18/06/2026
“วราวุธ” ปลุกพลัง SME ไทย สู้กติกาโลกใหม่! ชู 3 ไม้เด็ด “ความรู้-มาตรฐาน-แหล่งทุน” ในงาน 45 ปี คพอ.
วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน “45 ปี คพอ. พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายพัฒนา SME ไทย” โดยมีนายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางอัษฎาพร ไกรพานนท์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายณัฐพล แสงฟ้า นายกสหพันธ์สมาคมผู้ประกอบการไทย ผู้ประกอบการ SMEs หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และอดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมอีกหลายคน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องรอยัล จูบีลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี พร้อมแสดงความยินดีกับเครือข่าย คพอ.
นายวราวุธ กล่าวแสดงความยินดีกับโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมให้ดีพร้อม (คพอ.) ที่เดินทางมาอย่างยาวนานถึง 45 ปี สามารถสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งกว่า 13,700 ราย ซึ่งถือเป็นหัวใจและฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้การค้าโลกเปลี่ยนเกณฑ์ การตัดสินใจจากเดิมที่เน้นเรื่อง ราคาและคุณภาพเปลี่ยนไปสู่ "มาตรฐานและความยั่งยืน"
นายวราวุธ ย้ำว่า มาตรการทางการค้าโลกยุคใหม่ เช่น CBAM, EUDR และกฎหมายโลกร้อนหรือ Climate Change Act มาใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น กำลังบีบให้ธุรกิจต้องปรับตัว การนำแนวคิด ESG และ BCG Model มาใช้ ดังนั้น ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ให้มากขึ้น
” SMEs ต้องให้ความสำคัญกับแนวคิด ESG หรือ Environment Social Governance คือสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล โดยจากประสบการณ์สมัยที่ตนเป็น รมว.ทส. และ รมว.พม. นั้นทราบดีว่าในตอนนี้ E มีการตระหนักกันมากขึ้นแล้ว ส่วน G ทุกหน่วยงานก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว แต่ S ต้องมีการผลักดันให้ทำกันมากขึ้น“
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเดินเครื่องเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และผลักดันการเชื่อมโยงผู้ประกอบการสู่ BCG Model โดยใช้แต้มต่อจากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ โดยหากนำแนวทาง ESG มาประยุกต์ใช้คู่กับ BCG Model ตนเชื่อมั่นว่าแนวทางดังกล่าวจะไม่ใช่ภาระหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือใบเบิกทางสู่ตลาดโลก เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง และเป็นแม่เหล็กที่จะดึงดูดนักลงทุนและลูกค้าที่มีคุณภาพเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
สำหรับ 3 แนวทางหลักเพื่อผลักดัน SME ไทยให้สามารถพลิกโฉมสู่อนาคตคือ เรื่องแรกต้องเพิ่มความรู้ ทั้ง Upskill & Reskill มุ่งสร้างเครือข่ายความรู้ที่ตอบโจทย์กติกาโลกใหม่ เน้นเทคโนโลยีและการบริหารสมัยใหม่ ดัน SME ไทยสู่ระดับสากล ประเด็นต่อมา สร้างมาตรฐานให้เป็นแต้มต่อเร่งยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) มาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นเทรนด์นวัตกรรมทางการเงินใหม่ของโลก
สุดท้ายเปิดทางสู่แหล่งทุน โดยจับมือ SME D Bank อัดฉีดสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษกว่า 20,000 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องในการปรับตัวสู่ "อุตสาหกรรมสีเขียว" พร้อมร่วมมือกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ช่วยรายย่อยเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น ตามหลัก DNSH ที่สถาบันการเงินและคู่ค้าต่างประเทศใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการทำธุรกิจ
“กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมทำทุกวิถีทาง เพื่อพาผู้ประกอบการไทยเดินหน้าไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยในครั้งนี้ จะเปลี่ยนให้กติกาโลกที่ดูเหมือนอุปสรรคกลายมาเป็นโอกาสเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยอย่างแท้จริง"
#คพอ45ปี #ท็อปวราวุธศิลปอาชา #กระทรวงอุตสาหกรรม #คาร์บอนเครดิต #พรรคภูมิใจไทย #พูดแล้วทำพลัส