มูลนิธิเส้นด้าย - Zendai Foundation

มูลนิธิเส้นด้าย - Zendai Foundation ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก มูลนิธิเส้นด้าย - Zendai Foundation, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร, 2D-03-05 ชั้น 2 โซน 1 เลขที่ 8 อาคารโกลด์มาร์เก็ต ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร, Bangkok

ร่วมสนับสนุน มูลนิธิเส้นด้าย
ได้ที่ไม่ใช้เส้น
ธนาคารกสิกรไทย บัญชี 1178359769
ชื่อบัญชี : มูลนิธิเส้นด้าย
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมพัฒนาสังคมไปด้วยกัน
เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เงิน 6,000 บาทต่อเดือน ต้องแบ่งให้ทั้งบ้าน…ทั้งค่าดูแลคนป่วย ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร และค่าเทอมของเด็กนี่คือเงินที่ลูกชายส่...
23/09/2026

เงิน 6,000 บาทต่อเดือน ต้องแบ่งให้ทั้งบ้าน…ทั้งค่าดูแลคนป่วย ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร และค่าเทอมของเด็ก

นี่คือเงินที่ลูกชายส่งมาให้ครอบครัวของ ศิริวรรณ วัย 59 ปี ในทุกวันที่ 5 ของเดือน

ศิริวรรณกำลังจะอายุครบ 60 ปีในอีก 2 เดือน และเกือบ 2 ปีแล้วที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียง
ก่อนหน้านี้ ศิริวรรณจะไม่เคยประกอบอาชีพ แต่เธอยังพอช่วยเหลือตัวเองและเดินได้ โดยใช้ไม้เท้าพยุงตัว น้ำหนักในตอนนั้นสูงถึง 130 กิโลกรัม และมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต และหัวใจโต
จนวันหนึ่ง ขณะที่กำลังออกไปเก็บผ้าอ้อม ในช่วงที่ฝนกตก ศิริวรรณเกิดล้มจนแขนหัก
หลังจากนั้น ในวันที่กำลังจะเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจอาการ จู่ๆมีตะขาบวิ่งสวนเข้ามา ครอบครัวที่กำลังพยุงเธอเกิดตกใจตะขาบที่เข้ามาในบ้าน จึงเผลอปล่อยมือ ทำให้ศิริวรรณล้มลงอีกครั้ง
และการล้มครั้งนั้น ทำให้ศิริวรรณไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก
จากวันที่เคยใช้ไม้เท้าพยุงตัว วันนี้เธอต้องนอนอยู่บนเตียงมาเกือบ 2 ปี แม้น้ำหนักจะลดลงจากเดิมเล็กน้อย และยังสามารถพูดคุยสื่อสารได้ แต่การใช้ชีวิตในแต่ละวันต้องมีคนคอยช่วยเหลือ
คนที่เข้ามาดูแลศิริวรรณอย่างใกล้ชิดคือ หลานสาว เดิมหลานสาวเคยขับวินมอเตอร์ไซค์ แต่หลังจากได้รับการขอร้องจากครอบครัว หลานสาวจึงเข้ามารับหน้าที่ดูแล ตั้งแต่เช็ดตัว ทำความสะอาด ไปจนถึงช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
ขณะที่คนหาเงินหลักของบ้านคือสามีของศิริวรรณ ซึ่งขับรถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก รายได้แต่ละวันไม่แน่นอน อยู่ที่ประมาณ 200–300 บาท
ในบ้านยังมีลูกชายของศิริวรรณ และหลานอีก 2 คน คนหนึ่งอายุประมาณ 2 ขวบ ส่วนอีกคนกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2
ลูกชายส่งเงินมาให้เดือนละ 6,000 บาท แต่เงินจำนวนนี้ไม่ได้เหลือไว้ใช้ในบ้านทั้งหมด เพราะต้องนำส่วนหนึ่งไปเป็นค่าจ้างให้หลานสาวที่ดูแลศิริวรรณ ส่วนที่เหลือจึงต้องนำไปใช้กับค่าอาหารและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของครอบครัว
ขณะที่ ค่าเช่าบ้านอยู่ที่เดือนละ 4,500 บาท
และยังมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของหลานที่บางครั้งเงินไม่พอ จนต้องมีค่าเทอมค้างชำระ
ศิริวรรณเองก็ไม่มีเงินเก็บ ทุกอย่างในบ้านจึงต้องอาศัยรายได้ที่เข้ามาแบบวันต่อวัน และเงิน 6,000 บาทที่ลูกชายส่งมาในแต่ละเดือน
แต่สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือการพาศิริวรรณไปโรงพยาบาล ในอดีต การเดินทางไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง บางครั้งเพียงค่าเอกซเรย์หรือเจาะเลือด ไปกลับ ก็อยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท
สำหรับครอบครัวที่แทบไม่มีเงินเหลือและไม่มีเงินเก็บ ค่าใช้จ่ายก้อนนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งภาระที่ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะศิริวรรณยังต้องรักษา แต่คนในบ้านก็ยังต้องกิน ต้องจ่ายค่าเช่า และเด็กๆ ก็ยังต้องไปโรงเรียน จนกระทั่งพยาบาลที่โรงพยาบาลแนะนำให้ครอบครัวรู้จักกับ รถเส้นด้าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร(สปสช.)
ครอบครัวจึงได้รับความช่วยเหลือเรื่องการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระค่าเดินทางที่เคยต้องจ่ายทุกครั้งที่พาศิริวรรณไปรักษา วันนี้ศิริวรรณยังคงต้องได้รับการดูแล สามียังคงต้องออกไปขับรถหาเงิน
เด็กๆ ยังต้องไปโรงเรียน และค่าใช้จ่ายในบ้านก็ยังคงเดินต่อไปทุกวัน

ในครอบครัวที่มีรายได้จำกัด การช่วยเหลือเพียงหนึ่งเรื่อง อาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตพวกเขาทั้งหมด
แต่มันอาจช่วยให้เงินก้อนเล็กๆ ที่มีอยู่
ไม่ต้องถูกแบ่งออกไปอีกทาง และทำให้ครอบครัวของศิริวรรณ ยังพอมีแรงประคองกันต่อไปได้
______________________________

บริจาคอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมาได้ที่
มูลนิธิเส้นด้าย เลขที่ 8 อาคารโกลด์ มาร์เก็ต
ชั้น 2 โซน 1 (ห้อง 2D-03,2D-04,2D-05 )
ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร 10900
โทร.02-096-5000
ร่วมสนับสนุนบริจาคกองทุน ผู้ประสบภัยทางสังคม
ธนาคารกสิกรไทย
เลขบัญชี 219-116508-2
หรือหากคุณเป็นบริษัท กลุ่มองค์กร
โครงการกิจกรรม CSR
ประสงค์จะช่วยเหลือในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์
สามารถติดต่อเราได้ที่ โทร.02-096-5000

“ขวัญเอ๊ย…ขวัญมาเด้อ”เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าจากเหตุการณ์จริง โดยใช้ “นามสมมติ” เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคค...
23/09/2026

“ขวัญเอ๊ย…ขวัญมาเด้อ”

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าจากเหตุการณ์จริง โดยใช้ “นามสมมติ” เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคลในเรื่อง

เมื่อ 30 ปีก่อน“ลุงต๋อย” เป็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งจากแดนอีสาน

ชายหนุ่มที่มีความฝันธรรมดา ๆ
คืออยากให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ในวันที่บ้านเกิดยังเต็มไปด้วยความยากลำบากเขาจึงตัดสินใจออกเดินทางจากบ้านมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคยอย่างประเทศอิสราเอล

เขาไม่ได้เดินทางไปเพียงลำพัง
สิ่งที่เขาแบกไว้บนบ่าไม่ใช่เพียงกระเป๋าเสื้อผ้าแต่คือ ความหวังของครอบครัว

เขาอาจเคยจินตนาการว่าหากวันหนึ่งกลับบ้านมาเขาจะนำเงินทอง นำชีวิตที่ดีขึ้นกลับไปฝากไว้ในมือของคนที่เขารักแต่บางครั้ง…ชีวิตก็ไม่ได้เดินตามเส้นทางที่เราวาดไว้

สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้ความฝันของชายหนุ่มคนหนึ่งต้องหยุดลงจากสิ่งที่เคยเรียกว่า “ความหวัง”ค่อย ๆ กลายเป็น “ความอับอาย”

เขารู้สึกว่าตัวเองกลับบ้านไม่ได้
เพราะกลับไปพร้อมความว่างเปล่า
กลับไปโดยไม่มีสิ่งที่เคยสัญญาไว้กับครอบครัว

และบางที…ความรู้สึกว่า“เราไม่สามารถทำอะไรให้ครอบครัวได้เลย”อาจเจ็บปวดยิ่งกว่าความลำบากเสียอีกลุงต๋อยจึงไม่ได้กลับบ้าน

เขาเลือกอยู่ต่อดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองในเมืองหลวงวันหนึ่งผ่านไปเดือนหนึ่งผ่านไปปีหนึ่งผ่านไป

จากชายหนุ่มที่เคยออกเดินทางพร้อมความฝันวันเวลาค่อย ๆ เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นชายชราคนหนึ่ง

บ้านหลังเดิมถูกขายไปชื่อของเขาค่อย ๆ หายไปจากเรื่องราวของครอบครัวไม่มีบัตรประชาชนไม่มีหลักฐานยืนยันตัวตนไม่มีบ้านให้กลับ
และไม่มีใครรู้ว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา
เขายังมีชีวิตอยู่ที่ไหน

จนกระทั่งวันหนึ่ง…

วันที่ร่างกายของลุงต๋อยไม่ไหวอีกต่อไปเขาล้มป่วย และได้รับความเมตตาจากพระคุณเจ้าเรื่องราวของชายชราคนหนึ่งจึงเดินทางมาถึง “เส้นด้าย”

จากวันนั้นการเดินทางครั้งใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นไม่ใช่การเดินทางไปยังต่างแดนเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนแต่เป็นการเดินทาง กลับบ้าน

การค้นหาชื่อการค้นหาตัวตน
การค้นหาร่องรอยของครอบครัว
ที่เลือนหายไปตามกาลเวลา

จนในที่สุด…

หลังจาก 30 ปีแห่งการพลัดพราก
ประตูบานหนึ่งกำลังจะเปิดออกคนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีบ้านให้กลับ
กำลังจะได้พบครอบครัวอีกครั้ง
เสียงดนตรีอีสานค่อย ๆ ดังขึ้น

“ขวัญเอ๊ย…ขวัญมาเด้อ…”

เสียงสู่ขวัญที่คนอีสานคุ้นเคยเสียงที่เหมือนกำลังเรียกสิ่งหนึ่งกลับคืนมา

เรียกขวัญที่หล่นหายเรียกคนที่พลัดพรากเรียกหัวใจที่เคยหลงทางตลอด 30 ปีที่ผ่านมาลุงต๋อยอาจเดินทางไกลแสนไกล

แต่บางที…

ปลายทางของการเดินทางทั้งหมด
อาจไม่ใช่ประเทศไหนไม่ใช่เมืองไหน
แต่อาจเป็นเพียงคำว่า“บ้าน”

วันนี้ เสียง “ขวัญเอ๊ย ขวัญมาเด้อ”
จึงไม่ใช่เพียงเสียงจากพิธีสู่ขวัญ
แต่มันเหมือนเสียงสัญญาณที่บอกว่า… การรอคอยได้สิ้นสุดลงแล้ว

จากการจากลาสู่การพบเจอจากชายชราคนหนึ่งที่เคยคิดว่าตัวเองถูกลืม
สู่การได้ยินเสียงเรียกจากครอบครัวอีกครั้ง

ขวัญเอ๊ย…ขวัญมาเด้อ
กลับบ้านเฮาเด้อ…

และหลังจากเดินทางมาไกลถึง 30 ปี
ในที่สุด…

ลุงต๋อยก็ได้กลับบ้าน

คนหนึ่งลุกจากเตียงไม่ได้ ส่วนอีกคนก็ลุกเดินไม่ได้ สองพี่น้องที่เคยช่วยกันดูแลกันเอง วันนี้ทั้งคู่กลับต้องมีคนดูแลพิภชกร ...
22/09/2026

คนหนึ่งลุกจากเตียงไม่ได้ ส่วนอีกคนก็ลุกเดินไม่ได้ สองพี่น้องที่เคยช่วยกันดูแลกันเอง วันนี้ทั้งคู่กลับต้องมีคนดูแล

พิภชกร (ทางเราขอเรียกชื่อโดยสั้น ว่า ป้าพิภ) วัย 61 ปี เดิมทีเป็นแม่ค้า ขี่รถสามล้อ ออกไปทำมาหากินทุกวัน แม้จะมีโรคความดันโลหิตสูง แต่ก็ยังใช้ชีวิตและหาเลี้ยงตัวเองตามปกติ
จนวันหนึ่ง ความดันของป้าพุ่งสูงมาก และต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์พบว่าเส้นเลือดในสมองแตก และต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาชีวิตไว้
หลังจากรักษาตัวอยู่นาน ป้าพิภไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้อีก จากคนที่เคยออกไปขายของทุกวัน วันนี้ป้ากลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และต้องมีคนคอยดูแลอยู่ตลอด
ช่วงแรก พี่สาวเป็นคนดูแลป้าพิภเป็นหลัก
สองพี่น้องช่วยกันประคองชีวิตในแต่ละวัน แม้จะไม่ง่าย แต่ก็ยังพอช่วยกันดูแลกันได้
จนวันหนึ่ง พี่สาวกลับประสบอุบัติเหตุลื่นล้มจนสะโพกหัก
จากคนที่เคยคอยดูแลป้าพิภ กลายเป็นคนที่ไม่สามารถเดินได้และต้องมีคนดูแลเช่นกัน คนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง อีกคนเดินไม่ได้
ภาระการดูแลจึงตกมาอยู่กับน้องชายของทั้งคู่เป็นหลัก โดยมีลูกหลานเข้ามาช่วยสลับกันเท่าที่ทำได้
แต่การดูแลผู้ป่วยระยะยาวมีค่าใช้จ่ายตามมาแทบทุกวัน รายได้ของครอบครัวมีเพียงเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และเงินเดือนของป้าพิภ เพียงเล็กน้อย เงินที่มีต้องแบ่งไว้ซื้อของจำเป็นสำหรับดูแลผู้ป่วย ทั้งผ้าก๊อซ แพมเพิส และของใช้ต่างๆ
แต่ในแต่ละเดือน รายจ่ายยังมากกว่ารายรับอยู่เสมอ และทุกครั้งที่ต้องพาป้าไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นอีก ครอบครัวจึงต้องค่อยๆ แบ่งเงินใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อให้ทุกคนผ่านแต่ละเดือนไปได้
จนเพื่อนบ้านได้แนะนำ โครงการรถเส้นด้าย ของมูลนิธิเส้นด้าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร (สปสช.) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยติดเตียงและครอบครัวที่มีข้อจำกัด สามารถเดินทางไปรับบริการทางการแพทย์ได้
รถเส้นด้ายช่วยรับ-ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระเรื่องการเดินทางในวันที่ครอบครัวต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายหลายด้านอยู่แล้ว เพราะสำหรับครอบครัวหนึ่ง ความลำบากอาจไม่ได้มีเพียงเรื่องการเจ็บป่วย
แต่คือการต้องดูแลคนที่รักไปพร้อมกับพยายามประคองชีวิตของทุกคนในบ้านให้เดินต่อไปได้

วันนี้ป้าพิภชกรอาจไม่ได้กลับไปขายของบนรถสามล้อคันเดิมอีกแล้ว แต่ป้ายังมีครอบครัวที่ช่วยกันดูแล และยังมีคนรอบข้างที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ ในวันที่ครอบครัวกำลังรับมือกับหลายเรื่องพร้อมกัน
______________________________

บริจาคอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมาได้ที่
มูลนิธิเส้นด้าย เลขที่ 8 อาคารโกลด์ มาร์เก็ต
ชั้น 2 โซน 1 (ห้อง 2D-03,2D-04,2D-05 )
ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร 10900
โทร.02-096-5000
ร่วมสนับสนุนบริจาคกองทุน ผู้ประสบภัยทางสังคม
ธนาคารกสิกรไทย
เลขบัญชี 219-116508-2
หรือหากคุณเป็นบริษัท กลุ่มองค์กร
โครงการกิจกรรม CSR
ประสงค์จะช่วยเหลือในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์
สามารถติดต่อเราได้ที่ โทร.02-096-5000

”ยายจนมาก ช่วยยายที ยายไม่มีเงิน อ่านหนังสือก็ไม่ออก มีแค่หลานชายที่ช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัว…“จากร้านขายของชำที่เคยเป็นร...
21/09/2026

”ยายจนมาก ช่วยยายที ยายไม่มีเงิน อ่านหนังสือก็ไม่ออก มีแค่หลานชายที่ช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัว…“

จากร้านขายของชำที่เคยเป็นรายได้ของครอบครัว วันนี้ลุงอำนวยกลับต้องนอนอยู่บนเตียง และมีคนคอยเฝ้าตลอดทั้งวัน

ลุงอำนวย วัย 76 ปี อุปนิสัยลุงเป็นคนตลก สร้างรอยยิ้มให้ลูกหลาน ก่อนหน้านี้ ลุงอำนวยเคยทำมาหากินด้วยการเปิดร้านขายของชำเล็กๆ แม้รายได้จะไม่ได้มากมาย แต่ก็เป็นช่องทางที่ช่วยให้มีเงินเข้ามาในแต่ละวัน
จนวันหนึ่ง เงินที่ขายได้ไม่พอแม้แต่จะนำไปซื้อของมาหมุนต่อในร้าน ลุงอำนวยจึงต้องหยุดขายและปิดร้านลง จากคนที่เคยลุกขึ้นมาทำมาหากินทุกวัน ชีวิตกลับต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง ตี2 ของคืนหนึ่ง ลุงอำนวยไม่สามารถลุกไปเข้าห้องน้ำได้ เพราะแขนและขาอ่อนแรง จึงตะโกนเรียกหลานสาวแต่เพราะช่วงนั้นดึก ไม่มีใครได้ยิน
เมื่อเวลาเช้า ครอบครัวพบว่าอำนวยไม่ตอบสนองเหมือนเดิม นอนแน่นิ่งพร้อมปัสสาวะเรอะ หลานคิดว่าลุงแกล้ง
“แกแกล้งแบบนี้ทุกครั้ง”
สุดท้ายก็ไม่มีการตอบรับ หลานรีบพยุงตัวลุงขึ้นและเรียกรถพยาบาล แพทย์แจ้งลุงอำนวยเป็นเส้นเลือดสมองตีบ นับจากวันนั้น ลุงอำนวยกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมานานกว่า 1 ปี
วันนี้เขามีแผลกดทับบริเวณหลังและสะโพก การดูแลจึงไม่ใช่เพียงการให้อาหารหรือคอยดูอยู่ห่างๆ แต่ต้องคอยพลิกตัว เปลี่ยนท่า และเฝ้าระวังอยู่ตลอด เพราะไม่สามารถปล่อยให้อยู่คนเดียวได้
แต่ในบ้านหลังนี้ ไม่มีใครสามารถหยุดงานหรือหยุดเรียนเพื่อมาเฝ้าลุงอำนวยได้ตลอดทั้งวัน
คนหนึ่งต้องออกไปทำงาน อีกสามคนต้องไปเรียน
ส่วนช่วงเวลาที่ทุกคนไม่อยู่บ้าน ยายวัย 76 ปีจึงต้องเป็นคนอยู่ดูแลลุงอำนวย
ยายอ่านหนังสือไม่ออก และไม่ได้มีความพร้อมมากมายไปกว่าคนอื่นในครอบครัว แต่เมื่อคนที่รักต้องมีคนดูแล ยายก็ต้องช่วยเท่าที่ตัวเองทำได้
ครอบครัวมีสมาชิกทั้งหมด 6 คน รายได้หลักมาจากน้าเพียงคนเดียว ขณะที่ต้องดูแลคนในบ้านหลายชีวิต และยังมีเด็กอีก 3 คนที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 และ ม.2 และอนุบาล โดยน้าจะจ่ายค่าเทอมให้พี่สาวคนโต ส่วนน้องอีกสองคนได้เรียนฟรี เนื่องจากโรงเรียนพิจารณาว่า ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย
จากร้านขายของชำที่เคยเป็นรายได้ของลุงอำนวย วันนี้ร้านไม่มีอีกแล้ว จากคนที่เคยหาเงินด้วยตัวเอง วันนี้กลับต้องพึ่งพาคนในครอบครัว
และจากวันที่ทุกคนช่วยกันทำมาหากิน วันนี้คนในบ้านต้องช่วยกัน ดูแลอำนวยให้ผ่านไปในแต่ละวัน
ครอบครัวไม่ได้บอกว่าการดูแลอำนวยทำให้เหนื่อยหรือเครียด เพราะทุกคนรู้ว่าเขาคือคนในครอบครัว แต่สิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ คือ ค่าใช้จ่ายที่ยังเดินต่อทุกวัน แม้รายได้ของครอบครัวจะมีอยู่อย่างจำกัด
การดูแลผู้ป่วยติดเตียงหนึ่งคน จึงไม่ได้กระทบแค่คนที่นอนอยู่บนเตียง แต่กระทบไปถึงทุกคนในบ้าน และนี่คือเหตุผลที่ความช่วยเหลือจาก มูลนิธิเส้นด้าย มีความหมายกับครอบครัวของลุงอำนวย
เพราะช่วยรับส่งผู้ป่วย ฟรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร(สปสช.)
เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางของครอบครัวในการพาผู้ป่วยไปพบแพทย์หรือเข้ารับบริการทางการแพทย์

สำหรับครอบครัวที่ต้องคอยประคองค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ความช่วยเหลือเรื่องการเดินทาง แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้ครอบครัวพาลุงอำนวยไปรับการรักษาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเดินทางเพิ่มขึ้นอีก
______________________________

บริจาคอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมาได้ที่
มูลนิธิเส้นด้าย เลขที่ 8 อาคารโกลด์ มาร์เก็ต
ชั้น 2 โซน 1 (ห้อง 2D-03,2D-04,2D-05 )
ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร 10900
โทร.02-096-5000
ร่วมสนับสนุนบริจาคกองทุน ผู้ประสบภัยทางสังคม
ธนาคารกสิกรไทย
เลขบัญชี 219-116508-2
หรือหากคุณเป็นบริษัท กลุ่มองค์กร
โครงการกิจกรรม CSR
ประสงค์จะช่วยเหลือในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์
สามารถติดต่อเราได้ที่ โทร.02-096-5000

ขาที่เคยเดินได้ วันนี้แม้แต่การลุกนั่ง อาม้าก็ทำเองไม่ได้อาม้าวัย 87 ปี เคยใช้ชีวิตเรียบง่ายในฐานะแม่บ้าน มีโรคประจำตัวเ...
20/09/2026

ขาที่เคยเดินได้ วันนี้แม้แต่การลุกนั่ง อาม้าก็ทำเองไม่ได้

อาม้าวัย 87 ปี เคยใช้ชีวิตเรียบง่ายในฐานะแม่บ้าน มีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง แต่สิ่งที่ค่อยๆ พรากความสามารถในการใช้ชีวิตของอาม้าไป คืออาการปวดขาที่อยู่กับเธอมานานหลายปี
กว่า 30 ปีก่อน อาม้าเคยประสบอุบัติเหตุถูกรถชนจนต้องผ่าตัดที่ขา หลังจากนั้นมีปัญหาที่ขาเรื้อรังมาโดยตลอด ทั้งการติดเชื้อ อาการปวด และเคยมีการติดเชื้อในกระดูกจนต้องผ่าตัดซ้ำ รวมถึงเคยมีปัญหาสกรูที่ยึดกระดูกเคลื่อนหรือโผล่ขึ้นมาบริเวณเนื้อ ทำให้ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดซ้ำๆ
จนประมาณเดือนพฤศจิกายน 2564 อาม้าเริ่มไม่สามารถลงน้ำหนักที่ขาได้อีกต่อไป จากที่เคยเคลื่อนไหวได้ จึงต้องเปลี่ยนมาใช้รถเข็น และค่อย
ๆ ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง
ช่วงหนึ่งอาม้ายังพอทำอะไรได้ด้วยตัวเองบ้าง ลุกนั่งห้อยขาที่ข้างเตียง ใช้เก้าอี้ขับถ่าย และรับประทานอาหารเองได้ แต่เมื่อร่างกายอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ความสามารถเหล่านั้นก็ค่อยๆ หายไป
โดยเฉพาะหลังจากที่อาม้าป่วยติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ จนมีอาการหายใจมีเสียงหวีดและออกซิเจนในเลือดต่ำ ต้องนอนโรงพยาบาลประมาณ 6 วัน หลังจากนั้นสภาพร่างกายก็ทรุดลง จนปัจจุบันต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นหลัก และไม่สามารถช่วยตัวเองในการลุกนั่งได้เหมือนเดิม
นอกจากร่างกายที่อ่อนแรงลง อาม้ายังเริ่มมีปัญหาเรื่องความจำ จำเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ และบางครั้งเกิดความหวาดระแวง โดยเฉพาะในช่วงกลางดึก
“เหมือนเขาเห็นอะไร หรือกลัวอะไรสักอย่างแต่เราไม่สามารถรับรู้ได้เลย…”

หากตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นใครอยู่ข้างๆ อาม้าจะร้องเรียกลูกชาย น้องชาย หรือหลานชาย บางครั้งเขย่าราวกันตกหรือเก้าอี้ข้างเตียงจนเกิดเสียงดัง ช่วงเวลาประมาณตี 2 ถึงตี 4 ซึ่งคนในบ้านก็พยายามอยู่ดูแลและทำให้อาม้ารู้สึกปลอดภัยที่สุด
คนที่อยู่ดูแลอาม้าใกล้ชิดที่สุดคือลูกชายคนโต ซึ่งเกษียณแล้วและใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแลแม่อยู่ที่บ้าน ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวจะช่วยกันดูแลตามเวลาที่ทำได้ ขณะที่ลูกสาวทั้ง 6 คนซึ่งแยกย้ายไปมีครอบครัวแล้ว ก็ช่วยกันออกค่าใช้จ่ายในการดูแลแม่
การพาอาม้าไปโรงพยาบาลเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อก่อนครอบครัวต้องเรียกแท็กซี่ และให้อาม้านอนราบบนเบาะหลัง เพราะไม่สามารถนั่งรถในท่าปกติได้ ต้องมีคนคอยประคองศีรษะตลอดทาง การเดินทางแต่ละครั้งจึงเป็นเรื่องที่ครอบครัวต้องเตรียมตัวและกังวลไม่น้อย
จนกระทั่งพยาบาลจากโรงพยาบาลตากสินแนะนำให้ครอบครัวรู้จักกับ มูลนิธิเส้นด้าย จากวันนั้น ครอบครัวจึงมีอีกหนึ่งทางเลือกในการพาอาม้าเดินทางไปโรงพยาบาล โดยมูลนิธิเข้ามาช่วยเรื่องรถรับ-ส่งผู้ป่วย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร(สปสช.) และครอบครัวได้ใช้บริการมาแล้วหลายครั้ง

สำหรับครอบครัว การมีรถที่สามารถพาอาม้าไปโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสม อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครบางคน แต่สำหรับคนที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงทุกวัน นี่คือความช่วยเหลือที่ทำให้การพาแม่ไปรักษาในแต่ละครั้งง่ายขึ้นอีกนิด
______________________________

บริจาคอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมาได้ที่
มูลนิธิเส้นด้าย เลขที่ 8 อาคารโกลด์ มาร์เก็ต
ชั้น 2 โซน 1 (ห้อง 2D-03,2D-04,2D-05 )
ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร 10900
โทร.02-096-5000
ร่วมสนับสนุนบริจาคกองทุน ผู้ประสบภัยทางสังคม
ธนาคารกสิกรไทย
เลขบัญชี 219-116508-2
หรือหากคุณเป็นบริษัท กลุ่มองค์กร
โครงการกิจกรรม CSR
ประสงค์จะช่วยเหลือในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์
สามารถติดต่อเราได้ที่ โทร.02-096-5000

ผ่านไป 10 ปี เนื้อร้ายที่ก้านสมองโตขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้…ยายอำไพผ่าตัดไม่ได้ยายอำไพ วัย 83 ปี เคยเป็นคนที่ยังแข็งแรง ...
19/09/2026

ผ่านไป 10 ปี เนื้อร้ายที่ก้านสมองโตขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้…ยายอำไพผ่าตัดไม่ได้

ยายอำไพ วัย 83 ปี เคยเป็นคนที่ยังแข็งแรง และยังรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาเงินใช้ในแต่ละวัน แต่เมื่ออายุมากขึ้น โรคประจำตัวหลายอย่างเริ่มเข้ามารุมเร้า ทำให้ร่างกายของยายค่อยๆ อ่อนแรงลง
และหนึ่งในโรคที่ครอบครัวต้องเฝ้าระวังมาตลอด คือ เนื้อร้ายบริเวณก้านสมอง

เมื่อหลายปีก่อน แพทย์เคยผ่าตัดคว้านเนื้อร้ายออกและรักษาจนยายมีอาการดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เนื้อร้ายไม่ได้หายไปทั้งหมด
แพทย์แจ้งว่าเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อร้ายจะค่อยๆ โตขึ้นอีกครั้ง และเมื่อครบประมาณ 10 ปีหลังจากการรักษา เนื้อร้ายก็กลับมาโตจนส่งผลต่อร่างกายของยาย
ครั้งนี้เนื้อร้ายไปกดทับเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว และไม่สามารถผ่าตัดได้
จากที่เคยยังพอช่วยเหลือตัวเองได้
วันนี้ยายอำไพจึงกลายเป็น ผู้ป่วยติดเตียง ที่ต้องมีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ทุกวันนี้ยายอำไพอาศัยอยู่กับครอบครัว และมีลูกๆ คอยสลับกันดูแล ลูกแต่ละคนมีงานประจำเป็นพนักงานบริษัท จึงต้องแบ่งเวลาระหว่างการทำงานกับการกลับมาดูแลแม่
รายได้ของลูกๆ รวมกันยังพอช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของยายได้ แต่ก็มีบางเดือนที่หนักกว่าปกติ เพราะแต่ละคนต่างก็มีค่าใช้จ่ายและภาระของตัวเอง โชคดีที่ครอบครัวยังมีเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการของยายเข้ามาช่วยหมุนค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่ง
ทุกคนจึงพยายามช่วยกันดูแลยายอำไพเท่าที่กำลังจะทำได้ แต่สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง สิ่งที่ต้องจัดการไม่ได้มีเพียงเรื่องการดูแลที่บ้าน
การพายายไปโรงพยาบาลตามนัดก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องเตรียมตัวทุกครั้ง
เมื่อลูกๆ ต้องทำงานและยายไม่สามารถเดินทางด้วยตัวเองได้ การหารถรับ-ส่งผู้ป่วยจึงกลายเป็นอีกภาระหนึ่งที่ครอบครัวต้องคิดถึง จนลูกๆ ได้รู้จักกับ มูลนิธิเส้นด้าย และขอใช้บริการ รถเส้นด้าย รถรับ-ส่งผู้ป่วยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร(สปสช.)
เพื่อช่วยรับ-ส่งผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเดินทางไปโรงพยาบาล ให้สามารถไปพบแพทย์ตามนัดได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยลดภาระค่าเดินทางของครอบครัว

อย่างน้อย รถเส้นด้ายก็เข้ามาช่วยให้การเดินทางไปรักษาของยายไม่ต้องกลายเป็นภาระอีกก้อนของครอบครัว
______________________________

บริจาคอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมาได้ที่
มูลนิธิเส้นด้าย เลขที่ 8 อาคารโกลด์ มาร์เก็ต
ชั้น 2 โซน 1 (ห้อง 2D-03,2D-04,2D-05 )
ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร 10900
โทร.02-096-5000
ร่วมสนับสนุนบริจาคกองทุน ผู้ประสบภัยทางสังคม
ธนาคารกสิกรไทย
เลขบัญชี 219-116508-2
หรือหากคุณเป็นบริษัท กลุ่มองค์กร
โครงการกิจกรรม CSR
ประสงค์จะช่วยเหลือในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์
สามารถติดต่อเราได้ที่ โทร.02-096-5000

👕 เสื้อผ้าไม่ใช้ “ได้” ไปต่อ 🩺มูลนิธิเส้นด้าย เปิดรับบริจาคเสื้อผ้ามือสองทุกประเภท เพื่อนำไปคัดแยกและใช้ประโยชน์ 😇 โดยรา...
19/09/2026

👕 เสื้อผ้าไม่ใช้ “ได้” ไปต่อ 🩺
มูลนิธิเส้นด้าย เปิดรับบริจาคเสื้อผ้ามือสองทุกประเภท เพื่อนำไปคัดแยกและใช้ประโยชน์ 😇 โดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปจัดหาและซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อส่งต่อให้ผู้ป่วยที่ขาดแคลน 🩺

📞 02-096-5000
LINE:

#มูลนิธิเส้นด้าย #บริจาคเสื้อผ้า #รับบริจาคเสื้อผ้า #เสื้อผ้ามือสอง #ส่งต่อเสื้อผ้า #แบ่งปันสิ่งของ #ทำบุญ #ร่วมทำบุญ #ทำบุญช่วยผู้ป่วย #บริจาคช่วยเหลือ #ส่งต่อความดี #ช่วยเหลือผู้ป่วย #เสื้อผ้าไม่ใช้ได้ไปต่อ

📣มาแล้ว สมัครด่วน 4 พื้นที่! 💙 มาร่วมเป็น ภาคีรถพยาบาล 🚑 กับมูลนิธิเส้นด้าย ✨ ร่วมกันพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดอย่างปลอดภั...
19/09/2026

📣มาแล้ว สมัครด่วน 4 พื้นที่! 💙 มาร่วมเป็น ภาคีรถพยาบาล 🚑 กับมูลนิธิเส้นด้าย ✨ ร่วมกันพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดอย่างปลอดภัย🚑🩺

📍 ปทุมธานี
📍 สมุทรสงคราม
📍 คลองด่าน จ.สมุทรปราการ
📍 มะขามคู่ จ.ระยอง

ติดต่อเลย
LINE ID: toomspt_44

#ภาคีรถพยาบาล #มูลนิธิเส้นด้าย #ปทุมธานี #สมุทรสงคราม #คลองด่าน #สมุทรปราการ #มะขามคู่ #ระยอง

งานรับจ้างบางวันมี บางวันไม่มี แต่ค่าแพมเพิส แผ่นรองซับ และนมของผู้ป่วยยังต้องใช้ทุกวันอวยพร วัย 64 ปี อดีตเคยรับจ้างทั่...
18/09/2026

งานรับจ้างบางวันมี บางวันไม่มี แต่ค่าแพมเพิส แผ่นรองซับ และนมของผู้ป่วยยังต้องใช้ทุกวัน

อวยพร วัย 64 ปี อดีตเคยรับจ้างทั่วไป ใช้ชีวิตอยู่กับแฟนเพียงสองคนในห้องเช่า

ก่อนหน้านี้ป้ามีโรคประจำตัวเพียงเบาหวานและความดัน แม้จะทานยาบ้างตรงเวลา บ้างไม่ตรงเวลา แต่ก็ยังรักษาตามอาการและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
จนวันหนึ่ง ในช่วงที่อากาศร้อน ป้าเกิดอาการสโตรกและมีภาวะเบาหวานแทรกซ้อน ทำให้เกิดอาการวูบและแขนขาอ่อนแรง ซึ่งขณะนั้นแฟนของป้าออกไปรับจ้างทำงานอยู่
เมื่อกลับมาถึงห้อง เขาพบว่าป้าอวยพรฟุบลงไป จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ชีวิตของป้าก็เปลี่ยนไป
จากที่เคยใช้ชีวิตและทำงานได้ด้วยตัวเอง วันนี้ป้าอวยพรกลายเป็น ผู้ป่วยติดเตียง และต้องมีแฟนคอยดูแลอยู่ตลอด
ทั้งคู่ไม่มีญาติคนอื่นๆ ที่สามารถเข้ามาช่วยดูแลได้ คนที่ต้องรับทั้งหน้าที่หาเงินและดูแลป้าจึงมีเพียงแฟนคนเดียว
เขายังคงทำงานรับจ้างทั่วไป อะไรที่พอทำได้ก็รับทำหมด บางวันมีงาน บางวันก็ไม่มีงาน
แต่ไม่ว่างานจะมีหรือไม่มี ค่าใช้จ่ายในการดูแลป้าก็ยังคงมีอยู่ทุกวัน ทั้งค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในห้องเช่า รวมถึงของที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยติดเตียงอย่าง แพมเพิส แผ่นรองซับ และนม
เมื่อรายรับกับรายจ่ายในแต่ละเดือนไม่เคยสมดุลกัน ทั้งคู่จึงต้องช่วยกันประหยัดเท่าที่ทำได้
เมื่อถามถึงการดูแลป้า แฟนกลับไม่ได้มองว่ามันเป็นภาระ
เขาบอกว่า
“ผมไม่ลำบากเลยในการดูแลเขา แรกๆ อาจจะต้องทำใจมากหน่อย ยอมรับให้ได้ก็ผ่านมาได้”
สำหรับเขา การดูแลคนที่อยู่ข้างกันมานานอาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องถามว่าจะทำหรือไม่ทำ
แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปในแต่ละวัน
สิ่งที่เขาบอกว่าลำบากจริงๆ กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การพาป้าไปโรงพยาบาล
เพราะทุกครั้งที่มีนัด ป้าที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถเดินทางไปเองได้ การใช้บริการรถรับจ้างจึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และกลายเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับครอบครัวที่มีรายได้เพียงทางเดียว
แฟนของป้าจึงพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับบริการช่วยเหลือ จนได้รู้จักกับ “โครงการรถเส้นด้าย”
ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร (สปสช.)และมีบริการรถรับ-ส่งผู้ป่วยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเดินทางไปโรงพยาบาล ให้สามารถไปพบแพทย์ตามนัดได้อย่างต่อเนื่อง โดยช่วยลดภาระค่าเดินทางของผู้ป่วยและครอบครัว
สำหรับป้าอวยพรและแฟน การใช้ชีวิตในแต่ละวันอาจไม่ได้มีทางเลือกมากนัก งานรับจ้างยังคงต้องหา ค่าใช้จ่ายยังคงต้องจ่าย และการรักษาก็ยังต้องเดินหน้าต่อ
อย่างน้อยการมีรถเส้นด้ายเข้ามาช่วยเรื่องการเดินทาง ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งเบาลง และแฟนของป้ายังสามารถพาเธอไปรักษาตามนัดได้

เพราะในวันที่คนหนึ่งออกไปทำงานไม่ได้ และอีกคนต้องทำทั้งงานและดูแลผู้ป่วยไปพร้อมกัน การมีใครสักคนเข้ามาช่วยแบ่งเบา แม้เพียงเรื่องการเดินทาง ก็มีความหมายกับทั้งคู่ไม่น้อย
______________________________

บริจาคอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมาได้ที่
มูลนิธิเส้นด้าย เลขที่ 8 อาคารโกลด์ มาร์เก็ต
ชั้น 2 โซน 1 (ห้อง 2D-03,2D-04,2D-05 )
ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร 10900
โทร.02-096-5000
ร่วมสนับสนุนบริจาคกองทุน ผู้ประสบภัยทางสังคม
ธนาคารกสิกรไทย
เลขบัญชี 219-116508-2
หรือหากคุณเป็นบริษัท กลุ่มองค์กร
โครงการกิจกรรม CSR
ประสงค์จะช่วยเหลือในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์
สามารถติดต่อเราได้ที่ โทร.02-096-5000

มีน้อยก็ใช้น้อย…ยายศิริ วัย 85 ปี เคยเดินขายของแทบทุกวันช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรง การยืนขายของเป็นงานที่ยายทำเป็นประจำ ถึ...
17/09/2026

มีน้อยก็ใช้น้อย…

ยายศิริ วัย 85 ปี เคยเดินขายของแทบทุกวัน
ช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรง การยืนขายของเป็นงานที่ยายทำเป็นประจำ ถึงจะเมื่อย เหนื่อย แต่ก็ยังเดินไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง
จนเมื่ออายุมากขึ้น ยายเริ่มมีโรคประจำตัวอย่างความดัน และต้องกินยาตามอาการ แต่สิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนชีวิตประจำวันของยายมากกว่าโรคประจำตัว คือ อาการปวดเข่า
ยายเริ่มบ่นเรื่องปวดเข่าตั้งแต่อายุประมาณ 50 ปี
เพราะต้องยืนขายของแทบทุกวัน แต่ตอนนั้นยายไม่เคยไปหาหมอ ไม่ใช่เพราะไม่อยากรักษา
แต่เพราะลูกๆ ต่างก็มีงาน ไม่มีเวลาพายายไปโรงพยาบาล
จากที่เคยเดินได้ตามปกติ อาการปวดเข่าค่อยๆ ทำให้การเดินของยายเปลี่ยนไป
เมื่ออายุประมาณ 60 ปี ยายเริ่มเดินไม่ไหวเหมือนเดิม
จากเดิน…กลายเป็นนั่งกระเถิบ
บางครั้งถ้าต้องไปไหน ก็ต้องใช้วิธีคลาน
เวลาผ่านไปหลายสิบปี วันนี้ยายศิริจึงเป็นผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย และต้องมีคนคอยดูแลในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบันมีลูกหลานอาศัยอยู่รวมกันถึง 8 คน
แต่การที่มีคนอยู่ในบ้านหลายคน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถหยุดงานมาดูแลยายได้
ลูกสาวของยายที่เพิ่งเกษียณ จึงกลายเป็นผู้ดูแลหลัก ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ต่างก็มีงานและภาระของตัวเอง บางครั้งจึงสลับกันเข้ามาช่วยในช่วงที่ลูกสาวต้องพัก หรือต้องไปทำอย่างอื่น
ทุกคนพยายามช่วยกันเท่าที่กำลังจะทำได้
เช่นเดียวกับเรื่องค่าใช้จ่าย…
รายได้ของครอบครัวส่วนหนึ่งมาจากเงินประกันสังคมของลูกสาวประมาณ 4,000 บาท และเบี้ยผู้สูงอายุของยาย ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ หากพอมี ก็จะแบ่งมาให้บ้างเล็กน้อย
เพราะแต่ละคนเองก็มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ
บางคนทำงานค้าขาย รายได้ในแต่ละวันก็ไม่ได้มาก
ค่าใช้จ่ายในการดูแลยายจึงกลายเป็นอีกเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดและบริหารให้พอในแต่ละเดือน
เดือนไหนไม่พอ ลูกสาวก็ต้องขอยืมคนในครอบครัวมาใช้ก่อน
“ค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องไปกู้ยืมสินใครมันดีที่สุดแล้ว อะไรที่ประหยัดที่สุดครอบครัวก็จะช่วยกัน มีน้อยก็ใช้น้อย”

ประโยคสั้น ๆ
แต่เป็นวิธีที่ครอบครัวนี้ใช้จัดการกับชีวิตในทุก ๆ วัน
และเมื่อยายช่วยเหลือตัวเองได้น้อย การเดินทางไปโรงพยาบาลก็กลายเป็นอีกเรื่องที่ต้องวางแผน
เพราะการพายายออกจากบ้านแต่ละครั้งไม่ได้สะดวกเหมือนคนทั่วไป ราคารถก็สูง
ครอบครัวจึงพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางสำหรับผู้ป่วย จนพี่สะใภ้ได้รู้จักกับ มูลนิธิเส้นด้าย ก่อนจะประสานให้ลูกสาวของยายศิริใช้บริการรถเส้นด้าย รถรับ-ส่งผู้ป่วยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)
เพื่อช่วยรับ-ส่งผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเดินทางไปพบแพทย์ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครอบครัว และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถไปรับการรักษาตามนัดได้อย่างต่อเนื่อง
เรื่องของยายศิริอาจไม่ได้มีเรื่องราวที่หวือหวา
ไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิต

มีเพียงอาการปวดเข่าที่เริ่มขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน
ร่างกายที่ค่อยๆ เดินได้น้อยลง และครอบครัวหนึ่งที่ค่อยๆ ปรับตัวเพื่อดูแลยายไปด้วยกัน
และจากวันที่ครอบครัวต้องพยายามประหยัดทุกอย่างเท่าที่ทำได้ อย่างน้อยวันนี้ พวกเขามี รถเส้นด้าย เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการเดินทาง
______________________________

บริจาคอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมาได้ที่
มูลนิธิเส้นด้าย เลขที่ 8 อาคารโกลด์ มาร์เก็ต
ชั้น 2 โซน 1 (ห้อง 2D-03,2D-04,2D-05 )
ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร 10900
โทร.02-096-5000
ร่วมสนับสนุนบริจาคกองทุน ผู้ประสบภัยทางสังคม
ธนาคารกสิกรไทย
เลขบัญชี 219-116508-2
หรือหากคุณเป็นบริษัท กลุ่มองค์กร
โครงการกิจกรรม CSR
ประสงค์จะช่วยเหลือในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์
สามารถติดต่อเราได้ที่ โทร.02-096-5000

ที่อยู่

2D-03-05 ชั้น 2 โซน 1 เลขที่ 8 อาคารโกลด์มาร์เก็ต ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+6620965000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ มูลนิธิเส้นด้าย - Zendai Foundation โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิเส้นด้าย - Zendai Foundation:

ทางลัด

แชร์