สำนักปู่สวรรค์ (Samnak Poosawan)

"..สภาพการณ์เช่นนี้จะดูง่ายๆ ว่ามนุษย์นี้ตัวโลภ ตัวหลงเข้าไปขนาดไหนจนเรียกว่าอยาก อยาก อยาก อยากจนสภาวะแห่งอารมณ์วาระสุด...
05/09/2026

"..สภาพการณ์เช่นนี้จะดูง่ายๆ ว่ามนุษย์นี้ตัวโลภ ตัวหลงเข้าไปขนาดไหนจนเรียกว่าอยาก อยาก อยาก อยากจนสภาวะแห่งอารมณ์วาระสุดท้ายคือการตาย นั่นแหละถึงจะรู้จักคำว่า “อิ่ม” ในโลกมนุษย์ ทุกวันนี้มนุษย์ไม่คิดไม่คิดถึงสภาพการณ์ว่าสิ่งที่เราโลภเข้ามา สิ่งที่เราหลงเข้ามา สิ่งที่เราโกยเข้ามานั้น คือเราพยายามสร้างความทุกข์ในกาย เพราะสภาพการณ์เราอยากโน่นอยากนี่ มันเป็นอุปาทานแห่งสภาวะของความทุกข์สภาพการณ์อันนี้แหล่เขาเรียกว่าทุกข์นั้นอยู่ที่กายพร้อมกับใจ.."...............................โอวาทสมเด็จโต
http://poosawan.org/index.php/2013-07-28-12-39-21/291-2025-07-22-12-38-36

"..การอยู่เป็นคนมีลมหายใจเข้าออกอยู่มีอายตนะทั้งห้าอยู่ เรียกว่ามีขันธ์ห้าพร้อมนั้น ทุกวันมีแต่ตัวโลภะขึ้น โลภะลงโทสะขึ้...
03/09/2026

"..การอยู่เป็นคนมีลมหายใจเข้าออกอยู่มีอายตนะทั้งห้าอยู่ เรียกว่ามีขันธ์ห้าพร้อมนั้น ทุกวันมีแต่ตัวโลภะขึ้น โลภะลงโทสะขึ้น โทสะลงโมหะขึ้น สับเปลี่ยนกัน สภาวะสามตัวนี้ก็สู้กันไม่ไหว สามตัวนี้เขาเรียกว่าพญามารในกายในกายเป็นผู้ที่เราจะต้องรบชนะก่อนเมื่อเป็นคนรบชนะพญามารในกายไม่ได้ จะไปชนะศัตรูได้ยังไงเพราะสภาพการณ์แล้วผู้ที่จะสอนคนอื่นจะต้องสอนตนก่อนปฏิบัติตนได้แล้วจึงจะรู้ว่าการเป็นตน และการเป็นคนนั้นเป็นอย่างไร เมื่อสอนตนไม่ได้แล้วจะไปสอนคนได้อย่างไร..".............................................
โอวาทสมเด็จโต
www.poosawan.org

"..ทุก ๆ คนต่อสู้อยู่ในสังคมมนุษย์เพื่ออะไรเพื่อความสุขใช่ไหม แต่ถ้าท่านหันเข้ามาสู่คำว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นคืออะไร ส...
01/09/2026

"..ทุก ๆ คนต่อสู้อยู่ในสังคมมนุษย์เพื่ออะไรเพื่อความสุขใช่ไหม แต่ถ้าท่านหันเข้ามาสู่คำว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นคืออะไร สุขที่แท้จริงก็คือนามธรรม คือใจที่ทุกคนทุกวันนี้เข้าใจ มนุษย์ประสบความทุกข์เพราะไม่เข้าซึ้งถึงจุดสุดยอดแห่งนามธรรมคือ “ละ” การไม่เข้าซึ้งถึงความเป็นอยู่ของตัวเองว่าต้องการอะไร จึงได้เกิดความทุกข์ทุกหย่อมหญ้า...."........................................
โอวาทหลวงปู่
http://poosawan.org/index.php/2013-07-28-13-34-42/264-2024-05-05-14-33-25

"..ทีนี้มนุษย์บางจำพวกที่หลงในเกียรติจนลืมตน ถือว่าตนเป็นผู้มีอำนาจ คิดว่าจะไม่ตาย เมื่อคิดว่าตัวไม่ตายก็เกิดอัตตาทิฐิใน...
29/08/2026

"..ทีนี้มนุษย์บางจำพวกที่หลงในเกียรติจนลืมตน ถือว่าตนเป็นผู้มีอำนาจ คิดว่าจะไม่ตาย เมื่อคิดว่าตัวไม่ตายก็เกิดอัตตาทิฐิในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสวนรวมก็เกิดกรรมวิบากขนาดหนักขึ้นกับมนุษย์ผู้นั้น เมื่อถึงวาระถึงคราวดวงตกก็อยู่ในอกุศลวิบาก เกิดความทุกข์มากขึ้น ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนไว้ว่า ทุกอย่างในโลกนี้เป็นอนิจจัง อนัตตา ถ้าท่านจะมีความสุขที่สุดท่านต้องพยายามเป็นผู้ที่ไม่มีเกียรติ ไม่ยึดเกียรติ และไม่หลงเกียรติ เพราะสิ่งที่เป็นความสุขอันแท้จริงนั้นคือ “นามธรรม” แต่มนุษย์ไม่พยายามคิดค้นในด้านนามธรรม มนุษย์คิดหลงอยู่ในด้านวัตถุธรรม จึงเกิดความประมาท เมื่อเกิดความประมาทขึ้น สิ่งที่ท่านคิดว่าจะเป็นไปไม่ได้ก็จะเป็นไปได้..".....................................
โอวาทหลวงปู่
#สำนักปู่สวรรค์ #หลวงปู่ทวด #สมเด็จโต
www.poosawan.org

26/08/2026

อาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ในยุคบุกเบิกหุบผาสวรรค์ ได้รับฉายา "นักบุญ นักบู๊" การต่อสู่เพื่อให้เกิดความสงบและสันติในดินแดนนักสู้ในยุคปี 2513 เพื่อพิทักษ์ดินแดนแห่งการทอแสงของพระพุทธศาสนา และก่อเกิดหุบผาสวรรค์ฯ ในเวลาต่อมา ต้องต่อสู้กับความยากลำบากอันมหาศาล เช่น ดินแดนที่เป็นป่ารกชัฎ มีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้าย ชุกชุมไปด้วยสัตว์ร้าย และโจร https://arwsbc.org/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c/

"..ทีนี้ในสภาวการณ์แห่งการที่ใจนี้น่ะ ใจนั้นไม่มีตัวตน แต่ใจอยู่ในจิตแห่งอารมณ์เป็นภาวการณ์ของการประชุมพร้อมของธาตุทั้ง ...
24/08/2026

"..ทีนี้ในสภาวการณ์แห่งการที่ใจนี้น่ะ ใจนั้นไม่มีตัวตน แต่ใจอยู่ในจิตแห่งอารมณ์เป็นภาวการณ์ของการประชุมพร้อมของธาตุทั้ง ๔ แห่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ พร้อมกับวิญญาณที่อยู่ในใจ โดยสภาวะที่แทรกอยู่ในกายเนื้อนี้ ทีนี้สภาพการณ์ในเรื่องของโรคภายนอกนี้ โรคบางอย่างเขาเรียกว่าโรคแห่งความอุปาทานนี้ เป็นโรคที่รักษายาก คือตัวเราจะต้องถอนอุปาทานในการเจ็บปวด เพราะอาการนี้เกี่ยวกับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางคนนี่เป็นอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เรียกว่าตั้งอุปาทานให้มันเจ็บมากเข้า มันก็เจ็บกันใหญ่ เขาเรียกว่ากำลังใจไม่มี สภาวการณ์แห่งการกำลังใจไม่มีนี่แหล่จึงทำให้สังขารเรานี้เกิดความเจ็บปวด อ่อนแอต่อเชื้อโรคที่อยู่ในนภากาศ.."......................................................
#สมเด็จโต
http://poosawan.org/index.php/2013-07-28-12-39-21/307-2026-08-15-03-56-55

คนตายแล้วอายุจะลดหรือเพิ่มการแสดงธรรมเทศนาของหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษีวันศุกร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๔(คัด...
22/08/2026

คนตายแล้วอายุจะลดหรือเพิ่ม
การแสดงธรรมเทศนาของ
หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี
วันศุกร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๔
(คัดจากหนังสือประสบการณ์วิญญาณ เล่ม ๖ รวบรวมโดย ศจ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล)

เลขาธิการ
ผมมีความสงสัยเรื่องเกี่ยวกับนรกสวรรค์สามสิบสามชั้นที่หลวงพ่อจะเขียนครับ ผมก็บันทึกอะไรบ้างพอสมควร ทีนี้คน มนุษย์เมื่อตายตอนอายุ ๘๐ กับคนตายเมื่อตายอายุ ๑๐ ขวบนี่ เวลาที่ตายกลับไปเป็นวิญญาณแล้วนี่มันอายุเท่าไรครับ

หลวงพ่อสมเด็จฯ
คือสภาพของกายเนื้อกับสภาพของชีวิตหลังตายนั้นต้องเข้าใจว่า ชีวิตในภาวะแห่งการเป็นโอปปาติกะหรือการไปสู่ในโลกทิพย์นั้น ลดหลั่นกันไปตามวาระวิบากกรรม เช่นคนที่ป่วยขนาดหนักเมื่อเขาตายใหม่ ๆ นั้น เขารู้สึกว่าร่างกายเบาหวิว รู้สึกว่าทำไมเดินเหินสบาย ทำไมจึงไม่มีการเจ็บปวด อันนั้นวิญญาณแห่งทิพย์นั้นได้ถอดออกจากกายเนื้อไป ฉะนั้นผู้ที่ตายอายุ ๘๐ ไปสู่ในสภาพของวิญญาณแล้ว จะอยู่ในสภาวะนับแบบชีวิตมนุษย์ก็ราว ๆ ๕๐ เท่านั้น ฉะนั้นลดหลั่นกันไม่มากนัก แต่ว่าในด้านสุขภาพกายทิพย์กับกายเนื้อแยกกันได้ ภาวะแห่งกายทิพย์กับกายเนื้อนั้นเมื่อแยกออกแล้ว กายทิพย์จะเบาหวิว เรียกว่าเบาสบาย เท่ากับอายุแห่งการเป็นมนุษย์ต่างกัน นับเป็นโลกมนุษย์ไม่ว่าจะตายอายุเท่าไร บวก ลบ คูณ หาร ๓๐ เป็นจุดคูณ พอจะเข้าใจไหม

เลขาธิการ
เด็กสิบขวบที่ตายละครับ จะเป็นอย่างไรบ้างครับ

หลวงพ่อสมเด็จฯ
เด็กสิบขวบกลับไปเขาอาจจะคืนเป็นไปสู่สภาพวิญญาณเดิม ต้องดูวิญญาณเดิมเขาอายุเท่าไร แล้วถ้าวิญญาณที่เขาตายนี่ เขาตายอย่างไม่ถึงอายุขัย สภาพวิญญาณเดิมของเขาเป็น ๘๐ เขาอาจจะมาเกิดเป็นเด็ก มันก็ต้องคืบคลานตามภาวะปัจจุบันขึ้นมา มันถูกการปรุงแต่งของธรรมชาติที่เป็นเด็ก

เลขาธิการ
ผมรู้สึกจำได้คลับคล้ายคลับคลาที่บาทหลวงเขียนเอาไว้ในโลกทิพย์นะครับ เขาบอกว่าคนแก่ตายไปแล้ว เขาอายุน้อยไปเรื่อยจนกระทั่งเป็นหนุ่ม ส่วนเด็กตายจะอายุมากขึ้นจนกระทั่งเป็นหนุ่ม แล้วจบที่เป็นหนุ่มสาว อันนี้จะเท็จจริงอย่างไรครับผม

หลวงพ่อสมเด็จฯ
นี่มันพวกชั้นจาตุมหาราชิกา คือพวกที่ยังมีกายหยาบ ไม่ใช่ว่าตายแล้วเป็นหนุ่ม คือ มันสภาพกายหยาบนี่เบาหวิว ทีนี้การที่บำเพ็ญให้หนุ่มนี่หมายความว่า ถ้าอำนาจฌานญาณยิ่งสูง ที่เขาเรียกว่าทิพย์อำนาจสูง ทิพย์อำนาจนี้ก็ทำให้สังขารนี้เป็นชีวิตแห่งความนิรันดรที่ศาสนาคริสต์ว่า ชีวิตที่แนบนิ่งติดกับพระเจ้าย่อมอยู่ชั่วนิรันดร หมายความว่าจิตวิญญาณผู้นั้นตายจากโลกมนุษย์แล้ว สามารถที่จะบำเพ็ญให้จิตวิญญาณสูงขึ้น ให้พ้นจากกฎสังสารวัฏได้ด้วยการเข้าถึงฌานญาณ และบำเพ็ญเป็นพระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันต์ เป็นต้น ทิพย์อำนาจพวกนี้ในโลกทิพย์เขาบำเพ็ญกันได้ อันนี้ก็หมายความว่าเราต้องให้แบ่งในชนชั้นเป็นหลัก หรือแบ่งตามกรรมวิบากของวิญญาณที่ตายจากโลกมนุษย์ว่าอยู่ในภาวะไหน ถ้าเขาเป็นผู้ที่สร้างกุศลมากหรือว่าผู้ที่บำเพ็ญฌานญาณมาก เขาจะพ้นจากการเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาไปได้ เช่นไปเป็นพรหม เป็นต้น เป็นพรหมนี่เขาเรียกว่าบำเพ็ญกายแห่งอมตะของกายทิพย์ ภาวะแห่งการบำเพ็ญกายแห่งอมตะของกายทิพย์นี้ไปเรื่อย ๆ จะไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นการเสวยอายุขัย
อย่างเช่น ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ ท่านสิ้นจากโลกมนุษย์เมื่ออายุ ๒๓ ปี ๖ เดือน เท่านั้น ชีวิตของท่านซึ่งตั้งแต่พุทธกาลมาถึงปัจจุบันนี้ก็สองพันกว่าปี ถ้าเรานับอายุอย่างโลกมนุษย์เวลานี้ท่านก็ต้องแก่หง่อม แต่ว่าท่านยังสง่าผ่าเผยสบายมาก เพราะฉะนั้นอันนี้เขาเรียกว่าอยู่ที่กระแสแห่งทิพย์อำนาจจิตในจิต ญาณในญาณ วิญญาณในวิญญาณมีพลังแห่งความสะสมขนาดไหน ฉะนั้นผู้ที่สู่การเป็นพรหมแล้วจะเป็นวิญญาณที่เรียกว่าอมตะ และก็อยู่ที่เรียกว่าอารมณ์แห่งการทิ้งขันธ์ในขณะนั้น
อย่างอาตมภาพนี้ทิ้งขันธ์เมื่ออายุ ๘๐ กว่า ก็ยังใช้อารมณ์นั้นมาแบบ ๘๐ กว่า แล้วก็อยู่อย่างนี้เรื่อย แต่ถ้าจะปรุงแต่งให้เป็นหนุ่มขึ้นมาก็ปรุงแต่งได้ แต่ไม่เอาเพราะว่าอาตมาไม่ติดในรูปแห่งอนิจจัง..........................
www.poosawan.org
#สมเด็จโต #สำนักปู่สวรรค์

อย่าลืมรักษาไข้ใจการแสดงธรรมเทศนาของหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษีวันอาทิตย์ที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๕(คัดจากหนัง...
18/08/2026

อย่าลืมรักษาไข้ใจ
การแสดงธรรมเทศนาของ
หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี
วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๕
(คัดจากหนังสือประสบการณ์วิญญาณ เล่ม ๖ รวบรวมโดย ศจ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล)

หลวงพ่อสมเด็จฯ

สาธุชนพุทธบริษัทที่มาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มารักษาโรค แล้วก็อยู่จนวาระในการที่จะฟังธรรมจากอาตมา ซึ่งบางคนก็ตั้งแง่สงสัยว่าเพราะเหตุใดอาตมาจึงไม่มาเทศน์ก่อน แล้วถึงจะให้หลวงปู่ทวดมารักษาโรคนั้น คือภาวะในการที่อาตมาไม่มาเทศน์ก่อนนั้น ก็เพราะว่ามนุษย์เรานี้ต้องรักษากายเนื้อจากการเจ็บปวดแห่งโรคภัยไข้เจ็บ ในที่สมมติเรียกว่าสังขารนี้ให้หายก่อน แล้วค่อยมารักษาทางใจ ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาทางใจนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่อาตมาจะต้องมาอรรถาธิบายหลังจากรักษาทางกาย ซึ่งถ้าท่านได้อ่านในประวัติย่อของสำนักปู่สวรรค์ ก็ย่อมที่จะได้ยินการระบุว่า สำนักฯรักษากายและใจ โดยเฉพาะหลวงปู่ทวดมารักษากาย
ทีนี้ในสภาวการณ์แห่งการที่ใจนี้น่ะ ใจนั้นไม่มีตัวตน แต่ใจอยู่ในจิตแห่งอารมณ์เป็นภาวการณ์ของการประชุมพร้อมของธาตุทั้ง ๔ แห่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ พร้อมกับวิญญาณที่อยู่ในใจ โดยสภาวะที่แทรกอยู่ในกายเนื้อนี้ ทีนี้สภาพการณ์ในเรื่องของโรคภายนอกนี้ โรคบางอย่างเขาเรียกว่าโรคแห่งความอุปาทานนี้ เป็นโรคที่รักษายาก คือตัวเราจะต้องถอนอุปาทานในการเจ็บปวด เพราะอาการนี้เกี่ยวกับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางคนนี่เป็นอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เรียกว่าตั้งอุปาทานให้มันเจ็บมากเข้า มันก็เจ็บกันใหญ่ เขาเรียกว่ากำลังใจไม่มี สภาวการณ์แห่งการกำลังใจไม่มีนี่แหล่จึงทำให้สังขารเรานี้เกิดความเจ็บปวด อ่อนแอต่อเชื้อโรคที่อยู่ในนภากาศ
ทีนี้ภาวะทั้งหลาย ท่านที่รับการรักษากายท่านก็ต้องรักษาใจไปด้วย ในสภาพการณ์แห่งการรักษาใจนี้เป็นเรื่องใหญ่ก็เรียกว่า ท่านจะต้องมีการตั้งสัจจะบารมี ซึ่งในอาทิตย์นี้ก็เป็นอาทิตย์สุดท้ายแห่งการที่เรียกว่า อีกสองวันก็จะเข้าพรรษาแล้ว สภาวการณ์แห่งการเข้าพรรษาในสามเดือนนี้แหล่ บางคนที่เรียกว่าติดในสิ่งที่ผิด คือ หรือผิดอะไรก็แล้วแต่ อย่างเช่นติดหมาก ติดพลู ติดเหล้า ติดบุหรี่ทั้งหลาย ท่านที่มารับการรักษาโรคอยู่นี้ ถ้าท่านรักษาในการถือศีล ๘ อธิษฐานตั้งสัจจะบารมีในการที่จะรักษาทั้งใจและกายให้หลุดพ้น โดยการตั้งสัจจะอธิษฐานแห่งการเข้าสมาธิ หรือว่าถือศีลในข้อใดข้อหนึ่ง ที่เกี่ยวกับในการเข้าพรรษานี้ ก็จะเป็นการที่จะช่วยให้ท่านพ้นจากทุกข์ภัย แล้วก็ควรสร้างกุศลด้วย ซึ่งการสร้างกุศลนี้ไม่ใช่ว่าท่านทำบุญธรรมดาเท่านั้น ท่านจะต้องสร้างกุศลด้วยจิตและใจบริสุทธิ์ แล้วสร้างด้วยความแน่วแน่แห่งความมีสัจจะบารมีย่อมได้กุศล และสิ่งที่ท่านสร้างในภาวนาจิตนี้เขาเรียกว่าภาวนากุศลคือ ภาวนามัยนี้ตามพุทธศาสนาเรานี้แบ่งเป็นขั้น ในเรื่องจิตวิญญาณนี้เป็นเรื่องละเอียด เรื่องที่จะไปสู่พรหมโลกนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ทีนี้ในสภาวการณ์ที่ท่านเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ยังต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพในสัมมาอาชีวะนี้ สมมติว่า เมื่อกลางวันเราต้องทำมาหากิน แล้วเราได้กลับบ้านในกลางคืนเรียกว่าดึกดื่นบ่อย ๆ เราก็อาจจะสร้างสัจจาธิษฐานว่า ตลอดเข้าพรรษานี้ก่อนพระอาทิตย์ตกดินเราก็อยากจะกลับบ้าน นี่ก็เป็นการสร้างสัจจะในทางดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเป็นอยู่ ครองชีวิตแบบฆราวาส หรือครองแบบการครองเรือน ซึ่งถ้าท่านอยู่ข้างนอกดึกดื่น อยู่โดยเรียกว่าทางบ้านรู้เรื่อง ไม่ได้ไปเหลวไหล โดยท่านบอกว่ามาสำนักปู่สวรรค์ เขาก็รู้ว่ามาในทางที่ดี เขาจะไม่ห่วงใย แต่ถ้าอยู่โดยทางบ้านไม่รู้เรื่อง เรียกว่าผัวก็คิดไปในทางจินตนาการในทางไม่ดี เมียก็คิดในทางจินตนาการเรื่องผัวไม่ดี เพราะว่าเรื่องผัวเรื่องเมียนี้น่ะ เขาเรียกว่าอยู่ด้วยความมีซื่อสัตย์ สัจจะต่อกัน มันจึงอยู่ด้วยกันได้ ถ้าอยู่ด้วยความระแวงกันในครอบครัวนั้นก็ไม่มีความสุข
ทีนี้สำหรับพวกที่เรียกว่าเป็นกุลบุตร กุลธิดานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะนี้ สังคมนี้ เป็นสังคมกลียุค สังคมเหล่าอสุรกายแย่งกันครองเมือง สังคมแห่งการที่คนไม่มีจิตยึดมั่นศีลธรรม ท่านเป็นกุลบุตรกุลธิดาก็ควรที่จะกลับบ้านให้เช้า ๆ เรียกว่าดีทีเดียว จะทำให้ทางครอบครัวไม่เป็นห่วงในสภาวะลูกจะไปทางชั่ว ในการที่จะไปเรื่องว่า กินเหล้า เมายา เต้นรำ เข้าสังคมจิปาถะนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เสียพลังในกายเนื้อ แล้วก็จะทำให้ท่านเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น ฉะนั้นในการเทศน์ของอาตมาในวันนี้ก็ไม่มีอะไรจะเทศน์มาก นอกจากมีคติให้ท่านว่า เมื่อถึงวาระแห่งการเข้าพรรษานี้เป็นการตั้งสัจจะบารมีของเหล่าภิกษุสงฆ์ที่บวชตนเป็นสาวกตถาคต คือเป็นผู้ที่จะสืบต่อศาสนา หรือว่าเป็นพุทธบุตรที่ใกล้กว่าเรา เขาเรียกว่าเป็นพี่ของเรา เราเป็นน้อง เพราะว่าเราต่างคนต่างก็ถือตนอยู่ในการที่เป็นพุทธมามกะ การเป็นพุทธมามกะนั้นเรียกว่า พี่ใหญ่เขาถือศีลมากกว่าเรา สิ่งเหล่านี้ถ้าในภาวะแห่งการที่จะเข้าพรรษาในสามเดือนนี้ เรามีจิตแห่งความแน่วแน่แห่งการที่ตั้งสัจจะบารมีในการละเว้นในสิ่งที่ไม่ดี ก็ย่อมที่จะเพิ่มผลสร้างบารมีในทางที่ดีให้กับส่วนตัวของเรา และส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะสภาพการณ์เช่นนี้ แห่งวิถีการของกรุงสยามในขณะนี้ ต้องการให้มนุษย์ทั้งหลายที่มีใจเป็นธรรม มีใจเป็นมนุษย์จะต้องพยายามสละในความสุขส่วนตัวอุทิศเพื่อความสุขส่วนรวม เพราะว่าถ้าท่านยังยึดอยู่ในภาวะที่ยึดส่วนตัวสำคัญกว่าส่วนรวมแล้วไซร้ ในไม่ช้านี้ท่านก็จะไม่มีเมืองที่จะอยู่ ฉะนั้นในวาระแห่งการเข้าพรรษา ๓ เดือนนี้ ท่านก็ควรจะปวารณาจิตแผ่เมตตากุศลให้สัตว์โลกทั้งหลายอย่าได้เบียดเบียนกันเลยตลอดฤดูกาลนี้ และฤดูกาลหน้าต่อ ๆ ไป เพราะว่าสภาวะทั้งหลายถึงกลียุคแห่งโลกมนุษย์ เป็นภาวการณ์ครอบครองของมนุษย์ที่ไม่เข้าซึ้งถึงธรรมะกำลังคุกคามบุกรุกใกล้เข้ามา เป็นวิบากกรรมที่ชาวสยามจะต้องลุกขึ้นมารวมพลังธรรมพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เจริญพร
http://poosawan.org/index.php/2013-07-28-12-39-21/307-2026-08-15-03-56-55
#สมเด็จโต #สำนักปู่สวรรค์

การจะสำเร็จในทางธรรม เกี่ยวกับกรรมเก่าหรือไม่(วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๓)สานุศิษย์ : อยากจะเรียนถามว่า ผู้ที่พยายามปฏิบั...
15/08/2026

การจะสำเร็จในทางธรรม เกี่ยวกับกรรมเก่าหรือไม่
(วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๓)
สานุศิษย์ : อยากจะเรียนถามว่า ผู้ที่พยายามปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ว่าไม่สำเร็จได้ด้วยดวงตาเห็นธรรม จะเกี่ยวด้วยกรรมเก่าหรือไม่
สมเด็จ : คือในปัญหาธรรมะข้อนี้ เราจะต้องแยกแยะให้เป็นหลักของวิชาเป็นขั้นๆ
จุดที่หนึ่ง ท่านต้องรู้จักคำว่า การเป็นชาวพุทธนั้นคืออย่างไร
การเป็นชาวพุทธนั้น ไม่ใช่การยึดมั่นในวัตถุ
การเป็นชาวพุทธนั้นไม่ใช่อยู่ที่พิธีรีตอง
การเป็นชาวพุทธก็คือว่า พุทธะคือผู้รู้ รู้แจ้งแทงตลอดในกุศล อกุศล รู้ฌาน รู้อรหันต์ รู้ความจริง รู้การเป็นคนว่าอยู่อย่างไร สภาวะระหว่างเป็นคนต้องใช้กรรมตามวาระ อกุศลส่งวิบากเกิดเป็นคน
ทีนี้ ในสภาวการณ์แห่งการเป็นมนุษย์นั้นแล จุดสำคัญในการปฏิบัติก็คือว่า ถ้าเรายังเป็นชาวพุทธปุถุชน ชาวพุทธก็ต้องแยกออกไปว่า พุทธโสดาปัตติมรรค พุทธอนาคามี พุทธอรหันต์ พุทธเข้าสู่พุทธะ เพราะฉะนั้น ระหว่างที่เราเป็นชาวพุทธปุถุชนนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีสัมมาอาชีวะแห่งการเลี้ยงชีพชอบ ทีนี้ในสัมมาแห่งการเลี้ยงชีพชอบนี้แล อำนาจแห่งสมาธิย่อมไม่สงบ เพราะว่าต้องใช้สมองในด้านประสาทแห่งการนึกและคิด แห่งการดำรงตนเพื่ออยู่รอดของคำว่าเกียรติและชื่อเสียงในโลกมนุษย์ที่สมมติ
ทีนี้ผู้ที่จะเข้าซึ้งถึงดวงตาแห่งการเห็นฌาน เห็นญาณนั้น
จุดแรกก็คือว่า ท่านละได้หรือไม่ เป็นจุดสำคัญ ท่านยังยึดว่าท่านจะต้องเป็นผู้มีเกียรติหรือไม่ ท่านยังยึดว่า ท่านนี้เป็นผู้มีบรรดาศักดิ์หรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้าท่านยังทิ้งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แล้วไซร้ไม่มีทาง
อาตมากล้าพุดว่า การที่จะถึงฌาน ญาณ นั้น ผู้นั้นจะต้องละในสักกายทิฐิแห่งการยึดตน เมื่อละในสักกายทิฐินี้ได้ การเข้าสู่ถึงอำนาจฌานญาณนั้นไม่ขึ้นกับกุศลและอกุศลในอดีตชาติ ขึ้นอยู่กับปัจจุบันชาติ ขึ้นอยู่กับปัจจุบันชาติ ว่าตนนั้นมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แห่งความแน่วแน่ในการอุตสาหะปฏิบัติธรรมหรือไม่
ทีนี้ เข้าสู่ในปัญหาประเด็นว่าจะเห็นธรรมขั้นไหน ถ้าผู้ที่จะสำเร็จในโสดาปัตติมรรค ผู้ที่จะสำเร็จเป็นอนาคามี ผู้ที่จะสำเร็จอรหันต์แต่ยุคนี้ทำยาก พวกเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกี่ยวข้องกับคำว่ากรรมวิบากในอดีตส่งผลปัจจุบันนี้ว่าจะถึงหรือไม่
เพราะฉะนั้น คำถามนี้อาตมาขอตอบว่า ถ้าท่านจะเอาแต่อำนาจแห่งฌานญาณ ของปฐมฌาน หรือตติยฌานแล้ว อยู่ที่ท่านมีอุตสาหะวิริยะในการปฏิบัติ ในการละจากการครองเรือนหรือไม่
ถ้าพูดถึงในเรื่อง คำว่าสำเร็จเป็น โสดาปัตติมรรค อนาคามี และอรหันต์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยกฎของกุศลและอกุศลในอดีตชาติเข้ามาพัวพันในปัจจุบันชาติ......................................................
www.poosawan.org
#สมเด็จโต #สำนักปู่สวรรค์

กรรมลิขิตชีวิตมนุษย์เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๐เกิดที่นี่ แต่ต้องไปทำมาหากินที่อื่นสานุศิษย์ : เกล้ากระผมขอเรียนถามว่...
14/08/2026

กรรมลิขิตชีวิตมนุษย์
เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๐

เกิดที่นี่ แต่ต้องไปทำมาหากินที่อื่น
สานุศิษย์ : เกล้ากระผมขอเรียนถามว่า ทำไมคนบางคนเกิดที่หนึ่ง แต่กลับไปทำมาหากินในที่อื่น
สมเด็จ : วิถีชีวิตการทำมาหากินของมนุษย์นั้น ไม่ใช่อยู่ที่วิถีชีวิตจิตใจเราคิดว่าจะหากิน ณ สถานที่ใดที่หนึ่ง เพราะว่าสภาวะการเกิดนั้น เราก็รู้แล้วว่าเกิดจากกุศลกรรม อกุศลกรรมปรุงแต่งขึ้นมาให้เป็นมนุษย์ เมื่อเราเป็นมนุษย์แล้ว สภาพการณ์ที่เราจะดำรงชีวิตอยู่อย่างมนุษย์การทำมาหากินอย่างการเป็นคนนั้น ไม่ใช่อยู่ที่สภาวะการตั้งใจของเรา ที่คิดจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมันก็จะได้ตามใจเรา เพราะสภาวการณ์ที่จะดำรงชีพอยู่นั้นต้องมีกรรมพัวพัน คือแหล่งกรรมพัวพันของเราอยู่ทางทิศเหนือ หรือทิศใต้ ทิศตะวันตกหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือหรือทิศใดในพิภพนี้ แล้วแต่กรรมใดของเรามาก เมื่อกรรมนั้นของเรามากก็จะเป็นที่เราจะต้องพลัดพรากจากสถานที่ที่เราเคยอยู่กับบิดามารดา
บางคนอยู่เมืองฝรั่ง ทำไมต้องมาตั้งหลักฐานในเมืองไทย บางคนอยู่เมืองไทยต้องไปตั้งหลักฐานที่เมืองอื่น บางคนอยู่เมืองจีนต้องหอบเสื่อ หลบร้อนมาอยู่ ณ เมืองไทย แล้วก็มาเป็นใหญ่ในกรุงสยามนี้ก็เยอะแยะ เพราะสภาพการณ์แห่งกรรมพัวพันของการทำมาหากิน การดำรงชีพของเขาอยู่ ณ กรุงสยามนี้ เข้าใจไหม

สานุศิษย์ : เข้าใจครับ...............................................................
www.poosawan.org

ที่อยู่

51 ซอยเพชรเกษม 65 ถนนเพชรเกษม แขวงหลักสอง เขตบางแค
Bangkok
10160

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สำนักปู่สวรรค์ (Samnak Poosawan) โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักปู่สวรรค์ (Samnak Poosawan):

ทางลัด

แชร์