Amnesty International Thailand

Amnesty International Thailand ร่วมกันยืนหยัดเพื่อปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ร่วมกันยืนหยัดเพื่อปกป้อง คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
www.amnesty.or.th

เกือบ 50 ปีที่แล้ว เกิดรัฐประหารขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 6 ตุลา 2519 15 วันหลังจากนั้น คณะรัฐประหารที่นำโดยพล.ร.อ.สงัด ชล...
21/08/2026

เกือบ 50 ปีที่แล้ว เกิดรัฐประหารขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 6 ตุลา 2519
15 วันหลังจากนั้น คณะรัฐประหารที่นำโดยพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41
คำสั่งดังกล่าวได้เพิ่มโทษกฎหมายอาญาหลายมาตรา รวมถึงม.112 จากไม่เกิน 7 ปี เป็น 3-15 ปี
50 ปีต่อมา เพื่อนอย่างน้อย 52 คนยังอยู่ในเรือนจำจากการแสดงออกทางการเมือง
อย่างน้อย 30 คน ถูกคุมขังจากม.112
เพราะเราทุกคนต่างมีความทรงจำและประสบการณ์ที่หลากหลาย มาบันทึกความรู้สึก ความทรงจำ และความหวังของคุณตลอดชีวิตที่ผ่านมา และอนาคตที่คุณวาดฝัน ถึงผู้คนในอีก 50 ปีข้างหน้าไปด้วยกัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา ที่ https://bit.ly/4xjnvaY
ถ้อยคำที่คุณทุกคนร่วมเขียน จะถูกจัดทำเป็นหนังสือจริง และใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์สาธารณะ โดยไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ
เพราะเราเชื่อว่า 'คุณ' คือประวัติศาสตร์ในวันนี้
และ 'คุณ' คือผู้เขียนประวัติศาสตร์โดยแท้จริง

-----

คุณในวันนี้ คือผู้เขียนประวัติศาสตร์ให้กับผู้คนในอีก 50 ปีข้างหน้า
ลงชื่อเพื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา https://bit.ly/4gmxjt9

#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

20/08/2026

นับตั้งแต่เราจุดเทียนเล่มแรกในปี 2504 เพื่อส่องแสงไปยังสถานที่อันมืดมิดที่สุด ขบวนการของเราได้เติบโตขึ้นจากกลุ่มอาสาสมัครเล็กๆ จนมีผู้สนับสนุนนับล้านคนทั่วโลก จากการเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็น สู่การรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในยุคปัจจุบัน
ในปี 2544 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ขยายการทำงานด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัย สุขภาพ น้ำสะอาด สุขาภิบาล งานที่มีคุณค่า และการศึกษา
ความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง หนี้สินที่เกินกว่าจะรับไหว การลดทอนความช่วยเหลือ การเอาเปรียบผ่านระบบภาษี วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้ง ล้วนไม่ใช่วิกฤตที่เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่คือสัญญาณของระบบทั่วโลก ที่กำลังล้มเหลวในการปกป้องผู้คน
ร่วมต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เพื่อเสรีภาพ และเพื่อโลกที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น โลกที่พร้อมปกป้องผู้คนและโลกใบนี้ https://bit.ly/4xTQrpU

#มนุษยชาติต้องชนะ

ขนุนเริ่มสนใจการเมืองและงานด้านความยุติธรรมจากบทสนทนาเล็ก ๆ ในงานเปิดบ้านแนะแนวการศึกษาของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทย...
19/08/2026

ขนุนเริ่มสนใจการเมืองและงานด้านความยุติธรรมจากบทสนทนาเล็ก ๆ ในงานเปิดบ้านแนะแนวการศึกษาของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ในเวลานั้นเขาจะยังไม่เข้าใจว่าการเมืองคืออะไร
คำพูดของทีมงานคนหนึ่งที่บอกว่า “น้องไม่ได้โง่ น้องแค่ไม่รู้ น้องรู้ได้ น้องแค่อ่าน น้องยังตามทันได้” กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาเริ่มสนใจปัญหาทางสังคมและการเมืองรอบตัว จนตัดสินใจเข้าศึกษาด้านรัฐศาสตร์ และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทเพื่อสานต่อความสนใจในการทำความเข้าใจกระบวนการเคลื่อนไหวในสังคมและระบบงานยุติธรรม
แต่เส้นทางที่เขาตั้งใจเดินกลับต้องหยุดชะงักลงจากการถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จากการชุมนุมประท้วงหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังรัฐสภาตีตกร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชนและมีการสลายการชุมนุมที่รัฐสภาในวันก่อนหน้า
ขนุนถูกฟ้องในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 และถูกจำคุกครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 ก่อนจะได้รับการประกันตัวในอีก 3 วันต่อมา จากนั้นเขาต่อสู้คดีมาโดยตลอดจนศาลมีคำพิพากษาในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567 รวมระยะเวลาต่อสู้คดีกว่า 4 ปี นอกจากคดีนี้ ขนุนยังถูกดำเนินคดีทั้งหมด 6 คดี ทั้งจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกยกฟ้องทั้งหมด 5 คดี และเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดตามมาตรา 112 เพียงคดีเดียว แต่บาดแผลของคดีไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ศาลมีคำพิพากษา
“หลัก ๆ เลยกระทบเรื่องเรียน เพราะตอนนั้นอยู่ช่วงวัยเรียน อายุ 19–20 กว่า ๆ ตั้งแต่เริ่มโดนจนพิพากษาก็อายุ 23 แล้ว ต้องเสียเวลาเรียน ต้องไปขึ้นศาล ไปโรงพัก ไปสำนักงานอัยการ เสียค่าเดินทาง เสียกำลังใจ มันเหนื่อยเพราะไปบ่อย”
การต่อสู้คดีทำให้ชีวิตของเขาต้องถูกแขวนไว้กับกระบวนการยุติธรรมเป็นเวลาหลายปี การถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศทำให้โอกาสในการไปดูงานหรือพูดในต่างประเทศต้องหายไป และบางครั้งเพียงการรู้ว่าตัวเองอาจไม่สามารถเดินทางได้ ก็ทำให้เขาตัดสินใจไม่สมัครหรือไม่รับโอกาสเหล่านั้นตั้งแต่ต้น
นอกจากผลกระทบต่อการเรียนและโอกาสในชีวิต ขนุนและครอบครัวยังต้องเผชิญกับการถูกติดตามและสอดส่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมายังบ้านของเขา รวมถึงการถูกจับตามองบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการเปิดเผยในรัฐสภาว่าเขามีรายชื่ออยู่ในรายการบุคคลเฝ้าระวังของ กอ.รมน. ในปี พ.ศ. 2564 และ 2565
ความรู้สึกหวาดระแวงจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่มีการชุมนุมหรือวันที่ต้องขึ้นศาล หากแต่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตตลอดช่วงเวลาที่คดีดำเนินอยู่
แม้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ขนุนก็ยังไม่เคยละทิ้งความสนใจในการทำความเข้าใจระบบงานยุติธรรมและความเป็นไปของสังคม เขายังคงศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และวิเคราะห์โครงสร้างของระบบเรือนจำจากประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอ
ขนุนเปรียบเรือนจำพิเศษกรุงเทพว่าเป็นดัง “ประเทศย่อส่วน” มีผู้คุมเป็นผู้ปกครองสูงสุด มีแดนเป็นจังหวัด และมี “บ้าน” เป็นชุมชนที่ผู้ต้องขังรวมกลุ่มกันตามวงสังคมของตัวเอง
จากการสังเกตและวิเคราะห์ระบบภายในเรือนจำ เขามองเห็นความไม่ได้สัดส่วนระหว่างภาระหน้าที่กับงบประมาณที่กรมราชทัณฑ์ได้รับ ซึ่งอาจกลายเป็นต้นตอที่ทำให้สิทธิของผู้ต้องขังถูกละเลยได้ง่าย เพื่อรักษาความมั่นคงและควบคุมระบบให้เดินต่อไปได้
“ประเทศเรามีชนชั้นยังไง ข้างในนั้นก็เป็นอย่างนั้น มันมีทุกอย่าง แค่มันย่อส่วน พอผู้ต้องขังล้น ระเบียบทุกอย่างที่เป็นเรื่องสิทธิก็ถูกทิ้งไป ต้องเอาความมั่นคงเป็นที่ตั้ง ราชทัณฑ์อยู่ปลายน้ำสุดเลย มันรับทุกอย่างแต่งบประมาณน้อยมาก มันผิดตั้งแต่ต้นน้ำ”
สิ่งที่เขาได้เห็นในเรือนจำจึงไม่ได้ทำให้ความสนใจด้านกระบวนการยุติธรรมของเขาหายไป หากกลับทำให้เขาเห็นโครงสร้างของระบบเหล่านั้นจากอีกด้านหนึ่ง
เมื่อออกจากเรือนจำ ขนุนยังคงตั้งใจเดินหน้าสู่เส้นทางการทำงานด้านการพัฒนาระบบงานยุติธรรมตามที่เคยฝันไว้ แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดจากประวัติคดีอาญา
เขาเคยสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของสถาบันแห่งหนึ่ง แต่ต้องพบกับข้อบังคับในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทำให้ไม่สามารถสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรดังกล่าวได้
เมื่อพยายามสมัครงานด้านการพัฒนาระบบงานยุติธรรม เขาก็ต้องพบกับอุปสรรคในลักษณะเดียวกัน แม้บางสถาบันจะไม่ได้มีปัญหากับการรับผู้ที่มีประวัติคดีทางความคิด แต่เมื่อคดีดังกล่าวถูกบันทึกเป็นคดีอาญา ก็อาจทำให้เกิดข้อจำกัดจากกฎหมายหรือกฎระเบียบที่กำกับดูแลองค์กรนั้น
“รัฐบอกว่า ‘คืนคนดีสู่สังคม’ แต่คุณปิดโอกาสคนเหล่านั้นทุกทาง แล้วเขาจะเป็นคนดีให้คุณได้อย่างไร”

อ่านบทความฉบับเต็ม: https://bit.ly/3U9aBgO

👉 หลังรัฐประหารปี 2557 - ก.พ. 2568 ผู้หญิง 595 คน ถูกฟ้องปิดปาก จาก 13 ข้อกล่าวหา  เช่น  หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คอมฯ  พ.ร.บ.ช...
18/08/2026

👉 หลังรัฐประหารปี 2557 - ก.พ. 2568 ผู้หญิง 595 คน ถูกฟ้องปิดปาก จาก 13 ข้อกล่าวหา เช่น หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คอมฯ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ม.115 ฯลฯ
👉 เฉพาะคดีที่ฟ้องโดยภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจในช่วงปี 2540 ถึงมิ.ย. 2565 มีจำนวนอย่างน้อย 109 คดี
👉 ธุรกิจเหมืองแร่เป็นภาคธุรกิจที่ฟ้องปิดปากผู้คนมากที่สุด
👉 70% ของผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายของการฟ้องคดีตั้งแต่ ปี 2544-2565 คือชาวบ้านและกลุ่มเคลื่อนไหวระดับท้องถิ่น 10% คือนักกิจกรรม ขณะที่ 6% คือสื่อมวลชน
👉 รูปแบบการฟ้องที่เข้าข่ายคดี SLAPP ในระยะหลังยังปรากฏเด่นชัดในบริบทของการตรวจสอบนักการเมือง และกระบวนการเลือกตั้ง และพุ่งเป้าไปที่ประชาชนและสื่อมวลชนที่โพสต์วิจารณ์หรือติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
แล้ว 'SLAPP' หรือการฟ้องปิดปากคืออะไร? โพสต์นี้มีคำตอบ!
“การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หมายถึงการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน โดยลักษณะร่วมของ SLAPP นั้น มี 3 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
🤔 ความไม่สมดุลของอำนาจ (Imbalance of Power)
ระหว่างผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องในแง่ทรัพยากรทางการเงินและอำนาจ ผู้ฟ้องคดี SLAPP มักเป็นฝ่ายที่มีทรัพยากรทางการเงินมากกว่า มีอิทธิพลทางการเมืองหรือทางสังคมสูงกว่า และใช้ความได้เปรียบนี้กดดันผู้ถูกฟ้องซึ่งมักมีทรัพยากรจำกัดกว่ามาก หลักการนี้สะท้อนว่าความไม่สมดุลเชิงอำนาจนี้เป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้ SLAPP ต่างจากข้อพิพาททางกฎหมายทั่วไป
🙌 ประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ (Public Interest)
การกระทำหรือการแสดงออกของผู้ถูกฟ้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ข้อพิพาทส่วนตัวระหว่างบุคคล องค์ประกอบนี้ถือเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าคดีใดควรได้รับการคุ้มครองตามกลไกต่อต้าน SLAPP หรือไม่
🫵 การใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่ผิด (Abuse of Process)
แสดงออกผ่านพฤติการณ์เชิงยุทธวิธีที่เห็นได้ชัดหลายรูปแบบ เช่น การประวิงเวลาคดีเพื่อยืดระยะเวลาความทุกข์ทรมานของผู้ถูกฟ้อง การเลือกฟ้องในสถานที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกฟ้องเพื่อสร้างภาระในการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือการใช้สิทธิฟ้องร้องโดยไม่สุจริตในลักษณะอื่นๆ ข้อเสนอแนะของคณะรัฐมนตรีแห่งสภายุโรป ระบุพฤติการณ์เหล่านี้ไว้ว่าเป็นยุทธวิธีที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มต้นทุนให้ผู้ถูกฟ้องโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเขตอำนาจศาลที่ไม่เอื้อต่อผู้ถูกฟ้อง การสร้างภาระงานที่มากเกินสมควร หรือการยื่นอุทธรณ์ที่แทบไม่มีโอกาสชนะ
อ่านบทความฉบับเต็ม: https://www.amnesty.or.th/news/2026/08/slapp-suits-a-critical-issue-in-reforming-thai-governance/

------

ในตอนนี้ 'ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่องการใช้สิทธิไม่สุจริต และมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา' กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2569 แสดงความคิดเห็นที่: https://bit.ly/4hyM5zt !

สุขสันต์วันเกิดปีที่ 42 "อานนท์ นำภา" ปัจจุบันอานนท์ถูกคุมขังเป็นเวลา 1,057 วัน ระหว่างต่อสู้คดี ม.112 จำนวน 14 คดี และค...
18/08/2026

สุขสันต์วันเกิดปีที่ 42 "อานนท์ นำภา"
ปัจจุบันอานนท์ถูกคุมขังเป็นเวลา 1,057 วัน ระหว่างต่อสู้คดี ม.112 จำนวน 14 คดี และคดีอื่น ๆ (ศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้ว 11 คดี) โดยที่ยังไม่มีคดีใดถึงที่สิ้นสุด
รวมโทษจำคุก 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ
เขียนจดหมายอวยพรวันเกิดถึงอานนท์ และเป็นหน้าต่างของเพื่อนในเรือนจำทั้ง 51 คน ที่ freeratsadon.amnesty.or.th

ตอนนี้มีอีกหนึ่งร่างกฎหมายกำลังเปิดรับความคิดเห็นอยู่นะทุกคน! 📢ร่างนั้นคือ 'ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื...
17/08/2026

ตอนนี้มีอีกหนึ่งร่างกฎหมายกำลังเปิดรับความคิดเห็นอยู่นะทุกคน! 📢
ร่างนั้นคือ 'ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่องการใช้สิทธิไม่สุจริต และมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา' ที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2569
เปิดแสดงความคิดเห็นที่: https://bit.ly/4hyM5zt
ข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้คืออะไร?
1.รัฐต้องป้องกันและยับยั้งการใช้การฟ้องคดีหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปิดปาก สร้างบรรยากาศหวาดกลัว หรือทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ และต้องทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยสงบ
2.ยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท และยุติการจำคุกหรือการปรับเป็นบทลงโทษสำหรับการหมิ่นประมาท และปล่อยตัวบุคคลทุกคนจากการควบคุมตัวโดยพลการ และยุติกระบวนการทางอาญาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเพียงเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับช่องว่างเรื่องการฟ้องคดีโดยรัฐที่กล่าวถึงข้างต้น เพราะจุดร่วมของทั้งสองประเด็นคือรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจทางกฎหมายจำกัดสิทธิของประชาชนโดยตรง
3. รัฐไม่เพียงต้องงดเว้นจากการละเมิดสิทธิ แต่ต้องมีหน้าที่เชิงรุกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างปลอดภัยและปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการสากล

-----
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องปิดปากอยู่พร้อมกันสามฉบับ คือ
1. ร่างของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
👉 จัดเวทีรับฟังความเห็นมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้งตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 จนถึงล่าสุดในปี 2569 มีเจ้าภาพหลักคือกระทรวงยุติธรรม โดยแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับพร้อมกัน คือประมวลกฎหมายอาญา ป.วิ.อาญา ป.พ.พ. และ ป.วิ.แพ่ง
2. ร่างของพรรคประชาชน
👉 ยื่นเข้าสภาแล้ว และรอบรรจุเข้าวาระ โดยมีการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับเช่นกัน คือประมวลกฎหมายอาญา ป.วิ.อาญา ป.พ.พ. และ ป.วิ.แพ่ง
3. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การใช้สิทธิไม่สุจริตและมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี) โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
👉 ปัจจุบันเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ มีโครงสร้างแบ่งเป็นสองส่วนหลัก คือมาตรา 33/1-33/5 ที่วางกลไกตรวจสอบเจตนาไม่สุจริตในชั้นคดีแพ่ง และมาตรา 252/1-252/7 ที่ว่าด้วยมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี

16/08/2026

อีก 50 วันข้างหน้า จะถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2569
ก่อนถึงวันนั้น มาร่วมทบทวนเรื่องราวระหว่างทาง.. ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ผ่านจดหมายของใครคนหนึ่ง ถึงตัวเองในอีก 50 ปีข้างหน้า
ก่อนถึงวันนั้น.. เครือข่ายภาคประชาชนได้เปิดลงชื่อในแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา ที่ http://decoup6octsins.com เมื่อมรดกจากคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 ยังคงส่งผลกระทบต่อสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของผู้คนจนถึงวันนี้
เพราะคุณในวันนี้ คือผู้เขียนประวัติศาสตร์ ของผู้คนในอีก 50 ปีข้างหน้า
ด้วยการลบล้างมรดกรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
ลงชื่อในแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา http://decoup6octsins.com
และสัปดาห์หน้า.. เราจะพาคุณไปคุยกับตัวเองทั้งในอดีตและอนาคตไปด้วยกัน

You’re A Living History.
#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

15/08/2026

50 ปี หลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ‘สุนี ไชยรส‘ คืออดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่เดือน ก่อนที่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จะมาถึง สุนีเคยถูกจับกุมในข้อหาคอมมิวนิสต์ฯ และเป็นหนึ่งใน 9 นักศึกษา กรรมกรอ้อมน้อย
เธอถูกทรมานในระหว่างการคุมขัง และได้รับการประกันตัวหลังจากพี่น้องประชาชนและกรรมกรร่วมกันชุมนุมประท้วง ด้วยวงเงินประกันกว่าสองแสนบาท ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้หญิงนักธุรกิจ
ในปี 2514 เธอร่วมก่อตั้งกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ กลุ่มผู้หญิงได้มีการล้อมวงกันพูดคุย อ่านหนังสือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปรึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิและบทบาทของผู้หญิง รวมถึงเรียกร้องเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้หญิง โดยในช่วงเวลาดังกล่าว สุนีและเพื่อน ๆ ยังได้เรียนรู้ประเด็นเรือนจำ การต่อสู้ของชาวนาและกรรมกร
หลังจากได้รับการประกันตัว สุนีได้ช่วยงานพี่สาวที่อยู่ในกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ — หนังสือพิมพ์ที่ไม่มีโรงพิมพ์ไหนกล้าพิมพ์ นอกจากโรงพิมพ์มาตุคาม ของ ‘พี่กรองแก้ว เจริญสุข’ ที่ภายหลังถูกคุมขังในคุกลาดยาว
ในทุก ๆ คืน กองบรรณาธิการจะเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลังจากทำหนังสือกันเสร็จ กระทั่งคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 กองบรรณาธิการได้รับสายจากรุ่นน้อง
’พี่ ๆ อย่ามา.. ตอนนี้ธรรมศาสตร์ถูกล้อมไว้หมดแล้ว‘
กองบรรณาธิการยังคงเร่งทำข่าวให้เสร็จ โดยสุนีอยู่ในกลุ่มของการ์ดเพื่อเตรียมการ แม้จะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าอาจมีการปราบปรามการชุมนุมประท้วง แต่ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเธอนั่งแท็กซี่ไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สุนีก็ยังบอกว่ามันเป็นภาพที่เศร้าสำหรับเธอ
จากการที่เคยถูกทรมานในระหว่างการคุมขัง สุนีเป็นหนึ่งในคนที่ตัดสินใจเข้าป่าร่วมกับพี่สาว
50 ปีผ่านไป สุนียังคงฝากกำลังใจถึงคนรุ่นใหม่ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่เพียงแค่ความทรงจำและบาดแผลที่ยังคงชัดเจน แต่มรดกจากคำสั่งรัฐคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 ที่มีการเพิ่มโทษกฎหมายอาญาหลายมาตรา ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน จนถึงทุกวันนี้ในประเทศไทย
เครือข่ายภาคประชาชนเปิดลงชื่อในแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา
ลงชื่อได้ในตอนนี้ ที่ http://decoup6octsins.com

คุณมีความฝัน.. ที่อยากเล่าให้ตัวเองในอีก 50 ปีข้างหน้าได้ฟังไหม? ตลอดช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นมากมายเหลือเกิน ...
14/08/2026

คุณมีความฝัน.. ที่อยากเล่าให้ตัวเองในอีก 50 ปีข้างหน้าได้ฟังไหม?
ตลอดช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นมากมายเหลือเกิน
คุณผ่านการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดยเยาวชน ในปี 2563
คุณมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เมื่อสิบปีก่อนคุณอาจไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้น
คุณเห็นท้องถนนเต็มไปด้วยการตะโกนความฝัน ความหวัง และความมุ่งมั่นของประชาชน
คุณผ่านการเป็นประจักษ์พยานของการผ่านกฎหมายหลายฉบับที่เติมไฟแห่งความหวัง
และเช่นเดียวกัน
คุณมองเห็นกฎหมายที่คุณฝากความหวังไว้ ถูกตีตกในสภา
คุณมองเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังคงเกิดขึ้นในประเทศนี้ — ทั้งการบังคับบุคคลให้สูญหาย การทรมาน การสลายการชุมนุม การคุมขังผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วง หรือแสดงออกทางการเมืองบนโลกออนไลน์
เราอยากชวนคุณมาร่วมอ่าน ‘จดหมาย’ ที่ใครคนหนึ่งเขียนถึงตัวเองในอีก 50 ปีข้างหน้า
มันเป็นจดหมายที่บันทึกความทรงจำของ ‘ใครคนนั้น’ ตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมา
และเป็นจดหมาย ที่ ‘ใครคนนั้น’ บรรจุความหวังและความทรงจำของคนที่อยากลบล้างมรดกของรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ ’50 ปีที่แล้ว’ ที่ยังส่งผลมาจนถึงปัจจุบันนี้ — ในปี 2569
เพราะคุณในวันนี้ คือผู้เขียนประวัติศาสตร์ ของผู้คนในอีก 50 ปีข้างหน้า
ด้วยการลบล้างมรดกรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
ลงชื่อในแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา http://decoup6octsins.com
และสัปดาห์หน้า.. เราจะพาคุณไปคุยกับตัวเองทั้งในอดีตและอนาคตไปด้วยกัน

You’re A Living History.
#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

“บ้าน ที่ดิน ป่า ไม่ใช่แค่พื้นที่ แต่คือชีวิต”ตลอดหลายวันที่พี่น้องจากหลายพื้นที่ในประเทศไทยได้เดินทางมาปักหลักชุมนุมที่...
13/08/2026

“บ้าน ที่ดิน ป่า ไม่ใช่แค่พื้นที่ แต่คือชีวิต”
ตลอดหลายวันที่พี่น้องจากหลายพื้นที่ในประเทศไทยได้เดินทางมาปักหลักชุมนุมที่กรุงเทพฯ ในความเป็นจริงเขาไม่ได้อยากทิ้งบ้าน ทิ้งไร่ ทิ้งชุมชนมาเรียกร้องอะไรไกลถึงทำเนียบรัฐบาล แต่เพราะที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในบ้านของตัวเอง ยังมีปัญหาที่รัฐยังไม่แก้ไขด้วยการฟังเสียงประชาชน
โชไอซ์ ปาทาน อาสาสมัครเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติ คนไทย 4 จังหวัด ประจวบฯ ชุมพร ระนอง พังงา เล่าว่า ปัญหาของคนไทยพลัดถิ่นและคนที่ยังไม่มีสถานะทางบุคคล ไม่ได้มีแค่เรื่อง “สัญชาติ” แต่พ่วงมาด้วยสิทธิในการมีที่ดิน ที่อยู่อาศัย และการทำมาหากิน
“บ้าน ป่า ชุมชน ที่ดิน ที่อยู่อาศัย สวัสดิการ ระบบสาธารณูปโภค นี่คือส่วนหนึ่งของชีวิตพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นหรือคนไทยไร้สัญชาติทั้งหมด”
สำหรับเขาแล้วนั้น การไม่มีสัญชาติไม่ได้หมายถึงแค่ไม่มีบัตรประชาชน แต่ยังหมายถึงการเข้าไม่ถึงสิทธิหลายอย่าง แม้แต่สิทธิในการมีที่ดินหรือทำมาหากินอย่างคนๆ หนึ่ง และเมื่อรัฐยังไม่สามารถคุ้มครองสิทธิให้กับประชาชนได้ การออกมาเรียกร้องจึงเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องทำ
“ผมเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องได้รับการคุ้มครอง และในระหว่างที่คนไม่ได้รับการคุ้มครอง เราก็มีสิทธิที่จะออกมาเรียกร้องเพื่อให้รัฐคุ้มครองสิทธิของเรา”
จันทร ต้นน้ำเพชร นักกิจกรรมชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น จากบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี สำหรับเธอเรื่องที่ดินไม่ได้จบแค่การมีที่อยู่ เพราะที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ชาวบ้านบางกลอยปัจจุบัน พบว่าหลายแปลงทำได้แค่ปลูกบ้าน แต่ใช้ทำกินไม่ได้จริง
“ขอให้แก้ปัญหาให้ได้ก่อน ก่อนที่จะมายึดที่ดินของเรา ขอให้เราได้มีโอกาสทำมาหากินตรงนั้น เพราะถ้าเขายึดไป ที่ดินปลูกบ้านก็ไปแน่ๆ แล้วเราไปนอนที่ไหน อยู่ที่ไหน”
จันทรเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตในเมือง เธอบอกว่า แม้อยู่ในเมืองจะสะดวกกว่า มีรถ มีโทรศัพท์ มีอินเทอร์เน็ต แต่ความสะดวกเหล่านั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกว่า “นี่คือบ้าน” เท่าไรนัก เพราะบ้านสำหรับเธอคือพื้นที่ที่ทำให้ใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกไล่ที่หรือถูกยึดที่ดินในวันพรุ่งนี้
“อยู่ในเมืองมันสะดวกสบายก็จริง แต่มันอึดอัด มันไม่ใช่ที่ๆ เราจะอยู่ มันอยู่ไม่ได้”
และสิ่งที่จันทรอยากได้กลับไป ไม่ใช่แค่ที่ดิน แต่คือการได้กลับไปใช้ชีวิตตามวิถีของตัวเอง ได้ทำไร่หมุนเวียน และไม่ต้องตื่นมาพร้อมกับคำถามว่า วันนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านของตัวเอง
“ไม่ต้องมาอึดอัด ไม่ต้องมาเครียด ไม่ต้องมานอนคิดว่าพรุ่งนี้เราจะโดนไล่ที่ไหม พรุ่งนี้เราจะโดนยึดที่ดินไหม เราจะโดนคดีเพิ่มไหม ขอแค่กลับบ้านที่แท้จริง เราก็มีความสุขแล้ว”
สำหรับจันทร ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่บางกลอย และไม่ได้มีแค่คนชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมือง แต่เป็นปัญหาของคนอีกมากที่กำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องที่ดินและบ้านในแบบเดียวกัน
อีกเสียงจาก จำนงค์ หนูพันธ์ ประธาน P-Move ย้ำว่า เรื่องที่พี่น้องกำลังเรียกร้องไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ทั้งหมดคือเรื่องบ้าน ที่ดิน และชุมชน ที่เป็นปัญหาที่ถูกส่งต่อกันมาหลายรัฐบาลแล้ว เพราะสำหรับคนที่อยู่กับป่ามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่ดินมีคุณค่ามากกว่าสิ่งอื่นใดเปรียบได้ว่าเป็นหัวใจของการมีชีวิตอยู่ต่อ
“เราถือว่าที่ดินคือชีวิตของพี่น้องประชาชน และที่อยู่อาศัยก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ทุกคนจะต้องมี”
เขาย้ำว่า ความหวังของพี่น้องไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ทุกคนแค่อยากมีบ้านที่อยู่ได้ มีที่ดินทำกิน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในพื้นที่ของตัวเองได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกยึดหรือถูกดำเนินคดี รวมถึงการอยู่ร่วมกับป่า เพราะคนที่อยู่กับป่ามานาน ไม่ได้ต้องการทำลายป่าที่ตัวเองพึ่งพามาทั้งชีวิต
“คนเราอยู่ตรงไหน เขาไม่มีทุบหม้อข้าวตัวเองอยู่แล้ว นี่คือการพิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่กับป่าได้ คนสามารถช่วยดูแลป่าได้”
ขณะที่ วิทวัส เทพสง กรรมการ P-Move และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายชุมชน คือจากเดิมที่เคยมีถิ่นฐานและทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ กลับต้องเจอกับกฎหมายและนโยบายที่เข้ามากระทบวิถีชีวิต สำหรับชาวเล การมีที่ดินอาจไม่ได้วัดกันแค่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่ที่ดินผูกโยงอยู่กับวิถีชีวิต จิตวิญญาณ และความสัมพันธ์กับในพื้นที่ที่สืบต่อกันมา
“บ้านก็เป็นเหมือนชีวิต ที่ดินกับทรัพยากรก็เป็นเหมือนจิตวิญญาณของพวกเราที่ต้องอยู่ควบคู่กัน”
นี่คือตัวแทนเสียงของเรื่องราวบ้านและที่ดินที่พบปัญหากันคนละแบบ แต่สิ่งที่พูดตรงกันคือพวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้มีที่ให้กลับไป มีพื้นที่ให้ทำกิน และมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว สำหรับคนที่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องของที่ดิน และบ้านไม่ใช่แค่เรื่องของบ้าน แต่คือเรื่องของชีวิตของคนๆ หนึ่ง ครอบครัวๆ หนึ่งทั้งชีวิต

#สิทธิชุมชน

ที่อยู่

Ladprao Road
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 17:30
อังคาร 09:30 - 17:30
พุธ 09:30 - 17:30
พฤหัสบดี 09:30 - 17:30
ศุกร์ 09:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6625138745

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Amnesty International Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Amnesty International Thailand:

ทางลัด

แชร์