มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เป็นองค์กรที่ทำให้สังคมไทยได้ตระหนัก และรับรู้ความเป็นจริงของปัญหาการละเมิดสิทธิเด็ก

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ ๕๘๑ มีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๘ ปี ซึ่งถูกกระทำความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ โดยประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพ ในการให้ความช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านกฎหมายและฟื้นฟูเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาให้บุคคลแวดล้อมเด็ก ได้

แก่ ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน อาสาสมัคร สามารถทำหน้าที่ในการส่งเสริมพัฒนาและปกป้องคุ้มครองเด็ก

สนใจร่วมสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กได้ที่ http://www.thaichildrights.org/donate/donate

📣 ชวนร่วมฟังเสวนาออนไลน์ “จากวิกฤตสู่การเปลี่ยนแปลง: โรงเรียนไทยต้องเปลี่ยนอะไร เพื่อให้เด็กปลอดภัย”เมื่อความรุนแรง ภัยอ...
20/08/2026

📣 ชวนร่วมฟังเสวนาออนไลน์ “จากวิกฤตสู่การเปลี่ยนแปลง: โรงเรียนไทยต้องเปลี่ยนอะไร เพื่อให้เด็กปลอดภัย”

เมื่อความรุนแรง ภัยออนไลน์ ยาเสพติด การกลั่นแกล้ง และปัญหาสุขภาพจิต กำลังเป็นความท้าทายที่เด็กต้องเผชิญ โรงเรียนจะเปลี่ยนอย่างไร เพื่อรับมือเมื่อเกิดปัญหา และ ป้องกันและคุ้มครองเด็ก ก่อนเกิดวิกฤตได้

ร่วมฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ครู และเสียงจากนักเรียน เพื่อช่วยกันมองหาแนวทางสร้างโรงเรียนที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน

📅 วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 13.30–15.30 น.
💻 สัมมนาออนไลน์ผ่าน Webinar
📱 ถ่ายทอดสดทาง Facebook: มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

รายละเอียดและลงทะเบียนตาม QR Code ในโปสเตอร์

#โรงเรียนปลอดภัย #คุ้มครองเด็ก #ความรุนแรงในโรงเรียน

🙏 ขอเชิญผู้ใหญ่ใจดีร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่า "ช่วยน้องให้ปลอดภัย" สมทบทุนช่วยเหลือเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงเด็กทุกคนสมควร...
12/08/2026

🙏 ขอเชิญผู้ใหญ่ใจดีร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่า "ช่วยน้องให้ปลอดภัย" สมทบทุนช่วยเหลือเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรง

เด็กทุกคนสมควรได้รับความรัก ความปลอดภัย และโอกาสเติบโตอย่างมีความสุข

สำหรับเด็กที่เคยเผชิญเหตุการณ์อันยากลำบาก การดูแลไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงวันที่ได้รับความช่วยเหลือ แต่ยังรวมถึงการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ การคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง และการสร้างโอกาสให้เด็กได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและมั่นคง

ทุกการสนับสนุนของท่าน จะนำไปสนับสนุนการดูแลเด็กและครอบครัวในด้านต่าง ๆ อาทิ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์การศึกษา ค่าเดินทาง ค่าอาหารและค่าครองชีพ ที่พักอาศัย รวมถึงการส่งเสริมอาชีพให้แก่ครอบครัว เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเติบโตได้อย่างปลอดภัย

📅 วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2569
🕙 เวลา 10.00–12.30 น.
📍 วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร
เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

สามารถร่วมทำบุญผ่านระบบ e-Donation ได้ โดยเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเรี่ยไรตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 ใบอนุญาตจัดให้มีการเรี่ยไร เลขที่ 12/2569

💛 ทุกน้ำใจของท่าน คือส่วนหนึ่งของการโอบอุ้มให้เด็กคนหนึ่งได้รับการคุ้มครอง ได้รับการเยียวยา และมีโอกาสก้าวต่อไปบนเส้นทางชีวิตอย่างปลอดภัย

#ช่วยน้องให้ปลอดภัย #มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก #คุ้มครองเด็ก

การสร้าง “โรงเรียนที่ปลอดภัย” เริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจ รู้...
11/08/2026

การสร้าง “โรงเรียนที่ปลอดภัย” เริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา

โรงเรียนสามารถส่งเสริมความปลอดภัยได้ด้วยแนวทางสำคัญ ได้แก่

• ครูรับฟังและเข้าใจสาเหตุของพฤติกรรม ใช้วินัยเชิงบวก สื่อสารอย่างชัดเจน และหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ ประณาม หรือลงโทษรุนแรง
• ส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจและการช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อน รวมถึงระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง
• จัดกิจกรรมให้เด็กได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแก้ปัญหาด้วยกัน โดยไม่เน้นการแข่งขัน
• เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความสามารถและทำสิ่งที่สนใจโดยสมัครใจ
• จัดบุคลากรดูแลพื้นที่และช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการข่มเหงรังแก
• สื่อสารกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ และเปิดให้ครอบครัวมีส่วนร่วมวางแผนระบบความปลอดภัยของโรงเรียน
• จัดกิจกรรมที่ช่วยเสริมทักษะการเลี้ยงดูและสร้างการสื่อสารเชิงบวกในครอบครัว

ความปลอดภัยในโรงเรียนจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมพฤติกรรม แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กทุกคนได้รับการรับฟัง เคารพ และดูแลอย่างเหมาะสม

อ่านแนวทางฉบับเต็มได้ที่
https://www.thaichildrights.org/articles/article-violence/safe-schools-fostering-positive-relationships-in-schools/

#โรงเรียนปลอดภัย #ลดความรุนแรงในโรงเรียน #ป้องกันการกลั่นแกล้ง #สิทธิเด็ก

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ขอแสดงความอาลัยในวาระคุณป้าศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ ประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก...
10/08/2026

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ขอแสดงความอาลัยในวาระ
คุณป้าศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์
ประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กท่านแรก
คืนสู่ธรรมชาติ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569
ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติในสัมปรายภพอันสงบ

EP3: "เด็กคนหนึ่งกลับมาได้...เพราะชุมชนไม่ปล่อยมือ"หลายคนอาจคิดว่า... เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะป้าคนหนึ่งใจดีแต่ถ้าย้อนกลับ...
10/08/2026

EP3: "เด็กคนหนึ่งกลับมาได้...เพราะชุมชนไม่ปล่อยมือ"

หลายคนอาจคิดว่า... เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะป้าคนหนึ่งใจดี
แต่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าไม่มีใครทำเรื่องนี้ได้เพียงลำพัง
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากครูที่สังเกตเห็นว่าเด็กหายไปจากโรงเรียนเป็นเวลานาน
แทนที่จะเก็บความกังวลไว้คนเดียว ครูนำเรื่องนี้เข้ามาพูดคุยในเวทีประชุมของ ชุมชนคุ้มครองเด็ก ที่มีทั้งโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อสม. และผู้นำชุมชน มานั่งล้อมวงด้วยกัน ทุกคนมองเห็นเด็กคนเดียวกัน แต่แต่ละคนมองเห็นจากคนละมุม
-ครูรู้เรื่องการเรียน
-อสม. รู้จักครอบครัว
-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรู้ว่าควรประสานความช่วยเหลืออย่างไร
-โรงเรียนรู้ว่าจะเปิดโอกาสให้เด็กเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร

เมื่อทุกคนเอาสิ่งที่ตัวเองรู้มาวางไว้บนโต๊ะเดียวกัน ทางออก...จึงค่อย ๆ เกิดขึ้น
ป้าอาสาเข้าไปหาเด็ก
เพื่อนบ้านช่วยหาชุดนักเรียน
ครูเตรียมห้องเรียนและพูดคุยกับเพื่อน ๆ
โรงเรียนเปิดประตูต้อนรับเด็กอีกครั้ง

ไม่มีใครทำทุกอย่าง แต่ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้

จนวันหนึ่ง... เด็กคนนั้นบอกกับป้าว่า "ป้า...พรุ่งนี้ผมไปโรงเรียนเองได้แล้ว"
ประโยคสั้น ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ต้องการป้าอีกแล้ว แต่มันหมายความว่า...
เด็กคนหนึ่งกลับมายืนได้ด้วยตัวเอง และนั่น คือเป้าหมายของการคุ้มครองเด็ก

เรื่องราวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ
แต่เกิดจากการที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน หน่วยบริการสุขภาพ ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครในพื้นที่ เพื่อสร้างกระบวนการและสร้างให้ชุมชนเกิดระบบการคุ้มครองเด็กในพื้นที่ชุมชน ที่ทำให้คนในชุมชนรู้จักสังเกต เห็นสัญญาณความเสี่ยง กล้าพูดคุย และร่วมกันหาทางช่วยเหลือเด็กก่อนที่ปัญหาจะสายเกินแก้

การคุ้มครองเด็กจึงไม่ใช่การรอให้เกิดเหตุร้ายแล้วค่อยเข้าไปช่วย
แต่คือการสร้างชุมชนที่ผู้ใหญ่รู้จักกัน เชื่อใจกัน และพร้อมส่งต่อความช่วยเหลือให้กันและกัน
เพราะเด็กทุกคนไม่ได้ต้องการผู้ใหญ่ที่เก่งที่สุด
แต่ต้องการผู้ใหญ่หลายคน...ที่พร้อมจะไม่ปล่อยมือเมื่อเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ

---
เช้าวันนั้น ป้าไม่ต้องไปเคาะประตูบ้านอีกแล้ว
แต่หากวันหนึ่ง มีเด็กอีกคนกำลังจะหลุดจากเส้นทาง
ชุมชนแห่งนี้รู้แล้วว่า...ต้องเดินไปเคาะประตูบ้านหลังไหน
นั่นคือวันที่การคุ้มครองเด็ก...เริ่มต้นที่ชุมชน

#ชุมชนคุ้มครองเด็ก
#45ปีมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
#การคุ้มครองเด็กหน้าที่ของเราทุกคน
#ซีรีส์การคุ้มครองเด็กเริ่มต้นที่ชุมชน

เมื่อเหตุการณ์รุนแรงผ่านไป...สิ่งที่เด็กยังต้องการคือการเยียวยาทางใจหลังจากเด็กเผชิญเหตุการณ์รุนแรง เช่น เหตุกราดยิง อุบ...
07/08/2026

เมื่อเหตุการณ์รุนแรงผ่านไป...สิ่งที่เด็กยังต้องการคือการเยียวยาทางใจ

หลังจากเด็กเผชิญเหตุการณ์รุนแรง เช่น เหตุกราดยิง อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว สิ่งที่เราอาจมองไม่เห็นคือ "บาดแผลทางใจ" ซึ่งต้องการการดูแลไม่ต่างจากบาดแผลทางร่างกาย

การช่วยเหลือเบื้องต้นที่สำคัญ เรียกว่า การปฐมพยาบาลทางใจ (Psychological First Aid : PFA) เป็นการช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัย ลดผลกระทบทางจิตใจ และช่วยให้เด็กค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

งานวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับการดูแลจากครอบครัว ครู หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดทันทีหลังเกิดเหตุ มีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่า และลดผลกระทบทางจิตใจในระยะยาวได้

เด็กคนไหนควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

-เด็กที่อยู่ในเหตุการณ์หรือเห็นเหตุการณ์รุนแรง
-เด็กที่สูญเสียคนใกล้ชิด หรือเห็นคนที่รักได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
-เด็กที่ได้รับบาดเจ็บ
-เด็กที่รู้สึกผิดที่ตนเองรอดชีวิต
-เด็กที่มีอาการเครียด วิตกกังวล หรือหวาดกลัวอย่างชัดเจน
-เด็กที่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลกำลังเผชิญความเครียดอย่างหนักจนดูแลเด็กได้ไม่เต็มที่

เด็กอาจแสดงความเครียดออกมาแตกต่างกัน

บางคนร้องไห้หรือหวาดกลัว บางคนกลับเงียบผิดปกติ แยกตัว ไม่อยากไปโรงเรียน บางคนหงุดหงิด ก้าวร้าว นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือบ่นปวดหัว ปวดท้อง ทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วยทางกาย

เด็กแต่ละช่วงวัยก็แสดงออกไม่เหมือนกัน เด็กเล็กอาจเกาะติดผู้ปกครอง เด็กวัยเรียนอาจพูดถึงเหตุการณ์ซ้ำ ๆ หรือไม่อยากไปโรงเรียน ส่วนวัยรุ่นอาจเก็บตัว สิ้นหวัง หรือบางรายอาจมีความเสี่ยงทำร้ายตนเอง จึงไม่ควรมองข้ามการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมเหล่านี้

หลักการช่วยเหลือเด็กด้วย 3L

👀 Look – สอดส่องมองหา
ดูว่าเด็กอยู่ในที่ปลอดภัยหรือไม่ สังเกตว่าเด็กมีความต้องการเร่งด่วนหรือมีอาการเครียดรุนแรงหรือไม่

👂 Listen – ใส่ใจรับฟัง
รับฟังด้วยความเข้าใจ ไม่เร่ง ไม่คาดคั้น ไม่ตัดสิน และตอบคำถามด้วยข้อมูลที่เป็นจริงในภาษาที่เด็กเข้าใจ

🤝 Link – ส่งต่อเชื่อมโยง
ช่วยให้เด็กและครอบครัวเข้าถึงความช่วยเหลือที่จำเป็น ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม หากพบว่าเด็กมีอาการรุนแรง เช่น เสี่ยงทำร้ายตนเอง หรืออยู่ในภาวะวิกฤต ควรรีบส่งต่อผู้เชี่ยวชาญทันที

สิ่งที่ไม่ควรทำ :
❌ไม่บังคับให้เด็กเล่าเหตุการณ์
❌ไม่ซักถามรายละเอียดซ้ำ ๆ
❌ไม่ตัดสินหรือปฏิเสธความรู้สึกของเด็ก
❌ไม่พูดว่า "ลืม ๆ ไปเถอะ" "เดี๋ยวก็หาย" หรือ "ครูรู้ว่าหนูรู้สึกอย่างไร"
❌ไม่ให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่ทำไม่ได้

สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรง ไม่ใช่คำพูดที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการได้รู้สึกว่า "ตอนนี้ฉันปลอดภัย" มีผู้ใหญ่ที่รับฟัง เข้าใจ และพร้อมอยู่เคียงข้าง

การปฐมพยาบาลทางใจไม่ใช่เรื่องของนักจิตวิทยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ ครู ผู้ปกครอง และทุกคนที่อยู่ใกล้เด็กสามารถทำได้ เพื่อช่วยให้เด็กก้าวผ่านเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ และกลับมาเติบโตได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง

เรียบเรียงโดย ฝ่ายบำบัดฟื้นฟูเด็กและครอบครัว มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

ที่มาข้อมูล :
เบญจพร ปัญญายง. การปฐมพยาบาลทางใจ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต. กรุงเทพฯ:บริษัท บียอนด์ พับลิสชิ่ง จํากัด, 2562.
สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ( 2565 ). คู่มือผู้ปฏิบัติงานการปฐมพยาบาลทางใจ (Psychological First Aid : PFA) ในเด็กและวัยรุ่น.
สมาคมอีเอ็มดีอาร์ ประเทศไทย. การปฐมพยายาลทางใจ, 2565.
------------------------------
มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย และขอส่งกำลังใจไปยังทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน คุณครู บุคลากร ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน
ขอให้ทุกท่านได้รับการดูแลและเยียวยาทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม มีพลังใจที่จะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็งและปลอดภัยอีกครั้ง
------------------------------
ร่วมกันดูแลปกป้องเด็กจากความรุนแรงทุกรูปแบบ สามารถดาวน์โหลดสื่อ ได้ที่
คู่มือป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก https://www.thaichildrights.org/multimedia/stop-violence-book/
คู่มือกิจกรรมการป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน
https://www.thaichildrights.org/multimedia/school-bullying-prevention-activity-manual/
คู่มือการจัดกิจกรรมครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเป็นสุข
https://www.thaichildrights.org/multimedia/happy-family-handbook/

07/08/2026

เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียน แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็สามารถสร้างความรู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัยได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ ได้ยินข่าวจากสื่อที่เสพ หรือจากคนรอบข้าง


มีคำถามจากคุณพ่อคุณแม่ว่า ควรจะพูดคุยกับลูกอย่างไร หมอคิดว่าน่าสนใจดี เลยอยากนำมาเขียนเป็นบทความ


1. เริ่มต้นด้วยการถามความรู้สึกของลูกก่อน มากกว่าการรีบอธิบายหรือให้ข้อคิด

เช่น ใช้คำถามว่า “วันนี้ที่โรงเรียนคุยเรื่องนี้กันไหม”/“ลูกได้เห็นข่าวหรือยัง”/“ลูกรู้สึกยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

จากนั้นตั้งใจรับฟังความรู้สึกของลูก ปล่อยให้เขาได้เล่าได้ระบาย โดยไม่รีบที่จะแนะนำ ตัดสิน


2. หากลูกบอกว่ากลัว อาจตอบว่า “แม่เข้าใจนะว่าลูกคงรู้สึกตกใจ เหตุการณ์แบบนี้ทำให้หลายคนรู้สึกไม่ปลอดภัย”


3. เมื่อรับฟังความรู้สึกแล้ว จึงค่อยอธิบายว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อย และโรงเรียนรวมถึงผู้ใหญ่กำลังร่วมกันดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกว่ามีโอกาสเกิดเหตุแบบนี้ได้บ่อยๆ


4. ส่วนในเด็กเล็ก (วัยอนุบาล–ประถมต้น) ควรใช้คำอธิบายที่เรียบง่ายและไม่ลงรายละเอียดของความรุนแรง เช่น “มีเหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ผู้ใหญ่กำลังช่วยกันดูแลให้โรงเรียนปลอดภัย” พร้อมย้ำว่า “โรงเรียนเป็นที่ที่เด็กๆ ไปเรียน และมีคุณครูคอยดูแล”


5. เด็กเล็กๆ อาจยังไม่สามารถอธิบายความรู้สึกเป็นคำพูดได้ชัดเจน พ่อแม่จึงควรสังเกตพฤติกรรม เช่น พฤติกรรมถดถอยต่างๆ เช่น การติดผู้ปกครองมากขึ้น กลัวการไปโรงเรียน นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือกลับมาปัสสาวะรดที่นอน และใช้การกอด การอยู่ใกล้ๆ การทำให้เด็กรู้สึกถึงความปลอดภัยจะช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคงขึ้น


6. วิธีช่วยลูกจัดการความกลัวที่ทำได้ทันที
-ชวนลูกหายใจเข้าออกช้าๆ ไปพร้อมกัน 5–10 รอบ
-รักษาตารางกิจวัตรประจำวัน เช่น เวลาอาหาร เวลาเข้านอน และการไปโรงเรียนให้ใกล้เคียงปกติ
-ชวนลูกทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป เล่นกีฬา หรือทำงานอดิเรก
-เปิดโอกาสให้ลูกถามคำถาม และตอบตามความจริงด้วยภาษาที่เหมาะกับวัย โดยไม่ลงรายละเอียดของเหตุการณ์เกินจำเป็น


7. อีกเรื่องที่สำคัญคือ ชวนลูกพูดคุยว่า หากวันหนึ่งพบว่าเพื่อนมีพฤติกรรมน่าเป็นห่วง เช่น พูดถึงการทำร้ายผู้อื่น ข่มขู่จะแก้แค้น หรือโพสต์ข้อความที่สื่อถึงความรุนแรง การบอกครู ผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ ไม่ใช่การฟ้องเพื่อน แต่เป็นการช่วยให้เพื่อนได้รับความช่วยเหลือ และอาจป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียได้


8. ในช่วงที่มีข่าวสะเทือนใจ ควรช่วยลูกจำกัดการเสพข่าวหรือดูคลิปเหตุการณ์ซ้ำๆ เพราะการเห็นภาพความรุนแรงซ้ำหลายครั้งอาจเพิ่มความเครียด ความวิตกกังวล หรือทำให้ฝันร้ายได้ โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น


9. หากหลังเหตุการณ์ ลูกยังมีอาการหวาดกลัวอย่างมาก นอนไม่หลับ ฝันร้าย ไม่กล้าไปโรงเรียน มีอาการวิตกกังวลจนกระทบการใช้ชีวิต หรืออาการไม่ดีขึ้นภายในหลายสัปดาห์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นเพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม


10. สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำให้ลูกรู้ว่า ไม่ว่าจะรู้สึกกลัว สับสน หรือมีเรื่องกังวลใจ พ่อแม่พร้อมรับฟังและอยู่เคียงข้างเสมอ เพราะความรู้สึกปลอดภัยของเด็ก เริ่มต้นจากการมีผู้ใหญ่ที่รับฟังและพร้อมช่วยเหลือ


เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ

ขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย และเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบทุกคน

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ค่ะ


#หมอมินบานเย็น

07/08/2026

เมื่อเช้านี้ มีข่าวน่าตกใจ ที่เด็กชั้น ม.3 ก่อเหตุรุนแรงกราดยิงในโรงเรียน ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”

แต่เมื่อเด็กคนหนึ่งก่อเหตุรุนแรง คงไม่มีคำอธิบายใดคำเดียวที่เพียงพอค่ะ

คำตอบคือ “เรายังไม่รู้ชัดเจนหรอก”


สิ่งที่หมออยากให้สังคมตระหนักคือ การรีบหาคำตอบง่ายๆ เช่น เพราะเล่นเกม เพราะถูกบูลลี่ เพราะป่วยจิตเวช เพราะพ่อแม่เลี้ยงไม่ดี อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดมากกว่าถูก

พฤติกรรมรุนแรงระดับนี้ มักเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งตัวเด็ก สภาพแวดล้อม ความเครียด การเข้าถึงอาวุธ ประวัติการใช้ความรุนแรง ปัญหาสุขภาพจิตหรือพัฒนาการในบางราย รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียด

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และเรียนรู้ว่าเราจะป้องกันอย่างไรในอนาคต


สิ่งที่โรงเรียนทำได้

-มีระบบให้คำปรึกษา รับฟังปัญหาเด็กที่เข้าถึงง่าย
-ให้ครูสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรม
-มีทีมดูแลสุขภาพจิตหลังเกิดเหตุ (Psychological First Aid)
-การทบทวนมาตรการความปลอดภัยและแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน
-ไม่ตีตราหรือซ้ำเติมเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้ใช้ความรุนแรงเป็นทางออก


สิ่งที่พ่อแม่ทำได้

-รับฟังลูก เวลาลูกมีปัญหามาปรึกษา โดยไม่รีบสอนหรือรีบตัดสิน
-ใส่ใจเมื่อพบว่าลูกเปลี่ยนไป เช่น แยกตัว โกรธง่าย หมกมุ่นกับความรุนแรง พูดถึงการแก้แค้น หรือพูดว่าชีวิตไม่มีความหมาย ไม่อยากอยู่
-หากไม่สบายใจควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญ
-เก็บอาวุธทุกชนิดให้เด็กเข้าถึงไม่ได้


สิ่งที่เพื่อนทำได้

-สังเกตคำพูดที่สื่อถึงการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นพูดในชีวิตจริง หรือผ่านทางโซเชียลมีเดีย
-หากเพื่อนโพสต์หรือพูดถึงการเอาคืน การฆ่า หรือการใช้ความรุนแรง ควรรีบปรึกษา บอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้


สิ่งที่สังคมควรทำ

-งดแชร์คลิปเหตุการณ์ซ้ำๆ หรือภาพผู้เสียชีวิต
-งดเผยแพร่รายละเอียดที่อาจทำให้ผู้ก่อเหตุได้รับความสนใจเกินควร
-ให้พื้นที่กับการเยียวยาผู้รอดชีวิต ครอบครัว ครู และนักเรียน
-เปลี่ยนคำถามจาก “ใครผิด” เป็น “เราจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร”


เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจค่ะ

ขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย และเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบทุกคนค่ะ🙏🏼

#หมอมินบานเย็น

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเด็กและครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ...
07/08/2026

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเด็กและครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นในโรงเรียนในวันนี้

พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน เพจสื่อสังคมออนไลน์ และประชาชนทุกท่าน งดเผยแพร่หรือส่งต่อภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของเด็กและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เนื่องจากการเผยแพร่ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ความเป็นส่วนตัว และกระบวนการฟื้นฟูของเด็ก รวมถึงสร้างความทุกข์ซ้ำเติมแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ

การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็ก คือการช่วยปกป้องเด็กอีกทางหนึ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันใช้สื่ออย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

ถึงสื่อมวลชนทุกท่าน
ตอนนี้เรารู้ว่าทุกกองบรรณาธิการกำลังแข่งกับเวลา ตัวเลขเปลี่ยนทุกนาที ภาพจากที่เกิดเหตุหลั่งไหลเข้ามาจากทุกทาง และแรงกดดันเรื่อง "ใครไวกว่ากัน" มีผลต่อการทำงาน
แต่ในฐานะสื่อที่ทำงานเรื่องเด็กมาโดยตลอด เราอยากชวนตั้งหลักด้วยกันสักครู่ ก่อนกดเผยแพร่ชิ้นต่อไป
โลกเจอเหตุการณ์แบบนี้มาไม่น้อย และมีบทเรียนที่นานาชาติสรุปไว้ชัดเจนแล้วว่า วิธีการรายงานข่าวมีผลจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อ ไม่ใช่แค่ผลต่อความรู้สึกคนอ่าน
สิ่งที่งานวิจัยเรื่องการนำเสนอข่าวความรุนแรงยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
- รายละเอียดวิธีก่อเหตุ อาวุธ เส้นทางเดิน ไทม์ไลน์แบบละเอียด ไม่ได้ช่วยให้สังคมเข้าใจเหตุการณ์มากขึ้น แต่กลายเป็น "คู่มือ" ให้คนที่กำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่
- การเผยแพร่ภาพ คลิป หรือชื่อผู้ก่อเหตุซ้ำๆ ทำให้เหตุการณ์ดูยิ่งใหญ่ในสายตาคนที่อยากมีตัวตนผ่านความรุนแรง ยิ่งเผยแพร่มาก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีเหตุถัดไป
- นี่คือหลักการเดียวกับที่ใช้กับข่าวการฆ่าตัวตายมานาน เพราะกลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบคล้ายกัน
ผู้ก่อเหตุเป็นเด็ก เรื่องนี้มีผลทางกฎหมายชัดเจนอยู่แล้วเรื่องการไม่เปิดเผยตัวตนผู้เยาว์ แต่มากกว่านั้น คือทุกครั้งที่มีการขุดคุ้ยประวัติ ผลการเรียน ความสัมพันธ์ในครอบครัว มาเล่าราวกับหาคำตอบเดียวว่า "เพราะอะไรเด็กคนนี้ถึงเป็นแบบนี้" มันมักจบลงที่การชี้นิ้วไปที่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ทั้งที่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ระบบรอบตัวเด็กทั้งหมด โรงเรียน การเข้าถึงอาวุธ ช่องว่างของการดูแลสุขภาพใจในวัยรุ่น
พร้อมจับสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุแค่ไหน
สิ่งที่เราอยากชวนทำ:
- ยึดข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น ในจังหวะที่ตัวเลขยังไม่นิ่ง การรอยืนยันไม่ใช่ความล่าช้า แต่คือความรับผิดชอบ
- โฟกัสที่ผู้สูญเสียด้วยความเคารพ ไม่ใช่ล้วงลึกความเจ็บปวดเพื่อภาพที่กระทบใจที่สุด
- พูดถึงทางออก ไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรม เช่น มีช่องทางไหนที่เด็กและครอบครัวเข้าถึงความช่วยเหลือได้จริง
- ถ้าจะตั้งคำถามเชิงสาเหตุ ให้ตั้งในระดับระบบ ไม่ใช่ระดับตัวบุคคลหรือครอบครัวเดียว
เด็กหลายแสนคนทั่วประเทศกำลังเห็นข่าวนี้ผ่านมือถือของตัวเองตอนนี้ วิธีที่เราเล่าเรื่องนี้วันนี้ มีผลต่อความรู้สึกปลอดภัยของพวกเขาไปอีกนาน

EP2 : "ไม่ได้เก่ง...แต่ทำด้วยใจ"ป้าไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์  ไม่ใช่นักจิตวิทยา  ไม่ใช่ครูป้าเป็น อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข...
07/08/2026

EP2 : "ไม่ได้เก่ง...แต่ทำด้วยใจ"

ป้าไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์ ไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่ใช่ครู
ป้าเป็น อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน)
ดูแลครอบครัวในชุมชนเพียง 15 ครัวเรือน

เมื่อ อบต. ชวนมาร่วมเป็นคณะทำงานชุมชนคุ้มครองเด็ก
ป้าตอบรับ ทั้งที่ไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน
"ไม่เคยทำ คุยก็ไม่เก่ง"
ก่อนจะยิ้มแล้วพูดต่อว่า
"แต่ถ้ารับว่าจะทำ ก็จะทำให้ดีที่สุด"

วันหนึ่ง ในที่ประชุม ครูเล่าเรื่องเด็ก ป.6 คนหนึ่งที่หยุดเรียนมานาน ไม่มาโรงเรียนเกือบหนึ่งภาคเรียน ครูไปตามที่บ้านหลายครั้ง แต่เด็กไม่ยอมกลับมาเรียน ผู้ปกครองเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ครูเป็นห่วงจึงได้นำเรื่องนี้เข้ามาหารือในเวทีประชุม

ในเวทีประชุมมีตัวแทนจากทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุข และผู้นำชุมชน นั่งประชุมด้วยกัน ทุกคนกังวลว่าถ้าเด็กไม่มาโรงเรียน อาจจะถูกคนชักจูงไปในทางที่ไม่เหมาะสม ทุกคนช่วยกันคิดและวางแผนว่าจะช่วยเหลือเด็กคนนี้อย่างไร

ป้ายกมือขึ้น "เดี๋ยวป้าจะลองไปคุยกับผู้ปกครองและเด็กเอง" เพราะเด็กคนนี้อยู่ละแวกบ้านเดียวกัน
วันรุ่งขึ้น ป้าเดินไปที่บ้าน เคาะประตู ทักทาย นั่งคุยกับแม่ ขอคุยกับเด็ก แต่เด็กไม่ยอมพูดอะไรเลย...
วันต่อมา ป้าก็ไปอีก สองสามวันแรก เด็กนั่งเงียบ ไม่ยอมพูดคุยกับป้า
ป้าไม่ได้เร่ง ไม่ได้ซักถาม แค่นั่งเป็นเพื่อน และชวนคุยเรื่องธรรมดา

จนวันหนึ่ง เด็กเริ่มเปิดใจและเล่าความในใจให้ป้าฟัง เพราะความกลัว กลัวเรียนไม่ทัน
กลัวครูดุ กลัวเพื่อนล้อ ฯลฯ

เมื่อรู้ว่าเด็กไม่ได้หนีเรียนเพราะขี้เกียจ แต่กำลังกลัวจะกลับไปเผชิญห้องเรียน
จากนั้น ป้าไม่ได้แก้ปัญหาคนเดียว ป้าไปคุยกับครู
"เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ขอให้ผ่านไปนะคะ วันนี้เรามาเริ่มนับหนึ่งใหม่"

ครูจึงชวนครูประจำชั้นเตรียมรับเด็กกลับมา พูดคุยกับเพื่อน ๆ ในห้อง ช่วยกันทำให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ที่เด็กรู้สึกปลอดภัย

หลังจากนั้น ทุกเช้า ป้าจะไปปลุกเด็ก เตรียมอาหารเช้าไว้ให้ แล้วพาเด็กไปส่งโรงเรียน เป็นอยู่แบบนั้นประมาณสองสัปดาห์ จนวันหนึ่ง เด็กบอกกับป้าว่า
"พรุ่งนี้...ป้าไม่ต้องมาปลุกแล้วนะ ผมไปโรงเรียนเองได้แล้ว"

เด็กที่เคยหายไปจากโรงเรียนเกือบปี กลับมาเรียนจนจบชั้น ป.6 และใช้ชีวิตในโรงเรียนร่วมกับเพื่อน ๆ ได้อีกครั้ง

"แรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอก ว่างานนี้ทำไปแล้วได้อะไร"
"แต่พอได้ช่วยเด็ก ได้เห็นเด็กที่ล้มลุกขึ้นมาได้ หัวใจมันมีความสุข"

หลายคนอาจคิดว่า...เด็กคนนี้กลับมาได้ เพราะป้าคนหนึ่งใจดี
แต่ความจริงแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว
เบื้องหลังการกลับมาโรงเรียนของเด็กคนหนึ่ง คือพลังของคนทั้งชุมชน

ติดตามบทสรุปใน EP.3 เร็ว ๆ นี้

#ชุมชนคุ้มครองเด็ก
#45ปีมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
#การคุ้มครองเด็กหน้าที่ของเราทุกคน
#ซีรีส์การคุ้มครองเด็กเริ่มต้นที่ชุมชน

ที่อยู่

979 ซอยจรัญสนิทวงศ์12 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10600

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6624121196

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก:

ทางลัด

แชร์