The Great Marketer

The Great Marketer "From Plan to Profit" - The Great Marketer

13/03/2026

🔴 “เปลี่ยนขาจรให้เป็นขาประจำ” สูตรการตลาดที่ผู้ประกอบการต้องรู้

ยุคที่ค่าการตลาดแพงขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น และผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น การทำธุรกิจให้เติบโตไม่ใช่แค่การหาลูกค้าใหม่อย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการ “รักษาลูกค้าเดิม” ให้กลับมาซื้อซ้ำด้วย

งานวิจัยด้านการตลาดส่วนใหญ่ระบุเหมือนๆ กันว่า การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิมถึง ประมาณ 5 เท่า และถ้าธุรกิจสามารถเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้า (Customer Retention) ได้เพียง 5% กำไรอาจเพิ่มขึ้น 25-95%

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าประจำยังมีแนวโน้มใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าใหม่ โดยเฉลี่ยถึง ประมาณ 67% และมีโอกาสซื้อสินค้าใหม่ของแบรนด์สูงกว่า

นั่นทำให้แบรนด์และคนทำธุรกิจต้องต้องหันมาให้ความสำคัญกับคำว่า Customer Retention หรือ “การเปลี่ยนขาจรให้เป็นขาประจำ” มากขึ้น
Marketeer รวบรวม 4 กลยุทธ์สำคัญ ในการสร้าง Customer Retention ที่ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร หรือบริการ สามารถนำไปใช้ได้จริงในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน

🔴 1. Experience First: ประสบการณ์ต้องดีก่อนโปรโมชั่น
แนวคิดสำคัญจากทฤษฎี Customer Experience (CX) ระบุว่า สิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำไม่ใช่ราคาถูกที่สุด แต่คือ “ประสบการณ์ที่ดีและสม่ำเสมอ”

งานวิจัยด้านการตลาดพบว่า ผู้บริโภค 86% ยอมจ่ายแพงขึ้นถึง 25% หากได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่า

นั่นหมายความว่าก่อนจะคิดเรื่องโปรโมชั่น ธุรกิจต้องทำ 3 เรื่องให้ดี คือ

• สินค้าและบริการต้อง “เชื่อถือได้”
• ประสบการณ์หน้าร้านหรือออนไลน์ต้องลื่นไหล
• สร้างประสบการณ์ที่ลูกค้ารู้สึกว่าถูกดูแลจริง

ยกตัวอย่าง ร้านอาหารที่จำชื่อเมนูที่ลูกค้าชอบได้ หรือร้านค้าปลีกที่จัดร้านเดินง่าย พวกนี้รายละเอียดเล็ก ๆ ที่สร้างความรู้สึกให้ลูกค้า “อยากกลับมาอีก”
🔴 2. Loyalty Program: ให้เหตุผลกับลูกค้าในการกลับมา

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดของ Customer Retention คือ Loyalty Program การสะสมแต้ม สมาชิก หรือสิทธิพิเศษ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ยิ่งใช้ ยิ่งคุ้ม”

ข้อมูลจากหลายงานวิจัยพบว่า

• 85% ของผู้บริโภคยอมรับว่า Loyalty Program มีผลต่อการซื้อซ้ำ
• สมาชิกโปรแกรมมีโอกาสซื้อซ้ำมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

แต่อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญของ Loyalty Program ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่คือ การสร้าง “ระดับสมาชิก”, การให้สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก รวมถึงการทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ เพราะหัวใจของ Loyalty Program ไม่ได้ขายแค่ของ แต่ขายความรู้สึก “เป็นคนสำคัญ”
🔴 3. Personalization: เข้าใจลูกค้าแต่ละคน

แนวคิดนี้มาจากการตลาดยุค Data-Driven การใช้ข้อมูลลูกค้า เช่น ประวัติการซื้อ, ความถี่ในการใช้บริการ, เมนูที่ชอบ เพื่อนำมาทำ Personalized Marketing อย่าง การส่งคูปองเฉพาะเมนูที่ลูกค้าชอบ, แจ้งโปรโมชันในเวลาที่ลูกค้ามักซื้อ, แนะนำสินค้าใหม่ที่ตรงกับพฤติกรรม

การใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อทำข้อเสนอเฉพาะบุคคล สามารถเพิ่มทั้ง ความถี่ในการซื้อและยอดใช้จ่ายต่อครั้ง ได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าการเข้าใจลูกค้าแต่ละคนจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของธุรกิจ
🔴 4. Community & Emotional Bond

กลยุทธ์ใหม่ที่หลายแบรนด์เริ่มใช้คือ การสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับลูกค้า

ลูกค้าประจำไม่ได้ซื้อเพราะราคาถูกที่สุด แต่ซื้อเพราะ “รู้สึกผูกพันกับแบรนด์” ยกตัวอย่าง การสร้างคอมมูนิตี้ของลูกค้า, การจัดกิจกรรมสำหรับสมาชิก หรือการเล่าเรื่องแบรนด์ที่มีคุณค่า

เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความสัมพันธ์จะยาวกว่าการขายสินค้าเพียงครั้งเดียว

🔴 Case Study แบรนด์ที่เปลี่ยน “ขาจร” เป็น “ขาประจำ” ที่เราเห็นกันบ่อยๆ

[[Starbucks Loyalty Ecosystem]]

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Starbucks Rewards โปรแกรมสมาชิกของ Starbucks ไม่ได้ให้แค่แต้มสะสม แต่สร้างระบบนิเวศลูกค้าทั้งหมด เช่น สั่งล่วงหน้าผ่านแอป จ่ายเงินผ่านแอป รับแต้มและรางวัล ผลคือสมาชิกมีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำสูง และสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการสร้าง Community & Emotional Bond ผ่านสินค้า Merchandise ที่ออกมาอย่างต่อเนื่องให้ลูกค้าได้สะสม
[[Amazon: Personalization Engine]]

E-Commerce ระดับโลก Amazon เป็นตัวอย่างของการใช้ Data และ AI ได้เป็นอย่างดี กับระบบแนะนำสินค้า “Customers who bought this also bought” หรือ สินค้าที่มักซื้อด้วยกัน แต่เป็นสินค้าคนละประเภทกัน เช่น ถ้าคุณสนใจซื้อมือถือ ระบบจะนำเสนอสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องมาให้ อย่าง เคสกันรอย ฟิล์มติดกระจก

เหล่านี้คือการช่วยเพิ่มโอกาสซื้อซ้ำ และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแพลตฟอร์มเข้าใจตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ลูกค้าจำนวนมากกลับมาใช้ Amazon เสมอ
นอกจากการขยายฐานลูกค้าใหม่เพื่อให้ธุรกิจได้เติบโตแล้ว อย่าลืมรักษาฐานลูกค้าเก่า เปลี่ยนขาจรให้เป็นขาประจำ เพื่อทำให้ธุรกิจแข็งแรง เพราะสุดท้ายแล้วลูกค้าประจำไม่ใช่แค่คนที่ซื้อซ้ำ แต่คือคนที่ เลือกแบรนด์เดิม แม้จะมีตัวเลือกมากมายกว่าเดิม

อ้างอิง: Bain & Company, Harvard Business Review, LoyaltyLion และ Customer Experience Research

13/03/2026

ยอดขาย 400 ล้าน งบยิงแอด ไม่ถึง 1% วิธีแบบ LA GLACE | BrandCase
-ในยุคที่แบรนด์ห้ำหั่นกันด้วยการยิงแอดโฆษณาในแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่มีเคสของ LA GLACE ที่น่าสนใจ คือทำยอด 400 กว่าล้าน โดยใช้งบยิงแอดไม่ถึง 1%

โดยปี 2567 LA GLACE ทำยอดขาย 420 ล้านบาท และภายในปี 2571 ตั้งเป้าจะมียอดขายให้ถึง 2,000 ล้านบาท

กลยุทธ์เบื้องหลังตัวเลขนี้ เบื้องหลังคนสำคัญมาจาก คุณคิว คุณธีระฑัต หนูดำ CMO ของ LA GLACE มาเล่าในรายการ THE BRIEFCASE ของลงทุนแมน

ซึ่งคุณคิวแชร์ว่า มาจากการอ่านพฤติกรรมผู้บริโภค และอ่านระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม แล้วเอามาคิดกลยุทธ์ในมุมการตลาด

[คุณคิว จะมาเล่าวิธีทำการตลาดที่ไม่ต้องใช้งบเยอะ แต่สร้างแบรนด์ให้แมสระดับประเทศ เล่าแบบเจาะลึก ที่งานผู้ประกอบการ The Entrepreneur Forum บัตรเหลือ 200 ที่นั่งสุดท้าย รีบจองก่อนเต็ม 👇
https://www.zipeventapp.com/e/The-Entrepreneur-Forum-2026]

และนี่คือหัวใจของกลยุทธ์การตลาดฉบับ LA GLACE ยอดขาย 400 ล้าน งบยิงแอด ไม่ถึง 1%

1. เปลี่ยนผ่านจากยุค Social Base สู่ Attention-based Economy

ในอดีต แพลตฟอร์มมักจะส่งคอนเทนต์ให้เราดูตามเพจที่เราเคยกดไลก์หรือกดติดตาม แต่ทุกวันนี้ แพลตฟอร์มวัดผลจากระยะเวลาที่คนหยุดดู
หรือที่หลังบ้านในแพลตฟอร์มจะบอกเราผ่านตัวเลข เช่น Watch Time หรือ Average Watch Time

หากคอนเทนต์น่าสนใจพอ แพลตฟอร์มก็จะนำส่งไปให้คนดูเรื่อย ๆ โดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณาแพง ๆ

LA GLACE เลยให้ความสำคัญมาก ๆ กับความน่าสนใจของคอนเทนต์เพื่อดึงดูดผู้คนให้หยุดดู ซึ่งมันทำให้ทดแทนการซื้อแอดแบบเดิม ๆ ได้ แถมบางทีได้ความสนใจมากกว่ายิงแอดอีก

โจทย์ที่ LA GLACE เอามาโฟกัส คือจะตัดคลิปสั้นอย่างไร ให้เป็นไวรัล ให้คนสนใจคอนเทนต์ในนั้น ซึ่งก็จะมีสินค้าหรือความเป็นแบรนด์ Tie-in อยู่ข้างใน

2. ทุ่มเทการสร้างพลัง UGC เมื่อไม่ต้องทุ่มงบไปกับค่าโฆษณา

UGC = User Generated Content หรือคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคหรืออินฟลูเอนเซอร์เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมาเอง โดยที่แบรนด์ไม่ต้องจ่ายเงินจ้าง

โดยการเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์ได้ลองใช้สินค้าก่อน เพื่อให้พวกเขาช่วยทำคอนเทนต์รีวิวในมุมมองของตนเอง

ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง การรีวิวของลูกค้าเพียง 1 คน อาจสร้างยอดวิวได้หลักแสนถึงหลักล้าน และกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เติบโตไปพร้อมกับผู้ใช้งานจริง

โจทย์ที่ LA GLACE เอามาโฟกัส คือการทำอย่างไร ให้สินค้าบางตัว หรือหลาย ๆ ตัวเป็นคอนเทนต์ได้

3. โมเดล Affiliate มีพลังเยอะมาก เพราะสมัยนี้ "คนซื้อของกับคน มากกว่าซื้อกับแบรนด์"

ข้อมูลที่น่าสนใจในตลาดความงามบน TikTok เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านบาท ยอดขายถึง 60-70% ไม่ได้เกิดจากการที่ลูกค้าซื้อผ่านช่องของแบรนด์โดยตรง แต่เป็นการซื้อผ่านเหล่าครีเอเตอร์

LA GLACE เลยเอางบการตลาด แทนที่จะเอาไปใช้ยิงแอดออนไลน์ เอาไปใช้ในรูปแบบของการแบ่งค่าคอมมิชชัน ด้วยโมเดล Affiliate หรือจ่ายค่าส่วนแบ่งยอดขาย ให้กับผู้ช่วยขายในแพลตฟอร์มต่าง ๆ

โจทย์ที่ LA GLACE เอามาโฟกัสและวิเคราะห์ คือคาแรกเตอร์ของครีเอเตอร์คนไหน แบบไหน ที่มีแนวโน้มที่จะช่วยป้ายยาสินค้าตัวไหนได้ดี เพื่อจะได้เข้าไปซัปพอร์ตคนนั้น ๆ เพื่อผลักดันยอดขายให้ตรงจุดที่สุด

4. โกยยอดขายด้วย Live Commerce ทวีคูณด้วยพลัง วันเบิ้ล โดยไม่ต้องใช้งบยิงแอด

พฤติกรรมของลูกค้าที่ซื้อเครื่องสำอาง มักจะรอจังหวะซื้อในช่วงที่มีโปรโมชันหรือแคมเปญใหญ่

LA GLACE ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ด้วยการจัด Live Commerce อย่างจริงจัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วงแคมเปญ 8.8

LA GLACE จัดไลฟ์แบบมาราธอนทีเดียว 25 ชั่วโมง ผ่านทั้งช่องทาง TikTok และ Shopee ซึ่งสามารถกวาดยอดขายทะลุ 103 ล้านบาทได้ภายในไลฟ์เดียว

ในช่วงเวลาปกติ ลูกค้าอาจจะซื้อสินค้าทีละชิ้นสองชิ้น แต่เมื่อถึงช่วงโปรโมชัน ลูกค้าบางคนตุนสินค้าชนิดเดียวถึง 16 กระปุก ซึ่งสามารถใช้ได้ยาวนานข้ามปี

การทำแคมเปญลักษณะนี้ทำให้แบรนด์กอบโกยกระแสเงินสดก้อนใหญ่ได้ โดยแทบไม่ต้องพึ่งพางบยิงแอดเยอะ

แต่คำถามคือ จะปูทางมาอย่างไร ให้ถึงเวลาวันจะขึ้น Live แล้วดึง Lead ดึงคนที่สนใจสินค้า เข้ามาดูแล้วปิดการขายให้ได้

ถ้าอยากฟังคุณคิว CMO ของ LA GLACE เล่าเทคนิคเรื่องนี้แบบเจาะลึก มีเคสจริงของ LA GLACE มาเล่า มาฟังได้ที่งานผู้ประกอบการ The Entrepreneur Forum บัตรเหลือ 200 ที่นั่งสุดท้าย รีบจองก่อนบัตรหมด
https://www.zipeventapp.com/e/The-Entrepreneur-Forum-2026

นอกจาก LA GLACE ก็จะมี Yoguruto, ชาตรามือ, Tofusan, แก้วบูทีค, Kaniva, MK Group, SUITCUBE, Maguro, iHAVECPU, Aura Bangkok Clinic, Plan B, Bar B Q Plaza, maison KEEPS มารวมตัวกันบอกวิธีทำธุรกิจที่งานนี้

กลยทธ์ Starbucks ที่ใช้ตีตลาด พิชิตใจลูกค้าStarbucks ขายกาแฟ หรือขายพื้นที่ชีวิต?หลายคนอาจมองว่า Starbucks คือร้านกาแฟรา...
06/03/2026

กลยทธ์ Starbucks ที่ใช้ตีตลาด พิชิตใจลูกค้า
Starbucks ขายกาแฟ หรือขายพื้นที่ชีวิต?

หลายคนอาจมองว่า Starbucks คือร้านกาแฟราคาสูงเมื่อเทียบกับร้านกาแฟทั่วไป แต่หากมองในมุมการตลาด จะพบว่า Starbucks ไม่ได้แข่งขันด้วย “รสชาติกาแฟ” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังขายสิ่งที่มีมูลค่าสูงกว่านั้น ซึ่งสิ่งนั้นคือ “พื้นที่ชีวิต (Life Space)” และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคเข้ามาใช้เวลาร่วมกับแบรนด์

ในเชิงกลยุทธ์ Starbucks ยกระดับกาแฟจากสินค้า (Product) ให้กลายเป็นประสบการณ์ (Experience) ลูกค้าไม่ได้เข้ามาแค่เพื่อดื่มกาแฟเพียงหนึ่งแก้ว แต่เข้ามาเพื่อทำงาน ประชุม พักผ่อน หรือรอเวลา พื้นที่ภายในร้านจึงถูกออกแบบให้รองรับ “การใช้ชีวิต” มากกว่าการนั่งดื่มแล้วลุกออกไปอย่างรวดเร็ว

แนวคิดสำคัญของ Starbucks คือ “Third Place” หรือ “สถานที่ที่สาม” ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านและที่ทำงาน เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องมีข้อผูกมัด ไม่ต้องเร่งรีบ และไม่ต้องอธิบายเหตุผลในการเข้ามา แบรนด์ไม่ได้สื่อสารตรง ๆ ว่าให้นั่งได้นาน แต่เลือกออกแบบบรรยากาศ แสงไฟ กลิ่น เสียงเพลง และการจัดที่นั่ง ให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและอยากใช้เวลาอยู่ที่ร้านให้นานที่สุด

บรรยากาศจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง ยิ่งลูกค้าอยู่ในพื้นที่ของแบรนด์นานเท่าไร ความผูกพัน (Brand Attachment) ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การกลับมาใช้บริการซ้ำโดยอัตโนมัติ
ในแง่ของราคา Starbucks มักถูกตั้งคำถามว่า “แพงเกินไป” แต่ความจริงคือ ลูกค้าที่ทานไม่ได้เปรียบเทียบราคากับร้านกาแฟทั่วไป แต่ลูกค้าเปรียบเทียบกับคุณค่าที่ได้รับ เช่น พื้นที่ทำงานชั่วคราว พื้นที่ประชุม หรือพื้นที่พักใจในเมือง เมื่อมองเช่นนี้ กาแฟหนึ่งแก้วจึงกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลสำหรับการซื้อเวลาและพื้นที่

บทเรียนทางการตลาดจาก Starbucks คือ ธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องขายสินค้าราคาถูกที่สุด แต่ต้องขายคุณค่าให้ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่แค่ตอบว่าขายอะไร แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ลูกค้า “ใช้” สินค้านั้นในบริบทใดของชีวิต
ท้ายที่สุดแล้ว Starbucks ไม่ได้ขายกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ขายความรู้สึกว่า “ที่นี่คือพื้นที่ของคุณ”
และนั่นคือเหตุผลที่แบรนด์สามารถสร้างความภักดี และรักษามูลค่าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

#การตลาดควอนตั้ม

ขายของแพง ไม่ต้องแรงก็ได้ขายของไม่ต้องถูกที่สุด ไม่ต้องแรงที่สุด 💥แต่สิ่งที่สำคัญคือ ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าและอยากจ่าย ขายข...
03/03/2026

ขายของแพง ไม่ต้องแรงก็ได้

ขายของไม่ต้องถูกที่สุด ไม่ต้องแรงที่สุด 💥
แต่สิ่งที่สำคัญคือ ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าและอยากจ่าย

ขายของไม่ต้องตะโกน 📢
Luxury Brand ที่เราเห็นกันในตลาดอย่าง Panpuri, Cartier, Versace ก็ไม่เคยพูดว่า
‘ซื้อฉันสิ’ แต่ทำไมคนถึงรู้สึกว่า แพงและคุ้มค่า

เคล็ดลับคือ Subtle Branding: ใช้ภาพลักษณ์ สี ฟอนต์ และสไตล์ให้สื่อถึงความพรีเมียม
เล่าเรื่องราวไลฟ์สไตล์หรือประสบการณ์ มากกว่าสินค้า
โพสสม่ำเสมอ สร้าง ภาพจำ ให้ลูกค้าผูกแบรนด์กับความพรีเมียม

ร้านคุณเองก็ทำได้… และถ้าอยากให้ มืออาชีพช่วยสร้างภาพลักษณ์และคอนเท้นแบบนี้
Quantum Marketer เราพร้อมดูแลหลังบ้านให้คุณ ครบทั้งคอนเท้น + การตลาด + ยิง Ad เริ่มต้นเพียงวันละ 266 บาท
#ร้านดังไม่ต้องโชว์ #ยิงแอดหลังบ้าน

02/03/2026
จริงมั้ย?
02/03/2026

จริงมั้ย?

รู้หรือไม่? แม้ตอนนี้เศรษฐกิจไทยอาจยังไม่สู้ดีเท่าไร แต่คนไทยส่วนมากยอม ‘จ่ายเพิ่ม’ เพื่อแลกกับสินค้าคุณภาพ
‘CUBE INSIGHTS’ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ปัจจุบัน พวกเราได้เข้าสู่ยุคของ ‘Confidence Commerce’ แล้ว ซึ่งหมายถึงการที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเพราะ ‘ความเชื่อมั่น’ มากกว่าปัจจัยทางราคา
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าจะขยายจาก 9.7 แสนล้านบาทในปี 2025 เป็น 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2030 ซึ่งหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เน้นการเติบโตทางมูลค่าคำสั่งซื้อมากกว่าปริมาณ
‘ภีม เบ็ญจศิริวรรณ’ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึกประจำ CUBE INSIGHTS เผยว่า สัดส่วนการใช้จ่ายผ่านร้านค้า ‘แบรนด์แท้’ หรือ ‘Mall’ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าจะเพิ่มจาก 30% ในปี 2025 เป็นมากกว่าครึ่งหรือ 55% ของยอดธุรกรรมทั้งหมดในปี 2030
[ คนไทยยอมจ่ายเพิ่ม ถ้าได้แบรนด์แท้หรือของที่มีคุณภาพกว่า ]
นอกจากนี้ ‘ภีม’ ยังเห็นว่ากว่า 91% ของคนไทยซื้อสินค้าแบรนด์แท้บนแพลตฟอร์ม ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงอันดับต้นๆ ของภูมิภาคอาเซียน น้อยกว่าอันดับ 1 อย่างเวียดนามเพียง 2%
เมื่อพูดถึงแบรนด์แท้ หมวดหมู่ที่คนไทยนิยมที่สุดในฟีเจอร์ Mall ก็คือ 1. บิวตี้และของใช้ส่วนตัว (81%) 2. แฟชัน (75%) และ 3. เครื่องใช้ไฟฟ้า (62%) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ต้องการมาตรฐานกับความน่าเชื่อถือสูง
ภีมอธิบายว่า 67% ของคนไทยยอมจ่ายเพิ่ม 5-10% เลย เพื่อแลกกับความมั่นใจในคุณภาพและความน่าเชื่อถือ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อสินค้าในฟีเจอร์ Mall ได้แก่
- คุณภาพสินค้า 77%
- ราคา 66%
- ความน่าเชื่อถือและสินค้าแท้ 64%
- ดีลพิเศษ 51%
[ กว่าครึ่งของคนไทยอัปเกรดของที่ใช้จากปีก่อน ]
ไม่ใช่แค่ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อแบรนด์แท้เท่านั้น เพราะอีกหนึ่งเทรนด์ที่ภีมเห็นคือ พฤติกรรม ‘Trade-up’ ในหมู่นักช็อปไทย
Trade-up คือการที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มไปอีกระดับ เพื่อซื้อสินค้าประเภทเดิมในคุณภาพที่พรีเมียมขึ้น ซึ่งปกติแล้วโครงสร้างระดับสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ สามารถจำแนกออกเป็น 4 ระดับคือ
- Tier 1: สินค้าทั่วไปหรือไม่มีแบรนด์ ไม่เน้นคุณภาพ ในราคาเริ่มต้น
- Tier 2: แบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก ใช้งานได้จริง น่าเชื่อถือ ในราคาคุ้มค่า เช่น H&M Home
- Tier 3: สินค้าคุณภาพสูงจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังเข้าถึงได้ เช่น ZARA Home
- Tier 4: สินค้าพรีเมียมระดับเรือธงหรือสินค้าหรูจากแบรนด์ชั้นนำ คุณภาพระดับสูง ราคาสูง เช่น Ralph Lauren Home
ภีมกล่าวว่า ในปีนี้ ราว 50% ของผู้บริโภคออนไลน์ชาวไทยใช้จ่ายกับสินค้าคุณภาพสูงหรือแบรนด์แท้เพิ่มขึ้น 10-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน
เช่นเดียวกับ ‘วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lazada ประเทศไทย ที่เห็นผู้ใช้งานใช้จ่ายสูงขึ้นประมาณ 10% ในสินค้าเกือบทุกหมวดหมู่ โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นราว 20% เลย
แม้อาจดูสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ แต่ ‘วาริสฐา’ มองว่า ปัจจุบัน ผู้บริโภคคิดมากขึ้นกับการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้น แทนที่จะซื้อสินค้าเพราะราคาหรือคอนเทนต์ที่รวดเร็ว พวกเขากลับมีความตั้งใจซื้อมากขึ้นและเน้นคุณภาพระยะยาว ทำให้เกิดเป็นการ Trade-up บนแพลตฟอร์มออนไลน์
[ LazMall โต 51% เตรียมประเดิมเมกะแคมเปญแรกคือ 3.3 คืนนี้ ]
ในแง่ของ ‘LazMall’ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ร้านค้าแบรนด์แท้ของ Lazada วาริสฐาก็พบว่าในปี 2025 มีการเติบโต 51% เมื่อเทียบกับปี 2024 แถมมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ในช่วงแคมเปญ 12.12 ยังมากกว่าวันธรรมดาถึง 2.5 เท่า
วาริสฐาเล็งเห็นว่า LazMall จะยังเป็นหัวใจสำคัญต่อไป โดยต้องการให้เป็นศูนย์รวมสินค้าแบรนด์แท้กับสินค้าคุณภาพทั้งของแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทย ซึ่งครอบคลุมทุกหมวดหมู่ตามต้องการ
ในปีนี้เอง Lazada ก็ตั้งใจที่จะเน้นเรื่องความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือกับผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในแง่สินค้า บริการ ไปจนถึงประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์การเข้าสู่ยุค Confidence Commerce
Lazada จะประเดิมเมกะแคมเปญแรกด้วย ‘3.3 เซลใหญ่ ใส่เต็มต้นปี’ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม (20:00 น.) ถึง 5 มีนาคม 2026 พร้อมเปิดตัวโปรเจกต์ ‘Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada’
ทางแพลตฟอร์มเล่าว่า นี่คือครั้งแรกของวงการอีคอมเมิร์ซไทยที่ไปจับมือกับคาแรกเตอร์ระดับโลก โดยนำตัวละครขวัญใจมากมายมาคอลแลบกับสินค้าแฟชันแบรนด์ไทย อาทิ Endless Holiday, LOOKBOOKLOOKBOOK และ Happy Sunday
สำหรับ Brand Inside แล้ว การมาของ Confidence Commerce อาจไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทย ‘คิดก่อนจ่าย’ มากขึ้น เพื่อแลกกับความคงทน เสมือนเป็นการลงทุนกับความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า
#ธุรกิจคิดใหม่ #อีคอมเมิร์ซ #ผู้บริโภค #คุณภาพ

01/03/2026

"ทำไปไม่กลัวเจ๊งหรอ" "ทำไปไม่กลัวหมดตัวหรอ"
วันนี้พวกเราได้เห็นคนที่ประสบความสำเร็จในระดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นเหล่าเศรษฐีพันล้าน หรือ ผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือ "นิสัยกล้าเดิมพัน" หรือ “กล้าที่จะเสี่ยง” เพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 2020 พบว่า 91% ของบรรดาเหล่ามหาเศรษฐีและผู้นำธุรกิจระดับโลก มีนิสัยกล้าเดิมพันและกล้าเสี่ยงด้วยทุกสิ่งที่ตัวเองมี สถิตินี้สูงกว่าคนธรรมดาทั่วไปถึง 4 เท่า
นอกจากนี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จเหนือค่าเฉลี่ยเหล่านี้ยังมีความคิดที่ว่า "ถ้าไม่กล้าเสี่ยง คุณก็ไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน" มากถึง 72% เทียบกับคนทั่วไปที่มีเพียง 23%
แล้วเพราะอะไร ? ทำไมคนเหล่านี้จึงกล้าเสี่ยงขนาดนั้น?
ทั้งๆที่บางสิ่งบางอย่างอาจจะทำให้เขาหมดตัวได้
นักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความสำเร็จ ดร.แมรี่ ฮอว์กิ้นส์ กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเพราะความมั่นใจและศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งที่ตนเชื่อ พวกเขาเต็มไปด้วยความกระหายและแรงบันดาลใจที่จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้น
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคงหนีไม่พ้น "Elon Musk" วิศวกรและนักลงทุนแนวหน้าของโลก เขามีแนวคิดบ้าบิ่นที่ต้องการให้มนุษย์ได้เดินทางไปบนดาวอังคารและต้องการทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ ซึ่งแต่ละโปรเจคต์เหล่านี้ล้วนต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาล และยังมีความเสี่ยงสูงมากที่จะล้มเหลว
แต่ด้วยความเพียรพยายามและความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของ Elon Musk ในที่สุดเขาก็ได้รับความสำเร็จ จนกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกที่มีทรัพย์สินมากกว่า 6.12 - 6.46 ล้านล้านบาทไทย
หรือ ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เป็นคนไทยแท้ๆ ก็คงหนีไม่พ้น “คุณ คมสันต์ แซ่ลี” ที่กล้าเสี่ยงและเดิมพันในการลงทุนสร้าง StartUp เกี่ยวกับการขนส่งที่มีชื่อว่า Flash ที่ขณะนั้นคุณคมสันต์ เริ่มมีเงินหลักร้อยล้านบาทแล้ว หลังจากที่ตัวเขาเองมาจากเด็กดอยบ้านจน ที่ไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ แต่ก็เริ่มหาเงินตั้งแต่เด็กๆ ทำธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่มหาลัยที่รับจัดหาซื้อวัตถุดิบต่างๆ ให้กับพ่อค้าแม่ค้าภายในตลาด จนส่งผลให้คุณคมสันต์มีเงินเก็บ 10 ล้านบาทตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และมีเงินเก็บหลักร้อยล้านในเวลาต่อมาเพราะเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศให้กับชาวต่างชาติ (คนจีน)
จนสุดท้ายแล้ว คุณคมสันต์ ต้องตัดสินใจว่าจะเปิด Flash ที่เป็นบริษัทขนส่งภายในประเทศที่ต้องใช้เงินเยอะมากๆ ต้องเริ่มต้นเปิดบริษัทด้วยเงินทุนส่วนตัวทั้งหมด จนภรรยาต้องพูดว่า “วันที่ฉันเจอคุณวันแรก คุณไม่มีรองเท้าใส่ ฉันก็ผ่านพ้นมากับคุณ วันนี้เรามีฐานะที่ดีขึ้นแล้ว คุณจะให้ฉันกลับไปไม่มีรองเท้าใส่อีกแล้วหรอ” แต่สุดท้ายแล้วด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและความทะเยอทะยานของคุณคมสัตน์ ก็สามารถนำพาให้บริษัท Flash เติบโตขึ้นมาเป็น Startup Unicorn ที่มีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านบาทตัวแรกของเมืองไทยได้สำเร็จ จากที่ลงทุนด้วยเงินทุนของตัวเองในช่วงแรกไปหลัก 100 ล้านบาท
เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดว่า “คนสำเร็จเหนือค่าเฉลี่ย” มักกล้าเดิมพันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามีจริงๆ
แม้สิ่งๆนั้นจะเสี่ยงทำให้พวกเขาต้องกลับไปยากจนอีกครั้ง หรือ ไม่มีเงินอีกครั้ง เป็นความคิดที่ค่อนข้างจะค่อนข้างท้าทายมากๆ แต่ต้องยอมรับว่านี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ได้ด้วยเช่นกัน อย่างคำกล่าวว่า “ถ้าไม่กล้าเสี่ยง ก็ไม่ได้อะไรเลย”
แต่อย่างไรก็ตาม “เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ”
“ทุกความกล้า” ล้วนมาจาก “ความมั่นใจ” และ “ความเชื่อมั่น” ว่าสิ่งที่เขาทำจะต้องสำเร็จแน่ๆ
ไม่ว่าจะด้วยการวิเคราะห์ตลาด หรือ เทรนด์ในอนาคต ที่เขามองออกว่าสิ่งนี้มันจะกำลังมาแน่นอน
เพราะฉะนั้นแล้ว.. “เขาไม่ได้เดิมพันมั่วๆ” หรือ “เดิมพันโดยหลับตาจิ้ม”
ถ้าจะ “เดิมพัน” ก็ต้องศึกษาให้ลึกและรู้จริงให้มากกว่าคนส่วนใหญ่ให้ได้
ใช้เวลาศึกษาให้มากกว่า ลงพื้นที่จริงให้มากกว่า
จนมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำมัน “มีโอกาสสำเร็จ” มากกว่า “ล้มเหลว” แน่ๆ
เมื่อนั้นคุณจะ “เดิมพันสุดตัว” ก็ไม่มีปัญหา
และถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ "เอาจริง" กับชีวิต
ที่ไม่อยากใช้ชีวิต "แบบเดิม" อีกต่อไป
อยากมุ่งหน้าหาทางลัด ไปสู่ความมั่งคั่งแบบ Fastlane (ทางด่วน)
นี่คือสิ่งหนึ่งที่คุณต้องเข้าใจ...
"เงิน" ไม่ได้เข้าหาคนที่ทำงานหนักที่สุด
แต่มันเข้าหาคนที่รู้วิธีเล่นเกมของมัน
นั่นแหละ... ทำไม 1% ของโลกถึงรวยแบบไม่มีวันจน
เพราะพวกเขา "รู้มากกว่า" และ "คิดเป็น" ตั้งแต่แรก
และถ้าคุณอยากเป็นแบบนั้น...
อยาก "แฮก" ระบบการเงินให้เติบโตไว
อยากรู้ว่าเศรษฐีระดับโลกคิดกันยังไง
นี่คือ หนังสือที่คุณต้องอ่าน
📌 "แพ็คหนังสือ Rich Hacker"
หนังสือที่ไม่ได้มีไว้แค่ให้ "อ่าน"
แต่มันคือ "คีย์ลัด" ที่จะพาคุณออกจากชีวิตเดิมๆ
และ .เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเงิน" และ "เปลี่ยนชีวิตของคุณ" ไปตลอดกาล
[พิเศษ] แพ็ค 4 เล่ม ที่ Money Better อยากแนะนำให้อ่าน
ถ้าคุณอยาก Hack การเงินให้เติบโตเร็ว เหนือค่าเฉลี่ย
เซ็ตนี้ประกอบไปด้วย
(1.) วิธีเป็นคน 1% ที่หาเงินเก่งที่สุด
(2.) พ่อรวยสอนลูก (ฉบับครบรอบ 25 ปี)
(3.) เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี Millionaire Fastlane
(4.) Money 101 โค้ชหนุ่ม
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้... แสดงว่าคุณ
"คิดต่างจากคนส่วนใหญ่" และเป็น "TOP1%" แล้ว
เหลือแค่อย่างเดียว...
ลงมืออ่าน และใช้มันให้เกิดผลลัพธ์จริง 💰🔥
ลองคิดดู… ถ้าคุณรู้เรื่องนี้เร็วขึ้นอีก 3 ปี ชีวิตจะเป็นยังไง?
ถ้าหากสนใจสั่งซื้อ สามารถพิมพ์ "A4" ในคอมเมนต์นี้
หรือ Inbox ทาง LINE ผ่านลิงก์ข้างล่างนี้มาได้เลยครับ
> https://lin.ee/48L6dTg

ที่อยู่

Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 22:00
อังคาร 09:00 - 22:00
พุธ 09:00 - 22:00
พฤหัสบดี 09:00 - 22:00
ศุกร์ 09:00 - 22:00
เสาร์ 09:00 - 22:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66636516525

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Great Marketerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง The Great Marketer:

ทางลัด

แชร์