01/01/2026
สุดยอดคนสู้ชีวิตแห่งปี 2568
สองเรื่องจริง…ของหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้
“ยายยังไหว”
เรื่องราวชีวิตที่เปี่ยมด้วยหัวใจนักสู้: คุณยายแจ๋วในวัย 80 ปี
ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ยังมีเรื่องราวของชีวิตอันแข็งแกร่งและน่าชื่นชมของบุคคลท่านหนึ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ นั่นคือ คุณยายแจ๋ว วัย 80 ปี ผู้ซึ่งตลอดชีวิตของเธอคือบทพิสูจน์ของการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดและเพื่อคนที่เธอรัก แม้ในวัยที่ควรจะได้พักผ่อน แต่คุณยายก็ยังคงต้องทำงานหนัก เพื่อประคับประคองครอบครัวที่เผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า
จากแม่ค้าข้าวแกงสู่ชีวิตบนเส้นทางแห่งความยากลำบาก
คุณยายแจ๋วเล่าว่าในอดีต เธอเคยเป็นแม่ค้าข้าวแกงที่ขยันขันแข็งในจังหวัดนครสวรรค์ ร้านของคุณยายขายดิบขายดีจนเป็นที่รู้จัก เธอขายอาหารหลากหลาย ทั้งข้าวแกง ข้าวผัด อาหารตามสั่ง ข้าวมันไก่ และข้าวหมูแดง คุณยายทำงานอย่างหนักร่วมกับสามีและลูกสาว โดยเริ่มเตรียมของตั้งแต่ตี 4 และปิดร้านดึกถึง 3 ทุ่ม รายได้เคยสูงถึงวันละหมื่นบาท ซึ่งถือว่ามากในสมัยนั้น แต่ชีวิตของนักสู้ท่านนี้กลับต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อเธอต้องเจอกับลูกจ้างที่ไม่ซื่อสัตย์ หลายครั้งที่เงินทองหายไปจนต้องเลิกจ้าง และตัดสินใจทำทุกอย่างในครอบครัวเพียงลำพัง 3 คน
หลังจากเลิกร้านข้าวแกงเมื่ออายุ 60 คุณยายผันตัวมาทำขนมทองม้วนส่งโรงเรียน ซึ่งก็ขายดีเช่นกัน แต่ก็ต้องเจอกับเจ้าของพื้นที่ที่ขึ้นค่าเช่าอย่างไม่เป็นธรรม จนคุณยายรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบและต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น นอกจากนี้ คุณยายยังเล่าถึงการลงทุนในธุรกิจคิวรถโดยสาร ซึ่งสุดท้ายก็ถูกโกงเงินลงทุนไปกว่า 700,000 บาท และยังถูกคนยืมเงินไปอีกหลายครั้งโดยไม่ได้คืน คุณยายต้องเจอการหักหลังและผู้คนที่หาผลประโยชน์จากความใจดีของเธอมาโดยตลอด แต่เธอกลับไม่เคยท้อแท้หรือคิดแค้นใคร “เวรใครทำใครทำไป” คุณยายกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปลงและปล่อยวาง
มรสุมสุขภาพและการดูแลครอบครัว
ปัจจุบันในวัย 80 ปี คุณยายแจ๋วต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพอย่างหนัก ทั้งอาการปวดเมื่อย ปวดหัวเข่า หลังค่อม เดินไม่ตรง และต้องใช้รถเข็นช่วยในการเคลื่อนที่ เธอเพิ่งล้มจนร่างกายฟกช้ำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากอาการล้มบ่อยครั้ง แต่สิ่งที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นคือการที่สามี (คุณตา) และลูกสาวของเธอได้ล้มป่วยลงพร้อมๆ กัน โดยคุณตาสุขภาพไม่ดีมาประมาณ 10 ปีแล้ว เนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้ไม่สามารถลุกเดินหรือพูดได้ และเพิ่มเสียชีวิตไปได้ไม่นานนี้ ส่วนลูกสาวก็ป่วยด้วยอาการคล้ายกัน ทำให้ทั้งสองคนต้องอยู่ในความดูแลของคุณยายอย่างใกล้ชิด คุณยายเป็นผู้ดูแลอาบน้ำและป้อนข้าวป้อนน้ำให้ทั้งสามีและลูกสาว แม้ร่างกายของเธอเองก็ไม่ไหว แต่ก็ต้องทนเพื่อดูแลคนที่เธอรัก
แม้จะมีรายได้เพียงเล็กน้อยจากการขายข้าวต้มมัดที่ทำเอง ตกวันละประมาณ 100-300 บาท ซึ่งบางครั้งก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย คุณยายก็ยังคงยืนหยัดทำต่อไป เพราะเธอเชื่อว่า “หยุดแล้วก็ไม่มีกิน” และความสุขเล็กๆ ในชีวิตก็คือการได้เห็นรอยยิ้มของคุณตาเมื่อเธอร้องเพลงให้ฟัง
หลักคิดแห่งความเข้มแข็ง: สุขภาพสำคัญกว่าเงินทอง
เมื่อถูกถามถึงแรงผลักดันและหลักคิดในการดำเนินชีวิต คุณยายแจ๋วได้ถ่ายทอดปรัชญาอันลึกซึ้งที่น่าเป็นแบบอย่าง เธอไม่เคยคิดท้อแท้หรือเสียดายกับเงินที่เสียไป เพราะเชื่อว่าหากคิดมากก็จะปวดหัว เธอเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และไม่คิดที่จะกู้หนี้ยืมสินใครตลอดชีวิต “ทำอะไรจะมีสติ ทำให้ดีดีเพื่อชีวิตไว้อย่าไปท้อแท้มันเหมือน...ทำงานดีกว่า” คุณยายเน้นย้ำถึงความขยันหมั่นเพียรและสติในการใช้ชีวิต
เรื่องราวชีวิตของคุณยายแจ๋วเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ทั้งความเจ็บป่วย การถูกโกง การสูญเสีย และภาระในการดูแลครอบครัว แต่ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง ความขยันหมั่นเพียร และการปล่อยวางที่ไม่ยึดติดกับความทุกข์ ทำให้เธอยังคงยืนหยัดและเป็นแสงสว่างแห่งความหวังให้กับทุกคนที่ได้สัมผัสเรื่องราวของเธอได้อย่างแท้จริง.
และ “ก้าวเล็กสู่ฝันที่ยิ่งใหญ่”
เรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม้จะกำพร้าและยากจนแต่เพื่อฝันจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จให้ได้ แต่ไม่ปล่อยให้สิ่งนี้มาเป็นอุปสรรค ในการสู่ฝันเป็นครูให้ได้
มิ่งขวัญ ทองมีมา หรือ น้องมิ่ง นักศึกษาครุศาสตร์ปี 2 เล่าถึงชีวิตที่เติบโตมากับคุณยายและน้องสาว หลังจากการแยกทางของพ่อแม่และแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก คุณยายมีอาชีพรับจ้าง
ชีวิตของน้องมิ่งเริ่มต้นด้วยความท้าทาย เมื่อพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เขาอยู่ในท้อง และคุณแม่ก็เสียชีวิตไปเมื่อเขาอายุเพียง 6 ขวบ ทำให้เขาเติบโตมาภายใต้การดูแลของคุณยาย ผู้เป็นทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียวกัน น้องมิ่งยังรับหน้าที่เป็นเสมือนพ่อแม่คนที่สอง คอยดูแลน้องสาวต่างบิดาที่อายุน้อยกว่า 4 ปี มาตั้งแต่ยังเล็ก
แม้สภาพความเป็นอยู่จะขาดแคลน คุณยายมีอาชีพรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า ซึ่งรายได้แทบไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ มิ่งขวัญไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดแคลน เขาเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเองและช่วยเหลือครอบครัวมาตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 5 ด้วยการเก็บขวดน้ำ กระดาษ และกล่องลังที่โรงเรียนไปขาย จากนั้นจึงขยับมาทำขนมและอาหารทำเองหลากหลายเมนู เช่น ข้าวผัดกะเพรา ข้าวหมูทอด หรือก๋วยเตี๋ยวแห้ง ไปขายให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนในราคาแค่ 5-10 บาท โดยมีคุณยายช่วยสอนและปรุงอาหาร รายได้ที่ได้มา น้องมิ่งจะนำไปฝากธนาคารโรงเรียนและช่วยจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ครอบครัวเสมอ
ความขยันและความสามารถของมิ่งขวัญ โดยเฉพาะด้านภาษาไทย ที่เขาเคยคว้ารางวัลจากการแข่งขันคัดลายมือ เขียนเรียงความ และแต่งคำขวัญ ทำให้คุณครูหลายท่านเล็งเห็นพรสวรรค์และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ครูเสริมศักดิ์ บุตรทอง” ครูประจำชั้นประถมฯ 6 คือหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้น้องมิ่งได้เรียนต่อในโรงเรียนมัธยมในตัวอำเภอ และจุดประกายความฝันที่จะเป็น "ครูภาษาไทย" ให้กับเขา
ในช่วงมัธยมศึกษา น้องมิ่งใช้เงินเก็บกว่า 20,000 บาท จากการทำงานพิเศษ ประกอบกับความช่วยเหลือจากคุณครูและผู้ปกครองเพื่อนๆ ที่ร่วมกันสมทบทุน ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันของคุณยายที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองได้สำเร็จ หลังจากที่บ้านโครงสร้างค้างคามานานกว่า 10 ปี มิ่งขวัญใช้เวลาหลายปี ค่อยๆ สร้างบ้านหลังนี้ทีละเล็กละน้อยตามกำลังของตัวเอง จนได้บ้านที่มีรั้วรอบขอบชิดในที่สุด
แม้จะต้องทำงานหนักควบคู่ไปกับการเรียน ทำให้แทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งการเรียน น้องมิ่งรักษาผลการเรียนให้อยู่ในเกณฑ์ดีเสมอ และสามารถผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามได้สำเร็จ ที่สำคัญ เขาได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายจนจบปี 4 ทำให้เขามีเวลาทุ่มเทให้กับการเรียนได้เต็มที่มากขึ้น แม้จะยังคงขายกล้วยทอดและขนมในวันหยุดเพื่อหารายได้เสริมอยู่เสมอ
น้องมิ่งเคยมีความคิดที่จะล้มเลิกการเรียนและหันไปค้าขายเต็มตัว แต่ด้วยคติประจำใจที่ว่า "30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน" และความหวังที่จะมีอนาคตที่มั่นคงเพื่อดูแลคุณยายและน้อง ทำให้เขาตัดสินใจสู้ต่อ เขาเชื่อมั่นว่าการเป็นครูจะทำให้เขามีโอกาสกลับมาช่วยเหลือเด็กๆ ที่มีพื้นเพคล้ายกับเขา และตอบแทนพระคุณของคุณครูทุกท่านที่เคยเป็นแรงผลักดันและช่วยเหลือเขามาโดยตลอด
วันนี้ “มิ่งขวัญ” ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนและเตรียมพร้อมที่จะสอบใบประกอบวิชาชีพครูและบรรจุเป็นข้าราชการครูให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้กลับมาดูแลคุณยายและน้องสาวอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ มิ่งขวัญ คือตัวอย่างของผู้ที่มีความกตัญญู ความอดทน และความมุ่งมั่น ที่สามารถเปลี่ยนความยากลำบากให้เป็นพลังขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแท้จริง
ติดตามเรื่องราวของ “ยายแจ๋ว” และ “มิ่งขวัญ”ได้
ในรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ตอน “สุดยอดคนสู้ชีวิตแห่งปี 2568”
วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 เวลา 11.30-12.00 น.
ทาง NEWS1 (กล่อง IPTV ของ NT ช่อง 64 / กล่อง AIS Play Box ช่อง 618 / กล่อง True ID ช่อง 19)
และเฟซบุ๊ก / ยูทูบ / ติ๊กต็อก : ฅนจริงใจไม่ท้อ
ต้องการช่วยเหลือครอบครัวของ ยายแจ๋ว สามารถโอนเงินไปได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี นางอุดม สามารถ เลขที่บัญชี 881-2-33-8388
ต้องการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับมิ่งขวัญสามารถโอนไปได้ที่ ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี มิ่งขวัญ ทองมีมา เลขบัญชี 637-0-542-954
#ฅนจริงใจไม่ท้อ #ยายแจ๋ว #ก้าวเล็กๆสู่ฝันอันยิ่งใหญ่