11/06/2026
ใครที่คิดว่า พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นเพียงแค่เรื่องของขยะ และสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว คุณกำลังคิดผิด! เพราะความจริงแล้วนี่คือเรื่องของเศรษฐกิจเต็ม ๆ
เพราะมันเกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค ต้นทุนของภาคธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
แล้วถ้า พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน ผ่านขึ้นมาจริง ๆ ใครจะได้ประโยชน์บ้าง? มาดูกัน👇
🏢 1. ประโยชน์ต่อธุรกิจ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตามาไล่เบี้ยหรือสร้างภาระให้ภาคผลิต แต่มันคือกติกาที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจผ่านกลไกต่าง ๆ
ลดต้นทุนวัตถุดิบใหม่ (Virgin Materials): ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า หากไทยลดการใช้วัตถุดิบใหม่ได้ราว 10-15 ล้านตัน/ปี ธุรกิจจะประหยัดต้นทุนการผลิตไปได้มหาศาล และลดความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบโลกที่ผันผวน
เพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเก็บกลับสินค้าและผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน: กฎหมายนี้กำหนดให้มีการจัดตั้ง PRO (Producer Responsibility Organization) หรือองค์กรกลางที่ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบเก็บกลับในนามของผู้ผลิต โดยผู้ผลิตจะร่วมจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าสู่ระบบ เพื่อนำเงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคัดแยก การเก็บรวบรวม และการรีไซเคิลทั่วประเทศ
สร้างความต้องการในตลาดให้วัสดุรีไซเคิล:
เมื่อกติกาบังคับให้ผู้ผลิตต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลัก Eco-design และกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของการใช้วัสดุรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์บางประเภทอย่างชัดเจน เมื่อโรงงานและแบรนด์ต่าง ๆ ต้องใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตสินค้าใหม่ ความต้องการในตลาดก็จะเพิ่มขึ้นทันที
ช่วยให้วัสดุที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะ กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า มีผู้ซื้อรองรับ และมีตลาดที่มั่นคงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในสหภาพยุโรปกำหนดให้ขวด PET ต้องมีพลาสติกรีไซเคิลผสมอย่างน้อย 25% ภายในปี 2025 ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมรีไซเคิลทั่วทั้งห่วงโซ่
ทำให้ราคาของวัสดุรีไซเคิลจับต้องได้: เมื่อระบบ PRO สามารถรวบรวมวัสดุกลับมาได้ในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมก็มีความต้องการใช้วัสดุรีไซเคิลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จะทำให้ผู้ประกอบการรีไซเคิลสามารถลงทุนและขยายกำลังการผลิตได้อย่างคุ้มค่า และทำให้ราคาของวัสดุรีไซเคิลสามารถแข่งขันกับวัตถุดิบใหม่ได้มากขึ้น
ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก: ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) เริ่มใช้กฎหมายใหม่ เช่น ESPR (Ecodesign for Sustainable Products Regulation), PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation), Digital Product Passport และ CBAM
ซึ่งกำหนดให้สินค้าและบรรจุภัณฑ์ต้องออกแบบให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รีไซเคิลได้ และตรวจสอบย้อนกลับได้ หากธุรกิจไทยเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดความเสี่ยงในการสูญเสียตลาดส่งออกในอนาคต
เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ (New Business Models): CE ไม่ได้สร้างแค่กฎเกณฑ์ใหม่ แต่มันสร้าง “ตลาดใหม่” ด้วย เช่น Refill Station, ธุรกิจซ่อมและบำรุงรักษา, ธุรกิจใช้ซ้ำ (Reuse), ธุรกิจรีไซเคิลมูลค่าสูง,และโมเดลเช่าซื้อบริการแทนการขายขาด (Product-as-a-Service) ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ของทั้งธุรกิจรายใหญ่และ SME
เข้าถึงกองทุน CE ร่างกฎหมายยังเสนอให้มี “กองทุน CE” เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์ และปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
🧑🔧 2. ประโยชน์ต่อผู้บริโภค
คืน “สิทธิในการซ่อมแซม” (Right to Repair): เคยไหมที่เครื่องใช้ไฟฟ้าพังนิดเดียว แต่ศูนย์บอกว่า "ซื้อใหม่คุ้มกว่า" หรือหาอะไหล่ไม่ได้? ระบบ CE จะผลักดันให้เกิดการออกแบบที่ซ่อมง่าย (Eco-design) มีอะไหล่รองรับ และมีเครือข่ายช่างซ่อมที่ได้มาตรฐาน ผู้บริโภคไม่ต้องทิ้งของแพงๆ ก่อนเวลาอันควร
จ่ายน้อยลงในระยะยาว (Better Value): โมเดลธุรกิจแบบเติม (Refill) หรือใช้ซ้ำ (Reuse) จะช่วยให้เราจ่ายแค่ค่าเนื้อผลิตภัณฑ์ ไม่ต้องจ่ายค่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่ทุกครั้งที่ซื้อแชมพูหรือน้ำยาล้างจาน
ปลอดภัยต่อสุขภาพ: การควบคุมสารอันตรายในผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่กระบวนการผลิต จะช่วยลดสารเคมีตกค้างที่อาจหลุดรอดมาถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
🇹🇭 3. ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ
เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้สำเร็จ
✅ จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ราว 190,000 ล้านบาทต่อปี
✅ และสร้างงานสีเขียวได้มากกว่า 160,000 ตำแหน่ง
ลดภาระงบประมาณจัดการขยะมหาศาล: ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีต้นทุนในการเก็บขนและกำจัดขยะเฉลี่ย 500 - 700 บาทต่อตัน หากกฎหมาย CE สามารถลดขยะที่จะไปสู่หลุมฝังกลบได้หลายล้านตันต่อปี ประเทศจะประหยัดงบประมาณภาษีได้หลักพันล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่น
สร้างงานสีเขียว (Green Jobs) และนวัตกรรม: เศรษฐกิจหมุนเวียนจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรมรีไซเคิลขั้นสูง, แพลตฟอร์มการเช่า-ยืม, ธุรกิจอัปไซเคิล (Upcycling) และเครือข่ายร้านซ่อม ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานใหม่ได้อีกหลายพันตำแหน่ง รวมถึงกระตุ้นการเติบโตของกลุ่ม SME ด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม
สร้างความมั่นคงทางทรัพยากร: เมื่อเราลดการพึ่งพาทรัพยากรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และนำวัสดุที่เคยถูกมองว่าเป็น "ขยะ" กลับเข้าสู่ระบบการผลิตใหม่ ประเทศจะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสูงขึ้น
⚙️ แน่นอนว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใดที่ไม่ต้องลงทุน ไม่ว่าจะเป็น:
การลงทุนของภาครัฐ: ต้องใช้งบในการตั้งองค์กรเฉพาะด้าน CE เพื่อมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง จัดตั้งกองทุน ทำระบบฐานข้อมูล รวมถึงการอบรมและรณรงค์ให้ความรู้
การปรับตัวของผู้ประกอบการ: ธุรกิจต้องลงทุนปรับเปลี่ยนสายการผลิต หันมาใช้วัสดุที่ใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ ทำ Eco-design และต้องรับมือกับต้นทุนในการเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ
ต้นทุนระบบ EPR และโครงสร้างพื้นฐาน: ผู้ผลิตจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม (EPR fee) ตามปริมาณสินค้าที่จำหน่ายในตลาด เพื่อให้องค์กรตัวแทน (PRO) นำเงินไปสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบเก็บขนรีไซเคิลในแต่ละพื้นที่
ผลกระทบต่อธุรกิจรูปแบบเดิม: ธุรกิจที่ขัดกับหลักหมุนเวียน เช่น บ่อฝังกลบขยะ ร้านรับซื้อของเก่าที่ไม่ยอมเข้าระบบ EPR หรือโรงงานผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่ถูกแบนหรือห้ามแจกฟรี จะได้รับผลกระทบโดยตรง
แต่เมื่อเราหักลบต้นทุนกับผลประโยชน์แล้ว ระบบนี้จะสร้าง Win-Win Situation ให้กับทุกคนในระยะยาวอย่างสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน
#พรบเศรษฐกิจหมุนเวียน