มูลนิธิเหม เวชกร

มูลนิธิเหม เวชกร มูลนิธิเหม เวชกร เพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่ผลงานศิลปกรรมของครูเหม เวชกร

มูลนิธิเหม เวชกร จัดตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้รับการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิในปี ๒๕๔๗ ชื่อว่า มูลนิธิบรมครู โดย อาจารย์ประทวน เจริญจิตร เป็นประธานกรรมการ ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนเสียชีวิตในปี ๒๕๖๓ ต่อมา ได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารใหม่ทั้งชุด และเปลี่ยนแปลงข้อบังคับโดยเปลี่ยนชื่อเป็น มูลนิธิเหม เวชกร ในปี ๒๕๖๔

มูลนิธิเหม เวชกร ดำเนินงานเพื่อการกุศลและสาธารณประโยชน์ด้านการศึกษาศิลปกรรมของครูเหม เวชกร ตามวัต

ถุประสงค์ของมูลนิธิ คือ
๑. ค้นหา รวบรวม ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบอายุ งานศิลปกรรมของครูเหม เวชกร
๒. ปกป้องและเชิดชูชื่อเสียงเกียรติคุณของครูเหม เวชกร
๓. ส่งเสริมการศึกษาและเผยแพร่เรื่องราวชีวิตและงานของครูเหม เวชกร
๔. ธำรงพระพุทธศาสนา รักษาพระธรรมวินัยตามพระไตรปิฎกเถรวาท
๕. เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามปณิธานของครูเหม เวชกร
๖. ดำเนินการหรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลหรือองค์กรสาธารณประโยชน์อื่น เพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์
๗. ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

มูลนิธิเหม เวชกร มีเป้าหมายจะจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ครูเหม เวชกร เพื่อการรวบรวมและจัดแสดงผลงานและประวัติชีวิตของครูเหม ให้เป็นแรงบันดาลใจแก่อนุชนอย่างยั่งยืนสืบไป

เสด็จสู่สวรรคาลัย..ธ สถิตอยู่ในดวงใจตราบนิรันดร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มูลนิธ...
25/10/2025

เสด็จสู่สวรรคาลัย..
ธ สถิตอยู่ในดวงใจตราบนิรันดร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มูลนิธิเหม เวชกร
๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

ภาพ...Pinterest

“ไม่เกิดประโยชน์อะไรที่จะมานั่งคิดอีกว่า ฉันจะมีชีวิตอย่างไร ถ้าฉันไม่ได้เป็นพระราชินีประเทศไทย ฉันเป็นผู้ช่วยสามีมาหลาย...
12/08/2025

“ไม่เกิดประโยชน์อะไรที่จะมานั่งคิดอีกว่า ฉันจะมีชีวิตอย่างไร ถ้าฉันไม่ได้เป็นพระราชินีประเทศไทย ฉันเป็นผู้ช่วยสามีมาหลายปีแล้ว และฉันตั้งใจแน่วแน่ ที่จะอุทิศชีวิตให้แก่งานนี้ตลอดไป ถึงแม้ว่าบางครั้งจะมีเหตุที่ทำให้ยิ้มแทบไม่ออก ก็ยังต้องฝืนยิ้มอยู่ดี เพราะประชาชนหวังจะได้เห็นจึงยิ้ม…”

พระราชดำรัสใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อครั้งที่ทรงตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๐๓

◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการมูลนิธิเหม เวชกร

◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦

ที่มา : บทความ “She is my smile”
https://www.aroundonline.com/her-majesty-queen-sirikit-the-queen-mother-birthday/

ภาพ : สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พ.ศ. ๒๔๙๘ จากหนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
https://www.aroundonline.com/her-majesty-queen-sirikit-the-queen-mother-birthday/

“.. ชาติบ้านเมืองจะมีความเจริญมั่นคงได้ ก็ด้วยนานาสถาบันอันเป็นหลักของประเทศ ตลอดจนชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความสำนึกตระหนัก...
27/07/2025

“.. ชาติบ้านเมืองจะมีความเจริญมั่นคงได้ ก็ด้วยนานาสถาบันอันเป็นหลักของประเทศ ตลอดจนชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความสำนึกตระหนักในประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วพร้อมใจกันสร้างสรรค์ประโยชน์นั้นให้บังเกิดงอกงาม ... ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุขความเจริญทุกเมื่อทั่วกัน”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒

⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘

ขออานุภาพคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ได้คุ้มครองรักษาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการมูลนิธิเหม เวชกร

◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦•◦

ที่มา : พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒
https://phralan.in.th/coronation/newsdetail.php?id=1169

ภาพ : Pinterest
https://www.pinterest.com/pin/399413060715722213/

 #วันอาสาฬหบูชา ๒๕๖๘ภาพ : ครูเหม เวชกร             วันอาสาฬหบูชาเป็นวันเกิดพระสงฆ์ คือวันที่เกิดพระสงฆ์ขึ้นครั้งแรกในโลก...
10/07/2025

#วันอาสาฬหบูชา ๒๕๖๘
ภาพ : ครูเหม เวชกร

วันอาสาฬหบูชาเป็นวันเกิดพระสงฆ์ คือวันที่เกิดพระสงฆ์ขึ้นครั้งแรกในโลก แอดมินได้เคยนำเรื่องราวเกี่ยวแก่วันอาสาฬหบูชามาโพสต์ไว้แล้วดังนี้ https://www.facebook.com/HemVejakornFoundation/posts/678271471011490

ในโอกาสวันอาสาฬหบูชา ๒๕๖๘ นี้ มูลนิธิเหม เวชกร ขอเชิญชมภาพเขียนของครูเหมที่เกี่ยวเนื่องด้วยเหตุการณ์ก่อนจะเกิดพระรัตนตรัยครบองค์สาม ซึ่งครั้งนั้น มีอุบาสกที่กล่าววาจาขอถึงซึ่งรัตนะ ๒ (เทฺววาจิกอุบาสก อ่านว่า ทเววาจิกะ-)

เมื่อพระศาสดาได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ประทับเสวยสุขแห่งการหลุดพ้นสิ้นกิเลสนั้นเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ โดยประทับในที่ต่าง ๆ เช่น สัปดาห์ที่ ๑ ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธิ์ สัปดาห์ที่ ๕ ประทับอยู่ ณ ต้นอชปาลนิโครธ อยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันออกของต้นโพธิ์ สัปดาห์ที่ ๗ ประทับอยู่ ณ ต้นราชายตนะ อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ของต้นโพธิ์..

ครั้นล่วงไป ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงต้นมุจลินท์ไปยังควงต้นราชายตนะ คือไม้เกต ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคประทับนั่งด้วยการนั่งขัดสมาธิอย่างเดียว เสวยวิมุตติสุขอยู่ ณ โคนต้นไม้เกต ตลอด ๗ วัน
ครั้งนั้น พ่อค้า ๒ คนชื่อตปุสสะและภัลลิกะ เดินทางไกลจากอุกกลชนบทมาถึงมัชฌิมประเทศ ซึ่งเป็นที่เสด็จอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขณะนั้น เทวดาผู้เคยเป็นญาติร่วมสายโลหิตของตปุสสะและภัลลิกะพ่อค้าทั้งสอง ได้บันดาลให้เกวียนทั้งหมดของพานิชทั้งสองนั้นหยุดลง ลำดับนั้น เขาทั้งสองมาใคร่ครวญดูว่า นี่เป็นเหตุอะไรกัน? จึงได้ทำพลีกรรมแก่เทวดาผู้เป็นเจ้าทางทั้งหลาย ในเวลาทำพลีกรรมนั้น เทวดานั้นก็สำแดงกายให้เห็น ได้กล่าวว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ เมื่อแรกตรัสรู้ประทับอยู่ ณ ควงต้นราชายตนะ ไม้เกต ท่านทั้งสองจงไปต้อนรับพระองค์ด้วยข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุก้อน (ข้าวตูผงและข้าวตูก้อน) ปรุงด้วยน้ำผึ้งเถิด การบูชาของท่านทั้งสองจักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน”
ตปุสสะและภัลลิกะ จึงได้ถือข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุก้อนปรุงด้วยน้ำผึ้งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร กราบทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดทรงรับข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุก้อนปรุงด้วยนำผึ้ง ซึ่งจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขสิ้นกาลนานแก่ข้าพระองค์ทั้งสองเถิด”
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า “พระตถาคตทั้งหลายไม่ทรงรับภัตตาหารด้วยพระหัตถ์เลย เราจะพึงรับข้าวตูผงและข้าวตูก้อนปรุงด้วยน้ำผึ้งอย่างไรหนอ” อันเนื่องจาก บาตรของพระองค์ที่ได้มีในเวลาทรงประกอบความเพียร ได้หายไปเมื่อคราวที่นางสุชาดามาถวายข้าวปายาส
ทันใดนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ทราบความดำริในพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยใจของตนๆ จึงนำบาตรศิลา ๔ ใบมาจาก ๔ ทิศ เข้าไปถวายแล้วทูลว่า “ขอพระองค์โปรดทรงรับข้าวตูผงและข้าวตูก้อนปรุงน้ำผึ้ง ด้วยบาตรนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า” เป็นบาตรศิลามีพรรณคล้ายถั่วเขียว ทั้ง ๔ บาตร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับทั้ง ๔ บาตรเพื่อต้องการจะรักษาความเลื่อมใสของท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น แล้วได้ทรงอธิษฐานบาตรทั้ง ๔ ให้เป็นบาตรเดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุก้อนปรุงน้ำผึ้งด้วยบาตรศิลามีค่ามากนั้นแล้วเสวย
ตปุสสะและภัลลิกะได้กราบทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมเป็นสรณะ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งสองว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตลอดชีวิต”
ตปุสสะและภัลลิกะนั้น ได้เป็นเทฺววาจิกอุบาสก(ผู้กล่าววาจาถึงรัตนะ ๒ ว่าเป็นสรณะ)เป็นพวกแรกในโลก
เมื่อนั้น เขาทั้งสองได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์จะพึงทำการอภิวาทและยืนรับใครเล่าพระเจ้าข้า? พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลูบพระเศียร พระเกศาติดพระหัตถ์ ได้ประทานพระเกศาเหล่านั้นแก่เขาทั้งสอง ด้วยตรัสว่า ท่านจงรักษาเกศาเหล่านี้ไว้
พานิชทั้งสองนั้นได้พระเกศธาตุราวกะได้อภิเษกด้วยอมตธรรม รื่นเริงยินดีนัก ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลาไป

----------------------------------------
อ้างอิง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ ฉบับมหาจุฬาฯ - มหาวรรค ภาค ๑ ราชายตนกถา
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=4&siri=4

อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธกะ ราชายตนกถา
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=4&i=6

ภาพ :
“ขณะประทับโคนไม้เกต ท้าวโลกบาลถวายบาตร์ เทวดาบอกสองพานิชให้ไปเฝ้า” ภาพที่ ๓๐ ใน ๘๐ จากชุด ภาพพระปฐมสมโพธิ์ ครูเหมเขียนภาพต้นฉบับเป็นการกุศลพุทธบูชา ไม่รับค่าจ้าง จัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์ในเครือกิมไป๊ ประเทศฮ่องกง ดำเนินงานโดยนายกมล มะลิทอง พ.ศ. ๒๕๐๔ ในนาม ศึกษานิธิวัดพระเชตุพน

“สองพานิชถวายข้าวสัตตุก้อนสัตตุผง แล้วทูลปฏิญาณตนเป็นอุบาสกคนแรกในโลก” ภาพที่ ๓๑ ใน ๘๐ จากชุด ภาพพระปฐมสมโพธิ์ ครูเหมเขียนภาพต้นฉบับเป็นการกุศลพุทธบูชา ไม่รับค่าจ้าง จัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์ในเครือกิมไป๊ ประเทศฮ่องกง ดำเนินงานโดยนายกมล มะลิทอง พ.ศ. ๒๕๐๔ ในนาม ศึกษานิธิวัดพระเชตุพน

เรียบเรียง...มูลนิธิเหม เวชกร
(๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘)

#เหม เวชกร
#เผยเเพร่ผลงานครูเหม

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ขอพระองค์ทรงพระเจริญด้วยเกล้าด้วยกร...
03/06/2025

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๘

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการมูลนิธิเหม เวชกร

❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈❈

ภาพ : Pinterest

เนื่องในโอกาส เหม เวชกร รำลึก ๑๖ เมษายน ๒๕๖๘ ครบรอบ ๕๖ ปี ที่ครูเหม เวชกร จากไป มูลนิธิเหม เวชกร ขอนำบทความ “ชีวิตและงาน...
16/04/2025

เนื่องในโอกาส เหม เวชกร รำลึก ๑๖ เมษายน ๒๕๖๘ ครบรอบ ๕๖ ปี ที่ครูเหม เวชกร จากไป มูลนิธิเหม เวชกร ขอนำบทความ “ชีวิตและงานของสิลปิน ไม้เมืองเดิม” ซึ่งครูเหม ได้เขียนขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่เพื่อนรักของท่าน คือ ครูก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา (ไม้เมืองเดิม) มาลงไว้เป็นที่ระลึกดังนี้
...

สิลปิน
กันย์ ๘๕
ปีที่ ๑ เล่ม ๓
ชีวิตและงานของสิลปิน

บันดานักเขียนทุกท่านที่ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่ว่าจะเปนชาติหนึ่งชาติได ต่างก็มีผู้จดบันทึกชีวะประวัติไว้แทบทุกท่าน สําหรับนักเขียนไทยเราก็ได้จัดทําไนทํานองนี้ไว้บ้างหลายท่าน เพื่อเปนอนุสรแด่ท่านนั้น ๆ ไนผลงานผลการส้างตน ไห้เปนการตอบแทนคุนงามความดีที่อุส่าห์ฟันฝ่าบุกขวากหนามมาด้วยความยากลำบากแต่บั้นต้นจนบั้นปลาย

หากไม่มีไครจะนึกเอาไจไส่ต่อท่านเหล่านี้ ชื่อเสียงและคุนงามความดีไนผลงานแต่หย่างเดียว ก็ต้องจมหายเช่นเดียวกับร่างกายที่มอดไหม้จมดินจมซายไปแล้ว ซึ่งน่าเสียดายยิ่งนัก ชีวิตของท่านเหล่านี้แต่ละท่านล้วนแล้วไปด้วยเหตุการน์ต่าง ๆ ไห้ดําเนินการเปนนักเขียนมาชนิดที่มีขวากหนามบ้าง ไม่มีบ้าง บางท่านก็มีแต่ด้านคุนงามความดีไนผลงานแต่หย่างเดียว บางท่านมีคุนงามความดีทั้งผลงานและผลของกําลังไจที่บุกขวากหนามชีวิตอันลุ่ม ๆ ดอน ๆ อดหยากเปนลําดับมาแต่ต้นจนจบ แต่ก็ยังมีกําลังไจส้างผลของงานมาได้ด้วยความเข้มแข็งด้วยไจอันรักงานชนิดนี้

ไนสิลปินเล่มนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเขียนชีวะประวัติของนักเขียนอีกผู้หนึ่งที่ล่วงลับไปแล้วคือ – “ไม้เมืองเมืองเดิม” (ก้าน พึ่งบุญนะอยุธยา) ก็โดยเหตุว่า ผู้อํานวยการหนังสือนี้ได้ระลึกถึงชีวิตของท่านผู้นี้จะจมหายไป จึงมอบไห้ผู้เขียนซึ่งเปนเพื่อนสนิธมาแต่เล็กแต่น้อยเปนผู้บันทึกชีวะประวัติไว้เปนอนุสร

“ไม้เมืองเดิม” (ก้าน พึ่งบุญนะอยุธยา) อายุ ๓๗ ปี เปนบุตร ม.ล ปลี และ ม.ล.หยิงแสง พึ่งบุญ ที่เกิดของก้าน พึ่งบุญ คือตำบลวัดมหรรนพาราม ถนนวัดสิริอำมาตย์ เปนบุตรคนที่ ๓ ของบิดามารดา

ท่านผู้นี้เคยรับการสึกสาคั่นสุดท้ายที่โรงเรียนมัธยมวัดราชบพิธ เคยรับราชการไนกรมบัญชาการกลางมหาดเล็กไนสมัยสมเด็ดพระมงกุตเกล้า ฯ เมื่อพ.ส. ๒๔๖๕ ออกจากราชการทำงานส่วนตัวพ.ส. ๒๔๖๙ พ้นเวลาเหล่านี้มา ๙ ปี ท่านผู้นี้จึงเริ่มอาชีพนักเขียน โดยไช้นามปากกาว่า “ไม้เมืองเดิม” เปนปลายพ.ส. ๒๔๗๘

นามปากกา “ไม้เมืองเดิม” เจ้าตัวได้คิดตั้งขึ้นหย่างแยบคาย “ไม้” ผันไปจาก “ก้าน” คือจำพวกต้นไม้กิ่งก้านสาขา “ไม้” ก็คือต้นไม้ “เมืองเดิม” นามตระกูลเจ้าตัวว่า พึ่งบุญนะอยุธยา “อยุธยา” เปนเมืองหลวงเก่าหรือเดิม จึงเปน “เมืองเดิม”

พูดถึงการดูคน คนโบรานหรือคนรุ่นนี้มักจะติดปากกันว่า เรื่องคนจะดีจะชั่วนั้นแววมันบอก ดูกันไปก็เห็นแวว สำหรับก้าน พึ่งบุญ ถ้าจะดูแววเมื่อเด็ก ก็จะพบแววว่าไม่เอาถ่าน มีท่าทีจะเกเร การสึกสาเหลวแหลก หนีโรงเรียนหย่างขนาดหนัก จนบางคราวไม่กล้าเจอหน้าครู แต่พอมาสมัยรุ่นหนุ่มแววเดิมก็เปลี่ยนไป คือเปลี่ยนเปนรักความรู้ จับหนังสืออ่านหย่างขนาดหนักอีกเช่นกัน จนเพื่อนฝูงยอมกลัว ทั้งประวัติสาตร โคลงกลอน พระราชนิพนธ์ทุกเล่ม ทางแพทย์ ทางสาสนา ฯลฯ เกือบจะว่าเปนหนังสือ เจ้าตัวเปนสมัคอ่านได้ทั้งนั้น และอ่านหย่างจิงจังแม่นยำมั่นคง ทั้งภาสาอังกริสฝรั่งเสสก็ไช้ได้ดี หนังสือที่มนุสอื่นวางทิ้งด้วยเบื่อหน่ายชืดชา ท่านผู้นี้ก็อ่านได้ พบข้อความได้แปร่งปร่าหูมักจะฟุตโน๊ตไว้ ไนตอนนี้มีแววไปทางปราชญ์ แต่เปนปราชญ์ไนเชิงค้นคิดแล้วไม่ทําอะไร จึงมีแววไปทางว่า วิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด มิไยเพื่อนฝูงจะช่วยกันเข็น เจ้าตัวก็ไม่ยอมทําอะไรนอกจากอ่านหนังสือ แม้จะยากจนค่นแค้นหย่างน่ากลัวก็ยังไจแข็งหยู่ได้

พอปลายพ.ส. ๒๔๗๘ ท่านผู้นี้เปิดฉากไหม่ จับการประพันธ์ฉายแววไห้เพื่อนดูอีก เริ่มเขียนครั้งแรก คือเรื่อง “เรือโยงเหนือ” เขียนแล้วขายไม่ได้ ผู้พิมพ์กริ่งเกรงภัยทางการค้าเพราะนามไหม่ เมื่อพูดถึงผู้พิมพ์หนังสือขาย เราท่านย่อมรู้ดีว่าเหมือนกันทั้งโลก ถ้าจะไม่มั่นไนผลกําไรท่านก็ชงักไว้ นักเขียนดีๆ ทั่วโลกพบหย่างนี้มาบ่อย ๆ น่าเห็นไจทุกท่านที่มีเลือดนักเขียน เพราะคั่นแรกจะต้องบุกหนามชนิดนี้ก่อน ที่บุกมาได้ก็หยากเรียกภาสาตลาดว่า “ด้าน” ที่สุดจึงเปนตัวเปนตนมา

พอขายเรื่องไม่ได้ เจ้าตัวแทบลบลายนักเขียนเสียแล้ว หากมานะเขียนอีกเรื่องหนึ่งคือ “ห้องเช่าเบอร์ ๑๓” พอส่งขายผู้พิมพ์_เจ้าตัวก็หงายออกมาอีก ไนครั้งหลังนี้กะเทือนไจเจ้าตัวนัก แทบจะเลิกนึกเลิกคิดเปนนักเขียน เหตุหย่างนี้บางคนก็เห็นจะหมดมานะแน่ ๆ สําหรับเจ้าตัวผู้เขียนคิดว่าเขามีเลือดนักเขียนโดยแท้ การที่ผู้พิมพ์ไม่ซื้อเรื่องของเขา จะดูกันไนแง่ว่าเรื่องไม่ดีหรือว่าเปนโดยผู้พิมพ์จะดูเรื่องไม่ถึง คะเนการข้างหน้าไม่ออกก็ได้ เจ้าตัวคงมั่นไนตัวว่าการที่ผู้พิมพ์ไม่ซื้อเรื่องนั้น คงไม่ซื้อเพราะเห็นเรื่องไม่ดี คงเปนด้วยเหตุอื่น เจ้าตัวจึงยึดมั่นเสมอว่าตัวดี ถ้าไม่คิดเช่นนี้ไหนเลยท่านผู้นี้จะได้มาเปนนักเขียนที่ลือชาได้

ต่อมาเขาก็ได้ลงมือเขียนเรื่องอีกโดยโอกาสอํานวยไห้ ครั้งนี้เขียน “ชาววัง” ไช้นามปากกาว่า “กริสนา พึ่งบุญ” เปนนามตรง ๆ “กริสนา” คือเนื้อไม้ชนิดหนึ่งนั่นเอง เรื่องนี้สมประสงค์พิมพ์ออกจําหน่าย ปรากดว่านักอ่านยังไม่ชอบไจนัก เจ้าตัวก็ชงักหาแนวไหม่ พอดีมีผู้มาตั้งเค้าเรื่องไห้แล้ววานเจ้าตัวเขียนสํานวนและฉากตามไจชอบ เรื่องนี้คือเรื่อง “คนดีสรีอยุธยา” แต่นามปากกา เจ้าตัวไช้นามปากกาเจ้าของเรื่องเดิมแทนคือ “ฮ. ไพรวัลย์” หนังสือเล่มนี้ทําความพอไจแก่นักอ่านหย่างมาก เจ้าตัวก็พบแนวเขียนอันแท้จิงของตัว จึงลงมือเขียนเรื่องไหม่ชื่อว่า “แผลเก่า” ไช้นามปากกา “ไม้เมืองเดิม” แต่เล่มนี้เปนต้นไป พอออกสู่ตลาดก็เปนนิมิตรอันดี เปนที่ชอบอกชอบไจนักอ่านยิ่งนัก

เคยมีนักเขียนเก่า ๆ บางท่านท้วงว่า เจ้าตัวไช้ภาสาอักสรสาตรผิด เขียนเปนคําพูดไป เจ้าตัวรับฟังไว้แต่ไม่ยอมเปลี่ยน คงไช้ความมุ่งหมายเดิม โดยถือว่าการจะผิดถูกภาสาอักสรนั้นเห็นจะเปนฉเพาะผู้เรียนน้อยรู้น้อย สําหรับเจ้าตัวดูหนังสือมากเรียนมาก การจะผิดหูผิดตาไปก็เพราะประสงค์ตามไจเช่นนั้น ต่อมาภาสาเขียนของเจ้าตัวที่ฝืนมานั้นกลับกลายเปนที่ชอบและแปลกหูนักอ่านเปนหย่างเอก นี่ก็เปนขวากหนามอีกเหมือนกัน เจ้าตัวเชื่อดื้อถือดีก็ชนะได้โดยมั่นคง

ชีวิตนักเขียนทุกคนนี้ จะมีเชิงเช่นตามแนวทางกันหย่างไรที่ต้องอาภัพ ผู้เขียนไม่หยากจะเดาเล่น เพราะอาดผิด จะพูดก็แต่ว่าท่านผู้นี้ก็มีชีวะประวัติถ่ายแบบนักเขียนโบรานไว้เปนพิมพ์เดียว คือการอาภัพ แม้ผลงานจะดีสักปานได ผลงานก็ไม่อํานวยไป ถึงการไห้รุ่งเรืองหย่างปวงชน การเงินมักขาด ๆ แคลน ๆ จะเอาตัวไม่รอดหยู่เสมอ ทั้งนี้เปนด้วยเจ้าตัวไจไหญ่ต่อเพื่อนฝูง ซึ่งเปนนิสสัยเดิมแต่อายุน้อย แววอันนี้เปนแววนักเลงมักน้อยไนถานะ ถือว่าความสุขนั้นหยู่ที่ความพอไจ พอไจหย่างไดได้หย่างนั้นคือเปนสิ่งสำคันของมนุสส นิสสัยอันนี้ตกทอดไปถึงภรรยาของเจ้าตัวด้วยอีกผู้หนึ่ง ว่าอะไรก็ตามตามกัน เจ้าตัวและภรรยา จึงตกถานะที่คับแค้น มีสุขกันเพียงไม่อดตาย มีนุ่งห่มพอประมาน รายได้หย่างงามที่ได้จากผลงานไช้จ่ายไปไนการบํารุงบําเรอความพอไจ

เรื่องสุรา ถ้าผู้เขียนจะว่า นักเขียนทุกคนทุกสมัยชอบสุราก็ไม่ถนัดนัก ปรากดว่าบางท่านไม่ชอบก็มี แต่ที่ท่านผู้ไดชอบคงเนื่องจากถือความพอไจเปนกดเกนท์ ตรากตรำด้วยการงานมาแล้วหย่างหนักก็หยากจะบํารุงบําเรอตนไห้สมไจสมกับความเหนื่อยยากที่ผ่านมา

“ไม้เมืองเดิม” ชอบสุราหย่างหนัก จนเกิดโรคหย่างร้ายแรง ล้มเจ็บเปนอำมพาธมือไม้สั่น แต่กําลังไจมิได้หมดไป คงเขียนเรื่องออกสู่ตลาดเสมอโดยผู้อ่านไม่รู้เลยว่าหลังฉากของเจ้าตัวเปนหย่างไร เจ็บคราวแรกเจ้าตัวพอเขียนเองได้ อาสัยไช้ผ้าพันนิ้วทุก ๆ นิ้วกันความปวดเจ็บเขียนเรื่องหย่างอดทน ร่างกายจะหย่างไรก็ตาม กําลังไจยังคงที่แกร่งกล้าคงเดิม จนมาตอนหลังโรคได้หนักถึงกับผ่ายผอม มีแต่หนังหุ้มกะดูก จะนั่งเขียนเองไม่ไหว จึงมีเพื่อนฝูงบางคนที่รักไคร่มาสมัคเขียนไห้โดยเจ้าตัวเปนผู้นอนบอกด้วยปาก แต่บางคราวผู้เขียนแทนมาไม่ได้ด้วยติดธุระ ภรรยาเจ้าตัวก็เปนผู้เขียน

ทั้ง ๆ ที่นอนแบบหย่างนั้น เจ้าตัวต้องดื่มสุราเปนยาหล่อเลี้ยงโรค ด้วยว่าโลหิตไนกายจะหยุดสูบฉีดหยู่แล้ว หากไช้สุราพอเปนกำลังสูบฉีดเลี้ยงประสาท เจ้าตัวจึงสามาถดำเนินงานได้เรื่อย ๆ มา ซึ่งผู้อ่านทั้งหลายหาซาบไม่ว่า ทุก ๆ คําทุก ๆ เรื่อง ของเขานั้นได้กลั่นกรองออกมาจากคนพิการที่คล้ายซากสพ

ไนยุคสงคราม มีการพรางไฟ ผู้เขียนไปเยี่ยมรู้สึกตื้นตัน ร่างแห้ง ๆ นอนหยู่กับที่นอน พูดพล่อย ๆ ด้วยสำนวนดุเดือดตามเค้าเรื่องของเขาที่เคยอ่านเสมอ ๆ นั้น คงพล่อย ๆ ไห้ภรรยาเขียนหยู่ข้างดวงไฟที่พรางมืดทึบ สมบัติข้างตัวที่รุงรังนั้นก็เปนสมบัติของกระยาจก ผู้เขียนบูชานักหนาว่าท่านผู้นี้มีกำลังไจเหนือมนุสอื่น เพราะทุกสิ่งทุกหย่างที่ห้อมล้อมไม่น่าจะเยียวยาไห้มีกําลังไจเลย แต่เขาก็ส้างผลงานได้หย่างปลาด

ผู้เขียนเยี่ยมการไข้ของเขาครั้งสุดท้ายคือคืนที่ถูกโจมตีทางอากาส ไปเยี่ยมตอนหัวค่ำ ตอนดึกก็ถูกบอมบ์ เจ้าตัวมิได้ขยับขยายหนีหรือย้ายไปไหนเลย คงทํางานหยู่เช่นนั้นกับภรรยาคู่ยากจนถึงวันสิ้นลมลงบนที่นอนผืนที่เคยนอนทํางานมาตั้งแต่ล้มเจ็บ ภาพนี้ติดตาผู้เขียนยิ่งนัก จึงได้สเก็ตมาสู่กันดูทั่ว ๆ กัน เปนภาพที่เจ้าตัวกําลังนอนบอกเรื่องแก่ภรรยาบนที่นอนผืนที่สิ้นชีวิต กับสมบัติข้าง ๆ ตัวของเขาคือทั้งหมดที่มีหยู่ พร้อมด้วยไนเงามืดทางเบื้องหลังเขา คือบุตรีน้อยอายุ ๑๒ ปีนอนหลับหยู่ไกล้ ๆ

เหม เวชกร
...

หมายเหตุ...คำสะกดคงไว้ตามต้นฉบับ

ที่มา...วารสารสิลปิน ปีที่ ๑ เล่ม ๓ ออกกันยายน พ.ส. ๒๔๘๕

ภาพ...เหม เวชกร (ชื่อภาพ “งาน กับ มรึตยู”)

เรียบเรียง...มูลนิธิเหม เวชกร
๑๖ เมษายน ๒๕๖๘

มีผู้สนใจถามไถ่ในข้อความเพจมูลนิธิ และในเพจอื่น เรื่องหนังสือนิยายผีครูเหม ต้องขอขอบคุณผู้สนใจ ล่าสุดมูลนิธิได้ชี้แจงให้...
04/04/2025

มีผู้สนใจถามไถ่ในข้อความเพจมูลนิธิ และในเพจอื่น เรื่องหนังสือนิยายผีครูเหม ต้องขอขอบคุณผู้สนใจ ล่าสุดมูลนิธิได้ชี้แจงให้ผู้ที่สนใจถามมาในข้อความดังนี้..

อยู่ในขั้นตอน เตรียมต้นฉบับ โดยมูลนิธิ ยังไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน แต่หนังสือชุดนิยายผีมี 5 เล่ม คาดว่าต้นฉบับเล่มแรก (วิญญาณที่เร่ร่อน) น่าจะส่งให้สำนักพิมพ์ภายในเดือนพฤษภาคม เล่มที่ 2-5 จะส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ภายใน 6 เดือนหลังจากเล่มแรก สรุปว่า ต้นฉบับเนื้อเรื่องครบ 5 เล่มจะส่งให้สำนักพิมพ์ ภายในเดือน พฤศจิกายน 68 เพื่อไปเตรียมรูปเล่ม ระยะเวลาจะไม่เกินจากนี้ ซึ่งหากทางมูลนิธิได้รับการสนับสนุนตามแผน ก็อาจจะปิดต้นฉบับได้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่เร็วขึ้นกว่า 2 เดือน (ภายในเดือนกันยายน)

หลังจากนั้นเข้าสู่กระบวนการจัดพิมพ์ คาดว่าจะใช้เวลา 3-5 เดือน ขึ้นกับแผนงาน ทรัพยากร และวัตถุดิบของโรงพิมพ์ ที่อาจต้องปรับแผนไปตามสถานการณ์ด้วย ซึ่งสำนักพิมพ์จะควบคุมการผลิตอย่างใกล้ชิด โดยมูลนิธิจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ตามแผนงานนี้ หนังสือน่าจะเปิดให้สั่งจอง โดยมีหนังสือต้นแบบ (mock up) ในการแถลงเปิดตัว ก่อนงานสัปดาห์หนังสือ 2569

ทางมูลนิธิโดยแอดมินเพจ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมูลนิธิอยู่ด้วย ได้พยายามผลักดันอย่างเต็มกำลังแล้ว แต่ความล่าช้าเกิดจากผู้ตรวจต้นฉบับของมูลนิธิ ที่ดำเนินงานล่าช้า เนื่องจากปัญหาซับซ้อนบางประการ จึงทำให้แผนงานผิดเวลาไปนานนับปี อย่างไรก็ตาม แอดมินได้พยายามเร่งรัดงานอยู่เสมอ และจะผลักดันให้ต้นฉบับแล้วเสร็จให้ทันตามกำหนดดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ขอขอบคุณที่ท่านสนใจผลงานของครูเหม ผู้ดำเนินงานจะพยายามทำให้สำเร็จทันเวลาดังกล่าว

มูลนิธิเหม เวชกร..

อย่างไรก็ดี แอดมินเพจได้ทำหน้าที่ติดตามให้อยู่ตลอดมา และเชื่อมั่นว่ามูลนิธิมีเจตนาที่ดี ที่จะดำเนินการผลักดันให้นิยายผีครูเหมได้ออกสู่สาธารณชนอย่างสมบูรณ์ สมกับที่ทุกคนรอคอย จึงอาจใช้เวลานานในการดำเนินการ จนมีผู้ให้ความเห็นไปในทางที่อาจเสียหายกับมูลนิธิ อย่างไรก็ดี การส่งกำลังใจและแรงสนับสนุน น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่ควร มากกว่าการวิพากษ์ เพื่อช่วยกันผลักดันให้ชื่อของ เหม เวชกร เป็นที่จดจำตลอดไป...🙏

ภาพจากหนังสือนิยายผี...(ใครอยู่ในอากาศ) ชีวิตคุณย่า
https://www.facebook.com/HemVejakornFoundation/posts/4792198304166164/
..แอดมิน

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิเหม เวชกรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์