เด็กเท่ากัน

เด็กเท่ากัน Kids Dee

เด็กทุกคนควรต้องมีตัวตน  ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
21/08/2026

เด็กทุกคนควรต้องมีตัวตน ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ทุกคนควรมีตัวตน 💳

นายสุมิตร วอพะพอ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญงานพัฒนาสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นว่า "การมีสถานะทางกฎหมาย" คือจุดเริ่มต้นของโอกาสในชีวิต 🌱

ตลอดกว่า 28 ปีของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เขาได้ช่วยเหลือเด็กและครอบครัวจำนวนมากให้เข้าถึงการจดทะเบียนเกิดและได้รับการรับรองสถานะบุคคลอย่างถูกต้อง ซึ่งนำไปสู่การเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ 🧡

“แม้เราอาจไม่สามารถคืนสิทธิให้กับทุกคนได้ แต่การคืนสิทธิให้คนเพียงหนึ่งคน อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล”

🌈 ในวันมนุษยธรรมโลก เราขอร่วมส่งต่อความหวังว่า เด็กทุกคนจะมีตัวตน มีสิทธิ และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

#ทุกคนควรมีตัวตน

20/08/2026

เมื่อแม่ต้องเสียสละออกจากงานมาดูแลลูก แม้มีศูนย์พัฒนา เด็กเล็กมาช่วยดูแลลูกช่วงเวลาหนึ่งแต่ว่า ยังไม่สอดคล้องที่พอจะให้เธอไปหางานทำ ที่เป็นวิชาชีพที่สร้างรายได้ แหล่งรายได้จึงมีเพียงพ่อเด็กที่ทำงานหาเบี้ยงทั้งครอบครัว.. ชวนมาฟังเสียงของแม่คนนี้กัน
#ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
#สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
#เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า
#เด็กเท่ากัน

ห้องสมุดเด็กปฐมวัย
19/08/2026

ห้องสมุดเด็กปฐมวัย

วันหยุดไม่รู้จะพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวที่ไหน เราอยากชวนแวะไปอ่านหนังสือที่ ‘ ดรุณบรรณาลัย ห้องสมุดเด็กปฐมวัย’ ห้องสมุดสำหรับเด็กแห่งแรกของไทย ซึ่งกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหลังปิดซ่อมแซมใหญ่ไปนานกว่า 2 ปี

ครั้งนี้พื้นที่แห่งจินตนาการของเด็ก ๆ ได้ปัดฝุ่นใหม่ ปรับปรุงบ้านโบราณให้เป็นห้องสมุดรวบรวมหนังสือภาพสุดน่ารัก สร้างพื้นที่ให้นักอ่านรุ่นจิ๋วได้เติบโตอย่างสนุกและมีความสุข

ห้องสมุดดรุณบรรณาลัยเป็นห้องสมุดเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่สร้างขึ้นเพื่อเด็ก ๆ โดยเฉพาะ เป็นแหล่งรวมหนังสือภาพหลักพันเล่ม ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศให้น้อง ๆ ได้เลือกสรรอย่างจุใจ หนังสือทุกเล่มคัดเลือกมาอย่างดีเหมาะกับทั้งเด็กและครอบครัว นอกจากจุดเด่นเรื่องหนังสือภาพแล้ว ห้องสมุดยังมีกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากมายที่ช่วยเรื่องพัฒนาการของน้อง ๆ หนู ๆ

เพราะสำหรับที่นี่ ห้องสมุดไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เก็บหนังสือ แต่เปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวัยได้เรียนรู้ เติบโต และค้นหาตัวเอง

ดรุณบรรณาลัย ห้องสมุดเด็กปฐมวัย เปิดวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00 - 17.00 น. หยุดทุกวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/SiWYf37Je42JqWsR7)

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ดรุณบรรณาลัย ห้องสมุดเด็กปฐมวัย

พบกับเรื่องราวอื่น ๆ ของ The Cloud ที่น่าสนใจต่อได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.com

#ดรุณบรรณาลัย #ห้องสมุด #ห้องสมุดเด็ก #ครอบครัว #ปฐมวัย #เจริญกรุง

📌 สภาผู้บริโภคชง 4 มาตรการ หลังเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก หวังยกระดับความปลอดภัย
15/08/2026

📌 สภาผู้บริโภคชง 4 มาตรการ หลังเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก หวังยกระดับความปลอดภัย

สภาผู้บริโภคเสนอ 4 มาตรการยกระดับความปลอดภัยศูนย์เด็กเล็ก หลังเหตุรถเก๋งพุ่งชน แนะเสริมความแข็งแรงอาคาร-...

ภาคีสวัสดิการเด็กเล็กฯ ลงพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านค้อ สะท้อนวิกฤต "สวัสดิการเด็กแรกเกิด" ตกหล่นเพียบ! หนุนเดินหน้า "เงินอุดห...
15/08/2026

ภาคีสวัสดิการเด็กเล็กฯ ลงพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านค้อ สะท้อนวิกฤต "สวัสดิการเด็กแรกเกิด" ตกหล่นเพียบ! หนุนเดินหน้า "เงินอุดหนุนถ้วนหน้า" ลดเงื่อนไขพิสูจน์จน พร้อมเรียกร้องโอนงบตรงผ่านท้องถิ่น

ขอนแก่น (14 ส.ค. 2569) — คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า (ภาคี 500 องค์กร) ร่วมกับเครือข่ายภาคอีสาน ลงพื้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) เทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและติดตามสถานการณ์การเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานของเด็กเล็ก โดยมี นายวานิต จันมา รองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านค้อ, นายศักดา ศิลปดอนบม ปลัดเทศบาล, คณะผู้บริหาร และทีมครูผู้ดูแลเด็ก (รวม 15 ท่าน) ร่วมให้ข้อมูลและสะท้อนอุปสรรคเชิงโครงสร้างในระดับปฏิบัติการ
สำหรับเทศบาลตำบลบ้านค้อ ครอบคลุมพื้นที่ 122 ตารางกิโลเมตร รวม 20 หมู่บ้าน มีประชากรตามทะเบียนราษฎรราว 17,000–18,000 คน และประชากรแฝงอีกกว่า 2,000–3,000 คน เนื่องจากพื้นที่กำลังเปลี่ยนผ่านเป็นสังคมเมืองสูง และคาดว่าจะยกระดับเป็นเทศบาลเมืองภายใน 4 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบัน ศพด. เทศบาลตำบลบ้านค้อ ดูแลเด็กปฐมวัยตามระบบ LEC (อายุ 2–6 ปี) รวม 171 คน แบ่งเป็น ชั้นเตรียมอนุบาล 3 ห้อง และชั้นอนุบาล 1–3 อีกอย่างละ 3 ห้อง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจาก ศพด. สวนใหญ่ที่มักรับดูแลเด็กถึงเพียงอายุ 4 ปีเท่านั้น

เปิดแผลระบบ "คัดกรองความจน" ตกหล่น 30% - ช่องโหว่เงินอุดหนุนไม่ถึงมือผู้เลี้ยงจริง

ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ชี้ว่า นโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 600 บาทต่อเดือน ที่ยังใช้เกณฑ์ประเมินรายได้ครอบครัว ส่งผลให้เด็กตกหล่นจากระบบสูงถึง 30% ทั้งที่เงินส่วนนี้ควรเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐานติดตัวเด็ก" เช่นเดียวกับสิทธิการรักษาพยาบาลในระบบบัตรทอง

> "ยิ่งตั้งเงื่อนไขคัดกรอง ยิ่งทำให้เด็กตกหล่น ปัจจุบันมีเพียงสวัสดิการเด็กเล็กเท่านั้นที่ยังคงตั้งคำถามเรื่องเด็กรวย-เด็กรวย ทั้งที่สิทธิต้องติดตัวเด็กไปทุกที่ แม้ผู้ปกครองจะมีสิทธิประกันสังคมอยู่แล้วก็ตาม นอกจากนี้ ปัญหาเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และการกำหนดเวลาเปิด-ปิด ศพด. ก็ยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของพ่อแม่ยุคใหม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน" ผศ.สุนี กล่าว
>
ขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทต.บ้านค้อ พบว่า แม้จะมีเด็กแรกเกิด–6 ปี ในระบบรับเงินอุดหนุนจำนวน 994 คน แต่ปัญหาใหญ่คือ ระบบการจ่ายเงินของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นการโอนตรงเข้าบัญชีมารดา ทำให้เกิดช่องโหว่ในกรณีที่เด็กอาศัยอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูจริง แต่กลับไม่ได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้ดูแลเด็ก

เนื่องจากสิทธิผูกติดกับชื่อผู้ลงทะเบียน ประกอบกับท้องถิ่นไม่ได้เป็นผู้ถือครองงบประมาณ จึงขาดข้อมูลในการติดตามดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง
ปลัด ทต.บ้านค้อ จี้กระจายอำนาจเต็มรูปแบบ สะท้อน 5 ข้อจำกัดระเบียบรัฐ

ทางด้าน ปลัดเทศบาลตำบลบ้านค้อ ได้สะท้อนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและนโยบายที่รวมศูนย์ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในระดับท้องถิ่น โดยเสนอให้มีการกระจายอำนาจจัดการสวัสดิการอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ พร้อมระบุปัญหาในพื้นที่ ได้แก่:

* โอนงบตรงให้ท้องถิ่น: เรียกร้องว่าเมื่อนโยบายเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าได้รับการอนุมัติ รัฐควรโอนงบประมาณผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้บริหารจัดการและติดตามเด็กได้ตรงจุด

* ติดล็อคที่ดินสร้าง ศพด. ใหม่: เทศบาลฯ มีแผนสร้างอาคาร ศพด. แห่งใหม่ 1 ชั้น เพื่อรองรับเด็ก และเตรียมขอรับสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่ยังติดปัญหาพื้นที่ตั้งปัจจุบันเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ยังไม่อนุมัติอนุญาตให้ใช้ประโยชน์

* ระเบียบรถรับ-ส่งนักเรียนไม่เอื้อ: สภาเทศบาลฯ มีความพร้อมในการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อรถรับ-ส่งเด็ก (ปัจจุบันใช้รถสองแถว) เพื่อแก้ปัญหาพ่อแม่ไม่มีเวลามาส่งเพราะต้องไปทำงาน แต่ติดระเบียบราชการที่บังคับให้จัดบริการได้เฉพาะ "เด็กยากจน" เท่านั้น

* งบอาหารกลางวัน 22 บาทไม่เพียงพอ: ค่าหัวอาหารกลางวันเด็ก 22 บาท/คน/วัน ไม่สอดคล้องกับภาวะสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพปัจจุบัน

* เกณฑ์อัตราส่วนครูต่อเด็กไม่สอดรับความเป็นจริง: ระเบียบปัจจุบันกำหนดอัตราส่วนครูต่อเด็กอยู่ที่ 1:14 แต่ด้วยภาระงานและบริบทพื้นที่ จึงเรียกร้องให้ปรับเกณฑ์เป็น 1:10 เพื่อให้ครูสามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

วิกฤต "เด็กพิเศษ" พ่อแม่ไม่ยอมรับเข้าสู่ระบบ - สภาพัฒน์ฯ-ท้องถิ่นเตรียมผนึกกำลัง

อีกหนึ่งประเด็นน่าวิตกคือปัญหา "เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ" (รวมกลุ่มสมาธิสั้น และออทิสติก) ซึ่งครู ศพด.บ้านค้อ ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่พบเด็กที่มีอาการเข้าข่ายกลุ่มนี้รวมกว่า 10 คน (เช่น ในระดับชั้น อ.2 พบเด็กที่สื่อสารได้เพียงเป็นคำๆ แต่ไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้) ทว่ามีผู้ปกครองที่ยินยอมพาเด็กไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์เพียง 2 คนเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 8 คน ครอบครัวยังไม่ยอมรับเนื่องจากกังวลว่าลูกจะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนต่อในระบบโรงเรียนปกติ

ผศ.สุนี เสริมว่า หากเด็กกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาจะกลายเป็นปัญหาสังคมในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง พร้อมพัฒนาศักยภาพครูผู้ดูแลเด็ก

ทั้งนี้ เทศบาลตำบลบ้านค้อได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น ด้วยการจัดอบรมครูในการประเมินและคัดกรองเด็กพิเศษอย่างถูกวิธี พร้อมจัดรถรับ-ส่งเป็นกรณีพิเศษร่วมกับ อสม. เพื่ออำนวยความสะดวกพาเด็กและผู้ปกครองเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
ข้อเรียกร้องเชิงนโยบายเพื่อเด็กปฐมวัย

จากข้อสรุปการลงพื้นที่ ภาคีเครือข่ายฯ และเทศบาลตำบลบ้านค้อ ได้มีข้อเสนอไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อหลัก:
* ปรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท เป็นระบบถ้วนหน้า ยกเลิกการพิสูจน์ความจน และปรับระบบการโอนเงินให้ยืดหยุ่นและถึงมือผู้เลี้ยงดูเด็กจริง โดยโอนงบผ่าน อปท.
* ปลดล็อคระเบียบท้องถิ่น แก้ไขข้อบังคับด้านการจัดสรรงบประมาณรถรับ-ส่งนักเรียน การใช้ที่ดินสาธารณะเพื่อสาธารณประโยชน์ และเพิ่มค่าหัวอาหารกลางวันให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ
* ปฏิรูปรัศมีอัตรากำลังครูและระบบดูแลเด็กพิเศษ ปรับสัดส่วนครูต่อเด็กเป็น 1:10 และสร้างระบบส่งต่อเด็กพิเศษเข้าสู่ระบบการศึกษาโดยไม่โดนเลือกปฏิบัติ
#เด็กเท่ากัน
#สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
#เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า
#ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่สอดคล้องในการทำงาน
#ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลบ้านค้อ

เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กฯ ถอดบทเรียน “ขอนแก่นโมเดล”ชูนวัตกรรม “ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง–แอปคัดกรองเด็กพิเศษ” ท่ามกลางวิกฤต...
15/08/2026

เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กฯ ถอดบทเรียน “ขอนแก่นโมเดล”
ชูนวัตกรรม “ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง–แอปคัดกรองเด็กพิเศษ” ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดลดและงบประมาณจำกัด

ขอนแก่น (14 สิงหาคม 2569) — คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า นำโดย ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานฯ ร่วมกับคณะทำงานภาคีเครือข่ายภาคอีสาน นักวิชาการ นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงพื้นที่ศึกษาการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) วัดป่าชัยวัน ชุมชนศรีฐาน 2 และโรงเรียนศรีฐาน พร้อมเข้าหารือกับผู้บริหารเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อแลกเปลี่ยนทิศทางการกระจายอำนาจกับการจัดสรรสวัสดิการเด็กเล็ก พร้อมเปิดตัวโมเดลการศึกษาที่ยืดหยุ่น ย้ำรัฐต้องเร่งปลดล็อกระเบียบและจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับวิกฤตประชากรเด็กเล็ก ซึ่งมีรองนายกเทศบาลนครขอนแก่น ทีมงานผู้อำนวยการด้านการศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 11 ศูนย์ และคุณครู ร่วมหารือแลกเปลี่ยนด้วย

ผศ.สุนี ไชยรส เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) วัดป่าชัยวัน สำนักงานการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น เพื่อดูงานการบริหารจัดการด้านสวัสดิการเด็กเล็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เป็นความต่อเนื่องจากการที่ได้ทราบข้อมูลว่าในพื้นที่เทศบาลมีการดูแลด้านสวัสดิการเด็กเล็ก มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และมีโรงเรียนขนาดใหญ่ ในการรองรับเด็กทุกคน รวมถึงมีห้องเรียนขอบฟ้ากว้างในการรองรับเด็กออทิสติก หรือเด็กพิเศษ เพื่อเป็นการดูแลและเสริมพัฒนาการให้กับเด็กด้วย
ผศ.สุนี กล่าวอีกว่า เทศบาลนครขอนแก่นเป็นต้นแบบของท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการ “ที่ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค” โดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาสังคมเมืองที่เด็กเกิดลดลงอย่างวิกฤต (ประชากรในพื้นที่ลดลงจาก 1.3 แสนเหลือเพียง 9 หมื่นคน) แต่ความต้องการส่งเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบเข้า ศพด. กลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากพ่อแม่ต้องรีบไปทำงาน อย่างไรก็ตาม ท้องถิ่นยังต้องแบกรับภาระหนักเนื่องจากรัฐบาลสั่งปรับค่าจ้างแต่ไม่มีงบอุดหนุนเพิ่ม ซ้ำยังติดล็อคระเบียบที่ไม่สามารถเบิกจ่ายงบดูแลเด็กต่ำกว่า 2 ขวบได้ รวมถึงขาดแคลนกำลังคนจากระเบียบการบรรจุครูที่ขาดความมั่นคง
ด้าน นายบุญฤทธิ์ พาณิชย์รุ่งเรือง รองนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น และคณะทำงาน ศพด. ได้นำเสนอนวัตกรรมสำคัญในการดูแลเด็กเล็ก และเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ (เด็กพิเศษ/ออทิสติก/LD) ได้แก่:
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) วัดป่าชัยวัน ได้ดำเนินงานมากว่า 14 ปี เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กสามารถเข้าสู่การศึกษาในระดับประถม-มัธยม ภายใต้การดูแลของเทศบาลฯนั้นมีศพด.ทั้งหมด 11 ศูนย์ เพื่อการรองรับเด็กเล็กที่กระจายอยู่ตามพื้นที่เพื่อให้เข้าถึงสวัสดิการด้านการศึกษาของเด็กในขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นเด็กเล็กทั้งในชุมชน และประชากรแฝง ด้วยจังหวัดขอนแก่นเป็นเมืองใหญ่ที่มีผู้คนต่างถิ่นมาทำงานจำนวนมาก รวมถึงคนที่มาศึกษาเพราะเรามีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในการรองรับเด็กที่ต้องการศึกษามีทั้งเป็นคนพื้นที่ และคนนอกพื้นที่อยู่แล้ว ภายใต้งบประมาณที่จำกัด เช่นเดียวกันกับการดูแลสวัสดิการเด็กเล็ก ในศพด. เรารับเด็กทุกคน ถือเป็นการเปิดโอกาสในด้านการศึกษาเท่าเทียมกันและถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ส่วนค่าใช้จ่ายไม่ได้ฟรีทุกอย่าง ด้วยขึ้นอยู่กับแต่ละที่
คุณครูศพด.เล่าต่อว่า การดูแลเด็กทางศพด.ด้วยสถานการณ์เด็กเกิดน้อยลง และคุณครูก็มีจำกัด ตัวอย่างศพด.วัดป่าฯมีเด็กเล็ก 37 คน มีห้องเรียน 3 ห้อง มีครูตามภาระกิจงาน 3 คน มีการดึงชุมชนและผู้สูงอายุมีส่วนร่วม คณะกรรมการวัด และ “แม่” ร่วมจัดกิจกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น (ครัวหรรษา/สวดมนต์สารพัน) และเตรียมอบรมเป็นจิตอาสาช่วยดูแลเด็ก
* สวัสดิการโภชนาการและความปลอดภัย: ดำเนินโครงการ “อิ่มท้องอิ่มใจใกล้บ้าน” จัดหาอาหารเช้าให้เด็กและครอบครัวยากไร้ พร้อมร่วมมือกับ สปสช. และ สสส. จัดหาหมวกกันน็อคให้ยืม และสร้างภูมิคุ้มกันสารเสพติดผ่านหลักสูตรปลูกพลังบวก
การดูแลเด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า ใช้แอปพลิเคชันคัดกรอง 100%: ซึ่งพัฒนาโดย เทศบาลเอง ร่วมกับกรมสุขภาพจิตประเมินพัฒนาการเด็กทุกคน หากพบความผิดปกติจะส่งต่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาทันที ปัญหาหลักยังมีปัญหา ทางครอบครัวยังไม่ยอมรับ การป่วยของเด็ก ทำให้เกิดความล่าช้าในการดูแลและเสริมพัฒนาการเด็ก จัดตั้ง “ห้องเรียนพ่อแม่” ร่วมกับมูลนิธิขอบฟ้ากว้าง โดยมองว่าเด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติเป็นการช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมได้ดีที่สุด
* ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง: โมเดลจัดการศึกษาเด็กพิเศษเฉพาะทาง เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กพิเศษสามารถดูแลตนเองและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้
คุณครูยังเล่าอีกว่า จากการใช้แอปพลิเคชั่นคัดกรอง พบว่าเด็กในห้องเรียนจำนวน 19 คน พบเด็กออทิสติกจำนวน 5 คน และเฝ้าระวัง 3 คน จึงได้ร่วมกับทางแบบประเมินของกรมสุขภาพจิต เพื่อการดูแลเด็ก ซึ่งได้มีความพยายามที่จะพูดคุยหารือกับทางครอบครัว พ่อแม่เพื่อให้พาไปพบแพทยื ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่ไม่ยอมรับ
ทั้งนี้ คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อภาครัฐ 4 ประการ คือ:
* ปรับระเบียบรับเด็กต่ำกว่า 2 ขวบ: เพื่อการใช้การประเมินดูแล โดยการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนตรงให้ อปท. และเพื่อรองรับวิถีชีวิตแรงงานยุคใหม่ในการทำงาน
* สนับสนุนการดูแลเด็กพิเศษเชิงรุก: จัดสรรงบประมาณและครูเฉพาะทางในการคัดกรอง บำบัดรักษา และฟื้นฟูพัฒนาการตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพื่อช่วยให้ได้รับการรักษา หรือเข้ากระบวนการฟื้นฟูเร็วขึ้น
* ปลดล็อกระเบียบครูและตำแหน่งบริหาร: แก้ไขเกณฑ์ลูกจ้างตามภารกิจที่ต้องมีประสบการณ์ 5 ปี และปรับระเบียบการแต่งตั้ง ผอ.ศพด. (เดิมต้องมีเด็ก 50 คนขึ้นไป) ให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับภาวะเด็กเกิดลดลง
* ผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้ดูแลเด็ก: เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ คืนครูสู่ห้องเรียน และยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กเล็กอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
#เด็กเท่ากัน
#สวัสดิการเด็กถ้วนหน้า
#ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่สอดคล้องกับคนทำงาน
#เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า
#เทศบาลนครขอนแก่น
#ศูนย์พัฒนาด็กเล็กวัดป่าชัยวัน

ขอบคุณรองผู้ว่ากทม.
14/08/2026

ขอบคุณรองผู้ว่ากทม.

ภาคีเด็กเล็กถ้วนหน้า หนุนกระจายอำนาจท้องถิ่น ยื่นข้อเสนอเทศบาลเมืองมหาสารคาม ขยายสวัสดิการยกระดับดูแลเด็กแรกเกิด-พัฒนาเด...
13/08/2026

ภาคีเด็กเล็กถ้วนหน้า หนุนกระจายอำนาจท้องถิ่น ยื่นข้อเสนอเทศบาลเมืองมหาสารคาม ขยายสวัสดิการยกระดับดูแลเด็กแรกเกิด-พัฒนาเด็กพิเศษ

มหาสารคาม – วันที่ 13 สิงหาคม 2569 คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 500 องค์กร นำโดย ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานฯ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาคอีสาน เดินทางเข้าพบ นายภาคิน ติระพงศ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนสวัสดิการเด็กเล็ก และส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสรรงบประมาณดูแลเด็กอย่างทั่วถึง

ชู “กระจายอำนาจ-งบประมาณ” กุญแจสำคัญสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า

ผศ.สุนี ไชยรส ประธานฯ เปิดเผยว่า คณะทำงานฯ ยังคงเดินหน้าผลักดัน “เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า” อย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันระบบสวัสดิการรัฐจะยังครอบคลุมไม่ครบทุกคน แต่เชื่อมั่นว่า การกระจายอำนาจ งบประมาณ และการบริหารจัดการลงสู่ท้องถิ่น จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดการดูแลเด็กเล็กได้อย่างแท้จริง
จากการลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ของเทศบาลเมืองมหาสารคาม พบว่ามีมาตรฐานที่ดี มีครูดูแลใกล้ชิด มีห้องปรับอากาศ และรองรับเด็กได้ถึง 160 คน อย่างไรก็ตาม ทางคณะทำงานฯ ได้เสนอแนะให้ท้องถิ่นขยายการรองรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองตั้งแต่ช่วงแรกเกิด

เทศบาลเมืองมหาสารคาม เร่งขยาย ศพด. เผชิญข้อจำกัดงบประมาณ-ขาดแคลนครู

ด้าน นายภาคิน ติระพงศไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม กล่าวว่า เดิมเทศบาลฯ ไม่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีเพียงโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็กของเอกชน ทำให้เทศบาลฯ เริ่มจัดตั้ง ศพด. ขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนจนเต็มความจุทุกปี และกำลังเตรียมขยายศูนย์ฯ เพิ่มเติมที่พื้นที่บ้านค้อ

อย่างไรก็ตาม เทศบาลฯ ยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน ได้แก่:

* งบประมาณและภาระค่าใช้จ่าย: แม้ประชากรเด็กโดยรวมจะลดลง แต่เด็กเล็กในเขตเทศบาลกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น หากต้องรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ หรือช่วง 0–6 เดือน จะต้องใช้สัดส่วนครูผู้ดูแลสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อสมดุลงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด

* งบอาหารกลางวันและสวัสดิการ: เทศบาลฯ ต้องเจียดงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนค่าอาหารกลางวัน นม และสวัสดิการต่างๆ รวมถึงสนับสนุนรถตู้รับ-ส่งฟรี สำหรับกลุ่มเปราะบาง เด็กออทิสติก และผู้ยากไร้ในการเดินทางไปพบแพทย์

* การขาดแคลนบุคลากรครูปฐมวัย: แม้สภาเทศบาลฯ จะอนุมัติงบอัตราจ้างและให้สวัสดิการเทียบเท่าราชการ รวมถึงการจ้างครูต่างชาติเพื่อยกระดับการศึกษา แต่ยังประสบปัญหาครูขอย้ายเมื่อสอบบรรจุได้

ห่วงพฤติกรรม “เลี้ยงลูกด้วยมือถือ” เผยระบบคัดกรองเด็กพิเศษช่วยเด็กได้ทันท่วงที
ในประเด็นการดูแลสุขภาพและพัฒนาการเด็ก ครูจ๊อบ Representative จากคณะทำงานฯ ได้สะท้อนความกังวลถึงปัญหาแม่วัยรุ่นที่ไม่ยอมไปฝากครรภ์ ทำให้ขาดการติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์ ประกอบกับยุคปัจจุบันมีสถิติเด็กพิเศษเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม “การเลี้ยงเด็กด้วยโทรศัพท์มือถือ”
สำหรับแนวทางแก้ไข เทศบาลเมืองมหาสารคามระบุว่า ได้ร่วมมือกับศูนย์แพทย์ในการคัดกรองมาตรฐานตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป โดยมีครูที่มีวุฒิพยาบาลร่วมประเมิน เพื่อส่งต่อเด็กเข้าสู่ระบบปรับพฤติกรรมหรือเรียนร่วมในโรงเรียนสังกัดเทศบาล (เช่น โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา) ที่มีระบบดูแลเด็กพิเศษกว่า 40–50 คน ทั้งรูปแบบเรียนร่วมและเรียนแยกตามความถนัด

> สรุปภาพรวม: การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กเล็ก แม้จะต้องแบกรับภาระงบประมาณจำกัด โดยภาคีเครือข่ายฯ พร้อมนำข้อเสนอเชิงพื้นที่ไปผลักดันต่อในระดับนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณตรงสู่ท้องถิ่นในการสร้าง “สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า” อย่างยั่งยืนต่อไป
#เด็กเท่ากัน
#สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
#เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า
#ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
#เทศบาลเมืองสารคาม

ที่อยู่

503/20 พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย มักกะสัน ราชเทวี
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เด็กเท่ากันผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เด็กเท่ากัน:

ทางลัด

แชร์