิดผนึก (Epigenetics), ก็จะทำให้เกิดซึมเศร้าในที่สุดค่ะ


สรุป: โลกโบราณเต็มไปด้วยการทำร้ายร่างกายและการติดเชื้อ ปลูกฝังมาให้มนุษย์วิวัฒนาการสร้างระบบภูมิคุ้มกันและระบบสู้เครียดที่ไวกว่าปกติ แรงกว่าปกติ เพื่อจัดการกับปัญหารุนแรงแต่มาแล้วจบไป แต่พอมาถึงยุคปัจจุบันที่เจอแต่ปัญหาเรื้อรัง ไม่แรงถึงตาย (ในขณะนั้น) แต่มาต่อเนื่องไม่หยุด ระบบนี้เลยกลายเป็นจุดอ่อน สร้างซึมเศร้าได้ในที่สุด


จริงๆ ในแผนภาพนี้มีเรื่อง old friend hypothesis ด้วย ไม่รู้จะสนใจกันมั้ย ถ้าสนใจคราวหน้ามาเขียนเพิ่มค่ะ

ปล. ภาพจาก paper ปี 2015 นู่นเลยนะคะ แสดงว่าในแวดวงวิจัยเรื่องซึมเศร้าเขาไปไกลถึงขั้นอักเสบ, การฝ่อของเซลล์ประสาทนานมากแล้วค่ะ

21/08/2026

"การใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทำให้ครูรู้เท่าทันปัญหา และสามารถร่วมมือกับเด็กเพื่อหาทางออกไปด้วยกัน"

พญ.ณิชาภา สวัสดิกานนท์
รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต

การประชุมหารือและแถลงแนวทางยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างครอบคลุมทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569

#สุขภาพจิต #กรมสุขภาพจิต #ดูแลใจ #สายด่วนสุขภาพจิต1323 http://www.สุขภาพจิต.com

21/08/2026

ทำไม"แพนิก" กับ "ซึมเศร้า" ถึงเป็นเพื่อนซี้กัน? เมื่อโรคทางใจชวนกันมาเป็นแพ็คคู่
"โรคแพนิก" และ "โรคซึมเศร้า" เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทที่มักจะจูงมือกันมาสร้างความปั่นป่วนให้กับชีวิตเราได้บ่อยอย่างไม่น่าเชื่อ จุดเริ่มต้นจากความกลัวหัวใจวาย หายใจไม่ออกในวันนั้น ทำไมถึงกลายมาเป็นความดิ่งและหมดพลังในวันนี้? ชวนมารู้จักโรคนี้ให้มากขึ้น
อ่านต่อใต้โพสต์ค่ะ
#แพนิก #ซึมเศร้า #เครียด #จิตแพทย์

21/08/2026

📍 ลูกเป็นซึมเศร้า กินยามา 3 เดือน แล้วกลายเป็นคนละคน พูดเยอะ มั่นใจสูง เกิดจากอะไร?

พ่อแม่หลายคนพอเห็นลูกกลับมาพูดคุย ร่าเริง หรือมีความมั่นใจมากขึ้น หลังจากที่เคยจมอยู่กับภาวะซึมเศร้ามานาน ก็อาจจะรู้สึกดีใจว่าลูกน่าจะหายแล้ว แต่ในทางจิตเวชศาสตร์ การเปลี่ยนไปแบบ "เป็นคนละคน" ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ถือเป็นจุดที่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดครับ
ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลักๆ ดังนี้ครับ:

📍 1. อาการซึมเศร้าดีขึ้น และ "ตัวตนเดิม" ของลูกกลับมา
ช่วงที่ลูกเผชิญกับโรคซึมเศร้า สมองและอารมณ์จะถูกกดไว้ ทำให้เขากลายเป็นคนเงียบขรึม เก็บตัว ไม่พูดไม่จา และหมดพลังงาน พอได้รับยารักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่องจนสารเคมีในสมองเริ่มกลับมาสมดุล อาการซึมเศร้าก็ค่อยๆ หายไป
สิ่งที่เห็นว่าลูกพูดเยอะขึ้น เฟรนด์ลี่ และมั่นใจในตัวเอง อาจจะเป็น "บุคลิกแท้จริง" ของเขาแต่เดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ถูกโรคซึมเศร้าบดบังไว้ พอหายดี บุคลิกเดิมจึงปรากฏออกมาให้เห็นครับ

📍 2. เกิดภาวะอารมณ์สวิงเปลี่ยนขั้ว (Mania / Hypomania)
อีกสาเหตุที่สำคัญมากและต้องระวัง คือการที่ยารักษาโรคซึมเศร้าไปกระตุ้นให้เกิดภาวะ "อารมณ์เปลี่ยนขั้ว" จากขั้วซึมเศร้าพลิกไปเป็นขั้วคุ้มคลั่ง หรือที่เรียกว่าภาวะแมเนีย (Mania) หรือไฮโปแมเนีย (Hypomania)

มักพบในคนไข้ที่มีเชื้อของ โรคไบโพลาร์ แฝงอยู่เดิม โดยเฉพาะคนที่เริ่มป่วยเป็นซึมเศร้าตั้งแต่อายุยังน้อย พอกินยาต้านเศร้าเข้าไป ยาอาจจะไปปั่นให้อารมณ์พุ่งสูงเกินระดับปกติ จนแสดงอาการเหล่านี้ออกมาครับ:

• อารมณ์เปลี่ยนชัดเจน: ดูมีความสุขแบบเวอร์เกินจริง อารมณ์ดีผิดปกติ หรือบางคนจะกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ฉุนเฉียวขึ้นมาแทน
• พลังงานล้นเหลือ: นอนแค่วันละไม่กี่ชั่วโมงแต่ตื่นมาสดชื่น ไม่รู้สึกง่วงหรือเหนื่อยเลย อยากลุกขึ้นมาทำกิจกรรมนู่นนี่เต็มไปหมด
• พฤติกรรมเปลี่ยน: พูดเร็ว พูดแทรก พูดเยอะจนหยุดยาก มั่นใจในตัวเองสูงเกินเบอร์ กล้าตัดสินใจทำเรื่องเสี่ยงๆ ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย หรือบางรายในเคสที่เป็นหนักๆ อาจจะมีความคิดว่าตัวเองเก่งเหนือคนอื่น หรือมีพลังพิเศษไปเลย
• ความคิดแล่นเร็ว: สมองคิดหลายเรื่องพร้อมๆ กัน จนสมาธิสั้น วอกแวกง่าย เปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่อยๆ

📍 คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองและคนใกล้ชิด
ส่วนใหญ่แล้วตัวคนไข้เองมักจะไม่รู้ตัวครับว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะอารมณ์เปลี่ยนขั้ว เพราะเขาจะรู้สึกแค่ว่าตัวเอง "อารมณ์ดีมากและมีพลังสุดๆ" แต่คนรอบข้างอย่างพ่อแม่หรือครอบครัวจะสังเกตเห็นความผิดปกติและความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ไวกว่ามาก

สิ่งที่ต้องทำทันที: หากสังเกตเห็นว่าลูกมีลักษณะเข้าข่ายภาวะอารมณ์เปลี่ยนขั้ว "ควรรีบพาไปพบจิตแพทย์ที่ดูแลอยู่โดยเร็วที่สุด" เพื่อให้คุณหมอช่วยประเมินอาการและปรับแผนการรักษาครับ เพราะอาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาต้านเศร้าลง หรือเพิ่มยาปรับอารมณ์เข้าไปช่วย เพื่อให้อารมณ์ของลูกกลับมาอยู่ในระดับที่เสถียรและปลอดภัยครับ

21/08/2026

#ซึมเศร้าหลังHYROX #ซึมเศร้าตอนเตรียมสอบเอ็นทรานซ์
2-3 วันที่ผ่านมามีเคสสุภาพบุรุษที่ไปแข่ง HYROX มาปรึกษา อายุไล่เลี่ยกัน คือ 38 กับ 40 ปี อาการก็คล้ายๆกันคือ

2 สัปดาห์ก่อนแข่งมีความรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้ บางครั้งรู้สึกเศร้า บางครั้งก็รู้สึกว่างเปล่า ไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อ ไม่ค่อยสนใจอยากจะทำอะไรที่เคยสนใจหรือสนุก และที่แน่ๆก็คือรู้สึกเหนื่อย หมดแรง

ทั้งสองคนทำการฝึกอย่างหนักมาประมาณ 3-4 เดือน ในช่วงนั้นก็ต้องจัดการเรื่องอาหารการกิน การนอน มีตารางการฝึกที่เข้มข้น ช่วงแรกๆก็รู้สึกกระตือรือร้นดี พอผ่านไป 3 เดือนกว่าๆก็เริ่มมีปัญหา
เคสนึงเคยเป็นโรคซึมเศร้ามาประมาณ 7 ปีก่อน กินยาต้านเศร้าอยู่ประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตปกติดี มีความสุขกับการงานและครอบครัว เริ่มมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นเคสก็รู้สึกว่ามันเหมือนกับครั้งก่อนที่ตัวเองเคยเป็นโรคซึมเศร้า เลยมาปรึกษา แต่อีกเคสไม่เคยมีปัญหามาก่อน (ทั้งคู่เป็นคุณพ่อของเด็กที่อาจารย์ดูแลอยู่)

วันที่มาหาอาจารย์เคสรู้สึกดีขึ้นแล้วเพราะการแข่งขันผ่านไปแล้ว รู้สึกว่าตัวเองก็ได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว และผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

ตอนที่ตรวจสภาพจิตก็ไม่พบอาการอะไรที่บ่งชี้ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า แต่จากประวัติที่เล่ามาทำให้อาจารย์คิดว่าเคสนี้เป็นอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นจากการฝึกที่เข้มข้นเกินไปหรือ overtraining

ทำไมการฝึกเพื่อลงแข่ง HYROX จึงทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าได้?

จริงๆแล้วการฝึกหรือเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันที่สำคัญ สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเศร้า กังวลหรือความรู้สึกเฉยชาได้ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นจาก overtraining สมองเหนื่อยล้า (fatigue) การต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ หรือวิถีชีวิตประจำวันที่เคยทำ รวมทั้งความแปรปรวนทางฮอร์โมน (hormonal shifts) ที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการฝึกหนัก รวมทั้งภาวะ burnout

การฝึกหนักเกินไป (โดยเฉพาะหากพักไม่เพียงพอ) จะทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะ "เตรียมพร้อม"หรือ "เตรียมสู้" อยู่นาน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน cortisol (หรือ stress hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในภาวะที่เรามีความเครียด) ออกมาในระดับสูง ซึ่งจะทำให้เกิดอารมณ์เศร้าขึ้นมา นอกจากนี้ระดับ Adrenaline ที่สูงมากเกินไปจะทำให้สมองล้าและเกิดความเครียดขึ้นมาได้

จริงๆแล้วมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายเยอะมากเมื่อเราต้องฝึกหรือเตรียมตัวเข้มข้นในระยะเวลาที่นาน การฝึกแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะ HYROX เท่านั้น การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็อาจทำให้เกิดอาการเศร้าแบบเดียวกันได้

ผลลัพธ์ทั้งหมดก็คือภาวะ burn out และในที่สุดถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้แก้ไขจะเกิดอาการซึมเศร้าได้โดยไม่ทันรู้ตัว (ตรงนี้แหละที่แย่เพราะเคสอาจจะซึมเศร้าจนดำดิ่งได้)

สำหรับทั้ง 2 เคสนี้ตอนที่มาพบอาจารย์ อาการก็เริ่มดีขึ้นแล้ว ไม่มีอาการซึมเศร้าในแบบที่จำเป็นจะต้องให้การรักษาด้วยยา อาจารย์ก็เลยแนะนำวิธีง่ายๆคือ
1.เข้าใจตัวเอง อาจารย์อธิบายกลไกทั้งหมดให้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น โดยย้ำว่าเป็นกลไกปกติของร่างกายในภาวะตึงเครียด
2.ให้ใช้เวลาพักให้เต็มที่ เริ่มต้นจากการพักด้านร่างกายก่อนคือนอนให้พอ อย่านอนดึก
3 ออกแดด อาจารย์แนะนำให้ตากแดดเลยล่ะ เมื่อร่างกายเราได้รับแสงแดดจะมีการหลั่ง endorphins ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้ร่างกายและระบบประสาทผ่อนคลาย
4 หาสิ่งสนุกทำ
5 ทำกิจวัตรประจำวันแบบเดิมก่อนที่จะเริ่มฝึก เพื่อให้วิถีชีวิตกลับเข้าสู่ปกติ การเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เราเคยชินในแง่หนึ่งก็เป็นความเครียดของร่างกายเรา
6 อยากกินวิตามินเสริมอะไรก็กินไปเลย เอาที่สบายใจ
7 สังเกตตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่อาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรมาพบแพทย์อีกที เพราะบางคนอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการเศร้าได้ง่าย (โดยเฉพาะหากมีประวัติเคยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน) การรักษาที่รวดเร็วจะทำให้อาการไม่รุนแรงและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วด้วย

และข้อสุดท้ายอาจารย์แนะนำทั้ง 2 เคสว่าไม่ต้อง challenge ด้วย HYROX อีกแล้วนะ หาอะไรที่มันง่ายกว่านี้หน่อย.....พาลูกชายไปเดินป่าน่าจะดีกว่า!
#ปั้นใหม่

21/08/2026

📍 จิตแพทย์ กับ นักจิตวิทยา ต่างกันยังไง?

หลายคนคงเคยสงสัยใช่ไหมครับว่า เวลาที่เราเริ่มรู้สึกว่าสุขภาพจิตใจมีปัญหา หรืออยากหาคนรับฟังและเยียวยาใจ เราควรจะไปเจอ "จิตแพทย์" หรือ "นักจิตวิทยา" ดี? สองอาชีพนี้ฟังดูคล้ายกันมาก แต่จริงๆ แล้วมีจุดเหมือนและจุดต่างกันในเชิงการทำงานอยู่พอสมควรครับ

📍 จิตแพทย์ (Psychiatrist): หมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง สารเคมี และการวินิจฉัย
ง่ายๆ เลยคือ จิตแพทย์เป็นหมอ ครับ
• การเรียนและฝึกอบรม: ต้องเรียนจบแพทยศาสตรบัณฑิต 6 ปีเหมือนหมอทั่วไปก่อน จากนั้นจึงมาต่อยอดเรียนแพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์ (ถ้าจิตเวชผู้ใหญ่เรียนต่ออีก 3 ปี แต่ถ้าเป็นจิตเวชเด็กและวัยรุ่นจะเรียนต่อ 4 ปี)

• บทบาทหลัก: มีอำนาจในการสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ วินิจฉัยโรคทางจิตเวช สั่งจ่ายยาเพื่อปรับสารเคมีในสมอง ออกใบรับรองแพทย์ รวมถึงการให้การรักษาทางกายภาพอื่นๆ

• การทำจิตบำบัด: จิตแพทย์บางท่านที่มีความเชี่ยวชาญหรือเก็บชั่วโมงบินด้านจิตบำบัดมาเยอะ ก็สามารถทำจิตบำบัดเชิงลึกได้ไม่แพ้นักจิตวิทยาเลยครับ แต่บางท่านอาจจะเน้นการตรวจ วินิจฉัย และปรับยาเป็นหลัก ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละท่าน

📍 นักจิตวิทยา (Psychologist): ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา พฤติกรรม และการบำบัด
นักจิตวิทยาไม่ได้จบหมอ แต่จบปริญญาตรี/โท/เอก ด้านจิตวิทยาโดยตรง ซึ่งจริงๆ สายนี้แบ่งแยกย่อยไปเยอะมากครับ ตั้งแต่นักจิตวิทยาสายวิจัยที่ทำการทดลองสังเกตพฤติกรรมมนุษย์และสัตว์ ไปจนถึงนักจิตวิทยาองค์กรที่ดูแลเรื่องคนและวัฒนธรรมในบริษัท
แต่ถ้าเป็น นักจิตวิทยาคลินิก หรือ นักจิตวิทยาการปรึกษา ที่ทำงานร่วมกับจิตแพทย์ในโรงพยาบาลหรือคลินิกจะมีหน้าที่หลักๆ ดังนี้ครับ:

• การประเมินทางจิตวิทยา (Psychological Test): สามารถใช้แบบทดสอบมาตรฐานเพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัย เช่น แบบทดสอบวัดระดับสติปัญญา (IQ Test), แบบทดสอบบุคลิกภาพ หรือแบบทดสอบเพื่อสะท้อนจิตใต้สำนึกอย่าง Rorschach (หยดสี) หรือ TAT

• การทำจิตบำบัด (Psychotherapy): นี่คือหัวใจหลักของนักจิตวิทยาเลยครับ พวกเขาจะใช้ศาสตร์การพูดคุยและกระบวนการทางจิตวิทยาในการบำบัด ซึ่งมีหลากหลายแนวทางมาก เช่น:
o CBT: การบำบัดปรับความคิดและพฤติกรรม
o Satir Model: การบำบัดเพื่อการเติบโตภายในและการเข้าใจตนเอง
o Psychodynamic: จิตบำบัดแนววิเคราะห์จิตใต้สำนึกและบาดแผลในอดีต
o Family & Couple Therapy: จิตบำบัดครอบครัวและคู่สมรส

📍 สรุปแล้ว ถ้าต้องเลือก ไปหาใครก่อนดี?
เอาจริงๆ สองอาชีพนี้เขาทำงานควบคู่กันเป็นทีมครับ ไม่ได้แยกขาดจากกัน
• ถ้ามีอาการทางกายชัดเจน เช่น นอนไม่หลับรุนแรง อารมณ์ดิ่งจนใช้ชีวิตไม่ได้ มีอาการหูแว่ว หรือสงสัยว่าสารเคมีในสมองเสียสมดุล การพบ จิตแพทย์ เพื่อประเมินและใช้ยาช่วยจะเป็นทางออกที่เร็วที่สุด
• แต่ถ้าต้องการเน้นการพูดคุย คลี่คลายปมความคิด ค้นหาตัวเอง หรือปรับพฤติกรรมระยะยาว การพบ นักจิตวิทยา ก็จะตอบโจทย์ตรงนี้มากๆ
และในหลายๆ เคส จิตแพทย์ก็จะจ่ายยาร่วมกับส่งต่อให้ทำจิตบำบัดกับนักจิตวิทยาควบคู่กันไป เพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุดครับ

ที่อยู่

Bangkok
10330

เบอร์โทรศัพท์

0819320000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Because Depress We Careผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์