15/08/2026
ภาคีสวัสดิการเด็กเล็กฯ ลงพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านค้อ สะท้อนวิกฤต "สวัสดิการเด็กแรกเกิด" ตกหล่นเพียบ! หนุนเดินหน้า "เงินอุดหนุนถ้วนหน้า" ลดเงื่อนไขพิสูจน์จน พร้อมเรียกร้องโอนงบตรงผ่านท้องถิ่น
ขอนแก่น (14 ส.ค. 2569) — คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า (ภาคี 500 องค์กร) ร่วมกับเครือข่ายภาคอีสาน ลงพื้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) เทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและติดตามสถานการณ์การเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานของเด็กเล็ก โดยมี นายวานิต จันมา รองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านค้อ, นายศักดา ศิลปดอนบม ปลัดเทศบาล, คณะผู้บริหาร และทีมครูผู้ดูแลเด็ก (รวม 15 ท่าน) ร่วมให้ข้อมูลและสะท้อนอุปสรรคเชิงโครงสร้างในระดับปฏิบัติการ
สำหรับเทศบาลตำบลบ้านค้อ ครอบคลุมพื้นที่ 122 ตารางกิโลเมตร รวม 20 หมู่บ้าน มีประชากรตามทะเบียนราษฎรราว 17,000–18,000 คน และประชากรแฝงอีกกว่า 2,000–3,000 คน เนื่องจากพื้นที่กำลังเปลี่ยนผ่านเป็นสังคมเมืองสูง และคาดว่าจะยกระดับเป็นเทศบาลเมืองภายใน 4 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบัน ศพด. เทศบาลตำบลบ้านค้อ ดูแลเด็กปฐมวัยตามระบบ LEC (อายุ 2–6 ปี) รวม 171 คน แบ่งเป็น ชั้นเตรียมอนุบาล 3 ห้อง และชั้นอนุบาล 1–3 อีกอย่างละ 3 ห้อง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจาก ศพด. สวนใหญ่ที่มักรับดูแลเด็กถึงเพียงอายุ 4 ปีเท่านั้น
เปิดแผลระบบ "คัดกรองความจน" ตกหล่น 30% - ช่องโหว่เงินอุดหนุนไม่ถึงมือผู้เลี้ยงจริง
ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ชี้ว่า นโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 600 บาทต่อเดือน ที่ยังใช้เกณฑ์ประเมินรายได้ครอบครัว ส่งผลให้เด็กตกหล่นจากระบบสูงถึง 30% ทั้งที่เงินส่วนนี้ควรเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐานติดตัวเด็ก" เช่นเดียวกับสิทธิการรักษาพยาบาลในระบบบัตรทอง
> "ยิ่งตั้งเงื่อนไขคัดกรอง ยิ่งทำให้เด็กตกหล่น ปัจจุบันมีเพียงสวัสดิการเด็กเล็กเท่านั้นที่ยังคงตั้งคำถามเรื่องเด็กรวย-เด็กรวย ทั้งที่สิทธิต้องติดตัวเด็กไปทุกที่ แม้ผู้ปกครองจะมีสิทธิประกันสังคมอยู่แล้วก็ตาม นอกจากนี้ ปัญหาเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และการกำหนดเวลาเปิด-ปิด ศพด. ก็ยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของพ่อแม่ยุคใหม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน" ผศ.สุนี กล่าว
>
ขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทต.บ้านค้อ พบว่า แม้จะมีเด็กแรกเกิด–6 ปี ในระบบรับเงินอุดหนุนจำนวน 994 คน แต่ปัญหาใหญ่คือ ระบบการจ่ายเงินของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นการโอนตรงเข้าบัญชีมารดา ทำให้เกิดช่องโหว่ในกรณีที่เด็กอาศัยอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูจริง แต่กลับไม่ได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้ดูแลเด็ก
เนื่องจากสิทธิผูกติดกับชื่อผู้ลงทะเบียน ประกอบกับท้องถิ่นไม่ได้เป็นผู้ถือครองงบประมาณ จึงขาดข้อมูลในการติดตามดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง
ปลัด ทต.บ้านค้อ จี้กระจายอำนาจเต็มรูปแบบ สะท้อน 5 ข้อจำกัดระเบียบรัฐ
ทางด้าน ปลัดเทศบาลตำบลบ้านค้อ ได้สะท้อนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและนโยบายที่รวมศูนย์ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในระดับท้องถิ่น โดยเสนอให้มีการกระจายอำนาจจัดการสวัสดิการอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ พร้อมระบุปัญหาในพื้นที่ ได้แก่:
* โอนงบตรงให้ท้องถิ่น: เรียกร้องว่าเมื่อนโยบายเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าได้รับการอนุมัติ รัฐควรโอนงบประมาณผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้บริหารจัดการและติดตามเด็กได้ตรงจุด
* ติดล็อคที่ดินสร้าง ศพด. ใหม่: เทศบาลฯ มีแผนสร้างอาคาร ศพด. แห่งใหม่ 1 ชั้น เพื่อรองรับเด็ก และเตรียมขอรับสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่ยังติดปัญหาพื้นที่ตั้งปัจจุบันเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ยังไม่อนุมัติอนุญาตให้ใช้ประโยชน์
* ระเบียบรถรับ-ส่งนักเรียนไม่เอื้อ: สภาเทศบาลฯ มีความพร้อมในการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อรถรับ-ส่งเด็ก (ปัจจุบันใช้รถสองแถว) เพื่อแก้ปัญหาพ่อแม่ไม่มีเวลามาส่งเพราะต้องไปทำงาน แต่ติดระเบียบราชการที่บังคับให้จัดบริการได้เฉพาะ "เด็กยากจน" เท่านั้น
* งบอาหารกลางวัน 22 บาทไม่เพียงพอ: ค่าหัวอาหารกลางวันเด็ก 22 บาท/คน/วัน ไม่สอดคล้องกับภาวะสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพปัจจุบัน
* เกณฑ์อัตราส่วนครูต่อเด็กไม่สอดรับความเป็นจริง: ระเบียบปัจจุบันกำหนดอัตราส่วนครูต่อเด็กอยู่ที่ 1:14 แต่ด้วยภาระงานและบริบทพื้นที่ จึงเรียกร้องให้ปรับเกณฑ์เป็น 1:10 เพื่อให้ครูสามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
วิกฤต "เด็กพิเศษ" พ่อแม่ไม่ยอมรับเข้าสู่ระบบ - สภาพัฒน์ฯ-ท้องถิ่นเตรียมผนึกกำลัง
อีกหนึ่งประเด็นน่าวิตกคือปัญหา "เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ" (รวมกลุ่มสมาธิสั้น และออทิสติก) ซึ่งครู ศพด.บ้านค้อ ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่พบเด็กที่มีอาการเข้าข่ายกลุ่มนี้รวมกว่า 10 คน (เช่น ในระดับชั้น อ.2 พบเด็กที่สื่อสารได้เพียงเป็นคำๆ แต่ไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้) ทว่ามีผู้ปกครองที่ยินยอมพาเด็กไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์เพียง 2 คนเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 8 คน ครอบครัวยังไม่ยอมรับเนื่องจากกังวลว่าลูกจะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนต่อในระบบโรงเรียนปกติ
ผศ.สุนี เสริมว่า หากเด็กกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาจะกลายเป็นปัญหาสังคมในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง พร้อมพัฒนาศักยภาพครูผู้ดูแลเด็ก
ทั้งนี้ เทศบาลตำบลบ้านค้อได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น ด้วยการจัดอบรมครูในการประเมินและคัดกรองเด็กพิเศษอย่างถูกวิธี พร้อมจัดรถรับ-ส่งเป็นกรณีพิเศษร่วมกับ อสม. เพื่ออำนวยความสะดวกพาเด็กและผู้ปกครองเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
ข้อเรียกร้องเชิงนโยบายเพื่อเด็กปฐมวัย
จากข้อสรุปการลงพื้นที่ ภาคีเครือข่ายฯ และเทศบาลตำบลบ้านค้อ ได้มีข้อเสนอไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อหลัก:
* ปรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท เป็นระบบถ้วนหน้า ยกเลิกการพิสูจน์ความจน และปรับระบบการโอนเงินให้ยืดหยุ่นและถึงมือผู้เลี้ยงดูเด็กจริง โดยโอนงบผ่าน อปท.
* ปลดล็อคระเบียบท้องถิ่น แก้ไขข้อบังคับด้านการจัดสรรงบประมาณรถรับ-ส่งนักเรียน การใช้ที่ดินสาธารณะเพื่อสาธารณประโยชน์ และเพิ่มค่าหัวอาหารกลางวันให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ
* ปฏิรูปรัศมีอัตรากำลังครูและระบบดูแลเด็กพิเศษ ปรับสัดส่วนครูต่อเด็กเป็น 1:10 และสร้างระบบส่งต่อเด็กพิเศษเข้าสู่ระบบการศึกษาโดยไม่โดนเลือกปฏิบัติ
#เด็กเท่ากัน
#สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
#เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า
#ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่สอดคล้องในการทำงาน
#ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลบ้านค้อ