Society of Parenteral and Enteral Nutrition of Thailand

Society of Parenteral and Enteral Nutrition of Thailand สมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย - Society of Parenteral and Enteral Nutrition of Thailand (SPENT)

คุณรู้หรือไม่ ⁉️ กาแฟแก้วเดียว อาจมีผลต่อฤทธิ์ยาที่กินอยู่โดยไม่รู้ตัว☕️ การเริ่มต้นวันด้วยการดื่มกาแฟ หรือชาสักแก้วเพื่...
25/05/2026

คุณรู้หรือไม่ ⁉️ กาแฟแก้วเดียว อาจมีผลต่อฤทธิ์ยาที่กินอยู่โดยไม่รู้ตัว

☕️ การเริ่มต้นวันด้วยการดื่มกาแฟ หรือชาสักแก้วเพื่อเพิ่มความสดชื่น ตื่นตัวในตอนเช้าอาจเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของใครหลาย ๆ คน แต่คุณรู้หรือไม่ว่ากาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้ อาจมีผลต่อยาที่คุณกำลังกินทั้งในแง่ผลข้างเคียงที่เพิ่มขึ้น หรืออาจลดประสิทธิภาพของยาโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ควบคุมอาการของโรคไม่ได้ โรคกำเริบ อาจเกิดการดื้อยา เสี่ยงต่อการรักษาไม่หายและอาการทรุดหนัก

👉🏻 กาเฟอีน (Caffeine หรือ 1,3,7-trimethylxanthine) ที่พบได้ในกาแฟ ชา โกโก้ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มชูกำลัง เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้รู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น ซึ่งฤทธิ์เหล่านี้อาจไปเสริม หรือรบกวนการทำงานของยาหรือการขับออกของยาบางชนิดได้
ตัวอย่างยาที่ควรระวังเมื่อกินร่วมกับเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน ได้แก่

1️⃣ ยาแก้คัดจมูก และยาขยายหลอดลม 🤧

เนื่องจากการกินกาเฟอีนร่วมกับกลุ่มยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของ pseudoephedrine และยาขยายหลอดลม เช่น theophylline ส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงเพิ่มขึ้น เช่น ใจสั่น มือสั่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เนื่องจากทั้งยาและกาเฟอีนต่างก็มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานในร่างกายคล้ายกัน เมื่อกินร่วมกันจึงเสริมฤทธิ์กันได้

2️⃣ ยาลดความดันโลหิต 🫀

เนื่องจากกาเฟอีนส่งผลทำให้หลอดเลือดหดตัวและหัวใจเต้นเร็วขึ้น จึงสามารถต้านฤทธิ์ยาลดความดันโลหิต กลุ่ม beta-blockers เช่น metoprolol, atenolol, bisoprolol ทำให้ประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตลดลง

3️⃣ ยาปฏิชีวนะบางชนิด 💊

เช่น ciprofloxacin, norfloxacin
เนื่องจากยามีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการเปลี่ยน สภาพของกาเฟอีน ทำให้กาเฟอีนคงอยู่ในกระแสเลือดยาวนานขึ้น

4️⃣ ยารักษาโรคจิตเวช/โรคซึมเศร้าบางชนิด 🎭

เช่น clomipramine, imipramine, clozapine เนื่องจากกาเฟอีนมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการ เปลี่ยนสภาพยา ทำให้ระดับยาในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลเพิ่มโอกาสการเกิดผลข้างเคียงจากยา รวมถึงอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาได้

5️⃣ ยารักษาไทรอยด์ ❤️‍🩹

ได้แก่ levothyroxine เนื่องจากการรับประทานกาแฟร่วมกับ levothyroxine มีผลลดการดูดซึมยา ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง

⭐️🚩 สรุปคำแนะนำสำหรับผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนเป็นประจำ ได้แก่

👉🏻ควรหลีกเลี่ยงการกินยาพร้อมกับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน โดยแนะนำให้กินยาร่วมกับน้ำเปล่า
👉🏻 สำหรับยาที่อาจได้รับผลกระทบต่อการดูดซึมจากกาเฟอีน ควรเว้นระยะห่างระหว่างการบริโภคกาเฟอีนกับการกินยาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้ยามีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์อย่างเหมาะสม
👉🏻 ควรจำกัดปริมาณกาเฟอีน เช่น ดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 1–2 แก้ว และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชูกำลังซึ่งมักมีกาเฟอีนในปริมาณสูง

✴️ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น มือสั่น นอนไม่หลับมากขึ้น ควรลดหรือหลีกเลี่ยงกาเฟอีน และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

เอกสารอ้างอิง
1. EFSA Panel on Dietetic Products, Nutrition and Allergies (NDA). (2015). Scientific Opinion on the safety of caffeine. EFSA Journal, 13(5), 4102.
2. Reddy V, Subramanian S, Manikantan S, Ramakrishna S. Pharmacology of caffeine and its effects on the human body. European Journal of Medicinal Chemistry Reports. 2024;10:100138.
3. IBM Micromedex. Drug Interactions: Caffeine. Greenwood Village (CO): IBM Corporation; 2026.

บทความโดย เภสัชกรหญิงลลิตภัทร ตรีรัตนพันธ์
จัดทำโดยอนุกรรมการสื่อสารองค์กร สมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย

22/05/2026

วันนี้พบกับคำถามยอดฮิต
" ผ่าตัดลดน้ำหนักต้องเตรียมตัวอย่างไร? "

สามารถกดติดตามข้อมูลข่าวสารทางโภชนาการเพิ่มเติมทางคอมเม้นด้านล่าง 👇
หรือค้นหาผ่านช่องทางต่าง ๆ
TikTok:
Youtube:
จากรากฐานความรู้สู่นวัตกรรม เพื่อสุขภาพคนไทย SPENT NUTRITION

#ผ่าตัดลดน้ำหนัก #โรคอ้วน #แนะนำก่อนผ่าตัด

รีบลงทะเบียน ‼️ก่อนวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคมนี้ 🗓️สำหรับค่าลงทะเบียนในราคาพิเศษกันนะคะ 🫶🏻  #โภชนบำบัด  #โภชนคลินิก #แพทย์โภ...
21/05/2026

รีบลงทะเบียน ‼️
ก่อนวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคมนี้ 🗓️
สำหรับค่าลงทะเบียนในราคาพิเศษกันนะคะ 🫶🏻



#โภชนบำบัด #โภชนคลินิก
#แพทย์โภชนาการ #พยาบาลโภชนบำบัด #เภสัชกร
#นักกำหนดอาหาร

🔥 กลับมาอีกครั้ง…กับงานประชุมวิชาการด้านโภชนบำบัดที่ทุกท่านรอคอย..!

📌 SPENT Nutrition Review 15
เวทีอัปเดตความรู้ด้านโภชนาการทางคลินิกโดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ พร้อมหัวข้อเข้มข้น ครบจบทั้ง แนวทางปฏิบัติจริง และกรณีศึกษาที่นำไปใช้ได้จริงทันที✨

🗓 พบกันวันที่ 11–12 กรกฎาคม 2569
📍 โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ ห้อง Mandarin Grand Ballroom

💡 งานดี ๆ ที่ไม่ควรพลาด!
รีบสำรองที่นั่งและมาร่วมอัปเดตความรู้ไปพร้อมกัน 🤩

🔗 รายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่
https://spentnutrition15.app-mice.com/
แล้วพบกันที่งานนะคะ 😊

เลือกเครื่องดื่มผิด ฤทธิ์ยาเปลี่ยน🍶🍷🍵การบริหารยาด้วยวิธีรับประทาน เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาผู้ป่วย อย่างไ...
18/05/2026

เลือกเครื่องดื่มผิด ฤทธิ์ยาเปลี่ยน🍶🍷🍵

การบริหารยาด้วยวิธีรับประทาน เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพและความปลอดภัยจากการใช้ยา ยังขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องดื่มที่กินร่วมกับยา ปฏิกิริยาระหว่างยาและเครื่องดื่มเกิดได้จากหลายกลไก เช่น การเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างยากับแร่ธาตุในเครื่องดื่ม การเปลี่ยนแปลงการละลายและการดูดซึมของยาในทางเดินอาหาร การยับยั้งหรือกระตุ้นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยา หรือเสริมฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ด้วยเหตุนี้ การซักประวัติหรือให้คำแนะนำการใช้ยาจึงควรคำนึงถึงชนิดของเครื่องดื่มที่ผู้ป่วยใช้ร่วมกับยาในชีวิตประจำวันด้วย

👍🏻 น้ำเปล่า🧊
น้ำเปล่าถือเป็นเครื่องดื่มมาตรฐานสำหรับการบริหารยาด้วยวิธีรับประทาน เนื่องจากไม่มีแร่ธาตุ กาเฟอีน น้ำตาล หรือสารอื่นที่อาจรบกวนการดูดซึมหรือการออกฤทธิ์ของยา การใช้น้ำเปล่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง

🩺กรณียารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ได้แก่ อะเลนโดรเนต ริเซโดรเนต ควรรับประทานยาขณะท้องว่างพร้อมน้ำเปล่า 1 แก้ว (240 ซีซี) ไม่ควรใช้ร่วมกับเครื่องดื่มชนิดอื่น เพราะอาจลดการดูดซึมของยาได้อย่างมีนัยสำคัญ

🩺กรณียารักษาโรคเบาหวานเซมากลูไทด์ ต้องรับประทานตอนท้องว่าง หรือก่อนมื้ออาหารอย่างน้อย 30 นาที พร้อมน้ำเปล่าไม่เกินครึ่งแก้ว (120 ซีซี) เท่านั้น การดื่มน้ำเปล่าที่มากเกินไปพร้อมการกินยาจะทำให้การดูดซึมยาลดลง

👉🏻 น้ำแร่🎋
น้ำแร่ แม้จะถูกมองว่าเป็นน้ำดื่มที่มีคุณภาพดี แต่น้ำแร่บางชนิดอาจมีแคลเซียมและแมกนีเซียมในปริมาณสูง ซึ่งรบกวนการดูดซึมของยา เช่น ยาฆ่าเชื้อกลุ่มเตตราไซคลีน หรือฟลูออโรควิโนโลน ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาเสริมไทรอยด์ลีโวไทร็อกซีน ยาต้านไวรัสโดลูเท็กราเวียร์ อาจทำให้การรักษาโรคที่เป็นอยู่ไม่ได้ผล หรือมีประสิทธิภาพการรักษาลดลง จึงแนะนำให้ใช้น้ำเปล่าธรรมดามากกว่าน้ำแร่

👉🏻 นม🥛
นม เป็นตัวอย่างสำคัญของเครื่องดื่มที่มีผลต่อการดูดซึมยา เนื่องจากมีแคลเซียมซึ่งสามารถจับกับยาบางชนิดและเกิดเป็นสารประกอบที่ดูดซึมได้ยาก เช่นเดียวกับการรับประทานยาพร้อมน้ำแร่ จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาดังกล่าวพร้อมนม โดยพิจารณาเว้นระยะเวลา 2-4 ชั่วโมงตามคำแนะนำของยาแต่ละชนิด นอกจากนี้ ในโปรตีนเชค (Protein Shake) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากนมที่มีโปรตีนสูงกว่านมทั่วไป 2-4 เท่า เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสำหรับคนในยุคปัจจุบันที่ต้องการเสริมโปรตีนจากมื้ออาหารตามปกติ สามารถลดการดูดซึมยารักษาโรคพาร์กินสัน ลีโวโดปาได้ นอกจากนี้โปรตีนเชคบางยี่ห้อ อาจเสริมแคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก หรือสังกะสีในปริมาณสูง โปรตีนเชคจากพืชอาจมีใยอาหาร หรือสารประกอบกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งแร่ธาตุ ใยอาหาร หรือสารดังกล่าว อาจจับกับยาเกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่ไม่ถูกดูดซึม หรืออาจทำให้การเคลื่อนผ่านของยาในทางเดินอาหารช้าลงส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าปกติ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ใช้โปรตีนเชคเป็นประจำหรือใช้แทนมื้ออาหาร จึงควรระมัดระวังการกินพร้อมกับยาหลายชนิด เนื่องจากอาจทำให้ระดับยาเปลี่ยนแปลงและกระทบผลการรักษา ควรพิจารณาเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้ยาดูดซึมได้เต็มที่

👉🏻 ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน☕️🍵
อาจมีผลต่อการรักษาได้ทั้งในด้านการดูดซึมและการออกฤทธิ์ของยา ตัวอย่างที่สำคัญได้แก่ กรณีรับประทานยาลีโวไทร็อกซีนร่วมกับกาแฟ สามารถลดการดูดซึมยาได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงมักแนะนำให้กินยาขณะท้องว่างและเว้นระยะก่อนดื่มกาแฟอย่างน้อย 1 ชั่วโมง กรณีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินรวมชนิดรับประทานอาจถูกลดการดูดซึมโดยชา กาแฟ และผลิตภัณฑ์นมได้ ขณะที่ในผู้ป่วยที่ได้รับยารักษาโรคข้ออักเสบเมโทเทร็กเซต การได้รับกาเฟอีนในปริมาณมากอาจลดประสิทธิภาพของยาเนื่องจากการยับยั้งตัวรับที่อาจรบกวนผลต้านการอักเสบของยาเมโทเทร็กเซต กรณีการรับประทานยาขยายหลอดลมบางชนิดร่วมกับชาหรือกาแฟ อาจทำให้เกิดใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียนได้มากขึ้น นอกจากนี้การกินยาขับปัสสาวะร่วมกับการดื่มชาหรือกาแฟ อาจทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากการเสริมฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

👉🏻 น้ำผักหรือน้ำผลไม้🥦🍉🍌
บางชนิดสามารถส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้ เช่น น้ำผักใบเขียวที่มีวิตามินเคสูง ได้แก่ ผักโขม ผักกาดหอม สามารถต้านฤทธิ์ยาต้านการแข็งตัวของเลือดวอร์ฟาริน อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้มากขึ้น น้ำเกรปฟรุต สามารถยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 ที่ผนังลำไส้และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงยาหลายชนิด ส่งผลให้ระดับยาในเลือดเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาได้ น้ำแอปเปิ้ลหรือน้ำส้ม สามารถลดการดูดซึมยาแก้แพ้เฟ็กโซเฟนาดีนได้ถึงร้อยละ 50-70 เนื่องจากการยับยั้งโปรตีนขนส่งยาที่ผนังลำไส้ นอกจากนี้ น้ำผักหรือน้ำผลไม้ที่มีรสหวานอาจทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น

👉🏻 เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์🍻🥃🍷
อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยากับยาได้หลายแบบ ทั้งการเสริมฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง การเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดพิษต่อตับ การเพิ่มการระคายเคืองทางเดินอาหาร ยาที่ควรระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ ได้แก่ กลุ่มยาแก้แพ้หรือยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน ยานอนหลับ ยาคลายกังวลบางชนิด นอกจากนี้ การกินยาฆ่าเชื้อเมโทรนิดาโซลหรือทินิดาโซลร่วมกับแอลกอฮอล์ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า disulfiram-like reaction ทำให้เกิดอาการตัวแดง หน้าแดง ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งในทางปฏิบัติจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ยาเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

📌ปฏิกิริยาระหว่างยาและเครื่องดื่มเป็นประเด็นที่อาจถูกมองข้ามได้ง่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาดังกล่าวมีความสำคัญทางคลินิก และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพหรือความปลอดภัยของการรักษาได้อย่างชัดเจน

📌คำแนะนำพื้นฐานสำหรับยารับประทานส่วนใหญ่คือ ควรรับประทานพร้อมน้ำเปล่า เว้นแต่มีคำแนะนำเฉพาะจากแพทย์ เภสัชกร หรือเอกสารกำกับยา และควรพิจารณาข้อมูลเฉพาะของยาแต่ละชนิดร่วมด้วยเสมอ กล่าวคือในกรณีที่ปฏิกิริยาเกิดจากการลดการดูดซึมในทางเดินอาหาร เช่น การจับกันระหว่างยากับแร่ธาตุในนม น้ำแร่ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด อาจพิจารณาเว้นระยะห่างระหว่างเครื่องดื่มดังกล่าวกับมื้อยาอย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของยาและคำแนะนำเฉพาะของผลิตภัณฑ์ แต่หากปฏิกิริยาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงยาในร่างกาย หรือการเสริมหรือต้านฤทธิ์กันในเชิงเภสัชวิทยา เช่น กรณีน้ำเกรปฟรุต น้ำผัก เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำให้งดเครื่องดื่มดังกล่าวตลอดระยะเวลาที่ใช้ยา เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่ดีและป้องกันผลข้างเคียงจากยา

บรรณานุกรม
1.Bushra R, Aslam N, Khan AY. Food-drug interactions. Oman Med J. 2011;26(2):77-83.
2.Deng J, Zhu X, Chen Z, Fan CH, Kwan HS, Wong CH, Shek KY, Zuo Z, Lam TN. A review of food-drug interactions on oral drug absorption. Drugs. 2017;77(17):1833-1855.
3.Schmidt LE, Dalhoff K. Food-drug interactions. Drugs. 2002;62(10):1481-502.

บทความโดย อ.ภก.นันทพงศ์ บุญฤทธิ์
สาขาวิชาเภสัชกรรมคลินิก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
จัดทำโดยคณะอนุกรรมการสื่อสารองค์กรสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย

15/05/2026

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็ง

สามารถกดติดตามข้อมูลข่าวสารทางโภชนาการเพิ่มเติมทางคอมเม้นด้านล่าง 👇
หรือค้นหาผ่านช่องทางต่าง ๆ
TikTok:
Youtube:
จากรากฐานความรู้สู่นวัตกรรม เพื่อสุขภาพคนไทย SPENT NUTRITION

#เตรียมตัวก่อนผ่าตัด #ออกกำลังกาย #โภชนาการ

การดูแลผู้ป่วยให้อาหารทางสายหน้าท้อง(PEG)PEG คืออะไร🔍PEG (Percutaneous Endoscopic Gastrostomy) คือการใส่สายให้อาหารผ่านท...
11/05/2026

การดูแลผู้ป่วยให้อาหารทางสายหน้าท้อง(PEG)

PEG คืออะไร🔍

PEG (Percutaneous Endoscopic Gastrostomy) คือการใส่สายให้อาหารผ่านทางหน้าท้องเข้าสู่กระเพาะอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้เพียงพอ ลดความเสี่ยงการสำลักอาหารเข้าปอด และเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานเองได้

🍱ชนิดอาหารที่ให้ผ่านสาย PEG

🕹️อาหารสูตรสำเร็จ (Commercial Formula): ผลิตโดยบริษัทอาหารทางการแพทย์ มีสารอาหารครบถ้วน มีสูตรทั่วไป และสูตรเฉพาะโรค ทั้งชนิดผง และชนิดน้ำ แนะนำให้เลือกใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
🕹️อาหารปั่นผสม (Blenderized Diet): อาหารที่ญาติผู้ป่วยเตรียมได้เอง ตามสูตรที่โรงพยาบาลแนะนำ แนะนำใช้ได้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร โดยต้องระวังเรื่องความสะอาดทุกขั้นตอนการเตรียม และการให้ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรค บางสูตรอาจจะมีความข้นหนืดทำให้ไหลผ่านสายได้ช้า หากพบปัญหาอาหารปั่นผสมข้นหนืดมาก สามารถขอคำแนะนำในการปรับสูตรอาหารจากนักกำหนดอาหารที่สอนการทำอาหารได้

ขั้นตอนการให้อาหารผ่านสาย PEG

1️⃣จัดท่าให้ผู้ป่วย นอนศีรษะสูง 30-45 องศา หรือนั่ง ระหว่างให้อาหาร และภายหลังอาหารหมด 1 ชั่วโมง
2️⃣ล้างมือให้สะอาด ทุกครั้งก่อนเตรียมและให้อาหาร
3️⃣เตรียมอาหารที่ให้ ตามคำแนะนำของโรงพยาบาล
4️⃣ตรวจสอบตำแหน่งสาย PEG อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องไม่เลื่อนหลุด
5️⃣ให้อาหารผ่านทางสาย PEG ตามคำแนะนำของโรงพยาบาล เริ่มจากให้อาหารช้าๆ ถ้าผู้ป่วยรับได้ดี สามารถปรับเวลาที่ให้อาหารประมาณ 15–30 นาทีได้
6️⃣ให้น้ำสะอาดทางสาย PEG ปริมาณตามที่โรงพยาบาลแนะนำ ก่อนและหลังให้อาหาร และหลังให้ยาทุกครั้ง เพื่อป้องกันสายอุดตัน

การทำแผลและการดูแลสาย PEG แนะนำทำแผลวันละครั้ง ตามคำแนะนำของโรงพยาบาล

♦️นำผ้าก๊อสออก และตรวจดูว่าแผล มีการอักเสบ บวม แดง มีหนอง หรือไม่ หากมีควรปรึกษาแพทย์
♦️ทำความสะอาดรอบแผลด้วยสำลีชุบน้ำเกลือหรือน้ำต้มสุกจนแผลสะอาด ก่อนใส่ผ้าก๊อสให้ขยับสายขึ้นลงเล็กน้อย และหมุนสาย 360 องศา 1 รอบ เพื่อป้องกันสายติดกับผนังหน้าท้องด้านใน แล้วจึงใส่ผ้าก๊อส
♦️สาย PEG แบบที่มีสายยาวออกมา ต้องติดพลาสเตอร์ยึดสายให้ตั้งฉากกับผนังหน้าท้องเสมอ
♦️สังเกตแผ่นยึดสายด้านนอก ต้องไม่ติดกับผนังหน้าท้อง ควรมีระยะห่างประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ถ้าพบว่าติดกับผนังหน้าท้องควรปรึกษาแพทย์
♦️หากผ้าก๊อสเปียกชื้น แนะนำให้เปลี่ยนแผลทันที

🔔สรุป
การให้อาหารผ่านทางสายหน้าท้อง (PEG) เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้รับสารอาหารอย่างปลอดภัยและเพียงพอ การดูแลที่ถูกต้องจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมาก

เอกสารอ้างอิง
1.Warodomwichit D, Yamwong P, Hongsprabhas P, Chittawattanarat K, Angkatavanich J, Pisprasert V, et al. Thai clinical practice recommendations for nutritional management in adult hospitalized patients 2017 Part 1: Enteral nutrition (Recommendation 1–4). Thai JPEN. 2019;27(1):24
2.Fessler TA, Epp L. Home tube feeding with blenderized foods. Oley Foundation. 2025.
3.Tae CH, Lee JY, Joo MK, Park CH, Gong EJ, Shin CM, et al. Korean Society of Gastrointestinal Endoscopy Task Force on Clinical Practice Guidelines. Clinical practice guidelines for percutaneous endoscopic gastrostomy. Clin Endosc. 2023;56(4):391 408.

บทความโดย พว.ส่งศรี แก้วถนอม
จัดทำโดยคณะอนุกรรมการสื่อสารองค์กรสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย
#ให้อาหารทางสายที่บ้าน #อาหารทางสาย #อาหารสายยาง #การพยาบาล #พยาบาลวิชาชีพ #พยาบาลโภชนบำบัด #โภชนบำบัด

08/05/2026

อาหารแปรรูป Ultra-processed Foods?

สามารถกดติดตามข้อมูลข่าวสารทางโภชนาการเพิ่มเติมทางคอมเม้นด้านล่าง 👇
หรือค้นหาผ่านช่องทางต่าง ๆ
TikTok:
Youtube:
จากรากฐานความรู้สู่นวัตกรรม เพื่อสุขภาพคนไทย SPENT NUTRITION

#อาหารแปรรูป #อาหารปรุงแต่ง

Magnesium in Clinical Nutrition: Benefits of Magnesium supplementation and Health -- Part II✨จากการเก็บข้อมูลปริมาณการบร...
04/05/2026

Magnesium in Clinical Nutrition: Benefits of Magnesium supplementation and Health -- Part II✨

จากการเก็บข้อมูลปริมาณการบริโภคแมกนีเซียมในคนไทย พบว่าทั้งเพศชายและหญิง มีการบริโภคแมกนีเซียมต่อวันอยู่ในระดับต่ำกว่าปริมาณอ้างอิงที่ควรได้รับต่อวัน
🧔🏻‍♂️เพศชาย 191-253 มิลลิกรัมต่อวัน
👩🏻เพศหญิง 156-211 มิลลิกรัมต่อวัน
จึงมีคำแนะนำในสื่อโซเชียลมีเดียมากมายให้บุคคลทั่วไปบริโภคแมกนีเซียมเสริม เนื่องจากความกังวลต่อภาวะขาดแมกนีเซียม และหวังผลทางคลินิก ทั้งในแง่ของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไมเกรน และในแง่ของการเสริมความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ

✨Magnesium กับ Chronic Diseases

1️⃣ Hypertension

💊การรับประทานแมกนีเซียมเสริม ขนาด 243-973 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดความดันโลหิตตัวบนได้เล็กน้อย (2.2 mmHg)
🥙การรับประทานอาหารประเภท DASH และการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ผัก ผลไม้ และนม ช่วยลดระดับความดันโลหิตได้มากกว่า คือ ประมาณ 3-5.5 mmHg แต่เนื่องจากอาหารประเภทดังกล่าว มีองค์ประกอบของสารอาหารอื่นร่วมด้วย จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นผลจากแมกนีเซียมเพียงอย่างเดียว
❤️U.S. FDA จึงให้คำแนะนำการเสริมแมกนีเซียมเพื่อให้ได้ประโยชน์ในแง่ของการลดความดันโลหิตอาจยังไม่ชัดเจน ดังนั้นอาหารที่มีการเสริมแมกนีเซียมจะต้องมีขนาดแมกนีเซียมอย่างน้อย 84 มิลลิกรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค และอาหารเสริมแมกนีเซียมต้องมีปริมาณแมกนีเซียมไม่เกิน 350 มิลลิกรัม

2️⃣ Cardiovascular Disease

มีการศึกษาพบว่า ระดับแมกนีเซียมในเลือด และปริมาณแมกนีเซียมในอาหารที่บริโภค สัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยประชากรกลุ่มที่มีระดับแมกนีเซียมในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติและประชากรกลุ่มที่บริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่ากลุ่มที่มีภาวะขาดแมกนีเซียม ซึ่งอาจเป็นผลจากการหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงในกลุ่มประชากรที่มีภาวะขาดแมกนีเซียม

3️⃣ Type 2 Diabetes Mellitus

ภาวะขาดแมกนีเซียมทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน เนื่องจากแมกนีเซียมมีบทบาทใน glucose utilization และ insulin signaling มีการเก็บข้อมูล พบว่าการบริโภคแมกนีเซียมเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับการลดลงของความเสี่ยงโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่หลังจากนั้นมีการศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคอาหารเสริมแมกนีเซียม ว่าช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานหรือไม่ กลับพบว่า
🔒การเสริมแมกนีเซียมไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
❤️ADA จึงยังไม่มีคำแนะนำในการบริโภคอาหารเสริมแมกนีเซียมเพื่อหวังผลในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ได้มีความเสี่ยงของภาวะขาดแมกนีเซียมมาก่อน

4️⃣ Bone Health
การศึกษาทางระบาดวิทยาหลายฉบับพบว่าการได้รับแมกนีเซียมในระดับสูงสัมพันธ์กับ bone mineral density ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในเพศชายและหญิง โดยผู้หญิงที่มีภาวะ osteoporosis มักพบว่ามีระดับ serum magnesium ต่ำกว่ากลุ่มที่มีภาวะ osteopenia หรือมีมวลกระดูกปกติ ภาวะขาดแมกนีเซียมจึงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของ osteoporosis แต่การศึกษาที่มีในปัจจุบันเป็นการศึกษาที่ทำในประชากรขนาดเล็ก (20-30 คน) จึงอาจให้คำแนะนำได้เพียงว่า การรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมเพียงพอจะสัมพันธ์กับสุขภาพกระดูกที่ดีขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันบทบาทของ magnesium supplementation ในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) และ ภาวะมวลกระดูกน้อย (osteopenia) ในระยะยาว

5️⃣ Migraine
ภาวะแมกนีเซียมในเลือดและเนื้อเยื่อต่ำนั้น สัมพันธ์กับการเกิดโรคไมเกรน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลไกที่ส่งเสริมอาการปวดศีรษะ จากการหลั่ง สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ที่ผิดปกติ และภาวะ vasoconstriction
🚧จากการเก็บข้อมูลพบว่า ผู้ป่วย migraine มักมีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำกว่าคนปกติ โดยมีการศึกษาพบว่า การเสริมแมกนีเซียม 600 มิลลิกรัมต่อวัน อาจช่วยลดความถี่ของ migraine attacks ได้
❤️American Academy of Neurology (AAN) และ American Headache Society (AHS) จึงระบุว่า การให้แมกนีเซียมเสริม “probably effective” สำหรับการป้องกัน migraine
อย่างไรก็ตาม ขนาดของแมกนีเซียมที่ใช้ในการป้องกัน migraine สูงกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

💊Dietary Magnesium & Magnesium Supplementation: Clinical Recommendations
📌แนะนำให้บริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการขาดแมกนีเซียม ได้แก่ chronic gastrointestinal disease, type 2 diabetes, alcohol dependence, elderly เนื่องจากแมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และการบริโภคแมกนีเซียมจากอาหารธรรมชาติไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง
📌การบริโภคแมกนีเซียมเสริม ทั้งในรูปแบบเม็ด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือการให้ทางหลอดเลือด ขนาดไม่ควรเกินปริมาณแมกนีเซียมสูงสุดที่รับได้ คือ 350 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หากได้รับในรูปแบบรับประทาน และอาจเกิดความดันโลหิตต่ำและหยุดหายใจได้ หากได้รับทางหลอดเลือด
📌ผลทางคลินิกของการบริโภคแมกนีเซียมเสริมยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ดังนั้น การบริโภคในขนาดสูง ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

บทความโดย พญ.สรัญชยา จันทร์ผ่องแสง
จัดทำโดยคณะอนุกรรมการสื่อสารองค์กรสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย

01/05/2026

3 เทคนิคแก้ Hungry Brain กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม

สามารถกดติดตามข้อมูลข่าวสารทางโภชนาการเพิ่มเติมทางคอมเม้นด้านล่าง 👇
หรือค้นหาผ่านช่องทางต่าง ๆ
TikTok:
Youtube:
จากรากฐานความรู้สู่นวัตกรรม เพื่อสุขภาพคนไทย SPENT NUTRITION

#โรคสมองหิว #กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม

🚨 ใกล้เริ่มแล้ว! อีกไม่กี่นาทีเท่านั้น🔥 พักเที่ยงวันนี้ห้ามพลาด! Webinar ดี ๆ จากThe 5th SPENT Interdisciplinary Webinar...
01/05/2026

🚨 ใกล้เริ่มแล้ว! อีกไม่กี่นาทีเท่านั้น

🔥 พักเที่ยงวันนี้ห้ามพลาด! Webinar ดี ๆ จาก
The 5th SPENT Interdisciplinary Webinar

🦴 หัวข้อ: Sarcopenia & Sarcopenic Obesity
อัปเดตความรู้ล่าสุดจาก Asian Guidelines

⏰ เริ่มวันนี้ เวลา 12:00 – 13:00 น.
📍 เข้าร่วมแบบออนไลน์ (Live)

🎟 ลงทะเบียนฟรี! เข้าฟังได้ทันที
👉 สแกน QR Code ในภาพเพื่อลงทะเบียน

👩‍⚕️ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา และผู้สนใจ



⏳ รีบเลย! ใกล้เริ่มแล้ว แล้วเจอกันใน Live นะคะ

🔥Free Registration กับงาน…
✨SPENT interdisciplinary webinar ครั้งที่ 5 🎉

📌 ในหัวข้อ Sarcopenia & Sarcopenic Obesity update from the Asian guideline
🔑 เข้าใจลึก ตั้งแต่ pathophysiology → การวินิจฉัย → แนวทางการดูแลตาม Asian Guidelines แบบ update ก่อนใคร 🤩

📅 วันที่ 1 พฤษภาคม 2569
⏰ 12:00–13:00 น. (LIVE)
🎯 ครบ จบใน 1 ชั่วโมง

🔥 ลงทะเบียนฟรี ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
https://docs.google.com/forms/d/1OGpVlQyFEPUwUwX2iiyLcvVa1CcDmXLEV3ZEjCMY7Xs/viewform?edit_requested=true

🥳 แล้วมาอัปเดตความรู้ไปพร้อมกันค่ะ

30/04/2026

ที่อยู่

Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

087-0305301

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Society of Parenteral and Enteral Nutrition of Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Society of Parenteral and Enteral Nutrition of Thailand:

แชร์