09/09/2026
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 คุณเสาวนีย์ คำแฝง ผู้อำนวยการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และคุณกรวิชญ์ ทุมมานนท์ เจ้าหน้าที่สมาคมฯ ได้เข้าร่วมการประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน ในประเด็นการเปิดตลาดสินค้า ภายใต้การเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน–อินเดีย (AITIGA) และโครงการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดโดยการยกเลิกภาษีนำเข้าและโควตา (DFQF) ผ่านระบบ Zoom Meeting จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง สรุปดังนี้
1. การเปิดตลาดสินค้าภายใต้ AITIGA
ฝ่ายไทยแจ้งรายการสินค้าที่ต้องการเรียกร้องให้อินเดียเปิดตลาดเพิ่มเติม สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารแช่เยือกแข็ง ได้แก่ กุ้งแปรรูป สินค้าประมงและอาหารทะเลแปรรูป
โดยที่ประชุมให้ข้อมูลว่า สินค้าที่มีโอกาสเข้าสู่ตลาดอินเดียควรเป็นสินค้ากุ้งแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูป ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคสมัยใหม่ มากกว่าการส่งออกสินค้าขั้นต้น
สำหรับฝ่ายอินเดีย ได้เรียกร้องให้ไทยพิจารณาเปิดตลาดสินค้าประมงเพิ่มเติมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยและอินเดียยังไม่ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอการเปิดตลาดอย่างเป็นทางการ รายการสินค้าที่นำเสนอในครั้งนี้จึงเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นสำหรับประกอบการเจรจา และยังไม่ถือเป็นข้อผูกพันหรือข้อสรุปสุดท้าย
ทั้งนี้ การพิจารณาเปิดตลาดควรดำเนินการบนหลักต่างตอบแทน และพิจารณาเป็นรายสินค้า โดยคำนึงถึงโอกาสในการส่งออกกุ้งแปรรูปและอาหารทะเลแปรรูปของไทย ควบคู่กับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ผลิตและอุตสาหกรรมภายในประเทศ หากไทยเปิดตลาดสินค้าประมงให้แก่อินเดียเพิ่มเติม
2. โครงการ DFQF ของไทย
โครงการ DFQF เป็นโครงการให้สิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าและโควตาแก่สินค้าจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยโครงการระยะที่ 2 ของไทยเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2569
รายการสินค้าที่ได้รับความเห็นชอบภายใต้โครงการมีจำนวน 7,187 รายการ ตามระบบ HS 2017 หรือจำนวน 7,535 รายการ ตามระบบ HS 2022 แบ่งเป็นสินค้าเกษตรจำนวน 1,371 รายการ และสินค้าอุตสาหกรรมจำนวน 5,816 รายการ
สำหรับสินค้าสัตว์น้ำ พบตัวอย่างสินค้าที่อยู่ภายใต้โครงการ ได้แก่ ล็อบสเตอร์ ปู และหอยนางรม
สินค้าดังกล่าวอยู่ในกลุ่มพิกัดสินค้าที่มีอัตราภาษีปกติ MFN ปี 2569 ระหว่าง 11–20% โดยกลุ่มนี้มีจำนวนรวม 444 พิกัด คิดเป็นสัดส่วน 5.9% ของรายการสินค้าภายใต้โครงการทั้งหมด
การให้สิทธิ DFQF อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยช่วยลดต้นทุนด้านภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม อาจส่งผลให้สินค้านำเข้ามีความได้เปรียบด้านราคามากขึ้น และเพิ่มการแข่งขันกับสินค้าหรือผู้ผลิตภายในประเทศ จึงควรตรวจสอบรายละเอียดระดับพิกัดศุลกากร แหล่งนำเข้า ปริมาณการค้า และความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบของโรงงานแปรรูป ก่อนกำหนดท่าทีต่อรายการสินค้า
นอกจากนี้ ที่ประชุมแจ้งว่า กฎถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้โครงการกำหนดเกณฑ์มูลค่าการผลิตในภูมิภาคไม่น้อยกว่า 50% (RVC 50%) และเกณฑ์สินค้าที่ผลิตหรือได้มาทั้งหมดในประเทศผู้รับสิทธิ (Wholly Obtained) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขอใช้สิทธิสำหรับสินค้า