23/09/2026
เงิน 6,000 บาทต่อเดือน ต้องแบ่งให้ทั้งบ้าน…ทั้งค่าดูแลคนป่วย ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร และค่าเทอมของเด็ก
นี่คือเงินที่ลูกชายส่งมาให้ครอบครัวของ ศิริวรรณ วัย 59 ปี ในทุกวันที่ 5 ของเดือน
ศิริวรรณกำลังจะอายุครบ 60 ปีในอีก 2 เดือน และเกือบ 2 ปีแล้วที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียง
ก่อนหน้านี้ ศิริวรรณจะไม่เคยประกอบอาชีพ แต่เธอยังพอช่วยเหลือตัวเองและเดินได้ โดยใช้ไม้เท้าพยุงตัว น้ำหนักในตอนนั้นสูงถึง 130 กิโลกรัม และมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต และหัวใจโต
จนวันหนึ่ง ขณะที่กำลังออกไปเก็บผ้าอ้อม ในช่วงที่ฝนกตก ศิริวรรณเกิดล้มจนแขนหัก
หลังจากนั้น ในวันที่กำลังจะเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจอาการ จู่ๆมีตะขาบวิ่งสวนเข้ามา ครอบครัวที่กำลังพยุงเธอเกิดตกใจตะขาบที่เข้ามาในบ้าน จึงเผลอปล่อยมือ ทำให้ศิริวรรณล้มลงอีกครั้ง
และการล้มครั้งนั้น ทำให้ศิริวรรณไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก
จากวันที่เคยใช้ไม้เท้าพยุงตัว วันนี้เธอต้องนอนอยู่บนเตียงมาเกือบ 2 ปี แม้น้ำหนักจะลดลงจากเดิมเล็กน้อย และยังสามารถพูดคุยสื่อสารได้ แต่การใช้ชีวิตในแต่ละวันต้องมีคนคอยช่วยเหลือ
คนที่เข้ามาดูแลศิริวรรณอย่างใกล้ชิดคือ หลานสาว เดิมหลานสาวเคยขับวินมอเตอร์ไซค์ แต่หลังจากได้รับการขอร้องจากครอบครัว หลานสาวจึงเข้ามารับหน้าที่ดูแล ตั้งแต่เช็ดตัว ทำความสะอาด ไปจนถึงช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
ขณะที่คนหาเงินหลักของบ้านคือสามีของศิริวรรณ ซึ่งขับรถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก รายได้แต่ละวันไม่แน่นอน อยู่ที่ประมาณ 200–300 บาท
ในบ้านยังมีลูกชายของศิริวรรณ และหลานอีก 2 คน คนหนึ่งอายุประมาณ 2 ขวบ ส่วนอีกคนกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2
ลูกชายส่งเงินมาให้เดือนละ 6,000 บาท แต่เงินจำนวนนี้ไม่ได้เหลือไว้ใช้ในบ้านทั้งหมด เพราะต้องนำส่วนหนึ่งไปเป็นค่าจ้างให้หลานสาวที่ดูแลศิริวรรณ ส่วนที่เหลือจึงต้องนำไปใช้กับค่าอาหารและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของครอบครัว
ขณะที่ ค่าเช่าบ้านอยู่ที่เดือนละ 4,500 บาท
และยังมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของหลานที่บางครั้งเงินไม่พอ จนต้องมีค่าเทอมค้างชำระ
ศิริวรรณเองก็ไม่มีเงินเก็บ ทุกอย่างในบ้านจึงต้องอาศัยรายได้ที่เข้ามาแบบวันต่อวัน และเงิน 6,000 บาทที่ลูกชายส่งมาในแต่ละเดือน
แต่สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือการพาศิริวรรณไปโรงพยาบาล ในอดีต การเดินทางไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง บางครั้งเพียงค่าเอกซเรย์หรือเจาะเลือด ไปกลับ ก็อยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท
สำหรับครอบครัวที่แทบไม่มีเงินเหลือและไม่มีเงินเก็บ ค่าใช้จ่ายก้อนนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งภาระที่ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะศิริวรรณยังต้องรักษา แต่คนในบ้านก็ยังต้องกิน ต้องจ่ายค่าเช่า และเด็กๆ ก็ยังต้องไปโรงเรียน จนกระทั่งพยาบาลที่โรงพยาบาลแนะนำให้ครอบครัวรู้จักกับ รถเส้นด้าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร(สปสช.)
ครอบครัวจึงได้รับความช่วยเหลือเรื่องการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระค่าเดินทางที่เคยต้องจ่ายทุกครั้งที่พาศิริวรรณไปรักษา วันนี้ศิริวรรณยังคงต้องได้รับการดูแล สามียังคงต้องออกไปขับรถหาเงิน
เด็กๆ ยังต้องไปโรงเรียน และค่าใช้จ่ายในบ้านก็ยังคงเดินต่อไปทุกวัน
ในครอบครัวที่มีรายได้จำกัด การช่วยเหลือเพียงหนึ่งเรื่อง อาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตพวกเขาทั้งหมด
แต่มันอาจช่วยให้เงินก้อนเล็กๆ ที่มีอยู่
ไม่ต้องถูกแบ่งออกไปอีกทาง และทำให้ครอบครัวของศิริวรรณ ยังพอมีแรงประคองกันต่อไปได้
______________________________
บริจาคอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมาได้ที่
มูลนิธิเส้นด้าย เลขที่ 8 อาคารโกลด์ มาร์เก็ต
ชั้น 2 โซน 1 (ห้อง 2D-03,2D-04,2D-05 )
ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร 10900
โทร.02-096-5000
ร่วมสนับสนุนบริจาคกองทุน ผู้ประสบภัยทางสังคม
ธนาคารกสิกรไทย
เลขบัญชี 219-116508-2
หรือหากคุณเป็นบริษัท กลุ่มองค์กร
โครงการกิจกรรม CSR
ประสงค์จะช่วยเหลือในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์
สามารถติดต่อเราได้ที่ โทร.02-096-5000