สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งแห่งประเทศไทย

สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งแห่งประเทศไทย เชื่อมโยงศิษย์เก่า และศิษย์ใหม่จาก

พรหมลิขิตจากอุบัติเหตุชนท้าย (เรื่องสั้น)ผู้เขียน: จาง ซีเจิ้น (Zhang Xizhen)อาจารย์ต้วน ในวัย 70 กว่าปี พร้อมด้วยภรรยา ...
28/07/2026

พรหมลิขิตจากอุบัติเหตุชนท้าย (เรื่องสั้น)
ผู้เขียน: จาง ซีเจิ้น (Zhang Xizhen)

อาจารย์ต้วน ในวัย 70 กว่าปี พร้อมด้วยภรรยา กำลังขับรถอยู่บนถนนพระราม 9 เพื่อมุ่งหน้าไปรับเอกสารรับรองที่พักอาศัย ณ สถานกงสุลจีน และมีภารกิจต้องไปสอนหนังสือต่อที่มหาวิทยาลัยรังสิต เนื่องจากใกล้ถึงเวลานัดหมาย ทั้งสองจึงรู้สึกกังวลและรีบร้อนอยู่บ้าง
ทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซ้อน ขณะอยู่ห่างจากสถานกงสุลเพียง 5 กิโลเมตร อยู่ๆ รถของเขาก็ถูกชนเข้าที่ท้ายรถอย่างจัง ทราบได้ทันทีว่าโดนชนท้ายเข้าให้แล้ว อาจารย์ต้วนจอดรถและเดินลงไปด้วยสีหน้าอมทุกข์ แต่เมื่อสังเกตเห็นว่ารถคู่กรณีเป็นรถเบนซ์คันหรู เขาก็เริ่มอุ่นใจขึ้นมาบ้าง ด้วยคิดว่าเจ้าของรถน่าจะเป็นนักธุรกิจ และการพูดคุยเจรจากับคนระดับนี้น่าจะไม่ใช่เรื่องยาก
เขาเดินไปที่รถคันนั้น ทว่าประตูกลับยังปิดสนิท คนขับดูเหมือนยังตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งอีกฝ่ายเปิดประตูออกมา อาจารย์ต้วนจึงเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษว่าต้องการให้โทรเรียกตำรวจหรือไม่ ทันใดนั้น ชายคนดังกล่าวก็เอ่ยขึ้นมาเป็นภาษาจีนว่า "คุณเป็นคนจีนหรือเปล่าครับ?" เมื่ออาจารย์ต้วนตอบรับ ชายคนนั้นจึงกล่าวขอโทษด้วยภาษาจีนที่คล่องแคล่ว ยอมรับว่าเป็นความผิดของตนเอง และบอกว่าไม่จำเป็นต้องแจ้งตำรวจ จากนั้นได้ส่งสัญญาณให้อาจารย์ต้วนขับรถตามเขาเลี้ยวเข้าซอยทางด้านซ้ายเพื่อหาที่จอดข้างทาง
ขณะที่อาจารย์ต้วนกำลังกังวลว่าจะติดต่อบริษัทประกันภัยอย่างไร โดยเฉพาะการอธิบายจุดเกิดเหตุเป็นภาษาไทย เขาจึงเอ่ยปากขอให้อีกฝ่ายช่วยโทรศัพท์แจ้งประกันให้ ชายคนนั้นก็ยินดีช่วยเหลือทันที และนับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่รถของทั้งสองคันทำประกันไว้กับบริษัทเดียวกัน ทำให้ลดขั้นตอนและยุ่งยากไปได้มาก
ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ประกันภัย ทั้งสองก็ได้พูดคุยฆ่าเวลา ชายเจ้าของรถเบนซ์เอ่ยขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ทำให้เสียเวลา พร้อมยกมือไหว้ขอโทษอย่างนอบน้อม ความสุภาพนั้นทำให้อาจารย์ต้วนรู้สึกเกรงใจ จนความหงุดหงิดในใจมลายหายไปสิ้น อาจารย์ต้วนจึงกล่าวปลอบใจว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกันได้ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น จากนั้นทั้งคู่จึงเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนประวัติและภูมิหลังของกันและกัน
ชายผู้เป็นคู่กรณีคนนี้เป็นนักธุรกิจวัยประมาณ 60 กว่าปี รูปร่างปานกลาง แม้ผมจะเริ่มบางลงตามวัย แต่ก็ปัดหวีไปด้านหลังอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว แม้ไม่ได้ผูกเนกไทแต่ปกเสื้อก็เรียบกริบ กิริยาท่าทางเต็มไปด้วยความสุภาพและมีตระกูล ดูไม่ต่างจากสุภาพบุรุษผู้ชนบทที่อบอุ่นนอบน้อม
เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ "ต้วน เจิ้งหัว" เกิดที่ภาคใต้ของประเทศไทย เป็นคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นที่สอง ส่วนภรรยาเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ในวัยหนุ่มเขาเคยไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน จึงพูดภาษาจีนได้อย่างเชี่ยวชาญและเป็นธรรมชาติ หลังจบการศึกษา เขาได้เดินทางไปเผชิญโลกและทำธุรกิจในยุโรปและอเมริกาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ก่อนจะตัดสินใจกลับมารากฐานธุรกิจในประเทศไทยปัจจุบันเขานั่งตำแหน่งประธานบริษัท ดูแลบริหารศูนย์การค้าแห่งหนึ่งใกล้สนามบินดอนเมือง และยังเปิดร้านเกี๊ยวจีนอีกด้วย
อาจารย์ต้วนจึงแนะนำตัวเองบ้าง "โอ้ ท่านประธานต้วน! บังเอิญจริง ผมก็แซ่ต้วนเหมือนกัน เป็นคนปักกิ่งครับ ก่อนเกษียณผมเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยชิงหวา หลังเกษียณก็ได้รับการเรียนเชิญให้มาสอนที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนถึงปัจจุบัน"
เมื่อได้ยินว่าอาจารย์มาจากมหาวิทยาลัยชิงหวา แววตาของท่านประธานต้วนก็เปล่งประกายด้วยความดีใจและนับถือ เขาถามขึ้นด้วยความกระตือรือร้นทันที "ไม่ทราบว่าอาจารย์สอนอยู่คณะไหนเหรอครับ?"
อาจารย์ต้วนตอบว่า "คณะเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการ คณะเดียวกับที่ท่านจูหรงจี้ เคยดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกนั่นแหละครับ"
"อา! บังเอิญอะไรขนาดนี้! ลูกชายคนโตของผม ก็จบปริญญาโทและเอกต่อเนื่องจากคณะนี้เลยครับ!"
อาจารย์ต้วนได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง เร่งถามต่อทันที "เขาชื่ออะไรเหรอครับ? แล้วจบปีไหน?"
"เขาชื่อ ต้วน หลัวเกิน ครับ!"
อาจารย์ต้วนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดปากออกมา "ที่แท้ก็เขานี่เอง! เขาเป็นศิษย์ปิดสำนักของผมเลยนะ เป็นนักศึกษาปริญญาเอกคนสุดท้ายที่ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา!"
สิ้นเสียงคำบอกเล่า ชายสูงวัยทั้งสองต่างยื่นมือออกมากุมกันไว้แน่น และอุทานขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย "โลกนี้ช่างมีพรหมลิขิตที่อัศจรรย์แท้ๆ!"
อาจารย์ต้วนหัวเราะร่าและกล่าวด้วยความซาบซึ้ง "คิดว่าเบื้องบนคงตั้งใจจัดสรรให้เกิดเหตุชนท้ายครั้งนี้ เพื่อให้เราสองคนได้มาพบและรู้จักกัน นี่คือพรหมลิขิตประทานมาโดยแท้!" ท่านประธานต้วนเห็นพ้องด้วยเต็มที่ พร้อมบอกว่าหากลูกชายไม่อยู่ทำงานที่ไต้หวัน คงได้พาตัวมาไหว้คารวะและพบปะกับอาจารย์อย่างแน่นอน
ระหว่างที่คุยกัน เจ้าหน้าที่ประกันภัยก็เดินทางมาถึง ได้ทำการตรวจสอบความเสียหาย ถ่ายรูปบันทึกหลักฐานอย่างรวดเร็ว และให้ท่านประธานต้วนกรอกเอกสารเคลมประกัน เมื่อเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้มอบใบเคลมให้อาจารย์ต้วน พร้อมแจ้งว่าสามารถนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการโตโยต้าแห่งใดก็ได้ ท่านประธานต้วนยังกำชับเสริมด้วยความใส่ใจว่า ค่าเสียเวลาหรือค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมรถ สามารถนำใบเสร็จไปยื่นขอชดเชยจากบริษัทประกันภัยได้อีกด้วย
ก่อนลาจาก ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนคอนแทกต์ WeChat และสัญญาว่าจะหาโอกาสพบกันใหม่ ท่านประธานต้วนเอ่ยปากเชิญชวนอาจารย์และภรรยาให้หาเวลาไปเยี่ยมเยียนที่บริษัทของตนด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่จริงใจ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ท่านประธานต้วนเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาสอบถามด้วยความห่วงใย ถามถึงความคืบหน้าการซ่อมรถ และเอ่ยปากเชิญชวนอีกครั้ง ความใส่ใจและไมตรีจิตอันบริสุทธิ์นี้ทำให้อาจารย์ต้วนและภรรยาประทับใจเป็นอย่างมาก จึงเป็นฝ่ายเอ่ยเชิญให้ท่านประธานต้วนและภรรยามาประเดิมรับประทานอาหารที่บ้านของตนก่อน
ในวันถัดมา ท่านประธานต้วนและภรรยาเดินทางมาเยี่ยมเยียนตามนัดหมาย อาจารย์ต้วนและภรรยาจัดเตรียมอาหารHome-cooked meal ต้อนรับเป็นอย่างดี การพบกันของคนทั้งคู่ราวกับมิตรสหายเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน ไร้ซึ่งความเกร็งหรือห่างเหิน ด้วยความที่พูดคุยภาษาเดียวกัน และมีรสนิยมสอดคล้องกัน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยเสียงชนแก้ว สังสรรค์และพูดคุยกันอย่างมีความสุข
เมื่อร่ำสุราจนได้ที่ อาจารย์ต้วนยกแก้วขึ้นกล่าวด้วยความตื่นตันใจ "แรกเห็น ผมก็ดูออกทันทีว่าคุณเป็นสุภาพบุรุษผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม ความหงุดหงิดเรื่องรถโดนชนก็จางหายไปทันที นาทีนั้นผมรู้เลยว่า คุณคือมิตรแท้ที่คุ้มค่าแก่การคบหา พรหมลิขิตในโลกนี้ช่างอัศจรรย์นัก คนที่มีชะตาต้องกัน ต่อให้อยู่ห่างกันคนละขอบฟ้า เมื่อถึงเวลาก็ยากที่จะขวางกั้น วันนี้ ขอให้เรายกแก้วให้กับพรหมลิขิตอันมีค่าที่ฟ้าลิขิตมานี้... ชนแก้ว!"
"ชนแก้ว!" ท่านประธานต้วนยกแก้วตอบรับด้วยความซาบซึ้งใจ "ความประมาทของผมที่ชนท้ายรถอาจารย์ กลับกลายเป็นโอกาสให้ได้พบกับพระคุณเจ้าของลูกชาย นับเป็นความเสียมารยาทแต่ก็ถือเป็นโชคดีอันมหาศาลของผมเช่นกัน อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสรู้จักกับอาจารย์ ทั้งยังเพิ่มความซาบซึ้งและสายสัมพันธ์อันดี"
หลังจากนั้น ภรรยาของท่านประธานต้วนก็ได้เอ่ยเชิญอาจารย์ต้วนและภรรยาอีกครั้ง ให้หาเวลาไปเยี่ยมเยียนที่บ้านของพวกตนบ้าง ซึ่งอาจารย์ต้วนและภรรยาก็ตอบรับด้วยความยินดียิ่ง

หมายเหตุ บทความนี้เรียบเรียงจากผลงานของอาจารย์จางซีเจิ้น หากท่านเห็นว่าบทความมีประโยชน์และต้องการนำไปแบ่งปันต่อ ขอความกรุณาระบุชื่อผู้เขียนและแหล่งที่มา เพื่อให้เกียรติแก่เจ้าของผลงานและช่วยส่งต่อองค์ความรู้อย่างถูกต้อง ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง

พนักงานรักษาความปลอดภัยในกรุงเทพฯเขียนโดย: จาง ซีเจิ้น (张锡镇)พนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่ผมกำลังพูดถึงนี้ ไม่ใช่ตำร...
24/07/2026

พนักงานรักษาความปลอดภัยในกรุงเทพฯ
เขียนโดย: จาง ซีเจิ้น (张锡镇)

พนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่ผมกำลังพูดถึงนี้ ไม่ใช่ตำรวจจราจร ไม่ใช่ตำรวจสายตรวจ และยิ่งไม่ใช่ตำรวจตระเวนชายแดน แต่คือเจ้าหน้าที่บริการที่ถูกว่าจ้างมาเพื่อทำหน้าที่เฝ้าประตู ลาดตระเวนในหมู่บ้าน จัดระเบียบยานพาหนะ คอยรับส่งลูกค้า รวมถึงช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้พิการ ในประเทศไทย เราสามารถพบเห็นคนกลุ่มนี้ได้ทั่วไปในทุกแห่งหน โดยทั่วไปแล้ว พวกเขาจะสวมชุด รปภ. สีดำ ทับด้วยเสื้อกั๊กสะท้อนแสง มีผิวสีเข้ม และรูปร่างค่อนข้างผอมบาง หากพูดถึงสถานะทางสังคม พวกเขาจัดอยู่ในกลุ่มที่บางคนเรียกว่า "ประชากรระดับล่าง" ซึ่งไม่ต่างจากพนักงานทำความสะอาดตามท้องถนน และคงไม่มีใครให้ความสนใจคนกลุ่มนี้มากนัก
อาชีพ รปภ. ในประเทศจีนเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980–1990 พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของหมู่บ้านจัดสรร ทำให้ธุรกิจบริการนิติบุคคลเกิดขึ้นตามมา โดย รปภ. ถือเป็นส่วนสำคัญของงานบริการนิติบุคคล มีหน้าที่หลักคือการปฏิบัติตามจุดตรวจและดูแลความปลอดภัยสาธารณะภายในหมู่บ้าน รปภ. ในประเทศจีนส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มจากชนบทที่ผ่านการฝึกอบรมเพียงเล็กน้อย พอสวมเครื่องแบบก็ลงปฏิบัติงานทันที ทว่าคุณภาพของบุคลากรเหล่านี้กลับมีสูงต่ำไม่เท่ากัน มีจิตวิญญาณการบริการที่อ่อนแอ และขาดจริยธรรมทางวิชาชีพในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ในหมู่บ้านที่ผมเคยพักอาศัยในปักกิ่ง รปภ. บางคนขาดกิริยามารยาท มีทัศนคติที่เย็นชา ละเลยและเฉื่อยชา ซึ่งไม่ได้สร้างความประทับใจที่ดีให้แก่ผมเลย
ตอนที่ผมมาถึงประเทศไทยใหม่ๆ ครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับ รปภ. คือตอนไปติดต่อขอชมบ้านเช่า วันหนึ่ง เพื่อนขับรถพาผมไปดูบ้านในหมู่บ้านจัดสรรสร้างใหม่แห่งหนึ่ง ทันทีที่ลงจากรถ ผมก็ได้รับคำรับรองและการบริการอันเหนือความคาดหมาย ท่ามกลางแสงแดดอันแผดเผา รปภ. คนหนึ่งที่สวมชุดไทยโบราณเมื่อเห็นพวกเราลงจากรถ ก็รีบกางร่มคันใหญ่เดินกมลอย่างรวดเร็วมาที่ข้างรถ คอยกางร่มกันแดดให้พวกเราตลอดทาง และเดินตามพวกเราช้าๆ ไปยังอาคารรับรอง ในวินาทีนั้น ผมรู้สึกตื่นเต้นและประทับใจจนทำตัวไม่ถูก ราวกับเป็นเจ้าชายที่กำลังเดินทางกลับเข้าพระราชวัง
ในประเทศไทย ผมอาศัยอยู่ในหมู่บ้านบ้านเดี่ยวระดับปานกลางแห่งหนึ่ง บริการ รปภ. ของหมู่บ้านนี้ครบครันและใส่ใจมาก อีกทั้งการบริหารจัดการก็เป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่ผมขับรถเข้าออกประตูใหญ่ รปภ. ที่เข้าเวรจะยกมือขึ้นทำความเคารพเสมอ ในช่วงเวลาเร่งด่วน รปภ. จะถือธงแดงเล็กๆ พร้อมเป่านกเลียดสัญญาณจราจรตรงสี่แยกเพื่ออำนวยความสะดวกและจัดระเบียบการเดินทาง ในวันปกติ พวกเขาจะขับขี่รถจักรยานยนต์ออกตรวจตราภายในหมู่บ้านเป็นประจำทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ตามเส้นทางลาดตระเวนจะมีกล่องบันทึกพลาสติกสีเขียวทรงกลมติดตั้งไว้หลายจุด รปภ. ที่เข้าเวรทุกคนเมื่อผ่านจุดนี้จะต้องกรอกสมุดบันทึกการตรวจตราตามจริง หากพบเจอเจ้าของบ้านตามทาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ พวกเขาก็จะทำความเคารพและเอ่ยคำทักทายด้วยความเต็มใจเสมอ
นอกจากการลาดตระเวนแล้ว เหล่า รปภ. ยังมักจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยด้วยความสมัครใจ มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ผมกำลังจะออกจากบ้าน พบว่ากุญแจประตูเหล็กหน้าบ้านเสีย ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เปิดไม่ได้ ผมจึงไปหยิบขวานมาลองพยายามบดขยี้และงัดกุญแจ ทำอยู่นานก็ไม่สำเร็จ ประจวบเหมาะกับมี รปภ. คนหนึ่งขับรถลาดตระเวนผ่านมาพอดี เมื่อเห็นสถานการณ์จึงเข้ามาช่วย เพียงแค่งัดไม่กี่ทีก็เปิดกุญแจได้สำเร็จ ผมกล่าวขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาเพียงตอบกลับมาสั้นๆ ว่า "ไม่เป็นไรครับ" แล้วก็ขับรถออกลาดตระเวนต่อทันที
ยังมีอีกครั้งหนึ่งที่ผมต้องไปขึ้นเครื่องบิน และโชคดีที่ได้ รปภ. ยื่นมือเข้าช่วย ไม่อย่างนั้นคงตกเครื่องไปแล้ว จากบ้านของผมไปยังถนนใหญ่มีระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ตามความเคยชิน ทุกครั้งที่จะไปสนามบิน ผมจะโทรศัพท์เรียกรถแท็กซี่จากศูนย์วิทยุใกล้เคียงล่วงหน้า ซึ่งปกติแล้วไม่เกิน 10 นาทีก็จะมีรถมารับถึงหน้าบ้าน แต่วันนั้น สายด่วนศูนย์วิทยุกลับไม่มีคนรับสาย ผมพยายามโทรติดต่ออยู่นานกว่าสิบนาทีก็ยังไม่สำเร็จ ผมร้อนใจอย่างกับไฟลน กังวลว่าจะไปไม่ทันเที่ยวบิน จึงจำใจต้องลากกระเป๋าเดินทางเดินเท้าออกไปเรียกรถที่ปากทางถนนใหญ่ เดินไปได้ไม่ไกล ก็พบกับ รปภ. ที่กำลังขับรถจักรยานยนต์ลาดตระเวนอยู่พอดี เขาเข้ามาสอบถามผมด้วยความใส่ใจว่าต้องการเรียกรถแท็กซี่หรือไม่ ผมจึงอธิบายถึงความยากลำบากที่ไม่สามารถติดต่อรถแท็กซี่ได้ เขาจึงพูดขึ้นทันทีว่า "ไม่ต้องกังวลนะครับ เดี๋ยวผมลองหาวิธีให้ รอก่อนสักครู่นะครับ"
พูดจบ เขาแต่งหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาประสานงานกับ รปภ. ที่ป้อมประตูใหญ่ ผ่านไปไม่นาน รถแท็กซี่คันหนึ่งก็ขับมาจอดตรงหน้า ภายหลังผมถึงได้รู้ว่า ก่อนหน้านี้เขาเห็นมีรถแท็กซี่ขับเข้ามาส่งผู้โดยสารในหมู่บ้าน และประเมินว่ารถน่าจะยังไม่ออกจากหมู่บ้าน จึงรีบติดต่อป้อมประตูให้แจ้งคนขับรถวนกลับมารับผม เมื่อไปถึงสนามบิน หัวใจที่ยกขึ้นมาแขวนไว้ของผมถึงได้วางลงได้ ตอนนั้นเองถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเหงื่อออกซาบซ่านไปทั้งตัวแล้ว หากไม่ได้ รปภ. คนนี้ช่วยเหลือด้วยความจริงใจ ผลที่ตามมาคงยากเกินกว่าจะจินตนาการได้
ตามท้องถนนในกรุงเทพฯ เราสามารถพบเห็นเรือนร่างของ รปภ. ได้ทั่วไป โดยเฉพาะในย่านการค้าที่มั่งคั่ง รปภ. ที่หน้าบริษัทใหญ่ๆ หรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มักจะเป่านกเลียดไปพลาง โบกมือให้สัญญาณจราจรไปพลาง บางครั้งก็ช่วยระบายรถ บางครั้งก็ช่วยนำทางคนเดินเท้า ยุ่งอยู่ตลอดเวลาอย่างมีความสุข ในวันปกติ ผู้คนอาจจะไม่ทันได้สังเกตเห็นพวกเขา แต่เมื่อใดก็ตามที่ประสบความยากลำบาก ผู้คนมักจะขอความช่วยเหลือจากพวกเขาก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ และพวกเขาก็จะให้การบริการด้วยความอดทน อบอุ่น และใส่ใจอยู่เสมอ จนทำให้ผู้คนรู้สึกซาบซึ้งใจจากใจจริง
การจอดรถในอาคารจอดรถชั้นสูงๆ ของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ การลืมชั้นหรือตำแหน่งที่จอดรถไว้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในเวลาเช่นนี้ทำได้เพียงขอให้ รปภ. ช่วยค้นหารถให้ ตัวผมเองก็เคยเจอกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว
มีอยู่นึกคืนหนึ่งช่วงดึก ผมขับรถไปสนามบินเพื่อรับลูกสาวและหลานสาวที่เดินทางมาจากปักกิ่ง หลังจากรับครอบครัวแล้ว พวกเราก็เดินตรงไปยังอาคารจอดรถ ทว่าเมื่อเดินไปถึงตำแหน่งที่จำได้ กลับไม่พบร่องรอยของรถเลย ผมและลูกสาวเดินหาไปมาในบริเวณใกล้เคียง ทำอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ได้อะไรขึ้นมา จนปัญญาแล้ว ผมจึงจำต้องขอความช่วยเหลือจาก รปภ. สนามบิน โชคดีที่ รปภ. คนนี้พอจะฟังภาษาอังกฤษได้บ้าง เขาเตือนผมว่า ลานจอดรถตรงนี้แบ่งออกเป็นฝั่ง A และ B ที่เชื่อมต่อกัน แล้วถามผมว่าได้จอดรถไว้ที่ฝั่ง B หรือเปล่า โดยไม่รอให้ผมตอบ เขาพาผมเดินไปตรวจสอบที่ฝั่ง B แล้วก็พบรถจริงๆ แม้จะเป็นเพียงเรื่องตื่นตกใจ แต่ก็เสียเวลาและพลังงานไปไม่น้อย หากไม่มีคำเตือนจาก รปภ. พวกเราคงทำได้แค่ตัดสินใจแจ้งตำรวจในที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์ความตื่นเต้นแต่ปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับการช่วยเหลือของ รปภ. เช่นกัน ในปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) กรุงเทพฯ ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ครั้งมโหฬารที่หาได้ยากในรอบหลายสิบปี ชาวบ้านต่างกังวลว่ารถยนต์คันโปรดจะถูกน้ำท่วม จึงพากันย้ายยานพาหนะไปไว้ในที่สูง พวกเราเองก็นึกสถานที่จอดรถที่ปลอดภัยไม่ออกในทันที พลันนึกขึ้นได้ว่าอาคารจอดรถของสนามบินตั้งอยู่ในที่สูง บ้านของผมอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน ขับรถเพียง 20 นาทีก็น่าจะถึง จึงรีบขับรถมุ่งหน้าไปยังสนามบินทันที ทว่ายังไม่ทันขับถึงอาคารจอดรถ ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ผมต้องลำบากใจ อย่าว่าแต่การเข้าไปในลานจอดรถเลย แม้แต่สองข้างทางของทางยกระดับที่มุ่งสู่อาคารจอดรถ ก็จอดเต็มไปด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลเสียแล้ว พวกเราไม่กล้าขับเสี่ยงต่อไป จึงหาช่องว่างช่องหนึ่งแล้วจอดรถไว้ตรงนั้น
หลังจากจัดการเรื่องรถเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ย้ายไปพักชั่วคราวที่โรงแรมขนาดเล็กใกล้กับมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่ ผ่านไปหลายสัปดาห์เมื่อน้ำลดลง ผู้คนก็ค่อยๆ ย้ายกลับเข้าบ้าน เมื่อพวกเราไปที่สนามบินเพื่อเอารถกลับมาอีกครั้ง กลับพบว่ารถยนต์บนทางยกระดับนั้นหายไปจนหมดสิ้น พวกเราจึงไปพบ รปภ. สนามบินเพื่ออธิบายสถานการณ์ เขาโทรศัพท์ติดต่อทันที จากนั้นก็จัดหารถแท็กซี่คันหนึ่งส่งพวกเราไปยังจุดรับรถ รถขับออกจากสนามบิน มุ่งหน้าไปอีกสิบกว่ากิโลเมตร จนกระทั่งถึงลานจอดรถขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มองออกไป ลานแห่งนี้มีขนาดใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอลสี่ห้าสนามรวมกัน มีรถยนต์หลากหลายยี่ห้อจอดอยู่แน่นขนัด การหารถสักคันในบรรดารถมากมายขนาดนี้ ไม่ต่างอะไรจากการงมเข็มในมหาสมุทร
ด้านในลานจอดก็มี รปภ. เฝ้าเวรอยู่เช่นกัน หลังจากพวกเราแจ้งหมายเลขทะเบียน รุ่นรถ และสีรถแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เปิดค้นดูในสมุดลงทะเบียนเล่มหนา หลังจากค้นหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เจอกับรถของพวกเรา การได้ของรักคืนมาทำให้ภายในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ไม่เพียงแต่ต้องขอบคุณ รปภ. ที่ช่วยประสานงานตลอดกระบวนการเท่านั้น แต่ยังรู้สึกนับถือจากใจจริงต่อผู้จัดงานย้ายยานพาหนะในครั้งนี้ นี่เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย ยากที่จะจินตนาการได้ว่าเจ้าหน้าที่ต้องใช้รถลากมากมายเพียงใด ถึงจะสามารถย้ายรถยนต์บนทางยกระดับมาไว้ที่นี่ได้ทีละคันๆ ช่างเหน็ดเหนื่อยจริงๆ
ฤดูฝนของประเทศไทยยาวนานมาก เมื่อฝนตกก็มักจะเป็นฝนตกหนัก ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่บางแห่งมักจะอยู่ห่างจากลานจอดรถระยะหนึ่ง ดังนั้นทุกครั้งที่ฝนตกหนัก รปภ. ก็จะกางร่มคันใหญ่เดินรับส่งลูกค้าไปมา ภาพที่เห็นนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นหัวใจเป็นพิเศษ
เรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ผมตัดสินใจเขียนข้อความบทนี้ขึ้นมา
วันนั้น ผมกับภรรยาไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแม็คโครแห่งหนึ่ง พวกเราจอดรถไว้ที่ลานจอดรถกลางแจ้งหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วก็เข้าไปเลือกซื้อสินค้าในห้าง ขณะที่พวกเรากำลังเลือกซื้อสินค้าอยู่นั้น รปภ. อายุประมาณห้าสิบกว่าปี รูปร่างผอมบาง ผิวสีเข้ม คนหนึ่ง ได้เดินเข้ามาข้างกายผม เขาเอ่ยหมายเลขทะเบียนรถของพวกเราเป็นภาษาไทย พร้อมกับทำท่าทางหมุนพวงมาลัยรถ พวกเราตระหนักได้ทันทีว่ารถที่จอดอยู่ข้างนอกต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ จึงรีบเดินตามเขาออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตไป
ในเวลานั้น ข้างนอกฝนตกหนักลงมาอย่างไม่ขาดสาย รปภ. ส่งสัญญาณให้ผมเดินตามไป จากนั้นก็หยิบร่มคันใหญ่มหึมาขึ้นมา และเดินไปที่ข้างรถท่ามกลางสายฝนพร้อมกับผม เขาชี้ไปที่กระจกหน้าต่างรถด้านซ้ายหน้า ผมถึงได้พบว่ากระจกประตูรถไม่ได้ปิดให้สนิท น้ำฝนกำลังซึมไหลเข้ามาในรถอย่างไม่ขาดสาย รปภ. คอยกางร่มให้ผม ผมรีบเข้าไปในรถ สตาร์ตเครื่องยนต์ และปิดกระจกหน้าต่างให้เรียบร้อย หลังจากนั้น รปภ. ที่กางร่มให้ผมก็เดินส่งผมกลับเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ผมยกมือยกไม้ขึ้นไหว้ขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อกลับเข้ามาในร้าน ในใจของผมเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ผมถามภรรยาว่า เขารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราเป็นเจ้าของรถ? พวกเราจอดรถเดินเข้ามาในร้านตั้งนานแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตก็ใหญ่โตขนาดนี้ ผู้คนก็เดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย แล้วเขาหาพวกเราสองคนเจอได้อย่างไร? จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังคงคิดไม่ตกและประหลาดใจไม่หาย
ตอนที่จะเดินทางออกจากลานจอดรถซูเปอร์มาร์เก็ต รปภ. ผิวสีเข้มรูปร่างผอมบางคนนั้นก็เดินเข้ามาช่วยโบกและนำทางให้อีกครั้ง ภรรยาพูดขึ้นว่า ให้ทิปเขา 20 บาทเพื่อเป็นน้ำใจขอบคุณ ผมจึงหมุนกระจกรถลงแล้วยื่นเงินให้ รปภ. รับเงินไป โค้งคำนับทำความเคารพ จากนั้นก็หันหลังกลับไปช่วยนำทางให้รถคันอื่นต่อ
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมและภรรยาคุยกันถึงกลุ่ม รปภ. ผู้ธรรมดาเหล่านี้ตลอดทาง พวกเขาอยู่อาศัยในระดับล่างสุดของสังคม ทว่ากลับเป็นกลุ่มคนที่น่าเคารพ น่ารัก และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนของเมืองใหญ่อีกด้วย
พนักงานรักษาความปลอดภัยในประเทศไทย ทำให้ผมต้องมองพวกเขาด้วยสายตาคู่ใหม่จริงๆ

หมายเหตุ บทความนี้เรียบเรียงจากผลงานของอาจารย์จางซีเจิ้น หากท่านเห็นว่าบทความมีประโยชน์และต้องการนำไปแบ่งปันต่อ ขอความกรุณาระบุชื่อผู้เขียนและแหล่งที่มา เพื่อให้เกียรติแก่เจ้าของผลงานและช่วยส่งต่อองค์ความรู้อย่างถูกต้อง ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง

เยือนถิ่นทุเรียน เมืองจันทบุรีจาง ซีเจิ้น (张锡镇)(แปลเรียบเรียง)จังหวัดจันทบุรีของไทยได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งทุเรียน”...
21/07/2026

เยือนถิ่นทุเรียน เมืองจันทบุรี
จาง ซีเจิ้น (张锡镇)
(แปลเรียบเรียง)
จังหวัดจันทบุรีของไทยได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งทุเรียน” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศ ผลผลิตทุเรียนของที่นี่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของทั้งประเทศไทย และทุเรียนส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปโลดแล่นในตลาดจีนก็มีต้นกำเนิดมาจากดินแดนแห่งนี้นี่เอง
ครั้งแรกที่ผมได้เดินทางมาลิ้มรสทุเรียนถึงจันทบุรี ต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเป็นการทัวร์สวนทุเรียนที่เพื่อนกลุ่มวรรณกรรมร่วมกันจัดขึ้น ค่าบัตรเข้าชมราคา 300 บาท เริ่มด้วยการนั่งรถกอล์ฟแล่นชมทิวทัศน์รอบสวน ชื่นชมความงดงามตระการตาของต้นไม้นานาพันธุ์ที่พร่างพราวไปด้วยผลทุเรียน มังคุด และเงาะ จากนั้นจึงปิดท้ายด้วยบุฟเฟต์ผลไม้มื้อใหญ่ จัดเต็มด้วยทุเรียนและมังคุดกองโตให้รับประทานกันอย่างจุใจ
ทว่าการเดินทางมาครั้งนี้ เป็นการตอบรับคำเชิญของ “หวัง ซื่อเวย์” (วังจื่อเวย์) ลูกศิษย์ชาวไทยของผม เธอสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผมเคยประสิทธิ์ประสาทวิชาเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันเธอกลับมาดูแลกิจการสวนผลไม้ของครอบครัว เธอเคยเอ่ยชวนผมมาเยือนที่บ้านเพื่อชิมทุเรียนออร์แกนิกแท้ๆ อยู่หลายคราว แต่ก็ต้องแคล้วคลาดไปเพราะวิกฤตการณ์โรคระบาด มาหนนี้ผมจึงชวนเพื่อนๆ อีกไม่กี่คน (ฉางเซียง, หงเจวียน, และต้าเม่ย) ขับรถมุ่งหน้าเดินทางไปด้วยกัน
สิ่งที่ทำให้พวกเราแปลกใจเป็นอย่างยิ่งคือตอนที่จะจองโรงแรม ที่พักทุกแห่งในตัวเมืองจันทบุรีถูกจองจนเต็มแน่นสมบูรณ์ สะท้อนให้เห็นว่าในฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนเช่นนี้ บรรดานักชิมจากทั่วสารทิศต่างพากันจับจองเดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย จนพวกเราต้องขยับไปจองโรงแรมในจังหวัดตราดที่อยู่ห่างออกไปแทน
ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงจันทบุรีมากกว่า 300 กิโลเมตร ขณะที่รถยนต์กำลังโลดแล่นไปบนทางหลวงระหว่างจังหวัด พวกเรามักมองเห็นรถบรรทุกทุเรียนเต็มคันสวนทางผ่านไปคันแล้วคันเล่า ราวกับว่ามีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของทุเรียนโชยมาปะทะนาสิกอยู่ร่ำไป
หากจะเอ่ยถึงรสชาติของทุเรียน ก็ต้องบอกว่าเป็นรสสัมผัสที่ “หอมหวานอย่างสุดซึ้ง ยามกลิ่นกรุ่นสลบไสล” ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่ผมทดลองชิมทุเรียนเป็นครั้งแรก โชคร้ายที่ได้ลองทุเรียนที่งอมเกินไป ยามเมื่อยกเข้าใกล้ริมฝีปาก กลิ่นเหม็นรุนแรงก็พุ่งเข้ากระแทกโสตประสาทการรับกลิ่นอย่างจัง คล้ายคลึงกับกลิ่นสิ่งปฏิกูล บวกกับเนื้อสัมผัสเหนียวเละสีเหลืองนวล ทำให้ผมแทบจะอาเจียนออกมาทันที หลังจากนั้นหลายปีผมจึงปิดใจและหลีกห่างจากทุเรียนเรื่อยมา จนกระทั่งต่อมา คุณจาง祥盛 (จาง เซียงเชิ่ง) เจ้าของสวนเสือศรีราชา ได้เลี้ยงรับประทานทุเรียนเกรดพรีเมียม ความประทับใจครั้งนั้นจึงช่วยลบล้างอคติที่ผมเคยมีต่อทุเรียนจนหมดสิ้น และกลายเป็นความหลงใหลนับแต่นั้นเป็นต้นมา ยอมรับเลยว่าทุเรียนคุณภาพเยี่ยมนั้นเปี่ยมไปด้วยรสชาติและโภชนาการ สมฐานะ “ราชาแห่งผลไม้” อย่างแท้จริง การได้ดื่มด่ำกับทุเรียนสดๆ กลางบรรยากาศในสวนยิ่งทำให้ผู้คนหลงใหลจนลืมวันเวลา—และนี่อาจจะเป็นที่มาของชื่อภาษาจีนของมันที่แปลว่า “ตรึงใจจนลืมกลับ” (หลิวเหลียน) ก็เป็นได้?
ซื่อเวย์ได้จองร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวริมชายหาดไว้ล่วงหน้า เจ้าของร้านเป็นเพื่อนนักเรียนสมัยมัธยมของเธอ พวกเราห้าคนเดินทางตาม GPS ไปถึงร้านก่อนเป็นกลุ่มแรก เถ้าแก่เนียด้ามารอคอยต้อนรับอย่างอบอุ่นแต่ไก่โห่ เมื่อทราบว่าพวกเราเป็นแขกของเพื่อนเก่า เธอจึงเชื้อเชิญพวกเราเข้าไปนั่งในร้านอย่างเป็นกันเอง ร้านอาหารไม่ได้ใหญ่โตมากนัก ทว่าตกแต่งได้อย่างมีรสนิยม หลีกเร้นจากความน่าวุ่นวายของตัวเมือง ตัวร้านตั้งอยู่บนบ่อกุ้งกลางทุ่งกว้าง รอบกายล้อมรอบด้วยบ่อน้ำเลี้ยงกุ้งสุดสายตา ทัศนียภาพรอบทิศเต็มไปด้วยความสดชื่นบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ยามเมื่อนั่งอยู่ภายในร้านที่โปร่งโล่ง ลมทะเลพัดโปรยปรายมาปะทะใบหน้า ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายอารมณ์ยิ่งนัก
ครู่ต่อมา รถของซื่อเวย์และคุณแม่ก็เดินทางมาถึง ผมรีบก้าวออกไปต้อนรับ ซื่อเวย์ยิ้มทักทายพร้อมกับสวมกอดอาจารย์ด้วยความเคารพ ผมไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและทักทายคุณแม่ของเธอ จึงได้ความว่าคุณพ่อของซื่อเวย์เดิมทีตั้งใจจะมาร่วมต้อนรับด้วย แต่ประจวบเหมาะกับมีเพื่อนจากกรุงเทพฯ เดินทางมาเยือน จึงต้องแยกย้ายกันไปดูแล อาหารมื้อเที่ยงที่จัดเตรียมไว้อย่างใส่ใจคือสำรับอาหารทะเลสไตล์ไทยรสจัดจ้าน สดใหม่และอร่อยเป็นเลิศ หลังจากอิ่มหนำสำราญ พวกเราก็ขับรถตามหลังซื่อเวย์มุ่งหน้าสู่ฟาร์มของครอบครัวเธอ
เลี้ยวจากถนนใหญ่ลงสู่ถนนดินสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านทิวไม้ เพียงชั่วครู่ ทัศนียภาพอันกว้างขวางก็คลี่ตัวออกตรงหน้า เบื้องกลางของพื้นที่เป็นอาคารสองชั้นสีขาวสะอาดตา ด้านขวาเป็นโรงเก็บเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร ด้านซ้ายเป็นศาลาโปร่งโล่งเปิดรับลมสี่ทิศ ภายในตั้งโต๊ะยาวพร้อมเก้าอี้ม้านั่งยาวตรึงแน่น ส่วนด้านหลังอาคารเป็นผืนหญ้าเรียบกว้างขวาง ขนาดใหญ่โตพอๆ กับสนามแบดมินตันสองสนามรวมกัน
ยามก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณบ้าน พวกเราต่างตกตะลึงในความงดงามตรงหน้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เสียงเอ่ยชมระเบิดขึ้นไม่ขาดสาย ทุกคนค่อยๆ เดินไปหยุดตรงใจกลางผืนหญ้าแล้วทอดสายตามองไปรอบทิศ ตัวบ้านและศาลาตั้งอยู่บนเนินดินสูง ด้านนอกของผืนหญ้าเป็นแปลงปลูกพืชลดหลั่นเป็นชั้นๆ สองคนงานกำลังพรวนดินและดูแลหมู่มวลไม้ดอกอย่างพิถีพิถัน ยามยืนบนที่สูงแล้วมองออกไปไกลๆ จะเห็นความเขียวขจีสดชื่นสะพรั่งเต็มตา ทิวต้นปาล์มเรียงรายต่อกันเป็นทิวยาว ราวกับผืนป่าสีเขียวขจีที่ไร้ขอบเขต ซื่อเวย์เล่าว่า รายได้หลักของครอบครัวมาจากสวนปาล์ม ส่วนการทำสวนผลไม้เป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ หลังจากซื่อเวย์เรียนจบกลับมาและคุณพ่อเกษียณอายุ ครอบครัวจึงเริ่มหันมาเพาะปลูกทุเรียน มังคุด และเงาะอย่างจริงจัง สวนผลไม้จึงยังไม่ได้ขยายขนาดจนเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โตนัก
พวกเราเดินเล่นผ่อนคลายบนผืนหญ้าอันกว้างใหญ่ สนทนาหัวเราะร่า สูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นของขุนเขาและป่าไม้ และปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับธรรมชาติอันสวรรค์สรรค์สร้าง ในตอนนั้นเอง คุณแม่ของซื่อเวย์ได้เอ่ยชวนพวกเราเข้าไปเก็บผลไม้ในสวน พร้อมกับเตรียมไม้ไผ่สำหรับเก็บมังคุดโดยเฉพาะไว้สองด้าม ที่ปลายไม้สวมตะกร้าตาข่ายใบจิ๋วเอาไว้ ประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นนี้จุดประกายความสนใจของพวกเราเป็นอย่างมาก ผมและฉางเซียงรีบก้าวตรงไปยังใต้ต้นมังคุด เพื่อค้นหาผลที่สุกงอมอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้จะได้ยินว่าสวนเพิ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบใหญ่ไปเมื่อไม่นาน และมังคุดที่สุกได้ที่ในตอนนี้จะมีไม่มากนัก แต่พวกเราก็ยังคงเก็บได้เต็มไม้มือด้วยความตื่นเต้นยินดี ชายวัยเจ็ดสิบกว่าอย่างผม ได้กลับไปสัมผัสความสดใสบริสุทธิ์แบบเด็กๆ อีกครั้ง รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเป็นที่สุด แต่น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีโอกาสได้ทดลองเก็บทุเรียน เนื่องจากสวนทุเรียนตั้งอยู่ไกลออกไป การเดินทางไม่ค่อยสะดวกนัก การเก็บทุเรียนของคนท้องถิ่นนั้นมีศาสตร์และศิลป์เฉพาะตัว: คนหนึ่งต้องก้าวขึ้นไปบนต้นทุเรียนสูงใหญ่เพื่อตัดขั้วผล ส่วนด้านล่างจะมีคนถือกระสอบป่านคอยรับ สิ่งนี้ต้องอาศัยความจังหวะและความแม่นยำขั้นสูง ในวินาทีที่ทุเรียนร่วงลงมา คนรับจะต้องดึงมุมกระสอบป่านสองข้างขึ้นด้านบน เพื่อรองรับทุเรียนที่มีหนามแหลมคมให้หล่นลงไปในกระสอบอย่างนุ่มนวล ป้องกันไม่ให้ผลไม้กระแทกพื้นจนเสียหาย
แม้จะน่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นฉากการเก็บทุเรียนอันตื่นเต้นและคล่องแคล่วเช่นนั้น แต่พวกเราก็โชคดีที่บังเอิญไปพบต้นทุเรียนขนาดไม่สูงใหญ่นักต้นหนึ่ง บนกิ่งสูงมีทุเรียนผลสมบูรณ์แขวนห้อยอยู่หนึ่งผล ผลทุเรียนที่โดดเดี่ยวบนยอดไม้นั้น มองจากระยะไกลคล้ายกับโคมไฟโบราณ แต่เมื่อมองใกล้ๆ กลับดูเหมือนกระบองหนามอันคมกริบ พวกเราผู้มาจากแดนเหนือของจีน ก่อนจะมาสัมผัสด้วยตาตนเอง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเนื้อสัมผัสอันหอมหวานนุ่มนวลเช่นนี้ จะถูกซ่อนไว้อยู่ภายในเปลือกแข็งที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมคมกริบ! แสดงให้เห็นว่าพฤกษาในโลกล้วนมีจิตวิญญาณ ต้นไม้ผลก็เหมือนกับสรรพสัตว์ ที่สร้างสัญชาตญาณในการปกป้องตนเอง เพื่อปกป้องตนจากภัยอันตรายภายนอก
พวกเราเดินทางกลับมายังศาลา เพื่อเตรียมลิ้มลองผลไม้สดที่เก็บมาด้วยมือ คนงานนำเงาะสดๆ มาส่งให้เป็นพุ่ม ส่วนซื่อเวย์ก็จัดเตรียมทุเรียนเกรดดีเยี่ยมไว้ให้พวกเราล่วงหน้าแล้ว ทุกคนแบ่งปันผลไม้กันอย่างสนุกสนาน ฉางเซียงรับหน้าที่เป็นมืออาชีพในการปลอกทุเรียน ท่าทางของเขาคล่องแคล่วฉับไว ใบมีดเฉือนลงตามรอยแยกของพูได้อย่างแม่นยำ เผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองส้มอันเต่งตึง นอนขดตัวอย่างสงบอยู่ภายในเปลือก ราวกับทารกน้อยที่กำลังหลับสนิท ดูน่าเอ็นดูเป็นยิ่งนัก ในบรรดานั้น มีทุเรียนออร์แกนิกผลจิ๋วอันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเธอ ซึ่งมีเนื้อเพียงสองพู ทุกคนแบ่งกันชิม คนละนิดคนละหน่อย แม้จะได้สัมผัสเพียงคำเล็กๆ แต่รสชาตินั้นกลับหวานละมุนและเข้มข้นยิ่งกว่าทุเรียนทั่วไป กลิ่นหอมอบอวลติดอยู่ที่ปลายลิ้นไม่ลืมเลือน
ในตอนนั้นเอง คุณพ่อของซื่อเวย์ก็เดินทางกลับมาถึง ท่านเป็นชายรูปร่างปานกลาง ค่อนข้างผอมเกร็ง ไว้ผมสั้นแสกกลางดูเป็นระเบียบ ท่าทางสุภาพอ่อนโยน ท่านทักทายพวกเราด้วยการประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม พวกเรานั่งจิบผลไม้สด สนทนาถึงวิถีชีวิต ทัศนียภาพของสวนผลไม้ พร้อมกับดื่มด่ำกับทิวทัศน์ป่าเขา ซื่อเวย์ทำหน้าที่เป็นล่ามได้อย่างใส่ใจและคล่องแคล่วตลอดเวลา สังเกตได้ชัดเจนว่า ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านที่มีนิสัยนอบน้อมและอ่อนโยน ยามได้เห็นลูกสาวของตนเจรจาพูดย่ออย่างมีมารยาท วางตัวได้อย่างสง่างาม และมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับอาจารย์ สายตาของพวกท่านก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความปลื้มปิติ ผมถือโอกาสนี้เอ่ยชมซื่อเวย์ว่าเป็นคนกตัญญู มีคุณธรรม และมีความเฉลียวฉลาด ยิ่งทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความยินดีอย่างที่สุด
หลังจากจบมื้อทุเรียน ซึ่งถือเป็นมื้อเย็นกลายๆ ผมเกิดนึกสนุกขึ้นมา จึงเอ่ยปากขออนุญาตปลูกต้นทุเรียนด้วยตัวเองสักหนึ่งต้นในสวนแห่งนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์บันทึกมิตรภาพและเป็นที่ระลึกในการมาเยือนครั้งนี้ ไม่คาดคิดเลยว่าครอบครัวเจ้าบ้านจะตอบรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพียงครู่เดียว คุณแม่ของซื่อเวย์ก็นำต้นกล้าทุเรียนและจอบมาให้ พร้อมกับเชื้อเชิญให้ผมลงมือปลูกด้วยตนเอง ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง งานเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคยดีอยู่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น ผมสวมถุงมือ กุมด้ามจอบไว้แน่น เพียงไม่กี่ขุด ขุดหลุมเสร็จสรรพ แล้วลงมือกลบดินปลูกต้นไม้ร่วมกับคุณแม่เจ้าของบ้าน ผมหัวเราะพร้อมเอ่ยว่า ขอให้ต้นไม้ต้นนี้เติบโตในนามของผม เพื่อเป็นที่ระลึก หวังว่าในช่วงชีวิตของผม จะได้กลับมาชิมผลของมันด้วยตัวเอง หรือหากผมไม่มีโอกาสได้รอจนถึงวันนั้น ลูกๆ หรือหลานๆ ของผมก็สามารถมาสานต่อความหวังนี้ได้ ผมยังเอ่ยเย้าต่อไปอีกว่า หากวันใดผมวางมือจากการเป็นอาจารย์และเกษียณตนเองแล้ว ผมจะขอมาทำงานเป็นคนงานในสวนแห่งนี้โดยไม่ขอรับค่าจ้างเลย จะได้ไหม? คำหยอกล้อนี้เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากทุกคน บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นละมุนละไม
ก่อนการลากล่วงเลยมาถึง คุณแม่เจ้าของบ้านประคองของขวัญงานปักหางโจวรูปดอกเหมยแดงที่เรามอบให้ พร้อมกับเอ่ยชวนทุกคนไปถ่ายรูปร่วมกันบนผืนหญ้าเป็นที่ระลึก หลังจากบันทึกภาพช่วงเวลาอันงดงามเรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงเอ่ยลาครอบครัวด้วยความอาลัยอาวรณ์
วันรุ่งขึ้น ซื่อเวย์รับหน้าที่เป็นไกด์นำพวกเราท่องเที่ยวไปในย่านเมืองเก่าจันทบุรี ในฐานะเมืองหลวงของจังหวัด บรรยากาศของที่นี่คล้ายคลึงกับอำเภอทั่วไปในเมืองจีน ย่านเมืองเก่ามีถนนสายหลักเพียงเส้นเดียว ถนนหนทางแคบพอให้รถยนต์วิ่งสวนกันได้ทีละคัน สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้าโบราณทรงเสน่ห์ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินกิจการโดยผู้สูงอายุในท้องถิ่น ขายผลไม้ เครื่องดื่ม และขนมพื้นเมือง จากข้อมูลพบว่า บรรพบุรุษของคนแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนอพยพ ในอดีตตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือ ในช่วงปลายรัชสมัยเสร็จสิ้นการเดินทางลงใต้ แรงงานชาวจีนได้เดินทางมาทำมาหากินในประเทศไทย หลายคนได้ขึ้นฝั่ง ตั้งรกรากและสืบเชื้อสายอยู่ที่นี่ ตามซอกซอยยังคงมีโรงแรมนานาชนิดที่มีอายุเก่าแก่ร่วมร้อยปี ซึ่งยังคงเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ พวกเราก้าวเข้าไปในโรงแรมโบราณแห่งหนึ่ง รูปทรงอาคารคล้ายคลึงกับบ้านสี่ประสาน (ซื่อเหอยวน) แบบจีนโบราณ มีห้องพักบนชั้นลอยลดหลั่นกันไป ใจกลางเรือนมีบ่อรับน้ำฝน (เทียนจิ่ง) ฉากกั้นแบบจีน และป้ายชื่อภาษาจีนโบราณตั้งไว้อย่างครบครัน เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายโบราณ ยามเดินผ่านโถงกลาง บนขอบประตูสูงกวาดสายตาไปจะเห็นอักษรพู่กันจีนคำว่า “汶空” (เวิ่นคง) ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระอักษรไว้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2020 สะท้อนให้เห็นถึงบารมีและสถานะทางสังคมอันสูงส่งของร้านแห่งนี้ ด้านหลังของโรงแรมเป็นบาร์และที่นั่งดื่มชาโปร่งโล่งริมแม่น้ำ พวกเราสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มานั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ หากไม่ใช่เพราะแดดเที่ยงที่ร้อนแรง ที่นี่คงเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการจิบชา ตากลม และชมทัศนียภาพรอบกาย ลองจินตนาการดูว่ายามอาทิตย์อัสดง แสงไฟสองฝั่งแม่น้ำค่อยๆ สว่างไสว เรือประมงส่องแสงวับแวมบนผืนน้ำ พร้อมลมเย็นๆ พัดผ่าน ย่อมเป็นภาพที่นุ่มนวลและงดงามเป็นยิ่งนัก
ชาวจีนอพยพที่เดินทางมาปักหลักที่นี่ในอดีต ได้ค้นพบว่าดินแดนแห่งนี้อุดมไปด้วยอัญมณีเลค่า โดยเฉพาะทับทิมและไพลินที่มีชื่อเสียงโด่งดัง พวกเขาจึงตั้งรกรากสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน อยู่อาศัยร่วมกับชาวเวียดนามอพยพ พ่อค้าชาวยุโรป และชาวบ้านท้องถิ่นอย่างสงบสุข รังสรรค์การค้าอัญมณีจนจันทบุรีก้าวขึ้นเป็น “นครแห่งอัญมณี” ที่โด่งดังไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานการเจียระไนอัญมณีที่สำคัญยิ่ง โดยมีโรงงานหัตถกรรมอัญมณีมากกว่าสองพันแห่งกระจายอยู่ทั่วเมือง
จันทบุรีถือเป็นจังหวัดเกษตรกรรมอย่างแท้จริง ประชาชนกว่าร้อยละเจ็ดสิบประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีสวนผลไม้เป็นเสาหลักสำคัญ นับตั้งแต่ประเทศจีนยกเว้นภาษีนำเข้าผลไม้จากไทย ก็ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการปลูกทุเรียนในท้องถิ่นอย่างมหาศาล ราคาสินค้าเกษตรเติบโตอย่างมั่นคง ส่งผลให้เศรษฐกิจท้องถิ่นขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ซื่อเวย์เล่าว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของจันทบุรีติดอันดับต้นๆ ของจังหวัดเกษตรกรรมในไทย ผลผลิตผลไม้ต่างๆ ของท้องถิ่นมีมากกว่า 500,000 ตันต่อปี มูลค่าการค้าผลไม้สูงเกือบ 20,000 ล้านบาท โดยประมาณร้อยละยี่สิบส่งออกไปยังประเทศจีน เธอยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า ชาวบ้านในท้องถิ่นหลายคนที่เห็นแต่งตัวสบายๆ สวมรองเท้าแตะเดินตามท้องถนน แท้จริงแล้วเป็นผู้มีฐานะมั่งคั่ง ขับรถเบนซ์ และเข้าใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ยามได้ยินเช่นนี้ พวกเราจึงเกิดความเคารพและมองจังหวัดจันทบุรีที่อ่อนน้อมถ่อมตน แต่มั่งคั่งแห่งนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปทันที
ห่างจากย่านเมืองเก่าไปไม่ไกล โบสถ์คาทอลิกอันตระการตาตั้งผงาดขึ้นมา ตระหง่านเด่นท่ามกลางบ้านเรือนชั้นเดียวและวัดวาอารามรอบข้าง โบสถ์แห่งนี้จำลองสถาปัตยกรรมมาจากมหาวิหารนอเทรอดามแห่งปารีส ยอดหอคอยสไตล์โกธิกสองยอดพุ่งเสียดฟ้า สร้างความแตกต่างทางสายตาอย่างเด่นชัดกับบ้านเรือนทรงต่ำและวัดพุทธโบราณรอบข้าง ในอดีตยามฝรั่งเศสรุกรานดินแดนอินโดจีน และได้เข้ายึดครองจันทบุรี พร้อมกับการเข้ามาของชาวเวียดนามที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ชาวบ้านในท้องถิ่นและบาดหลวงชาวฝรั่งเศสจึงได้ร่วมมือกันสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1905 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงใช้ดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงแลกเปลี่ยนกับฝรั่งเศส ทำให้จังหวัดจันทบุรีได้กลับคืนสู่ผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง โบสถ์แห่งนี้จึงกลายเป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในปัจจุบัน ยามก้าวเข้าสู่ภายใน ตัวโบสถ์ตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร วาววับด้วยแสงเจิดจรัส สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือ รูปปั้นพระแม่มารีย์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าฝั่งขวา ประดับประดาด้วยพลอยมากกว่า 200,000 เม็ด น้ำหนักรวมกว่า 20,000 กะรัต ส่องแสงระยิบระยับตระการตา งดงามวิจิตรเป็นที่สุด
เมื่อโบกมือลาโบสถ์คาทอลิก พวกเราก็เดินทางไปชมสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว—ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า พระเจ้าตากสินทรงมีเชื้อสายจีน โดย คุณพ่อ郑达 (เจิ้ง ต้า) ได้เดินทางมาทำมาหากินในประเทศไทยในรัชสมัยจักรพรรดิยงเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิง และได้สมรสกับหญิงชาวไทยจนให้กำเนิดพระเจ้าตากสิน น่าเสียดายที่เจิ้งต้าเสียชีวิตตั้งแต่พระองค์ยังเยาว์วัย พระเจ้าตากสินในวัยเยาว์จึงได้รับการเลี้ยงดูจากขุนนางในราชสำนักอยุธยา ได้รับการศึกษาตามแบบแผนราชสำนัก เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้เข้ารับราชการและรับพระราชทานยศเป็น "พระยา" ในปี ค.ศ. 1764 กองทัพพม่าได้ยกทัพมารุกรานสยาม กองทัพสยามออกไปรับศึกแต่ต้องถอยร่นกลับเข้าเมืองเนื่องจากกำลังพลน้อยกว่า ทว่าประตูเมืองกลับถูกปิดลงก่อนที่ทัพของพระเจ้าตากสินจะถอยกลับมาถึง ทำให้พระองค์ต้องนำกำลังตีตีฝ่าวงล้อมออกไป ชโลมเลือดแหวกการไล่ล่าของพม่า หลังจากนั้นไม่นาน กรุงศรีอยุธยาก็ถูกกองทัพพม่าเผาทำลายจนพินาศ ราชวงศ์สิ้นสูญ ด้วยหัวใจที่รักชาติและความแค้นเต็มอก พระเจ้าตากสินจึงตัดสินใจถอยทัพมาตั้งมั่นทางภาคตะวันออกของไทย เพื่อรวบรวมกำลังพล สะสมเสบียง และตั้งจิตมั่นที่จะกอบกู้เอกราชกลับคืนมา
พระเจ้าตากสินทรงทราบดีว่า จันทบุรีเป็นศูนย์รวมของชาวจีนอพยพ และยังเป็นจุดแวะพักและศูนย์กระจายสินค้าที่สำคัญสำหรับการค้าขายทางเรือของจีนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยฐานะความเป็นชาวจีนและความสัมพันธ์อันดีกับพาณิชย์ชาวจีน พระองค์จึงได้รับความไว้วางใจจากชาวจีนในท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว และได้รับการสนับสนุนด้านเสบียงและกำลังทรัพย์อย่างมหาศาล หลังจากนั้น พระเจ้าตากสินทรงนำทัพแม่ทัพนายกองห้าพันนายพร้อมเรือรบหนึ่งร้อยลำ ยกทัพขึ้นเหนือตามแนวชายฝั่ง เข้ายึดธนบุรีบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยากลับคืนมาได้เป็นแห่งแรก จากนั้นจึงแล่นเรือขึ้นเหนือ ตรงเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา ขับไล่กองทัพพม่าและกอบกู้แผ่นดินได้สำเร็จในปีเดียวกัน พระเจ้าตากสินทรงสถาปนาราชวงศ์ธนบุรีขึ้น และได้รับการถวายพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้แผ่นดิน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จันทบุรีคือฐานที่มั่นสำคัญในการกอบกู้ชาติบ้านเมืองและพลิกผันชะตากรรมของพระองค์ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ชาวบ้านในท้องถิ่นจึงร่วมใจกันบริจาคเงินสร้างศาลขึ้นมา และขนานนามว่า ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อกราบไหว้บูชาสืบต่อกันมาหลายยุคสมัย
ศาลแห่งนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตนัก ทว่ามีรูปทรงที่แปลกตาและประณีต โดยสร้างจำลองรูปทรงมาจาก "หมวกหมวกขุนนาง" ของพระเจ้าตากสิน ตัวอาคารหลักเป็นทรงกลม มีฐานเป็นรูปหกเหลี่ยม ชั้นกลางล้อมรอบด้วยกันหยดน้ำทรงกลมขอบทอง ชั้นบนเป็นองค์ทาวสีน้ำเงินไพลิน ส่วนยอดเป็นทรงเจดีย์โบราณ มีลูกแก้วสีทองลดเลือนจากใหญ่ไปเล็กจนถึงยอดแหลม ภายในประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้บูชา ภายในศาลอบอวลไปด้วยกลิ่นควันธูป มีนักท่องเที่ยวและผู้ศรัทธาเดินทางเข้ามากราบไหว้ขอพรอย่างไม่ขาดสาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคารพและศักดิ์สิทธิ์
เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงวัน กำหนดการท่องเที่ยวในวันนั้นก็เสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อย ซื่อเวย์เอ่ยเชิญชวนพวกเราอย่างใจจริง ให้ไปรับประทานอาหารมื้อใหญ่ร่วมกับครอบครัวของเธออีกครั้ง รวมถึงคุณยายวัย 85 ปีด้วย พวกเราซาบซึ้งในน้ำใจ แต่ก็ขอปฏิเสธอย่างนุ่มนวล และยืนกรานที่จะเป็นเจ้ามือเลี้ยงตอบแทนความเมตตาในครั้งนี้ ดังคำกล่าวที่ว่า “มิตรภาพต้องมีการถ้อยทีถ้อยอาศัย”
สถานที่รับประทานอาหารเป็นร้านอาหารบนยอดเขาที่มีชื่อเสียง ซึ่งจัดไว้สำหรับต้อนรับแขกคนสำคัญโดยเฉพาะ และเป็นสถานที่ที่คุณแม่และซื่อเวย์เลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเราขับรถตามเจ้าบ้านแล่นขึ้นไปตามทางเขาอันคดเคี้ยว จนกระทั่งถึงยอดเขา ทัศนียภาพที่นี่งดงามและเงียบสงบอย่างยิ่ง ร้านอาหารตั้งอยู่บนยอดภูเขา มองลงไปเห็นผืนป่าสีเขียวขจีสุดสายตา และมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนอยู่ไกลๆ ตัวร้านกว้างขวาง สายลมภูเขาพัดเอาความสดชื่นและกลิ่นหอมของพฤกษาส่งผ่านเข้ามา ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและปลดปล่อยความเหนื่อยล้าจนหมดสิ้น
คุณยายวัย 85 ปี มีเส้นผมสีเงินนุ่มฟู ผิวพรรณขาวผ่องแม้จะมีริ้วรอยตามวัย แต่ก็ยังคงดูสดใสมีน้ำมีนวล ตลอดหลายวันที่ผ่านมาท่านมีอารมณ์สดชื่นและยิ้มแย้มอยู่เสมอ ดูมีชีวิตชีวาและสุขภาพแข็งแรงยิ่งนัก เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมจึงลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ ซาบซึ้งใจในมิตรภาพและการต้อนรับอย่างอบอุ่นของครอบครัวหวัง ผมกล่าวว่า การได้รู้จักกับครอบครัวที่โอบอ้อมอารี อบอุ่น และมีความสุขเช่นนี้ ถือเป็นโชคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดของการเดินทางในครั้งนี้ มิตรภาพอันงดงามนี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากซื่อเวย์ ขอบคุณที่ผมมีลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ และขอบคุณผู้ใหญ่ทั้งสองท่านที่อบรมสั่งสอนลูกสาวได้ดีเยี่ยม จนทำให้พวกเราได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาพบกัน ณ ที่แห่งนี้
ระหว่างมื้ออาหาร ทุกคนได้พูดคุยกันถึงทิศทางการพัฒนาธุรกิจของครอบครัวในอนาคต ความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนสองรุ่น ได้เพิ่มความลึกซึ้งและความอบอุ่นให้กับมื้ออาหารไก่ทอดธรรมดานี้ หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ซื่อเวย์ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อพัฒนาสวนผลไม้ และยังได้ไปศึกษาต่อด้านการบริหารจัดการเกษตรสมัยใหม่ โดยตั้งใจที่จะพัฒนาธุรกิจของครอบครัวให้เจริญก้าวหน้า หลังจากที่คุณพ่อเกษียณอายุ ก็นำกายและใจมาทุ่มเทให้กับสวนผลไม้ สองพ่อลูกร่วมมือร่วมใจกัน โดยวางแผนจะเปลี่ยนบ้านสวนของตนให้เป็นโครงการโฮมสเตย์เชิงเกษตรแนวใหม่ ที่รวมเอาการเก็บผลไม้ การท่องเที่ยวชมธรรมชาติ และการพักผ่อนหย่อนใจไว้ด้วยกัน ทว่าในเรื่องของตำแหน่งการพัฒนา ทั้งสองกลับมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง: คุณพ่อเสนอให้เดินตามเส้นทางมวลชนที่เข้าถึงง่าย มั่นคง ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ส่วนซื่อเวย์ยืนกรานที่จะเดินตามเส้นทางพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม เน้นคุณภาพ สร้างแบรนด์ แม้จะยากกว่าและมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็เปี่ยมไปด้วยศักยภาพในระยะยาว คำว่าเส้นทางพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม หมายถึงการเจาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ใส่ใจในคุณภาพชีวิต และชื่นชอบการดูแลสุขภาพ ตอบสนองต่อความงดงามและพฤติกรรมการบริโภคแบบตะวันตก เน้นผลไม้ออร์แกนิกเกรดพรีเมียม เพาะพันธุ์สายพันธุ์พิเศษ และให้บริการที่ประณีตมีคุณภาพสูง แนวคิดการดำเนินงานอันโดดเด่นนี้ มาจากวิสัยทัศน์ระดับสากลและแนวคิดนวัตกรรมอันก้าวหน้าของซื่อเวย์ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ทางสัตวศาสตร์อย่างยิ่ง
ทว่าแนวคิดอันทันสมัยนี้ กลับยังไม่ได้รับการยอมรับจากคุณพ่อ ซึ่งถือเป็นช่องว่างทางความคิดที่แท้จริงของคนสองรุ่น ในระหว่างมื้ออาหาร ทุกคนต่างพากันสนับสนุนและส่งเสริมแนวคิดการทำธุรกิจของซื่อเวย์ พร้อมกับช่วยกันเสนอความคิดเห็นและให้คำแนะนำ เพื่อ提供แนวทางที่เป็นไปได้สำหรับการพัฒนาโครงการ ซื่อเวย์รู้สึกซาบซึ้งและตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง คำแนะนำของทุกคนจะช่วยให้เธอสามารถสื่อสารและโน้มน้าวใจคุณพ่อ เพื่อสลายความขัดแย้งทางความคิดได้ ในมุมมองของผม แนวคิดของคนสองรุ่นไม่ได้มีความถูกผิดอย่างสิ้นเชิง และไม่จำเป็นต้องปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากมองจากความเป็นจริงและการวางแผนระยะยาว ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการดำเนินงานควบคู่กันไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป: ในระยะปัจจุบัน ให้ใช้เส้นทางมวลชนที่มั่นคงและเป็นรากฐานเดิม เพื่อสะสมประสบการณ์ สร้างชื่อเสียง และวางรากฐานให้เข้มแข็ง ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ วางโครงสร้างบริการระดับพรีเมียม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระดับทั่วไปไปสู่ระดับพรีเมียมได้อย่างราบรื่น ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
มื้ออาหารตอบแทนอันอบอุ่น กลับกลายมาเป็นเวทีเสวนาพัฒนาอุตสาหกรรมที่จริงใจและจับต้องได้ คุณพ่อของซื่อเวย์เป็นคนสงบเงียบและพูดน้อย ตลอดมื้ออาหารท่านแทบไม่ได้เอ่ยปากเลย แต่กลับตั้งอกตั้งใจฟังตลอดเวลา ยามมองดูมิตรที่เดินทางมาจากไกลช่วยกันคิดหาทางออกให้กับธุรกิจของครอบครัว สายตาของท่านก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น พยักหน้าและยิ้มแย้มแสดงความขอบคุณอยู่เป็นระยะ ส่วนคุณแม่ของซื่อเวย์เป็นคนจริงใจและโอบอ้อมอารี ยามได้ยินทุกคนเอ่ยชมครอบครัว การอบรมสั่งสอน และธุรกิจของเธอ ก็ตื้นตันใจจนน้ำตาร่วงพลอย หยิบยิ้มเอ่ยคำขอบคุณและความยินดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยถ้อยคำอันบริสุทธิ์
เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลง การถ่ายรูปร่วมกันย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ คุณยายผู้สูงอายุเจริญวัยนั่งอยู่ตรงกลาง ทุกคนเรียงแถวตามลำดับ โดยมีทิวเขาสลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง และหันหน้าเข้าหาผืนป่าสีเขียวขจี เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น เบื้องหน้าได้บันทึกมิตรภาพอันจริงใจที่ข้ามผ่านขุนเขาและท้องทะเลเอาไว้ และเก็บรักษาความทรงจำอันทรงคุณค่าที่ยากจะลืมเลือนในชีวิตนี้ไว้ตลอดกาล
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ทว่าสายสัมพันธ์นั้นยากจะเอ่ยคำลา เจ้าบ้านและแขกเอ่ยลากันด้วยความอาลัย ต่างอวยพรให้กันและกัน และตั้งตารอคอยการพบกันใหม่ในครั้งหน้า ไม่ว่าจะพบกันที่จันทบุรี ระยอง หรือกรุงเทพฯ
ลาก่อน จันทบุรี เมืองที่มีทิวทัศน์อันงดงามที่ทำให้ผู้คนตรึงใจจนลืมกลับ! พวกเราเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ พร้อมกับหอบเอาไอกลิ่นหอมหวานของทุเรียน และมิตรภาพข้ามแดนอันอบอุ่นลึกซึ้งเต็มหัวใจ

หมายเหตุ บทความนี้เรียบเรียงจากผลงานของอาจารย์จางซีเจิ้น หากท่านเห็นว่าบทความมีประโยชน์และต้องการนำไปแบ่งปันต่อ ขอความกรุณาระบุชื่อผู้เขียนและแหล่งที่มา เพื่อให้เกียรติแก่เจ้าของผลงานและช่วยส่งต่อองค์ความรู้อย่างถูกต้อง ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง

ที่อยู่

Bangkok
10170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งแห่งประเทศไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์