มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เป็นองค์กรที่ทำให้สังคมไทยได้ตระหนัก และรับรู้ความเป็นจริงของปัญหาการละเมิดสิทธิเด็ก

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ ๕๘๑ มีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๘ ปี ซึ่งถูกกระทำความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ โดยประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพ ในการให้ความช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านกฎหมายและฟื้นฟูเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาให้บุคคลแวดล้อมเด็ก ได้แก่ ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน อาสาสมัคร สามารถทำหน้าที่ในการส่งเสริมพัฒนาและปกป้องคุ้มครองเด็ก

สนใจร่วมสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กได้ที่ http://www.thaichildrights.org/donate/donate

💙 การทารุณกรรมจิตใจเด็ก…แผลที่อาจมองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อเด็กได้เมื่อพูดถึงการทารุณกรรมเด็ก หลายคนอาจนึกถึงการทำร้ายร่างกา...
23/09/2026

💙 การทารุณกรรมจิตใจเด็ก…แผลที่อาจมองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อเด็กได้
เมื่อพูดถึงการทารุณกรรมเด็ก หลายคนอาจนึกถึงการทำร้ายร่างกายเป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้ว คำพูด ท่าที และวิธีปฏิบัติต่อเด็ก ก็สามารถส่งผลต่อจิตใจและพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน
🧠 การทารุณกรรมจิตใจเด็ก คืออะไร?
การทารุณกรรมจิตใจเด็ก อาจเกิดขึ้นเมื่อเด็กถูก ปฏิเสธ ถูกทำให้หวาดกลัว ถูกเพิกเฉย ไม่ได้รับความรักและความเอาใจใส่ หรือถูกปฏิบัติในลักษณะที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และต่อเนื่อง
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็ก
🧩 การทารุณกรรมจิตใจอาจอยู่ในรูปแบบใดบ้าง?
🔹 การปฏิเสธ (Rejection)
ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ยอมรับ เช่น พูดซ้ำ ๆ ว่าเด็กเป็นคนไม่ดี ไม่มีใครรัก หรือแสดงท่าทีรังเกียจและดูถูก
🔹 การทำให้หวาดกลัว (Terrorizing)
ข่มขู่ ทำให้เด็กกลัว หรือทำให้เด็กต้องอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวและไม่ปลอดภัย
🔹 การแยกและกักกันเด็ก (Isolation)
จำกัดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือจำกัดเสรีภาพของเด็กจนเด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์
🔹 การเฉยเมยต่อเด็ก (Ignoring)
ไม่สนใจความต้องการของเด็ก ไม่ตอบสนองต่อความรู้สึก หรือไม่ให้ความรักและความเอาใจใส่
🔹 การเอาเปรียบหรือแสวงหาประโยชน์จากเด็ก (Corrupting/Exploiting)
ชักนำหรือให้เด็กเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม หรือแสวงหาผลประโยชน์จากเด็ก
💭 แล้วเด็กจะได้รับผลกระทบอย่างไร?
เด็กแต่ละคนอาจแสดงออกแตกต่างกันตามวัย บางคนอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว วิตกกังวล ขาดสมาธิ มีปัญหาการนอนหรือการกิน ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ในเด็กโตและวัยรุ่น อาจพบความรู้สึกต่อตนเองในทางลบ ภาวะซึมเศร้า พฤติกรรมก้าวร้าว หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
สิ่งสำคัญคือ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็น “เด็กดื้อ” หรือ “เด็กมีปัญหา” แต่ควรพิจารณาด้วยว่า เด็กกำลังเผชิญกับอะไร และมีใครกำลังรับฟังเขาหรือไม่
🤍 การดูแลเด็ก เริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ที่เด็กรู้สึกปลอดภัย
การรับฟังความคิดเห็นของเด็ก
การพูดกับเด็กด้วยความเคารพ
การแสดงความรักและความเอาใจใส่
การชื่นชมในสิ่งที่เด็กทำได้
และการทำให้เด็กรู้ว่า “หนูมีคุณค่า และสามารถพูดคุยกับผู้ใหญ่ได้”
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก
เพราะการคุ้มครองเด็ก ไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้เด็กถูกทำร้าย แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กเติบโตได้อย่างปลอดภัย มีคุณค่า และได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 💙

📚 ที่มาของข้อมูล
มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก. (2547). คู่มือปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในกระบวนการคุ้มครองเด็ก. กรุงเทพฯ: มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก.
สามารถอ่าน/ดาวน์โหลดคู่มือได้จากเว็บไซต์ www.thaichildrights.org หรือลิงก์ https://surl.li/gcenhd

กว่าจะกลับมายิ้มได้อีกครั้ง!เมื่อคนในครอบครัวเป็นผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ต่อเนื่องหลายปี จากการบังคับข่มขู่เปลี่ยนเป็นกา...
15/09/2026

กว่าจะกลับมายิ้มได้อีกครั้ง!

เมื่อคนในครอบครัวเป็นผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ต่อเนื่องหลายปี จากการบังคับข่มขู่เปลี่ยนเป็นการให้เงินและสิ่งของเป็นข้อแลกเปลี่ยน เด็กโดดเดี่ยว เศร้า และรู้สึกผิด

หลังได้รับแจ้งเหตุ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก พาเด็กเข้ารับการตรวจสุขภาพร่างกาย คุมกำเนิด เข้ารับการรักษาทางด้านจิตใจ พบจิตแพทย์และนักจิตวิทยา รักษาโรคซึมเศร้า และติดตามเข้ารับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการทำกิจกรรมบำบัดฟื้นฟูด้วยศิลปะบำบัดอย่างต่อเนื่อง 12 ครั้ง และกิจกรรมส่งเสริมทักษะสังคมและทักษะชีวิต

หลังจากผ่านกระบวนการศิลปะบำบัดเด็กเริ่มมีความสุขและความหวัง ภูมิใจที่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ รับผิดชอบทำงานบ้าน สื่อสารกับคนในครอบครัวมากขึ้น และมีความหวัง มีเป้าหมายในการใช้ชีวิตต่อไป มีทักษะการสื่อสารกับครอบครัวและผู้อื่นดีขึ้น และเข้าสังคมมากขึ้น

การช่วยเหลือด้านการดำเนินคดี นักกฎหมายของมูลนิธิ ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเด็กและผู้ปกครองเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินคดี เตรียมความพร้อมเด็กก่อนสอบปากคำ ให้เด็กทบทวนลำดับเหตุการณ์ วัน เวลา และสถานที่ รวมถึงติดตามความคืบหน้าของคดีและประสานเรื่องสิทธิในการขอค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กที่ครอบคลุมทั้ง การช่วยเหลือเด็ก โดยยึดหลักความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ การสังคมสงเคราะห์ การดูแลสุขภาพกายและจิตใจ การบำบัดฟื้นฟู การสนับสนุนด้านการศึกษา และการช่วยเหลือด้านกฎหมาย รวมถึงการติดตามเด็กและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

เด็กไม่ได้หายดีเพียงชั่วข้ามคืน แต่ใช้ระยะเวลาในการดูแลเยียวยานานร่วมสองปี กว่าจะค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ และมองเห็นความหวังและเป้าหมายในการใช้ชีวิตต่อไป

****
คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องคุ้มครองเด็กได้
ร่วมทำบุญผ้าป่า “ช่วยน้องให้ปลอดภัย”
เพื่อสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กในการช่วยเหลือเด็กที่เผชิญความรุนแรง ให้ได้รับความปลอดภัย การเยียวยา และโอกาสกลับมาใช้ชีวิตต่อไป

ช่องทางบริจาค
1.e-Donation / PromptPay มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
บริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ข้อมูลการบริจาคของท่านส่งถึงกรมสรรพากร

2. โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
ธนาคารกรุงไทย สาขานานาเหนือ เลขบัญชี 000-1-89258-4
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาท่าพระ เลขบัญชี 017-2-35098-3

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กเป็นองค์กรสาธารณกุศล ลำดับ 570 ของกระทรวงการคลัง
มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเรี่ยไรตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487
ใบอนุญาตจัดให้มีการเรี่ยไร เลขที่ 12/2569

****

ทุกการให้ คืออีกหนึ่งพลังที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งปลอดภัยและมีอนาคต
#ช่วยน้องให้ปลอดภัย
#ฟื้นฟูเยียวยาใจเด็ก
#มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

เมื่อลูกถูกแกล้ง พ่อแม่จะรู้ได้ยังไง และเมื่อรู้แล้วต้องทำอย่างไร?
09/09/2026

เมื่อลูกถูกแกล้ง พ่อแม่จะรู้ได้ยังไง และเมื่อรู้แล้วต้องทำอย่างไร?

สัญญาณเตือนว่าลูกอาจถูกบุลลี่?

“คุณหมอ จะรู้ได้ยังไงว่าลูกกำลังถูกบุลลี่อยู่ ถ้าลูกไม่ได้บอก”

พ่อแม่หลายคนถามคำถามนี้กับหมอ


เรื่องของการบุลลี่หรือการกลั่นแกล้งรังแกเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเด็กที่ถูกบุลลี่ไม่ได้บอกผู้ใหญ่เสมอไป

บางคนกลัวว่าจะถูกแกล้งหนักกว่าเดิม บางคนถูกขู่ว่าห้ามบอกใคร บางคนกลัวถูกมองว่าขี้ฟ้อง หรืออาจรู้สึกอายและไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าอย่างไร

ดังนั้น แม้ลูกจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ผู้ใหญ่ก็สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้


สัญญาณที่ควรสังเกต


1. มีความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการไปโรงเรียนเช่น อยู่ๆ ไม่อยากไปโรงเรียน กลัวการไปโรงเรียน ขอหยุดเรียนบ่อยขึ้น ผลการเรียนตกลง หรือดูเครียดผิดปกติก่อนถึงเวลาไปโรงเรียน

หมอเคยพบเด็กคนหนึ่งมาด้วยอาการกลัวการไปโรงเรียนโดยไม่ทราบสาเหตุ การเรียนตกลง เมื่อพูดคุยและซักประวัติเพิ่มเติม เด็กจึงยอมเล่าว่าถูกเพื่อนขู่เอาเงินและทำร้ายร่างกาย


2. มีร่องรอยหรือข้าวของผิดปกติโดยอธิบายไม่ได้ เช่น เสื้อผ้าฉีก ข้าวของเสียหรือหาย เงินหายบ่อย มีรอยแผลหรือรอยช้ำ หรือบ่นเจ็บตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ


3. อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนไป เด็กอาจดูเศร้า เงียบ แยกตัว หงุดหงิดหรืออารมณ์แปรปรวนง่าย นอนไม่หลับ หรือฝันร้าย


4. เด็กเล็กอาจแสดงออกด้วยพฤติกรรมถดถอย เช่น ปัสสาวะราดทั้งที่เคยควบคุมได้แล้ว ทำบางอย่างที่เคยทำได้กลับทำไม่ได้ ติดพ่อแม่หรือผู้ดูแลมากขึ้น หรือร้องไห้และต่อต้านการไปโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าเด็กถูกบุลลี่เสมอไป แต่เป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับเด็กและผู้ใหญ่ควรใส่ใจหาสาเหตุ


ถ้าสงสัยว่าลูกถูกบุลลี่ ควรทำอย่างไร

5. เริ่มต้นด้วยการพูดคุยอย่างไม่กดดัน บอกลูกว่าเราสังเกตเห็นว่าเขาดูไม่เหมือนเดิมและเราเป็นห่วง ทำให้เด็กรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อแม่พร้อมรับฟัง อยู่ข้างๆ และช่วยเหลือเขา


6. ถ้าเด็กยังไม่ยอมพูด อย่าบังคับหรือเค้นถาม เด็กอาจยังกลัว อาย หรือไม่พร้อมที่จะเล่า เพียงบอกเขาว่า “ตอนนี้ยังไม่อยากเล่าก็ได้ แต่ถ้าวันไหนพร้อม พ่อแม่พร้อมฟังและจะช่วยหนู”


7. หาข้อมูลเพิ่มเติมจากคนรอบตัวเด็ก หากยังสงสัย อาจพูดคุยกับครู รวมถึงผู้ใหญ่หรือเพื่อนที่รู้จักเด็ก เพื่อดูว่าเด็กมีพฤติกรรมที่โรงเรียนอย่างไร เข้ากับเพื่อนได้หรือไม่ หรือมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า


เมื่อเด็กยอมเล่าว่าถูกบุลลี่

8. รับฟังและจริงจังกับสิ่งที่เด็กเล่า อย่าหัวเราะ ทำเป็นเรื่องตลก หรือบอกว่า “เรื่องแค่นี้เอง” เพราะกว่าที่เด็กบางคนจะตัดสินใจเล่า เขาอาจรวบรวมความกล้าอยู่นาน


9. อย่าเพิ่งตั้งคำถามในลักษณะโทษเด็ก เช่น “หนูไปทำอะไรเขาก่อนหรือเปล่า” หรือ “ถ้าไม่ได้ทำอะไร แล้วเขาจะมาแกล้งหนูทำไม”

แม้ผู้ใหญ่จำเป็นต้องหาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน แต่ควรทำหลังจากเด็กมั่นใจแล้วว่าเขากำลังได้รับการรับฟังและช่วยเหลือ ไม่ใช่กำลังถูกสอบสวนว่าเป็นความผิดของตัวเองหรือไม่


10. ชื่นชมที่เด็กกล้ามาบอก อาจพูดว่า “ขอบคุณนะที่ไว้ใจมาเล่าให้พ่อแม่ฟัง”/“สิ่งที่เกิดขึ้นคงทำให้หนูรู้สึกแย่มาก”/“เราจะช่วยกันหาทางให้หนูปลอดภัย”


จากนั้นผู้ใหญ่ต้องลงมือช่วยเหลือ

11. แจ้งโรงเรียนและร่วมกันหาทางแก้ไข การบุลลี่มักไม่หยุดลงเพียงเพราะเราบอกเด็กให้ “อดทน” หรือ “ต้องเข้มแข็งขึ้น” ผู้ใหญ่ในโรงเรียนจำเป็นต้องรับรู้และมีส่วนในการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

เวลาพ่อแม่พูดคุยกับโรงเรียน ควรพยายามควบคุมอารมณ์ บอกข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่ทราบ และเน้นเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นอีก ทั้งกับลูกของเราและเด็กคนอื่น


12. ความปลอดภัยของเด็กต้องมาก่อน ควรมีแผนที่ชัดเจนว่าเด็กจะขอความช่วยเหลือจากใคร หากเกิดเหตุอีก โรงเรียนจะดูแลอย่างไร และจะติดตามอย่างไรว่าการกลั่นแกล้งหยุดแล้วจริงๆ และเราไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกถูกบุลลี่ก่อนจึงค่อยสอน


13. พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง ฝึกแก้ปัญหาและตัดสินใจในเรื่องที่เหมาะสมกับวัย เมื่อเด็กได้ลองทำอะไรด้วยตัวเองและพบว่า “ฉันจัดการได้” ความมั่นใจก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น


14. สอนให้เด็กรู้จักสร้างความปลอดภัยให้ตัวเอง เช่น เดินออกจากสถานการณ์ที่ไม่ ปลอดภัย ไปอยู่ใกล้ผู้ใหญ่หรือเพื่อนที่ไว้ใจ และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

ที่สำคัญ เด็กควรรู้ว่า การบอกผู้ใหญ่เมื่อถูกทำร้ายหรือรังแก ไม่ใช่การเป็นเด็กขี้ฟ้อง แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย


15. และพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ทำให้บ้านเป็นพื้นที่ที่เด็กมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาสามารถกลับมาเล่าได้โดยไม่ถูกตำหนิ ไม่ถูกหัวเราะเยาะ และไม่ต้องรับมือกับปัญหานั้นเพียงลำพัง

เพราะบางครั้งเราอาจไม่สามารถป้องกันไม่ให้ลูกจากการบุลลี่ได้ทุกครั้ง แต่เราสามารถทำให้ลูกรู้ได้ว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น กลับมาบอกพ่อแม่ได้เสมอ และจะช่วยกันหาทางจัดการ


หมายเหตุ: บทความข้างต้นหมอประยุกต์มาจากบทหนึ่งในหนังสือ “เมื่อลูกถูกแกล้ง” หนังสือที่หมอเขียนเมื่อหลายปีก่อน (ตอนนี้ไม่มีขายตามแผงหนังสือทั่วไป สำนักพิมพ์ก็ไม่ได้พิมพ์ต่อแล้ว ถ้าใครสนใจอาจจะลองหาหนังสือมือสองได้ในออนไลน์นะคะ)

#หมอมินบานเย็น

"ลูกไปทัศนศึกษา พ่อแม่เตรียมทักษะความปลอดภัยให้ลูกหรือยัง?"ช่วงนี้มีหลายโรงเรียนจัดกิจกรรมทัศนศึกษาออกนอกโรงเรียน เมื่อล...
04/09/2026

"ลูกไปทัศนศึกษา พ่อแม่เตรียมทักษะความปลอดภัยให้ลูกหรือยัง?"

ช่วงนี้มีหลายโรงเรียนจัดกิจกรรมทัศนศึกษาออกนอกโรงเรียน เมื่อลูกต้องเดินทางออกข้างนอกพื้นที่ พ่อแม่จะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ทั้งเรื่องอุบัติเหตุทางถนน ภัยจากคนแปลกหน้า กลัวลูกหลงทาง ฯลฯ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก รวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์การทำงานของมูลนิธิมาให้พ่อแม่ผู้ปกครองลองเอาไปเตรียมความพร้อมเด็กก่อนออกเดินทาง ที่ไม่ใช่เพียงแค่การเตรียมข้าวของเครื่องใช้ แต่ควรเตรียมเด็กเรื่อง “ทักษะความปลอดภัย” ที่เด็กสามารถนำไปใช้ได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง

หลักสำคัญจากกิจกรรม “ตัวฉันเป็นของฉัน” ของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สามารถนำมาฝึกกับเด็กก่อนเดินทางได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. รู้ว่าใครคือผู้ใหญ่ที่ดูแลหนู 👩‍🏫
ก่อนเดินทาง ควรให้เด็กรู้ว่าครูหรือผู้ใหญ่คนใดเป็นผู้รับผิดชอบกลุ่มของตน หากพลัดหลง ไม่สบาย รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือมีปัญหา ให้รีบบอกครูหรือผู้ใหญ่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่เดินตามหรือออกไปกับบุคคลอื่นเอง แม้บุคคลนั้นจะบอกว่า “ครูให้มารับ” หรือ “พ่อแม่ฝากให้มารับ” ก็ตาม

2. ไม่แยกตัวออกจากกลุ่ม 🚶‍♀️🚶‍♂️
สอนเด็กให้สังเกตว่ากลุ่มของตนอยู่ที่ไหน และไม่เดินออกไปไหนตามลำพัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีคนจำนวนมาก จุดขึ้น–ลงรถ ห้องน้ำ หรือสถานที่ที่เด็กไม่คุ้นเคย หากต้องการไปที่อื่นควรบอกครูก่อนเสมอ

3. เดินทางอย่างปลอดภัย 🚌
เมื่อนั่งรถ ให้เด็กคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทางหากรถมีเข็มขัด ไม่นั่งหรือยืนในจุดที่ไม่ปลอดภัย ไม่เล่นหรือหยอกล้อกันขณะขึ้น–ลงรถ และรอให้ครูหรือผู้ใหญ่บอกก่อนขึ้นหรือลงจากรถ
พ่อแม่อาจย้ำกับเด็กง่าย ๆ ว่า “ขึ้นรถพร้อมกลุ่ม–นั่งประจำที่–คาดเข็มขัด–ลงรถพร้อมครู”

4. ร่างกายของหนูเป็นของหนู 🧡
แม้จะอยู่ระหว่างทัศนศึกษา หลักเรื่องสิทธิในร่างกายยังสำคัญ เด็กควรรู้ว่า หากมีใครมาสัมผัส กอด จับตัว ชวนไปในที่ลับตา ขอถ่ายภาพ หรือทำสิ่งใดที่ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ หรือไม่แน่ใจ เด็กมีสิทธิที่จะปฏิเสธ ถอยออกจากสถานการณ์ และไปหาผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้
สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องรอให้แน่ใจก่อนว่า “สิ่งนั้นอันตรายหรือไม่” หากรู้สึกไม่ดีหรือไม่แน่ใจ เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันที

5. ไม่เก็บ “ความลับที่ทำให้ไม่สบายใจ” 🤫➡️🗣️
หากมีใครบอกว่า “อย่าบอกครูนะ” “อย่าบอกพ่อแม่นะ” หรือให้ของเพื่อแลกกับการเก็บความลับ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับร่างกาย การสัมผัส หรือการชวนไปที่ใดตามลำพัง ให้เด็กจำไว้ว่า เรื่องที่ทำให้กลัว กังวล อึดอัด หรือไม่สบายใจ สามารถบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้เสมอ

6. ถ้าพลัดหลง ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร 📍
แทนที่จะสอนเพียงว่า “ห้ามหลง” ควรสอนเด็กว่า “ถ้าหลงแล้วทำอย่างไร”
ให้เด็กหยุดอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัย ไม่เดินตามหากลุ่มไปเรื่อย ๆ และขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ระบุตัวตนได้ เช่น เจ้าหน้าที่ของสถานที่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือครูจากโรงเรียน พร้อมบอกชื่อ โรงเรียน และชื่อครูที่มาด้วย
สำหรับเด็กที่โตพอ ควรให้จำหมายเลขโทรศัพท์ของพ่อแม่หรือผู้ปกครองอย่างน้อย 1 หมายเลข

7. ฝึกให้เด็กใช้ 3 ขั้นตอนเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย ✋🏃🗣️
“ปฏิเสธ – ออกจากสถานการณ์ – บอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ”
พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กกลัวว่าข้างนอกเต็มไปด้วยอันตราย แต่ควรลองชวนเด็กคิดจากสถานการณ์ง่าย ๆ เช่น
“ถ้ามีคนที่หนูไม่รู้จักบอกว่าครูให้มารับ หนูจะทำอย่างไร?”
“ถ้าหาเพื่อนกับครูไม่เจอ หนูจะไปหาใคร?”
“ถ้ามีคนจับตัวแล้วหนูรู้สึกไม่ชอบ หนูทำอะไรได้บ้าง?”
“ถ้ามีคนบอกว่าเรื่องนี้ห้ามบอกพ่อแม่ หนูจะทำอย่างไร?”
การฝึกคิดและตอบจากสถานการณ์ จะช่วยให้เด็กมีโอกาสนำทักษะออกมาใช้ได้เมื่อเจอเหตุการณ์จริง

💙 ก่อนลูกออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน อย่าลืมเตรียม “ทักษะความปลอดภัย” ใส่กระเป๋าไปพร้อมกัน
หัวใจสำคัญของกิจกรรม “ตัวฉันเป็นของฉัน” ที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กจัดทำขึ้น คือการช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ว่า
-ร่างกายของฉันเป็นของฉัน
-ความรู้สึกของฉันสำคัญ
-ฉันมีสิทธิปฏิเสธ
-ฉันรู้ว่าใครคือคนที่ไว้ใจได้
และเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย ฉันสามารถขอความช่วยเหลือได้

เพราะพ่อแม่ไม่สามารถอยู่ข้างลูกได้ตลอดเวลา พ่อแม่จึงควรเตรียมและฝึกทักษะให้ลูกดูแลตนเองและรู้วิธีขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

สนใจศึกษาหลักสูตร "ตัวฉันเป็นของฉัน" ได้ที่ https://www.feelingyesnothailand.com/

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก รับโล่ประกาศเกียรติคุณ“องค์กรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว”วันท...
02/09/2026

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก รับโล่ประกาศเกียรติคุณ
“องค์กรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว”

วันที่ 2 กันยายน 2569 นางสาววาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เป็นตัวแทนมูลนิธิรับโล่ประกาศเกียรติคุณ ในการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สานพลังสร้างสุขในครอบครัว”

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้น 4 ประเด็นขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่
1.การสร้างความสุขและความสัมพันธ์ : เน้นการสื่อสารที่ดี
การดูแลสุขภาพจิต และการใช้เวลาร่วมกันในบ้าน
2. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร : ครอบคลุมตั้งแต่บ้าน ชุมชน โรงเรียน ที่ทำงานและพื้นที่สาธารณะ
3. การเสริมสร้างเศรษฐกิจครอบครัว : ส่งเสริมการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้
ลดรายจ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
4. Cyber Safe Family : สร้างความรู้และภูมิคุ้มกันให้สมาชิกในครอบครัวรู้เท่าทันและปลอดภัยจากภัยออนไลน์

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กสนับสนุนการขับเคลื่อนทั้ง 4 ประเด็น เพราะการยกระดับการทำงานในทุกด้าน จะส่งผลดีต่อเด็ก ๆ ครอบครัว และประชาชนทุกช่วงวัย

ขอขอบคุณ นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานในการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณฯ และรับประเด็นข้อเสนอจากที่ประชุมไปขับเคลื่อนต่อไป

ขอบคุณทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงาน และขอขอบคุณ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เจ้าภาพจัดงาน ที่ทุ่มเททำงานร่วมกับเครือข่ายด้วยดีเสมอมา

#มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

"ทุกการบริจาค ช่วยให้เด็กปลอดภัยได้อย่างไร"เมื่อเด็กคนหนึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากความรุนแรง การพาเด็กออกจากสถานการณ์ที่ไม่ป...
02/09/2026

"ทุกการบริจาค ช่วยให้เด็กปลอดภัยได้อย่างไร"

เมื่อเด็กคนหนึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากความรุนแรง การพาเด็กออกจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือ

หลังจากนั้น เด็กแต่ละคนยังต้องการความช่วยเหลือที่แตกต่างกัน ทั้งการดูแลความปลอดภัย การฟื้นฟูเยียวยากายและใจ การศึกษา การดำเนินชีวิต รวมถึงการคุ้มครองสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมาย

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กทำงานร่วมกับเด็ก ครอบครัว และทีมสหวิชาชีพ เพื่อประเมินความต้องการ วางแผน และดำเนินการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน พร้อมติดตามการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ทุกการบริจาคของคุณ จึงมีส่วนสนับสนุนให้มูลนิธิสามารถดูแลและช่วยเหลือเด็กได้อย่างต่อเนื่อง

เงินบริจาคนำไปสนับสนุนการดำเนินงานและความช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับเด็กและครอบครัว เช่น

✔ ช่วยให้เด็กได้รับการรักษาและฟื้นฟูเยียวยา
มูลนิธิสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลและการฟื้นฟูเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อช่วยให้เด็กก้าวผ่านผลกระทบจากความรุนแรง

✔ ช่วยให้เด็กมีความเป็นอยู่ที่มั่นคงขึ้น
สนับสนุนค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นบางส่วน เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลและมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม

✔ ช่วยให้เด็กได้เรียนต่อ
สนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางไปโรงเรียน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการฟื้นฟูเยียวยา

✔ ช่วยคุ้มครองสิทธิของเด็กในกระบวนการยุติธรรม
มูลนิธิให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย เตรียมความพร้อมเด็กก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และดูแลเด็กระหว่างกระบวนการ โดยคำนึงถึงสิทธิ ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของเด็ก

✔ ช่วยให้ครอบครัวมีความพร้อมในการดูแลเด็ก
มูลนิธิให้การสนับสนุนครอบครัวตามความจำเป็น รวมถึงด้านอาชีพและการดำรงชีวิต เพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคงและสามารถดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสม

✔ ช่วยให้การดูแลเด็กดำเนินต่อไป
มูลนิธิติดตามเด็กและครอบครัว ประเมินความปลอดภัย และประสานการช่วยเหลือร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

เพราะความปลอดภัยของเด็ก ไม่ได้เกิดขึ้นจากการช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว

แต่เกิดจากการดูแลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การช่วยเด็กออกจากสถานการณ์ความรุนแรง การฟื้นฟูเยียวยากายและใจ การคุ้มครองสิทธิ การสนับสนุนเด็กและครอบครัว ไปจนถึงการติดตามเพื่อให้เด็กสามารถกลับมาใช้ชีวิต เรียนรู้ และเติบโตได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง

ทุกการบริจาคของคุณ
จึงมีส่วนสนับสนุนให้มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กสามารถดูแลและช่วยเหลือเด็กได้ตลอดเส้นทาง

ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่า “ช่วยน้องให้ปลอดภัย”

📅 วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2569
🕙 เวลา 10.00–12.30 น.
📍 วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร
เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

สามารถร่วมบริจาคผ่านระบบ e-Donation
โดยเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเรี่ยไรตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487
ใบอนุญาตจัดให้มีการเรี่ยไร เลขที่ 12/2569

💙 ร่วมสมทบทุน “โครงการฟื้นฟูพ่อแม่”เพราะเราเชื่อว่า “ครอบครัวที่เข้าใจ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของเด็ก”มูลนิธิศูนย์พิท...
29/08/2026

💙 ร่วมสมทบทุน “โครงการฟื้นฟูพ่อแม่”
เพราะเราเชื่อว่า “ครอบครัวที่เข้าใจ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของเด็ก”

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก จัดทำ “โครงการฟื้นฟูพ่อแม่” ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิศิลปะบำบัด เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญความยากลำบาก เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการใช้สารเสพติด ปัญหาเศรษฐกิจ หรือรูปแบบการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม

🤲 ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสมทบทุน เพื่อช่วยให้เด็กได้เติบโตในบรรยากาศของครอบครัวที่มีความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่น และปลอดภัย

📱 ร่วมบริจาคผ่าน E-Donation โดยสแกน QR Code ในภาพ
ระบุข้อความ “เพื่อโครงการฟื้นฟูพ่อแม่”
📅 ภายในวันที่ 15 กันยายน 2569
เงินบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้

#โครงการฟื้นฟูพ่อแม่ #มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก #มูลนิธิศิลปะบำบัด #ครอบครัวเข้มแข็ง #คุ้มครองเด็ก

🧡 เพราะการปกป้องเด็ก เริ่มต้นได้จากสิ่งที่เราช่วยกันลงมือทำมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ร่วมกับ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด...
28/08/2026

🧡 เพราะการปกป้องเด็ก เริ่มต้นได้จากสิ่งที่เราช่วยกันลงมือทำ
มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ร่วมกับ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม CSR ผลิตชุดสื่อการเรียนรู้ “ตัวฉันเป็นของฉัน : Body Safety Learning Kit” โดยมีพนักงานของบริษัทจำนวน 35 คน ร่วมกันลงมือผลิตสื่อด้วยความตั้งใจ เพื่อส่งต่อให้เด็กนักเรียนใน 10 โรงเรียน

ชุดสื่อ “ตัวฉันเป็นของฉัน” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่อง ร่างกายของตนเอง ความรู้สึก ขอบเขตส่วนตัว การปฏิเสธเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย และการขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ ผ่านกิจกรรมที่เด็กสามารถเรียนรู้และมีส่วนร่วมได้อย่างเหมาะสมกับวัย โดยมีชุดสื่อ 2 ชุด ได้แก่ ชุดโมเดลร่างกายของฉัน และเกมบิงโก ฝึกประเมินสถานการณ์เสี่ยงในชีวิตประจำวัน

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้จบลงเพียงการผลิต “ชุดสื่อ” แต่เป็นการร่วมกันสร้าง เครื่องมือการเรียนรู้ที่จะเดินทางต่อไปถึงห้องเรียน และช่วยให้ครูสามารถพูดคุยเรื่องความปลอดภัยกับเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ขอขอบคุณ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และพนักงานทั้ง 35 คน ที่ร่วมกันส่งต่อเวลา แรงกาย และความตั้งใจ เพื่อให้ชุดสื่อเหล่านี้เดินทางไปถึงเด็ก ๆ ใน 10 โรงเรียน
#ตัวฉันเป็นของฉัน #มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก #สหพัฒนพิบูล #สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก

📣 ชวนร่วมฟังเสวนาออนไลน์ “จากวิกฤตสู่การเปลี่ยนแปลง: โรงเรียนไทยต้องเปลี่ยนอะไร เพื่อให้เด็กปลอดภัย”เมื่อความรุนแรง ภัยอ...
20/08/2026

📣 ชวนร่วมฟังเสวนาออนไลน์ “จากวิกฤตสู่การเปลี่ยนแปลง: โรงเรียนไทยต้องเปลี่ยนอะไร เพื่อให้เด็กปลอดภัย”

เมื่อความรุนแรง ภัยออนไลน์ ยาเสพติด การกลั่นแกล้ง และปัญหาสุขภาพจิต กำลังเป็นความท้าทายที่เด็กต้องเผชิญ โรงเรียนจะเปลี่ยนอย่างไร เพื่อรับมือเมื่อเกิดปัญหา และ ป้องกันและคุ้มครองเด็ก ก่อนเกิดวิกฤตได้

ร่วมฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ครู และเสียงจากนักเรียน เพื่อช่วยกันมองหาแนวทางสร้างโรงเรียนที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน

📅 วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 13.30–15.30 น.
💻 สัมมนาออนไลน์ผ่าน Webinar
📱 ถ่ายทอดสดทาง Facebook: มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

รายละเอียดและลงทะเบียนตาม QR Code ในโปสเตอร์

#โรงเรียนปลอดภัย #คุ้มครองเด็ก #ความรุนแรงในโรงเรียน

ที่อยู่

979 ซอยจรัญสนิทวงศ์12 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10600

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6624121196

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก:

ทางลัด

แชร์