Because Depress We Care

Because Depress We Care ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงเด็กสตรีทุกมิติ

06/09/2026

มาออกกำลังกาย เร่งผลิตปุ๋ยสมอง BDNF กันค่ะ ช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้น ควบคุมความเครียดความกังวลดีขึ้นค่ะ

06/09/2026

ภาพ MRI ของเจ้าหญิง amygdala
เจ้าหญิงแห่งอารมณ์เชิงลบ

ตำแหน่งที่ประทับคือโซนสีเขียวทั้งหมด
ฝังลึกอยู่ในสมองส่วนขมับ

โดนจะมีเจ้าชาย dorsolateral prefrontal cortex (dlPFC)
ดูแล ยับยั้งไม่ให้เจ้าหญิงของเราทรงงานหนักไป


ระดับการทรงงานของนาง


⚫️ แทบไม่ทำงาน: เจอในบางภาวะ เช่น autism - รับรู้อารมณ์จากใบหน้าอีกฝ่ายไม่ออก,

🟢 ระยะพัก: ตอนปกติทั่วไป, ตอนรู้สึกเฉยๆ, ช่วงมีความสุข ฯลฯ

🟡 เริ่มทำงานนิดๆ: มักเจอตัวกระตุ้นที่ไม่ชอบ แต่ยังค่อนข้างห่าง เช่น นึกถึงความจำแย่ (แต่ไม่มาก), เห็นคนเกลียดขี้หน้าไกลๆ แต่ยังไม่ต้องคุย, เห็นสิ่งที่ทำให้กลัวในสื่อฯ

🟠 ทำงานรุนแรง: เจอ trigger ทำให้เศร้า, โมโหคนในโซเชี่ยล, เจอภัยอันตรายตรงหน้าทำให้กลัว

🔴 ทำงานรุนแรงแบบควบคุมไม่ได้: ดิ่งขึ้นมาเองแบบไม่มี trigger มักเจอในโรคซึมเศร้า, รู้สึกกังวลจนเอาออกจากหัวไม่ได้ ในโรควิตกกังวล, กลัวสุดขีดใน panic attack


โดยในโซน 🟠🔴 จะเป็นจุดที่เจ้าชายชื่อ dlPFC
เอาไม่ค่อยอยู่แล้วค่ะ ทำให้เจ้าหญิงของเราทรงงานทั้งวันทั้งคืน


อย่าลืมดูแลเจ้าหญิงดีๆ นะคะ
การฝึกควบคุมอารมณ์สำคัญมาก

เป็นการฝึกให้เจ้าหญิงทรงงานเบาๆ
และให้เจ้าชาย dlPFC คอยยับยั้งให้ดี

แต่ถ้าถึงขั้นซึมเศร้าแล้ว
ทั้งเจ้าหญิงเจ้าชายก็ยับทั้งคู่
ติดต่ออาณาจักรยาต้านเศร้าเถอะค่ะ
กู่กลับเองไม่ได้ละ

ปล. จริงๆ แล้วเป็นการอธิบายแบบเข้าใจง่ายนะคะ ซึ่ง amygdala เองแบ่งเป็น section ต่างๆ เต็มไปหมด ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน บางภาวะอาจจะเด่นขึ้นบางจุด แล้วเงียบลงบางจุดค่ะ

06/09/2026

ทำไมปัญหาด้านความจำในซึมเศร้า ถึงฟื้นช้า?

🌷 เวลาเราพูดถึง “ความจำ” หลายคนมักนึกถึง Hippocampus ก่อน
เหมือนเป็นเครื่องฝังความทรงจำระยะยาวและเรียกใช้ ของสมอง

แต่ในความเป็นจริง
ปัญหาบางครั้งไม่ได้อยู่แค่ในห้องนั้นค่ะ

เพราะ ถนนที่พาความทรงจำออกจากห้อง
ซึ่งชื่อว่า Fornix ก็อาจเสียหายไปด้วย

ดังนั้น เวลาจะฟื้น
จึงไม่ใช่แค่ซ่อมห้องเก็บความจำ
แต่ต้องซ่อม “ถนนที่ออกจากห้อง” ด้วย


🌸 Fornix คืออะไร

Hippocampus เปรียบเสมือนเครื่องเข้ารหัสความจำ
แล้วส่งออกไปยังสมองส่วนอื่น

ส่วน Fornix
เหมือน ถนนหลักที่เอารหัสนั้นส่งออกจาก Hippocampus ไปยัง
▪️ ส่งข้อมูลไปยังวงจรสร้างความจำระยะยาว (Papez circuit)
▪️ ส่งสัญญาณไปยังสมองที่ควบคุมอารมณ์
▪️ เชื่อมต่อกับศูนย์แรงจูงใจ (Nucleus accumbens)

ก็คือทำให้
ความจำ + อารมณ์ + ความรู้สึกสำคัญของเหตุการณ์
ทำงานร่วมกันได้


🌼 ตัวอย่างง่ายๆ

เวลาคุณกินอาหารที่ชอบ
แล้วรู้สึกว่า “อร่อยมาก”

นั่นคือวงจรความสุขธรรมดา

แต่บางครั้ง
อาหารจานนั้นกลับทำให้คุณนึกถึง

โต๊ะอาหารเก่าๆ
เสียงหัวเราะของคนที่เคยนั่งกินด้วยกัน

ความทรงจำบางอย่าง
จึงกลับมาเต็มไปด้วยความรู้สึก

หนึ่งในเครือข่ายที่ช่วยเชื่อมสิ่งเหล่านี้
ก็คือ Fornix ค่ะ


🌺 ซึมเศร้าทำอะไรกับ Fornix

งานวิจัยสมองปี 2023
ที่ใช้ MRI ความละเอียดสูง พบว่า

▪️ ฉนวนของเส้นประสาทใน Fornix ลดลง
▪️ สาเหตุเกี่ยวข้องกับการอักเสบในสมอง และฮอร์โมน cortisol ที่สูงนานๆ

ฉนวนนี้เรียกว่า
ไมอิลิน (Myelin)

หน้าที่ของมันเหมือนฉนวนสายไฟ
ช่วยให้สัญญาณประสาทวิ่งได้เร็ว

เมื่อไมอิลินลดลง

ถนนของสัญญาณ
จึงเหมือนถนนที่พื้นเริ่มขรุขระ

ข้อมูลเดินทางช้าลง


🌷 ผลที่เกิดขึ้นคือ

▪️ เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ยากขึ้น
▪️ ความจำใหม่เกิดช้าลง
▪️ ความทรงจำดีๆ ให้ความรู้สึกน้อยลง

แม้จะเจอเรื่องดี
บางคนก็ยังรู้สึกเหมือนใจไม่ตอบสนอง


🌸 แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ

ในหลายกรณี
ถนนเส้นนี้ไม่ได้ขาด

มันเพียงแค่ เสียหาย

เมื่อรักษาซึมเศร้า
การอักเสบในสมองจะลดลง
สมองสร้างสารซ่อมแซมอย่าง BDNF มากขึ้น

ฉนวนของเส้นประสาท
จึงค่อยๆ กลับมาดีขึ้นได้

ถนนของความทรงจำ
จึงค่อยๆ กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

แต่อาจต้องใช้เวลา

ดิฉันเป็นกำลังใจให้นะคะ

06/09/2026
06/09/2026

ปรากฎการณ์ Catastrophizing สมองชอบคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
ทั้งที่เรื่องนั้นอาจยังไม่เกิดขึ้นเลย


ตัวอย่างคลาสสิก
ทักไลน์ทักแชทไปแล้วเขายังไม่ตอบ
สมองเริ่มมโนไปไกล เขาคงโกรธ คงไม่พอใจ
เดี๋ยวต้องทะเลาะอีกละ ทั้งที่ความจริงคือมันยุ่งอยู่

ความคิดที่ลากเรื่องเล็กไปถึงปลายทางที่ร้ายแรงที่สุด
เรียกว่า Catastrophizing ค่ะ


มันไม่ได้เกิดจากสมองจุดเดียว
แต่เกิดจากเครือข่ายตรวจจับภัยทำงานนำ
ขณะที่เครือข่ายควบคุมความคิดกดมันกลับไม่ทัน

จุดเริ่มสำคัญคือ Amygdala
สมองที่ตรวจจับความกลัวและความหมายของภัย
เมื่อไวเกินไป เรื่องที่ยังคลุมเครือจะถูกตีความว่ากำลังอันตราย

จากนั้น Anterior insula จะอ่านความรู้สึกจากร่างกาย
ทั้งใจเต้น แน่นอก หรือท้องไส้ปั่นป่วน
แล้วทำให้ภัยที่สมองคิดขึ้นมารู้สึกเหมือนกำลังเกิดขึ้นจริง

ตามมาด้วยสมอง ACC
(Anterior cingulate cortex)
จะคอยจับความขัดแย้งและดึงความสนใจเข้าหาสิ่งผิดปกติที่อาจมโนขึ้นเอง

ขณะเดียวกัน Hippocampus จะขุดความทรงจำเก่า ถ้าเคยผิดหวังหรือเคยเกิดเรื่องร้าย สมองจะดึงเหตุการณ์นั้นมาใช้ทำนายอนาคตทันที

และ 4 ตัวนี้ (จริงๆ มีมากกว่านี้อีก) คือ 4 เกลอแห่ง
อารมณ์​และการมโนไปไกล

แต่ปกติสมอง Prefrontal cortex โดยเฉพาะ vmPFC และ dlPFC จะช่วยตรวจหลักฐาน ประเมินความน่าจะเป็น และส่งการควบคุมจากบนลงล่าง (top-down control) ไปกดระบบภัย


แต่ก็ใช่ว่าสำเร็จตลอด ทำให้ Catastrophizing
มักปรากฎในช่วงที่มีภาวะเครียดรุนแรง (Acute severe stress)
หรือเครียดเรื้อรัง (Chronic stress)

และถ้ายิ่งเป็นซึมเศร้า ยิ่งมีโอกาสเป็นสูงมาก
เพราะสมองส่วนอารมณ์ทำงานนำไปไกล
และชงไปในทางท้อแท้ ดิ่ง เสมอ

และถ้ายิ่งเป็นวิตกกังวล ก็ยิ่งเป็นบ่อยขึ้น
อาจจะไม่ถึงขั้น Catastrophizing ทุกครั้ง
แต่มันมาบ่อยไง มันก็เลยมีซักครั้งแรกที่จัดแบบสุดโต่ง


แต่ไม่ว่าจะเริ่มคิดจากกลไกไหน และใครเป็น

เมื่อความคิดดำเนินต่อเนื่องมา
สมองส่วน Default mode network ที่เปิดโหมดเหม่อคิด ก็ยังนำเรื่องนั้นกลับมาคิดต่อ
ประสานงานกับสมองส่วน Salience network คอยย้ำว่ามันสำคัญและต้องระวัง ความคิดร้ายจึงวนซ้ำจนดูน่าเชื่อขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายสมองประเมินผิดพร้อมกัน 2 ด้าน
คือคิดว่าเรื่องร้ายมีโอกาสเกิดสูงเกินจริง
และคิดว่าตัวเองรับมือกับมันได้น้อยเกินจริง


งานวิจัยพบว่าคนที่ catastrophizing มาก
อาจเลือกเสี่ยงน้อยลงแม้สถานการณ์นั้นมีต้นทุนความเสียหายต่ำ
เพราะสมองไม่ได้เห็นแค่ “ความเป็นไปได้”
แต่มันเห็นภาพหายนะที่เตรียมเกิดขึ้นแล้ว


จริงๆ สมองมันเปิดโหมดนี้เพื่อปกป้องเราไม่ใช่กลับไปสู่จุดที่แย่ที่สุด จุดที่ร่างกายเสียหายมากที่สุด แต่หลายครั้งมันทำเกินเหตุ จนทุกวินาทีมันไม่มีความสุขเลย

ใครรู้ตัวว่าสุขภาพจิตเริ่มเสียแล้ว
อย่าลืมดูแลสุขภาพจิตนะคะ
หากรับรู้แล้วว่า ตัวเองเข้าข่ายซึมเศร้า
วิตกกังวล ฯลฯ แล้ว พบจิตแพทย์นะคะ

โลกในยุคที่ทุกสิ่งผ่านมาให้เราเห็นหมด
คือยุคที่ทำให้เราเสี่ยงสิ่งเหล่านี้มากที่สุดค่ะ

06/09/2026

บุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline personality)
บุคลิกที่มักจะถูกคนรอบตัวเรียกว่า ‘เหวี่ยง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย’


เพจมักจะกล่าวถึงโรคไบโพลาร์บ่อยๆ ว่ามักจะถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึง คนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ซึ่งจริงๆ แล้วไบโพลาร์ มีขั้วแมเนียกับขั้วเศร้า ผลัดกันแบบช้าๆ เป็นสัปดาห์เป็นเดือน

แล้วคนเหวี่ยงๆ ขึ้นๆ ลงๆ คือภาวะไหน
คำตอบคือ มันกว้างมากค่ะ

บางท่านไปค้นอินเตอร์เน็ตก็จะพบว่ามีภาวะที่เรียกว่า
บุคลิกแบบก้ำกึ่ง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เหวี่ยงง่าย
ซึ่งก็ต้องบอกเลยค่ะว่า เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาวะนี้

วันนี้ก็เลยถือโอกาสมาทำความรู้จักไปเลยค่ะ


สถานการณ์ที่ทำให้ผู้ที่มีบุคลิกนี้แสดงออกมาบ่อย
บางทีไม่ใช่เรื่องอะไรก็ได้ แต่มักเป็นเรื่องความสัมพันธ์

เช่น

ปกติก็รักกันดี วันนี้ทะเลาะกันนิดเดียว กลายเป็นรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่รักแล้ว

บางครั้งแค่ข้อความตอบช้าลง น้ำเสียงเปลี่ยน
หรือดูห่างๆ ไม่ค่อยทัก ก็รู้สึกเหมือนกำลังจะถูกทิ้ง

จุดสำคัญคือความรู้สึกนี้จริงๆ คนทั่วไปก็เป็นได้
แต่ถ้าเป็นกรณีบุคลิกแบบก้ำกึ่งคือ emotion จะมาแรงมาก ทั้งโกรธ เสียใจ กลัว หรือว่างเปล่า

ซึ่งตัวคนเป็นก็เกลียดที่ตัวเองเป็นแบบนี้
หลายคนถึงขั้นส่องกระจกตัวเองเลยว่า ‘เมิงเป็น ห อะไร’ (ว่าตัวเอง)


ในทางวิชาการลักษณะแบบนี้ ถ้ามีหลายอย่างร่วมกัน ต่อเนื่องมานาน และกระทบชีวิตกับความสัมพันธ์มาก ในทางจิตเวชอาจอยู่ในกลุ่ม “บุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง” ที่เป็นในระดับ disorders แล้วค่ะ

หรือเรียกศัพท์ทางการว่า
Borderline Personality Disorder (BPD)

คำว่า Borderline ไม่ได้หมายความว่า
เป็นคนสองบุคลิก (มีคนเข้าใจผิดแบบนี้จริง อันนั้นมันกลุ่ม DID)
และไม่ได้หมายถึงคนอารมณ์แปรปรวนทั่วไป

แต่หมายถึงรูปแบบบุคลิกที่ “อารมณ์ ความรู้สึกต่อตัวเอง และความสัมพันธ์กับคนอื่น” ไม่ค่อยนิ่ง อ่อนไหวต่อการรับรู้ และตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่างแรงกว่าปกติ โดยเฉพาะเรื่องการถูกปฏิเสธหรือถูกทอดทิ้ง


ตามเกณฑ์ DSM คนที่เป็น BPD อาจมีหลายลักษณะ เช่น
- กลัวถูกทิ้งมาก
- ความสัมพันธ์ขึ้นๆ ลงๆ มองอีกฝ่ายจากดีมากไปแย่มากได้เร็ว
- สับสนในแก่นของตัวเองว่า ตัวเองเป็นใคร คุณค่าอยู่ตรงไหน ฯลฯ
- หุนหันพลันแล่น โกรธแรง อารมณ์เปลี่ยนเร็ว แต่บางครั้งก็รู้สึกว่างเปล่า

บางคนอาจมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
หรือมีความคิดอยากตๅยร่วมด้วย

แต่ต้องเน้นย้ำว่า การมีแค่ “อารมณ์แรง” หรือ “ขี้น้อยใจ” ไม่ได้แปลว่าเป็น BPD นะคะ การวินิจฉัยต้องมีหลายลักษณะร่วมกัน เป็นต่อเนื่อง และส่งผลต่อการใช้ชีวิตจริงๆ


คำถามคือ ทำไมเรื่องที่คนอื่นมองว่า “นิดเดียว”
ถึงรู้สึกใหญ่มากสำหรับผู้ที่เป็น?

ปกติสมองเราจะมีกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็น
ระบบเตือนภัยค่ะ เพื่อตรวจจับคร่าวๆ ว่า งานกำลังจะเข้ารึยัง

เวลาเราเห็นสีหน้า ได้ยินน้ำเสียง หรือเจอเหตุการณ์บางอย่าง สมองจะรีบประเมินก่อนเลยว่า “ปลอดภัยมั้ย” “คนนี้ยังพวกเดียวกับเรามั้ย” หรือ “เอ๊ะ กำลังมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นรึเปล่า” สิ่งเหล่านี้เกิดในระดับจิตใต้สำนึก แล้วนำเสนอออกมาในรูปของอารมณ์ที่เปลี่ยน

อารมณ์ที่เปลี่ยนนำไปสู่การเอนเอียง
ในการตัดสินใจเลือกทำสิ่งต่าๆ

ตัวอย่างสมองกลุ่มนี้ที่ดังๆ คือ amygdala, กลุ่ม paralimbic cortex อย่าง vmPFC ส่วนที่เปิดเตือนภัยยาวๆ เช่น BNST ฯลฯ


ในคนที่มีบุคลิกแบบก้ำกึ่ง งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ระบบนี้ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์ได้แรงกว่าปกติ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสีหน้า ความรู้สึกทางลบ หรือการถูกปฏิเสธ

ดังนั้นเหตุการณ์เดียวกัน
คนหนึ่งอาจเห็นว่า “เขาคงยุ่ง เลยยังไม่ตอบ”

แต่อีกคนหนึ่ง สมองอาจตีความเร็วมากว่า
“เขากำลังเบื่อเรา” หรือ “เขาจะทิ้งเราแล้ว”

และเมื่อระบบเตือนภัยทำงาน ความกลัวที่ตามมาก็เป็นความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่การแกล้งทำหรืออยากเรียกร้องความสนใจค่ะ (อันนี้ขีดเส้นใต้เลยว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ)


ปกติพอระบบเตือนภัยดังขึ้น
สมองส่วน frontal cortex จะเข้ามาช่วยเบรกอีกที
เช่น ศูนย์ตรรกะ dlPFC

เหมือนมีคนคอยบอกว่า “เดี๋ยวก่อน ยังไม่มีหลักฐานว่าเขาจะทิ้งเรา” “อาจมีเหตุผลอื่นก็ได้” แล้วค่อยๆ ลดอารมณ์ลง

แต่ใน BPD การประสานงานระหว่างระบบที่สร้างอารมณ์กับสมองส่วนหน้าที่ช่วยควบคุมและตีความอารมณ์ อาจทำงานไม่สมดุลกัน (Top down congitive control เสียไป)


พูดง่ายๆ คือ

“สัญญาณเตือนดังไว แต่ระบบช่วยเบรกอารมณ์ตามมาช้ากว่า”

ดังนั้นความกลัวอาจกลายเป็นความโกรธ ความเสียใจอาจแรงจนรู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่ม หรือความขัดแย้งเล็กๆ อาจถูกสมองรับรู้เป็นภัยต่อความสัมพันธ์ครั้งใหญ่


และตรงนี้เองที่ทำให้เกิดสิ่งที่คนรอบข้างมักสงสัยว่า
“ทำไมเมื่อกี้ยังรักกันมากอยู่เลย ตอนนี้กลับเกลียดกันได้ขนาดนี้?”

เพราะเวลาความรู้สึกปลอดภัย
สมองอาจมองอีกฝ่ายว่าดีมาก เป็นคนที่สำคัญมาก

แต่เมื่อความกลัวถูกทิ้งถูกกระตุ้น ภาพของอีกฝ่ายอาจพลิกไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว จนรู้สึกว่าเขาใจร้าย ไม่รักเรา หรือไม่เคยเห็นคุณค่าของเราเลย


สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าตัวโกหกในตอนที่รัก
และก็ไม่ได้หมายความว่าตอนที่โกรธเป็นการแสดง

แต่เป็นเพราะอารมณ์ในขณะนั้นแรง
จนไปเปลี่ยนวิธีที่สมองมองทั้ง “อีกฝ่าย” และ “ตัวเอง” ได้ค่ะ


ที่สำคัญ หลายคนไม่รู้ว่า
คนที่เป็นไม่ได้อารมณ์สวิงเฉพาะเรื่องคนอื่น แต่สวิงกับตัวเองด้วย

บางวันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีเป้าหมายชัดเจน แต่อีกวันหนึ่งเมื่อถูกปฏิเสธหรือมีความสัมพันธ์สะเทือน อาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร หรือรู้สึกว่างเปล่าอย่างมาก

ความผิดปกตินี้ไม่ได้อยู่ที่สมองจุดเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันทั้งเรื่องอารมณ์ ความทรงจำ การประเมินตัวเอง และการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น


คำถามต่อมาคือ แล้วบุคลิกแบบนี้เกิดจากอะไร?
ซึ่งก็แน่นอนค่ะ เหมือนภาวะทางจิตเวชอื่นๆคือ
การเปลี่ยนแปลงทางสมองที่ซับซ้อนแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นจากเหตุเดียว

แต่มักเกิดจากหลายอย่างประกอบกัน
จนสมองเกิดความไวทางอารมณ์ที่ติดตัวมา
เช่น พันธุกรรม, การพัฒนาของสมองช่วงวัยเด็ก อาจเจออะไรที่ทำให้สมองต้องเปิดโหมดนี้มากกว่าปกติ มักจะเป็นเรื่องร้ายๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความปลอดภัยทางอารมณ์

บางคนมีประวัติการถูกละเลย ถูกทำร้าย หรือมีความสัมพันธ์ในวัยเด็กที่ไม่มั่นคง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็น BPD ทุกคนต้องเคยมีเหตุการณ์เหล่านี้ค่ะ


ถ้าสมองเป็นระบบที่เรียนรู้จากประสบการณ์

การต้องคอยระวังซ้ำๆ ว่า “คนนี้จะจากไปมั้ย” “เขายังรักเราอยู่รึเปล่า” ก็อาจทำให้ระบบตรวจจับเรื่องเหล่านี้ยิ่งไวขึ้น

เมื่อเจอเหตุการณ์คล้ายเดิมในอนาคต สมองก็เปิดสัญญาณเตือนได้เร็วขึ้นอีก

จึงกลายเป็นวงจรที่ทั้งเจ้าตัวและคนรอบข้างเหนื่อยค่ะ


แต่บุคลิกแบบนี้ “รักษาได้” และหลายคนดีขึ้นได้มาก
การรักษาหลักไม่ใช่การบอกว่า
“อย่าคิดมาก” หรือ “ต้องใจเย็นกว่านี้”

เพราะคนที่อยู่ในอารมณ์นั้นไม่ได้เลือกให้ระบบเตือนภัยดังขึ้นมาเอง


การรักษาหลักคือจิตบำบัด โดยเฉพาะการฝึกให้คนค่อยๆ แยกให้ออกว่า ตอนนี้ “เกิดอะไรขึ้นจริง” และอะไรคือสิ่งที่สมองกำลังตีความเพิ่มเข้าไป

รวมถึงฝึกทนกับอารมณ์ที่แรงโดยยังไม่ต้องรีบทำอะไร ฝึกควบคุมการตอบสนอง และฝึกสร้างความสัมพันธ์โดยไม่ต้องใช้ความกลัวเป็นตัวนำ

หนึ่งในวิธีที่ใช้บ่อยคือ การบำบัดพฤติกรรม (Dialectical Behavior Therapy; DBT) ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยเรื่องการควบคุมอารมณ์ ความหุนหันพลันแล่น และพฤติกรรมทำร้ายตัวเองโดยเฉพาะ


สรุปนะคะ บุคลิกแบบก้ำกึ่งเริ่มจากอะไร

พื้นฐานความไวทางอารมณ์ + ประสบการณ์ชีวิต → สมองเรียนรู้ที่จะเฝ้าระวังการถูกปฏิเสธมากขึ้น → ระบบเตือนภัยทำงานเร็วและแรง → ระบบช่วยตีความและเบรกอารมณ์ตามไม่ทัน → ความกลัว โกรธ หรือเสียใจจึงแรงมาก → กระทบทั้งความสัมพันธ์และความรู้สึกต่อตัวเอง

คนที่มี BPD จึงไม่ได้เป็น
“คนเอาแต่ใจ” หรือ “คนดราม่า” แบบเปิดออโต้

หลายครั้งเขากำลังรับรู้เหตุการณ์ผ่านระบบอารมณ์
ที่เปิดออกมาแรงมากกว่าคนอื่น


และแม้คำว่า “บุคลิกภาพ” จะฟังเหมือน
เป็นอะไรที่ติดตัวแก้ไม่ได้ แต่สมองยังเรียนรู้รูปแบบใหม่ได้

มันอาจใช้เวลานานกว่าการแก้นิสัยเล็กๆ เพราะสิ่งที่กำลังฝึกคือวิธีที่สมองใช้รับมือกับความสัมพันธ์และอารมณ์มาหลายปี

แต่เมื่อค่อยๆ ฝึกให้สมองรู้ว่า “ความรู้สึกว่ากำลังถูกทิ้ง” ไม่ได้แปลว่า “กำลังถูกทิ้งจริงๆ” ทุกครั้ง

ระบบเตือนภัยนั้นก็ค่อยๆ เบาลงได้ค่ะ

06/09/2026

สายวิตกกังวล ยิ่งนอนน้อย ยิ่งกังวลมากขึ้น
คือมันไม่ใช่แค่บ่อยค่ะ แต่เนื้อหาที่กังวลก็จะยิ่งลามไปเรื่องอื่น ไปไกลขึ้น เพี้ยนขึ้น จนกังวลเรื่องอะไรแมร่งก็ไม่รู้


คุณเคยได้ยินเสียง “สัญญาณเตือนไฟไหม้”
ในอาคารดังขึ้นมาเองมั้ยคะ

ต่อให้สุดท้ายจะไม่มีไฟไหม้อะไรจริง
แต่แค่เสียงนั้นดังขึ้นมา ร่างกายก็เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว
ใจเริ่มเต้นเร็ว สมองเริ่มโฟกัสแต่เรื่องอันตรายรอบตัว

จริงๆ แล้ว สมองของคนที่มีภาวะวิตกกังวล ก็คล้ายระบบนี้เลยค่ะ

ไม่ใช่ว่าระบบเตือนภัยมัน “ไม่มีประโยชน์”
ตรงกันข้าม มันสำคัญมาก
เพราะมันถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้มนุษย์เอาตัวรอด


เมื่อมีข้อมูลอะไรบางอย่างเข้ามา
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือแม้แต่ “สิ่งที่คิดขึ้นมาเอง”
ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งเข้าสู่เครือข่ายเตือนภัยของสมอง

โดยเฉพาะ amygdala และ hippocampus ส่วนหน้า (vHPC)

Amygdala จะเป็นเหมือนศูนย์สร้าง “ความรู้สึกกลัว-กังวล”
แล้วส่งสัญญาณต่อไปยังหลายจุดของสมองและร่างกาย

เช่น
สมองส่วน sympathetic
ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ตื่นตัว หายใจเร็วขึ้น

หรือ BNST
ที่เกี่ยวข้องกับความกังวลแบบยืดเยื้อ ค้างอยู่ได้นาน


ส่วน vHPC จะช่วยเอา “ความทรงจำเก่า”
มาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ถ้าสมองคิดว่าเคยมีประสบการณ์ไม่ดีคล้ายๆ แบบนี้มาก่อน
มันจะยิ่งช่วยเสริม amygdala ให้เตือนภัยแรงขึ้นอีก

ดังนั้นความกังวลหลายครั้ง
จึงไม่ได้เกิดจาก “เหตุการณ์ตรงหน้า” อย่างเดียว
แต่เกิดจากสมองกำลังเชื่อมโยงมันกับอดีตด้วยค่ะ


ปกติแล้วระบบนี้ต้องมี “เบรก”

สมองส่วน dlPFC และระบบ GABAergic
จะช่วยประเมินว่า
“โอเค ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”
แล้วค่อยๆ กดระบบเตือนภัยลง

แต่ในคนที่มีโรควิตกกังวล
วงจรนี้มักเปิดง่ายเกินไป
และหยุดยากเกินไป


แล้วสิ่งที่ยิ่งทำให้วงจรนี้หนักขึ้นมากก็คือ
“การนอนน้อย”

งานวิจัยของ Jie Zhang et al. (2024)
พบว่าแค่การอดนอนเพียง 1 คืน ก็ทำให้สมองเปลี่ยนไปชัดเจน

vHPC เริ่มแยก “ภัย” กับ “ไม่ใช่ภัย” ได้แย่ลง

หลายครั้งข้อมูลที่จริงๆ ไม่อันตราย
กลับถูกตีความว่าเป็นสิ่งคุกคาม

Amygdala ก็ไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น
แถมความกลัวที่เกิดขึ้น
ยัง “ลามวงกว้าง” ไปเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้นด้วย

เรียกว่า Fear generalization

เช่น
เริ่มจากกังวลเรื่องงาน
แต่สุดท้ายลามไปถึงสุขภาพ ความสัมพันธ์ อนาคต หรืออะไรต่ออะไรเต็มไปหมด

เหมือนสมองเริ่มติดป้ายว่า
“โลกนี้ไม่ค่อยปลอดภัย”


พร้อมกันนั้น
วงจรควบคุมจาก dlPFC
ก็ยับยั้งอารมณ์ได้ลดลง

ดังนั้นไม่ใช่แค่ “คิดมากขึ้น”
แต่เป็นสมองในเชิงชีววิทยา
ที่เข้าสู่โหมดตื่นภัยจริงๆ


ปัญหาคือถ้าความกังวลยังลากยาวไปจนถึงเวลานอน

สมองที่อยู่ในโหมดเฝ้าระวังตลอดเวลา
ก็จะยิ่งเข้าสู่การนอนได้ยากขึ้นอีก

หัวใจยังตื่น
สมองยังประเมินภัย
ความคิดยังวน

สุดท้ายกลายเป็นวัฏจักร

อดนอน → กังวลมากขึ้น → หลับยาก → อดนอนเพิ่ม → กังวลหนักขึ้น

วนซ้ำไปเรื่อยๆ ค่ะ


ดังนั้นถ้าเริ่มรู้สึกว่า
ตัวเองกังวลง่ายขึ้นเรื่อยๆ
คิดลามหลายเรื่อง
ตื่นตัวตลอดเวลา
หรือเริ่มนอนแย่ลงเรื่อยๆ

อย่ามองว่าเป็น “นิสัยคิดมาก” อย่างเดียวนะคะ

เพราะหลายครั้งมันคือวงจรสมอง
ที่กำลังเหนื่อยและเสียสมดุลจริงๆ

และยิ่งปล่อยไว้นาน
มันยิ่งเริ่มกระทบชีวิต การงาน ความสัมพันธ์
รวมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมได้มากค่ะ

21/08/2026

📘การศึกษาเรื่อง "ผลระยะยาวของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น"
🟢ความรู้เดิม : การฝึกทักษะการดูแลของผู้ปกครองมีประสิทธิผลในการปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูและพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาประเด็นดังกล่าวในประเทศไทยยังมีจำนวนจำกัดและขาดการติดตามผลในระยะยาว ทำให้ไม่ทราบความยั่งยืนของผลลัพธ์
🟢ความรู้ใหม่ : การศึกษานี้พบว่าโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้น ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเสริมร่วมกับการดูแลตามปกติ มีประสิทธิผลในการลดปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโรคสมาธิสั้น ทั้งด้านขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และดื้อต่อต้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผลลัพธ์มีความคงทนต่อเนื่องจนถึง 1 ปีหลังเสร็จสิ้นโปรแกรมเมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลตามปกติเพียงอย่างเดียว
🟢ประโยชน์ที่จะนำไปใช้ : เป็นข้อมูลในการวางแผนปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นโดยควบคู่กับการดูแลตามปกติ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและครอบครัว รวมถึงลดภาระและต้นทุนของระบบการศึกษาและสาธารณสุขในระยะยาว
📍อ่านเพิ่มเติมทาง : https://doi.org/10.64838/jmht.2025.280887

กัญชมน สีหะปัญญา, อนุวัฒน์ สรวนรัมย์, ชนกชนม์ โคตรสมบัติ, กิตติยาภรณ์ บุญไพโรจน์. ผลระยะยาวของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย. 2568;33(4):293-304. doi:10.64838/jmht.2025.280887.
Seehapanya K, Saruanrum A, Khotsombat C, Boonpairot K. Long-term effects of parental skills training for behavioral modification of children with attention deficit hyperactivity disorder. Journal of Mental Health of Thailand. 2025;33(4):293-304. doi:10.64838/jmht.2025.280887. (in Thai)
#การปรับพฤติกรรม #เด็กสมาธิสั้น #ทักษะการเลี้ยงดู #ผลระยะยาว #วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย #ข่าวเผยแพร่วิชาการสุขภาพจิต

ที่อยู่

Bangkok
10330

เบอร์โทรศัพท์

0819320000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Because Depress We Care โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์