จ้างวานข้า โดยมูลนิธิกระจกเงา

จ้างวานข้า โดยมูลนิธิกระจกเงา จ้างงานคนไร้บ้าน ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจ้างวานคนไร้บ้าน ให้มีงานทำ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยร่วมสมทบทุนผ่านบัญชี โครงการผู้ป่วยข้างถนน โดยมูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 202-258289-4 ธ.ไทยพาณิชย์

วิธีการจัดระเบียบคนไร้บ้าน(สไตล์ของจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา)(1) เรามีสถานที่ที่เรียกว่า สดชื่นสถาน ใต้สะพานพระปิ่นเกล้...
11/09/2026

วิธีการจัดระเบียบคนไร้บ้าน(สไตล์ของจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา)
(1) เรามีสถานที่ที่เรียกว่า สดชื่นสถาน ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า เป็นจุดรับสมัครงาน ถ้าคนไร้บ้านยังไม่พร้อมสมัครงานก็มาอาบน้ำ มาซักผ้า มาปรึกษาพูดคุยกันก่อน เมื่อใจคอเริ่มดีขึ้นเป็นปกติ พร้อมสมัครงาน เรากำหนดวันเวลาสมัครงานเป็นวันพุธสุดท้ายของเดือน ซึ่งคนไร้บ้านรู้โดยทั่วกัน
(2) ในบางครั้งพวกเราทำการลงพื้นที่คนไร้บ้านที่อยู่อาศัยที่บริเวณถนนราชดำเนิน โดยเราเรียกกิจกรรมนี้ว่า “HRข้างถนน”โดยมีเจ้าหน้าที่กระจกเงารวมกับอาสาสมัครในกิจกรรมนี้ไม่เกิน 20คน แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 5 คน ที่สำคัญในทุกกลุ่มจะมีอดีตคนไร้บ้านที่ทำงานกับจ้างวานข้า มาร่วมชักชวนคนไร้บ้านมาทำงานด้วยกัน
(3) ทุกการสมัครงานของคนไร้บ้าน เราจะมีการสัมภาษณ์รายละเอียดชีวิตของคนไร้บ้าน คำถามมีทั้งเรื่องสุขภาพ ชีวิตส่วนตัวและครอบครัว การทำงานที่ผ่านมา และคำถามสำคัญคือ “อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้มาเป็นคนไร้บ้าน” คำถามทุกคำถามจะนำไปสู่การบริหารจัดการเพื่อให้คนไร้บ้านได้ทำงานอย่างต่อเนื่องมั่นคง และออกไปจากชีวิตแบบคนเร่ร่อนไร้บ้านได้
(4) เราทำนัดหมายวันเวลา เพื่อปฐมนิเทศให้คนไร้บ้านทราบถึงกฎ กติกา ภารกิจงาน และ ทำการนัดหมายวันเวลาทำงาน
(5) เริ่มงาน ในช่วง1-2เดือนแรก เราจ่ายงานให้คนไร้บ้านได้เข้ามาทำงาน 2 วันต่อ 1 อาทิตย์ เพื่อดูเรื่องพฤติกรรมการทำงาน และ ที่สำคัญคือ ความตั้งใจในการทำงานเพื่อให้งานนำไปสู่การมีชีวิตใหม่ และเมื่อผ่าน 2 เงื่อนไขนี้ เราจะจ่ายงานเพิ่มให้เป็น 5 วันต่ออาทิตย์ จัดหาห้องเช่าให้ โดยเราทำการจ่ายเงินค่าเช่าแรกเข้าและค่ามัดจำห้องให้ รวมถึงสนับสนุนชุดตั้งต้น เช่น ที่นอนหมอนมุ้ง เครื่องใช้ไฟฟ้า(หม้อหุงข้าว พัดลม กาต้มน้ำ) จานชามช้อนส้อม
(6) ในระหว่างทางถ้าพบปัญหาทางสุขภาพต่าง ๆ เรามีทีมงานดูแล เพื่อไม่ให้โรคภัยเป็นปัญหาต่อการหารายได้อย่างต่อเนื่องของพวกเขา
(7) สดชื่นสถานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีพ.ศ.2567 เรามีคนไร้บ้านที่เข้าสู่การจัดระเบียบโดยวิธีการจ้างงาน และสามารถเปลี่ยนผ่านจากคนไร้บ้าน มาเป็นคนที่มีที่อยู่อาศัย มีห้องเช่า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีจำนวนทั้งสิ้น 107 คน และมีอีก 20 คนที่กำลังอยู่ในช่วงแรกของการทำงาน และจะเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านไม่เกิน 2 เดือนนี้
ขอจบการนำเสนอวิธีการจัดระเบียบคนไร้บ้าน ที่ไม่ทำให้คนไร้บ้านต้องถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นคนอื่นของสังคมเมือง
โครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา

ในงานเสวนา จัดระเบียบคนไร้บ้าน ณ ห้องประชุมริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผู้เข้าร่วมเกินครึ่งคือคนไร้บ้านที่มีส่วนได้...
09/09/2026

ในงานเสวนา จัดระเบียบคนไร้บ้าน ณ ห้องประชุมริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผู้เข้าร่วมเกินครึ่งคือคนไร้บ้านที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากปฏิบัติการ ‘จัดระเบียบ’ อันเต็มไปด้วยความ ‘ไร้ระเบียบ’ วานนี้
ป้าอ้อย อดีตคนไร้บ้าน หนึ่งในผู้ฟังเสวนาได้แบ่งปันประสบการณ์เมื่อราวสิบปีก่อนว่า ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบจะจู่โจมเข้ามาโดยไม่บอกเตือน ทำให้ป้าอ้อยต้องวิ่งหนีและยอมละทิ้งเสื้อผ้ามือสองซึ่งตนนำมาขายหาเลี้ยงชีพ “กลัวมากค่ะ มาเยอะเลย เขามา พวกเราก็ต้องวิ่งหนีนะคะ เขาจ้องอยู่แล้ว ถ้าไม่หนีก็โดนจับ แล้วของที่ซื้อมาขาย เสื้อผ้ามือสอง กางเกงยีนส์ เขาก็เอาไป”
ต้องใช้เวลานับทศวรรษกว่าคนไร้บ้านจะเปิดใจยอมรับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐกับหน่วยงานภาคประชาชน และในวงเสวนา ความเห็นก็เทไปในทิศทางเดียวกัน กระทั่งตัวแทนฝ่ายรัฐยังยอมรับว่าการดำเนินงานครั้งนี้ได้ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่กลุ่มคนไร้บ้านเคยมีให้
“เราไม่ได้เรียกว่าการจัดระเบียบ การใช้คำพูดดูจะรุนแรงเกินไป จริง ๆ ชื่อของมันคือการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อหลีกเลี่ยงคำนิยามที่ใช้ในเรื่องของการจัดระเบียบ แต่ลึก ๆ แล้วมันเสียไม่ได้ที่จะเป็นภาพนั้นกับคนไร้บ้าน” ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กทม. กล่าว
แม้ปัจจุบันจะไม่ใช่ภาพของการวิ่งไล่จับคนไร้บ้านขึ้นรถพาออกจากพื้นที่สาธารณะราวกับผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ กระนั้น ภาพเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบยืนโอบล้อมคนไร้บ้าน เพื่อ ‘เชิญชวนไม่บังคับ’ ก็สร้างความกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง เพราะอำนาจต่อรองของคนจนกับเจ้าหน้าที่ มันช่างห่างไกลลิบลับ ยากจะคัดง้างกันได้
สุดท้ายคนไร้บ้านหลายคนจึงจำใจ ไปอยู่ในสถานอันแออัดซึ่งหน่วยงานจัดไว้ เพื่อให้ตนปลอดภัยไม่ถูกคุกคามจากความถูกต้องในนามของกฎหมาย
แน่ล่ะว่าภาพเมืองในฝัน ย่อมเป็นภาพเมืองที่ไม่มีใครไร้บ้าน แต่เมืองอุดมคติดังกล่าวนั้น เรากำลังมองเห็นเป็นภาพเดียวกันหรือไม่ มันคือเมืองที่คนไร้บ้าน สามารถเปลี่ยนผ่านสถานภาพจนไม่ต้องมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ หรือคือเมืองที่คนไร้บ้าน ถูกเปลี่ยนผ่านจากสถานที่หนึ่ง ไปกระจุกรวมตัวกันอยู่หลังม่านกำแพงบัง
การทำงานอย่างขึงขังจริงจังของเจ้าหน้าที่ นับเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่จากปากคำของ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ว่า บ้านอิ่มใจ “อาจจะไม่มีปีหน้าก็ได้” และผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กทม. ที่กล่าวว่า “สถานรองรับของ พม. ปัจจุบันก็ค่อนข้างที่จะล้นและเต็มอยู่แล้ว” ทำให้เรากังขาต่อปฏิบัติการครั้งนี้ว่า
ในเมื่อไม่มีความพร้อมทั้งสถานที่ งบประมาณ ความเข้าใจ และกำลังคน เหตุใดจึงรีบเร่งดำเนินการ โดยในวงมีการตั้งคำถามว่า เป้าหมายที่แท้จริงคือ การยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน หรือคือ การกวาดล้างความไม่เจริญหูเจริญตาเพื่อต้อนรับการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings กันแน่
ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง สุดท้ายเมื่อจบงานพิธีสำคัญ ปัญหาคนไร้บ้านก็จะกลับมาเหมือนเดิม
ดังนั้น เพื่อไม่ให้การกลัดกระดุมผิดเม็ดยังดำเนินไปโดยไร้คำทัดทานเตือนสติ ในวงเสวนาวันนั้น มูลนิธิกระจกเงาและเพื่อนองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านคนไร้บ้านจึงยื่นข้อเสนอต่อกรุงเทพมหานคร ให้ชะลอมาตรการจัดระเบียบ จนกว่าจะเตรียมความพร้อมโดยคำนึงถึงความซับซ้อนและความเป็นมนุษย์ของคนไร้บ้าน
ท้ายที่สุด สิ่งที่โครงการจ้างวานข้าอยากเน้นย้ำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านของกรุงเทพมหานครเป็นไปได้จริง กรุงเทพมหานครอาจไม่จำเป็นต้องรอการปรับเปลี่ยนกลไก อำนาจ หรือรองบประมาณบริหาร ตามที่ตัวแทนกล่าว เพราะ หากต้องการจะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์กับหลายฝ่าย เพียงแค่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โต ยอมเปลี่ยนค่าเช่าพื้นที่และค่าบริหารจัดการบ้านอิ่มใจที่ตกราวสองล้านกว่าต่อเดือน ให้กลายเป็นเงินจ้างงานคนไร้บ้าน แยกขยะ ดูแลความสะอาด งานซ่อมสร้าง และอื่น ๆ
มันก็สามารถช่วยชีวิตคนได้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว
_______________
#โครงการจ้างวานข้า #มูลนิธิกระจกเงา

“เราเคยโดนจัดระเบียบคนเร่ร่อนตอนช่วงโควิด มันโหดร้ายนะ ทั้งเทศกิจตำรวจและทหารลง ตอนเขาเข้ามาคุย มันไม่ได้เป็นการเชิญชวน ...
04/09/2026

“เราเคยโดนจัดระเบียบคนเร่ร่อนตอนช่วงโควิด มันโหดร้ายนะ ทั้งเทศกิจตำรวจและทหารลง ตอนเขาเข้ามาคุย มันไม่ได้เป็นการเชิญชวน แต่มันคือการบังคับ คุยดีดีแบบไหนกันที่เอาผู้ชายในเครื่องแบบมายืนล้อมเรา 4-5 คน จ้องจะจับเหมือนเราเป็นผู้ร้ายเลย ตอนนั้นเราก็ไม่ได้งอมืองอเท้าอะไรด้วยนะ ทั้งขายของ เปิดหมวกร้องเพลง ก็พยายามหาเงินให้ตัวเองอยู่รอด ในสภาพร่างกายที่เราพอจะทำได้”
“เราใช้ชีวิตเร่ร่อนแถวสนามหลวงมาได้ 2 ปี ตอนนั้นก็ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย (ปัจจุบันหายขาดแล้ว) เป็นคนไร้บ้านมันไม่ได้ง่ายนะ ไม่มีใครอยากมานอนฟุตบาทแข็ง ๆ ต้องแอบเข้าห้องน้ำ กินนอนอยู่ข้างถนน ยืนต่อแถวรอรับข้าว มันเป็นชีวิตที่ไม่ได้เป็นคนเต็มคน มันต้องแร้นแค้นจริงแหละ ถึงเลือกมาอยู่แบบนี้”
”ตอนที่มาคุย เขาบอกต้องการจัดระเบียบให้พื้นที่มีความเรียบร้อย เขาบอกว่าการที่เรานอนตรงนี้มันไม่เป็นระเบียบ ช่วงนั้นเราก็ต้องใช้ชีวิตแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ กลัวจะถูกจับ ช่วงที่เราลำบากมาก ๆ มีคนบอกว่าให้เข้าไปอยู่ที่ในสถานสงเคราะห์ เราเลยลองเข้าไปอยู่ เข้าไปแล้วเรารับสภาพไม่ได้เลยนะ เพราะถ้าต้องอยู่แบบนั้นก็เหมือนตายทั้งเป็นเลย“
“สำหรับเราการจัดระเบียบคนเร่ร่อน ถ้าพูดถึงข้อดีมันได้ประโยชน์เพียงนิดเดียวเอง คือ ได้เรื่องที่พักอาศัย แต่เรื่องอื่นมันไม่ได้เลย เหมือนเอาชีวิตไปทิ้งขว้างไปขว้างเลย งานการเขาก็ไม่มีจัดสรรให้ ฝึกแต่อาชีพที่เอาไปใช้หางานทำจริงไม่ได้ แล้วแบบนี้อนาคตจะไปมีอะไรดีขึ้น สำหรับเรานะ สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือเรื่องงาน งานนี่แหละจะเป็นตัวแก้ปัญหาคนไร้บ้าน งานทำให้มีชีวิต มีเงิน มีช่องทางออกจากชีวิตข้างถนนได้ดีที่สุดเลย“
”จัดระเบียบคนเร่ร่อนปีนี้ เราไม่ได้รับผลกระทบหรอก เพราะเรามีห้องเช่ามีงานทำที่มั่นคงแล้วจากงานในโครงการจ้างวานข้า แต่น่าเห็นใจคนเร่ร่อนที่ต้องถูกจัดระเบียบยุคนี้มาก เพราะเขามีความเดือดร้อนจริง ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตจะไปต่อยังไง เราหลุดพ้นจากตรงนั้นแล้ว เราจะไม่มีทางกลับไปอีก และเราบอกได้เลยว่า ไม่มีใครอยากอยู่กับวงจรชีวิตที่ทรมานแบบนี้ยาวนานหรอก“
_______________

น้ำตาเธอไหลระหว่างการให้สัมภาษณ์เกือบตลอด เราถามเธอว่า เป็นเพราะอะไร เธอบอกว่ารู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดถึงอดีตของชีวิตที่ต้องเร่ร่อนไร้บ้าน คิดถึงความยากลำบากของเธอ ที่ผู้คนและหน่วยงานภาครัฐก็ยังเข้ามากระหน่ำซ้ำเติม ในนามของความช่วยเหลือ นามของความหวังดี โดยที่กลไกของรัฐเองก็ยังไร้ซึ่งประสิทธิภาพอยู่อย่างไม่เคยเปลี่ยนเลย

เรียนเชิญ “ประชาชน” และ “สื่อมวลชน”ที่สนใจเรื่องราวของการจัดระเบียบคนไร้บ้านในพื้นที่ราชดำเนินในปี พ.ศ.2569 นี้มาร่วมฟัง...
04/09/2026

เรียนเชิญ “ประชาชน” และ “สื่อมวลชน”ที่สนใจเรื่องราวของการจัดระเบียบคนไร้บ้านในพื้นที่ราชดำเนินในปี พ.ศ.2569 นี้
มาร่วมฟัง ข้อมูลข้อเท็จจริง คำถามคำตอบ แนวทางข้อเสนอ ของ กรุงเทพมหานคร และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ มูลนิธิทั้ง3 ที่ทำงานกับกลุ่มคนไร้บ้านมานานหลายปี มูลนิธิอิสรชน มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิกระจกเงา
“จัดระเบียบคนไร้บ้าน การปฏิบัติและทางเลือก” คือหัวข้อของการพูดคุย
“วันอังคารที่ 8 กันยายน 69 เวลา 9.30-12.30 น. ณ ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์” คือวันเวลา และ สถานที่การพูดคุย
ในการพูดคุยนี้ จะมีอดีตคนไร้บ้านในโครงการจ้างวานข้า และ คนไร้บ้านที่เผชิญกับสถานการณ์การจัดระเบียบในครั้งนี้ รวมถึงอาจารย์บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักมานุษยวิทยาเจ้าของงานวิจัยโลกของคนไร้บ้าน พวกเขาจะมาช่วยให้ความคิดเห็นต่อ สถานการณ์การจัดระเบียบคนไร้บ้าน ตามประสบการณ์ที่เคยประสบพบเจอมา
สนใจเข้าร่วมการเสวนา ประสานงานได้ที่ 093 399 2466

วันนี้จะเป็นวันที่ 7 แล้ว ที่ทางกทม. และหน่วยงานภาครัฐ ยังมีการจัดระเบียบคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนินและใกล้เคียงอย่างเข้...
02/09/2026

วันนี้จะเป็นวันที่ 7 แล้ว ที่ทางกทม. และหน่วยงานภาครัฐ ยังมีการจัดระเบียบคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนินและใกล้เคียงอย่างเข้มข้น เข้มข้นที่เริ่มจากมีกำลังทั้ง พม. เทศกิจ ทหาร ตำรวจ อาสารักษาดินแดนนับร้อย ที่แต่งตัวจัดเต็ม
พวกเขาแบ่งกันเป็นกลุ่มใหญ่ออกไปสำรวจคนไร้บ้าน เมื่อเจอ ชายในเครื่องแบบจะทำการเอ่ยวาจาชักชวนคนไร้บ้านให้เข้าสู่กระบวนการให้ความช่วยเหลือ แค่เห็นเครื่องแบบ คนไร้บ้านหลายคนสมองสั่งการอย่างรวดเร็วแล้วว่า คงต้องตอบตกลง และมันคือ “คำเชื้อเชิญที่ปฏิเสธไม่ได้”
คนไร้บ้านตอบตกลงแล้วไปไหน พวกเขาจะพามาที่บ้าน “อิ่มใจ” บ้านที่กรุงเทพมหานครเปิดขึ้นตามนโยบายของผู้ว่าฯชัชชาติ บ้านที่สร้างไว้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหา คุณภาพชีวิตให้กับคนไร้บ้าน บ้านที่ถูกอ้างอิงว่า ดูแลเรื่องที่พักอาศัย สุขภาพ และ จัดหางาน
เมื่อบ้านอิ่มใจคือเครื่องมือหลักของ กทม.ในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ในฤดูกาลจัดระเบียบคนไร้บ้านที่มาถึงอีกครั้ง(ครั้งสุดท้ายที่มีเป็นช่วง2559-60) เราจึงชวนสำรวจกันว่า “บ้านอิ่มใจ” มีสถานะของเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านได้จริงหรือไม่
บ้านอิ่มใจในส่วนของพื้นที่พักอาศัย….
1. เป็นห้องนอนรวม แบ่งเป็น ชาย และ หญิง ความจุชาย100คน หญิง100คน
2. เมื่อเข้าสู่หน้าฤดูกาลการจัดระเบียบคนไร้บ้าน คนไร้บ้านทะลักเข้ามาที่บ้านอิ่มใจจากข้อมูลล่าสุด(1กย.69) ทั้งหมด 205คน
3. ขึ้นนอนบนอาคาร 94คน นอนนอกพื้นที่อาคารบริเวณพื้นปูนไร้หลังคานอกตัวบ้าน 111คน
4. ทั้ง 111คน ที่ต้องนอนพื้นปูนไร้หลังคา ให้เหตุผลการขึ้นไปนอนบนเรือนนอนไม่ได้นั้น เนื่องจาก บางคนสูงอายุ บางคนพิการ บางคนป่วย บางคนทนไม่ไหวกับความแออัดและปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในเรือนนอน
5. ใน 111 คน และ มีบางส่วนของ 94คนที่ขึ้นไปนอนบนเรือนนอนนั้น ส่วนใหญ่อพยพเข้ามาบ้านอิ่มใจ จากสาเหตุการจัดระเบียบพื้นที่ราชดำเนินของ ทางกทม.และหน่วยงานภาครัฐ ที่เกิดขึ้นในช่วง 7วันที่ผ่านมานี้
6. สภาพของบ้านอิ่มใจ ปัจจุบัน เข้าสู่จุดของความไร้ระเบียบ ระบบรวน จัดการเคสที่มีปัญหารายกรณีไม่ได้แล้ว ทำไม่ทัน เช่น เคสที่มีปัญหาทางสุขภาพกายและจิต เป็นต้น
7. ที่บ้านอิ่มใจมีสภาพดังกล่าว เนื่องมาจาก ระบบและทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ได้ถูกออกแบบไว้รองรับ การจัดระเบียบคนไร้บ้านที่มีจุดประสงค์ต้องการความรวดเร็วในการจัดการปัญหา โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา เน้นผลเชิงปริมาณแต่ละเว้นคำว่าคุณภาพ
บ้านอิ่มใจในส่วนของการดูแลเรื่องสุขภาพ….
1. เมื่อในการจัดระเบียบครั้งนี้จะมีการตรวจสุขภาพ แต่ก็เป็นการตรวจสุขภาพแบบเบื้องต้น ซึ่งไม่ได้ทำให้เห็นโรคที่แฝงอยู่ในตัวคนไร้บ้านได้แท้จริง หลายรายเมื่อตรวจพบ แต่ก็ยังขาดกระบวนการส่งต่อ หรือ การนำพาตัวผู้ป่วยไปทำการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุ คนล้นระบบ และ คนทำงานในบ้านอิ่มใจก็ทำได้ไม่ทัน
2. ในช่วงสถานการณ์ปกติ ที่ยังไม่มีการจัดระเบียบ ระบบการส่งต่อเคสคนไร้บ้านที่มีอาการเจ็บป่วยไปสู่การรักษาอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นเรื่องติดขัด ไม่สามารถส่งต่อไปยัง โรงพยาบาลในสังกัดของสำนักการแพทย์ของ กทม. ได้อยู่เลย และยังไม่พูดถึง บ้านอิ่มใจไม่มี Case Manager ผู้ซึ่งต้องทำหน้าที่ประสานงานและพาคนไร้บ้านที่ป่วยให้เข้ารับการรักษา
3. ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงว่า เมื่อมีการจัดระเบียบคนไร้บ้าน และมีการเพิ่มจำนวนของคนไร้บ้านเข้ามาอีกเท่าตัว ระบบการดูแลสุขภาพของบ้านอิ่มใจ จะสามารถทำได้
บ้านอิ่มใจในส่วนของการดูแลเรื่องการจัดหางาน….
1. ตัวเลขที่บ้านอิ่มใจรายงานล่าสุด (1กย.69) ในประเด็นการจ้างงาน ตัวเลขการส่งคนไร้บ้านให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานได้ ยอดรวมตั้งแต่มีนาคม69 อยู่ที่ 180ราย แต่ที่คงอยู่และทำงานในระบบได้จริงอยู่ที่ 34ราย คิดเป็น 18.89 % และแช่อยู่ในตัวเลขนี้มานานหลายเดือนแล้ว
2. ยิ่งเทียบกับสัดส่วนยอดสะสมรวมของคนไร้บ้านที่มาใช้บริการบ้านอิ่มใจตั้งแต่เปิดบ้าน(25กพ.69) คือ 605คน เปรียบเทียบกับยอดคนไร้บ้านที่ยังทำงานอยู่ในระบบ 34คนนั้น ความสำเร็จของการจ้างงานอยู่ที่ 5.62%
3. บ้านอิ่มใจที่เน้นการฝึกอาชีพ อาชีพที่ฝึกนั้น ส่วนมากจะเป็นทักษะที่ต้อง ไปเป็นผู้ประกอบการเอง เช่น การสอนชงน้ำหวานต่าง ๆ การตัดผม ช่าง ทำขนมทำอาหาร ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับคนไร้บ้านที่ไม่มีเงินทุนเริ่มต้นได้ หรือแม้ว่าในบางทักษะจะมีการจ้างงานอยู่จริง แต่ด้วยเงื่อนไขสำคัญของคนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงอายุ ไม่แข็งแรง จึงทำให้การเข้าเป็นตัวเลือกของนายจ้าง ยิ่งมีความเป็นไปได้ต่ำ
4. คนไร้บ้านที่พักอยู่กับบ้านอิ่มใจ มาสมัครงานกับจ้างวานข้าและทำงานกับจ้างวานข้า ตั้งแต่วันเปิดบ้านอิ่มใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์69 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 15คน และล่าสุดคนไร้บ้านจากบ้านอิ่มใจมาสมัครงานกับจ้างวานข้าเมื่อปลายเดือน สิงหาคม69 ที่ผ่านมาจำนวน 29คน และเหตุผลการมาสมัครงานของพวกเขาทั้งหมดก็คือ บ้านอิ่มใจไม่มีงานให้ทำ
5. ทางออกเดียวของบ้านอิ่มใจ หรือ ของ กรุงเทพมหานคร ในเรื่องการสร้างงานให้กับคนไร้บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด คือ กรุงเทพมหานครต้องเป็นผู้จ้างงานนั้นเอง
เราขอจบการพาสำรวจบ้านอิ่มใจเพียงเท่านี้
ข้อสรุปของเราก็คือ แม้บ้านอิ่มใจในสภาวะปกติ ยังทำงานในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านได้อย่างติด ๆ ขัด ๆ และเมื่อ กทม.และหน่วยงานอื่น ผนึกกำลังกัน และ ทำการคล้ายกวดต้อนคนไร้บ้านในฐานะเหมือนเชลยศึกเข้าสู่เครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ที่ทางกทม.ได้สร้างขึ้นมา ลองคิดสภาพดูว่า การเพิ่มขึ้นของคนไร้บ้านในระบบบ้านอิ่มใจอีก1เท่าตัวในเวลาเพียง 7วันนั้น ระบบเดิมที่ยังติด ๆ ขัด ๆ มันจะไปสู่จุดไหนได้ นอกจากระบบล่มพังในไม่ช้า
โครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา

เมื่อเอ่ยคำว่าสถานสงเคราะห์ให้คนไร้บ้านได้ยิน พวกเขานั้นขนลุกขนพอง เสียงเปลี่ยน หน้าถอดสีกันทุกคน…ในการจัดระเบียบคนไร้บ้...
31/08/2026

เมื่อเอ่ยคำว่าสถานสงเคราะห์ให้คนไร้บ้านได้ยิน พวกเขานั้นขนลุกขนพอง เสียงเปลี่ยน หน้าถอดสีกันทุกคน…
ในการจัดระเบียบคนไร้บ้านในทุกครั้งไป(ที่มีทั้งลักษณะบังคับ กึ่งบังคับ)
สถานที่ที่จะนำคนไร้บ้านเข้าไปอยู่มักจะเป็นสถานสงเคราะห์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ “กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์”
ในการจัดระเบียบคนไร้บ้านในครั้งนี้ก็เช่นกัน มีความพยายามที่จะนำคนไร้บ้าน เข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์อีกเช่นกัน สถานสงเคราะห์หลักที่จะนำคนไร้บ้านเข้าไปอยู่ เป็นสถานสงเคราะห์ ในชื่อว่า “สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง” ซึ่งทางกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นหน่วยงานดูแล
“สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง” มีอยู่ 11 แห่งทั่วประเทศ แต่เมื่อมีการจัดระเบียบคนไร้บ้านในกทม.ทุกครั้ง สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 3 แห่งจะเป็นผู้รับภาระกระจายคนไร้บ้านเข้าไปอยู่รับการคุ้มครอง 1.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี 2.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี 3. สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี
บทความนี้เราอยากชวนสำรวจสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ในประเด็นที่ว่า สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนั้น เอาเข้าจริงแล้วสามารถรองรับต่อการเอาคนไร้บ้านเข้าไปอยู่อาศัยได้จริงหรือไม่ และ ทำไมคนไร้บ้านถึงกลัวหนักหนากับชื่อที่ได้ยิน แม้ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ข้างในเลยก็ตาม
1.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ 80%ของผู้รับบริการของทุกสถานคุ้มครองฯเป็นผู้ป่วยจิตเวช
2.คนไร้บ้านเมื่อถูกนำเข้าไปอยู่ที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พวกเขาต้องใช้ชีวิตรวมหมู่กับผู้ป่วยจิตเวช ตั้งแต่ตื่นยันหลับนอนในหอพักเดียวกัน และผู้ป่วยจิตเวชหลายรายนั้นมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์สักเท่าไหร่
3.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ในทุกแห่งมีสภาพที่เต็มล้น ตัวเลขที่รับได้สูงสุด 400คน ก็ล้นระบบจนตัวเลขเลยมาถึง 500 คน การเลยของตัวเลขกว่า100คนนี้ทุกสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเป็นเหมือนกันหมด
4.ความล้นเกินของจำนวนผู้รับบริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแสดงผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ ต้องนอนกันเป็นตับ ไหล่ชนไหล่ และไม่สามารถวางเตียงได้ ทั้ง ๆ ที่คนส่วนมากมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว กว่าจะทรงตัวพยุงตัวขึ้นจากพื้นได้ก็ใช้เวลานานพอควร ไม่นับเสียงโอดโอยขณะลุกขึ้นมา และเมื่อมีคนเข้ามาใหม่เกินกว่าตัวเลขที่ตั้งไว้ แน่นอนมันกระทบการกินการอยู่มากพอสมควร เช่น ข้าวปลาอาหารจากคน400ต้องถูกนำเฉลี่ยเพื่อให้พอกับคนมาใหม่เพิ่มอีก100คน ในงบเดิม ทรัพยากรเดิม
5.ปัญหาผู้ดูแล บุคลากรที่ไม่เพียงพอ ที่ไม่ได้สัดส่วนกันกับผู้รับบริการ เช่น ในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งบางแห่ง มีนักสังคมสงเคราะห์ รวมกับนักพัฒนาสังคมแล้ว มีอยู่ไม่เกิน5คน ซึ่งต้องดูแลผู้รับบริการที่มีความซ้ำซ้อนของปัญหากว่า 500คน คิดสัดส่วนแล้ว เท่ากับ 1ต่อ100เลยทีเดียว และบางแห่งมีเพียง 1 ถึง 2 คน ในบางแห่งมีนักจิตวิทยาอยู่ 1 คน บางแห่งไม่มีเลย เป็นเรื่องแปลกแต่จริงเพราะทั้ง ๆ ที่ผู้รับบริการในนั้น 80% คือผู้ป่วยจิตเวช สำหรับผู้ดูแลประจำหอนอนก็ไม่พอเช่นกัน ซึ่งผู้ดูแลต้องควงกะ48ชั่วโมง ถึงได้หยุด
6.มีการฝึกอาชีพภายในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง แต่อาชีพที่ถูกฝึกส่วนมากเป็นงานหัตถกรรม เช่น ทำพรมเช็ดเท้า สานตะกร้า ซึ่งเมื่อฝึกแล้ว ยากมากในการนำทักษะนั้นมาประกอบอาชีพได้จริง ด้วยเหตุผลทั้งทางการตลาด และ ไม่มีทุนที่นำมาลงทุนเพื่อนำเอาทักษะอาชีพที่มีมาต่อยอด และอาชีพที่ฝึกทำได้เป็นเพียงอาชีวะบำบัดเท่านั้น ที่สำคัญในแต่ละปี คนที่เป็นผู้บริการจะสามารถออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ข้างนอกได้ มีอยู่เป็นตัวเลขไม่ถึง 5 คนต่อปี
7.ผู้รับบริการที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ส่วนมากจะมีอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ คือ เสียชีวิต และ หลบหนี ในข้อเท็จจริงยังมีคนที่รอต่อคิวเพื่อเข้ารับบริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนั้น ไม่ต่ำกว่า 100 คนต่อสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง คนที่รอคิวส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่ครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ และ ที่ติดตามครอบครัวไม่ได้ ยังไม่นับรวม คนที่อยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือหรือดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว ส่วนคนไร้บ้านพวกเขาไม่เคยคิดเข้าไป เพราะเขายังพึ่งพาและดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
8.การส่งต่อคนไร้ที่พึ่งไปยังสถานสงเคราะห์เฉพาะปัญหายังเป็นความติดขัดกันเองของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น ผู้รับบริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหลายคนเป็นผู้พิการ มีบัตรคนพิการ แต่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถส่งต่อไปยัง “สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ” ที่ดูแลโดยอีกกรมที่ชื่อว่า กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วยงานในกระทรวงเดียวกันแท้ ๆ ทำให้คนพิการคนนั้นถูกดูแลอย่างคนไร้ที่พึ่ง และขาดตกไม่ได้รับการดูแลอย่างที่คนพิการควรได้รับ ซึ่ง ในกลุ่มผู้สูงอายุในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งก็มีสถานเช่นเดียวกัน ไม่สามารถถูกส่งต่อไปยัง “ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ” ที่ดูแลโดย กรมกิจการผู้สูงอายุได้
ที่จริงยังมีข้อมูลอีกพอสมควรสำหรับ การตอบคำถามที่ว่า “ทำไมถึงไม่ควรจัดระเบียบคนไร้บ้าน ถ้ายังไม่มีความพร้อมในเรื่องสถานที่อยู่อาศัย และ กระบวนการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพวกเขา”
ขออนุญาตฝาก กทม. และ พม. ให้ได้พิจารณา…
โครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา…

เมื่อคืนราว ๆ ช่วงหัวค่ำ (และคงยาวไปอีกหลายวัน) มีการลงพื้นที่จัดระเบียบคนไร้บ้านในบริเวณถนนราชดำเนินของฝ่ายภาครัฐ นำทีม...
28/08/2026

เมื่อคืนราว ๆ ช่วงหัวค่ำ (และคงยาวไปอีกหลายวัน) มีการลงพื้นที่จัดระเบียบคนไร้บ้านในบริเวณถนนราชดำเนินของฝ่ายภาครัฐ นำทีมโดยผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ในการจัดระเบียบครั้งนี้ ผู้ว่าฯ ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการเชิญชวนให้ไปเข้าพักที่บ้านอิ่มใจ มีคนไร้บ้านสมัครใจเข้าบ้านอิ่มใจ 12 คน
มูลนิธิกระจกเงาในฐานะที่ทำงานกับคนไร้บ้าน เราคงไม่ขัดขวาง ไม่วิจารณ์ในการจัดระเบียบในครั้งนี้ แต่เรามีข้อเสนอ คำแนะนำบางอย่าง ต่อกรุงเทพมหานคร เพื่อให้กรุงเทพมหานครและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ที่ลงพื้นที่ไปทำการจัดระเบียบคนไร้บ้าน อย่างพม. ตำรวจ ทหาร ได้ทบทวนว่า ท่าน ๆ ได้ทำการจัดระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลสอดคล้องข้อเท็จจริงนี้หรือยัง
ท่านเข้าใจเรื่องคนไร้บ้านอยู่ใช่มั้ย…
1.การมาอยู่ไร้บ้านของคนไร้บ้านส่วนใหญ่ คือ สาเหตุการตกงาน จากความสูงอายุ ร่างกายเจ็บป่วยในระดับทำงานหนักไม่ได้ พิการ ปัญหาสุขภาพกายและจิต เป็นแรงงานไร้ทักษะและใช้แรงงานอย่างเข้มข้น เมื่อแก่ตัวทำงานไม่ได้ตามเป้าจึงถูกเลิกจ้าง เป็นแรงงานรับค่าแรงขั้นต่ำ (หรือต่ำกว่าขั้นต่ำ) มาตลอดชีวิตการทำงาน ทำให้ไม่สามารถสะสมเงินได้เลยในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
2.การไม่สามารถออกจากชีวิตไร้บ้านได้ โปรดอ่านในข้อที่ 1 ของสาเหตุการตกงาน เพราะมันเป็นสาเหตุเดียวกันของการไม่สามารถเริ่มใหม่ในตลาดแรงงานปกติได้ หรือถ้าได้งานบ้างก็เป็นงานที่ไม่ต่อเนื่อง ค่าจ้างต่ำ จนไม่สามารถสะสมเงินเพื่อนำตัวเองไปเริ่มใหม่ได้
3.คนไร้บ้านต้องการ “งาน” เป็นความต้องการอันดับ 1 งานที่คนไร้บ้านต้องการคือ งานที่ต่อเนื่องมั่นคง รายได้เหมาะสม พอที่จะนำมาจัดการตัวเองในด้าน การกิน การจัดการที่อยู่อาศัย การออม สำหรับข้อมูลที่ว่า คนไร้บ้านต้องการงานเป็นอันดับ 1 นั้น สามารถหาอ่านได้ในงานวิจัย หรือถาม Ai ดูก็พอได้
จัดระเบียบท่านจะเอาพวกเขาไปอยู่ที่ไหนบ้าง…
1.บ้านอิ่มใจ ของทางกทม.
บ้านอิ่มใจสามารถรองรับคนเข้าไปนอนได้อยู่ที่ ชาย 100 คน หญิง 100 คน คนไร้บ้านที่บริเวณราชดำเนินและพื้นที่ใกล้เคียง แจงนับล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 250 คน ชายมากกว่าหญิงอย่างมาก ชายมีจำนวนเกินจำนวนเตียงของบ้านอิ่มใจอย่างแน่นอน บ้านอิ่มใจเองในการเปิดให้บริการที่ผ่านมา มีปัญหาไม่สามารถรองรับคนไร้บ้านที่สูงอายุมาก ๆ ได้ หรือ คนไร้บ้านที่มีความพิการทางร่างกาย โดยเฉพาะพิการที่ขา เนื่องจากไม่สามารถขึ้นบันไดไปนอนบนตึกที่ชั้น 2 ของอาคารนอนได้ จึงทำให้คนไร้บ้านบางส่วนต้องนอนที่แท็งก์น้ำนอกอาคารแทน ต้องไม่ลืมข้อมูลสำคัญว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
2.สถานสงเคราะห์ของทาง กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
สถานสงเคราะห์ดังกล่าวกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีอยู่ 11 แห่งทั่วประเทศ สถานสงเคราะห์ดังกล่าวจะรองรับคนไร้บ้านในทุกครั้งที่รัฐทำการจัดระเบียบ สถานสงเคราะห์ที่ว่านั้น ทุกที่เต็มอัดแน่นจากจำนวนที่รองรับได้ เช่นรองรับได้ 300 คน แต่เกินเกือบทุกที่เป็นจำนวนกว่า 100 คน สภาพที่เห็นชัดที่สุดคือหอนอน ที่ต้องนอนเรียงติดกันเป็นตับไม่มีช่องไฟ วางได้แต่เบาะนอน วางเตียงไม่ได้ จำกัดการออกมาใช้ชีวิตนอกรั้วสถานสงเคราะห์ ที่สำคัญกว่า 70-80% ผู้รับบริการเป็นผู้ป่วยจิตเวช และถ้าคนไร้บ้านเข้าไปอยู่ ต้องอยู่ร่วมใช้ชีวิตกับผู้ป่วยจิตเวชแม้แต่เวลานอนก็ตาม ท่านลองนึกสภาพตามที่คนไร้บ้านเคยเล่าให้เราฟังว่า ”นอน ๆ อยู่ ไอ้คนนี้ก็ลุกขึ้นมาเยี่ยวใส่ที่นอนตัวเอง คุณคิดดูผมต้องเจออะไรแบบนี้แทบทุกวัน“
จัดระเบียบคนไร้บ้านที่ผ่านมา…
1.การจัดระเบียบคนไร้บ้านที่ผ่านมาทุกครั้ง ไม่เคยได้แก้ปัญหา แต่เป็นเสมือนการไล่คนไร้บ้านให้กระจัดกระจายไปไร้บ้านอยู่ในที่อื่น บางส่วนที่เข้าสถานสงเคราะห์หรือที่พักของภาครัฐ เสียชีวิตโดยไร้อิสรภาพ หมองเศร้าไร้ชีวิตชีวาอยู่กับความซ้ำ ๆ เดิม ๆ บางส่วนอยู่สักพักหนีออกมา และกลับใช้ชีวิตไร้บ้านต่อไป
2.หลายครั้งที่ผ่านมาของการจัดระเบียบคนไร้บ้าน ข้ออ้างหนึ่งของภาครัฐคือ เราจะจัดหาอาชีพให้พวกเขา แต่ในทุกครั้งเช่นกัน คือ ทำการฝึกอาชีพที่ตลาดไม่ต้องการ หรืองานที่ตลาดแรงงานเขาจะคัดออกไม่รับเงื่อนไขแบบที่คนไร้บ้านเป็นอยู่ให้ได้ทำงาน หรือ ก็เป็นทักษะอาชีพที่ต้องมีเครื่องมือเครื่องไม้เป็นต้นทุนในการทำมาหากิน หรือบอกว่ามีงานจากจัดหางานมาให้สมัคร แต่สมัครไปเขาก็ไม่รับให้ทำงาน
จัดระเบียบที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด…
1.ออกแบบจัดหางานให้ได้สอดคล้องกับบริบทของคนไร้บ้านส่วนใหญ่ และมีการจัดการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนไร้บ้านที่ได้งานแล้วให้เขาสามารถปักหลักและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง กำจัดปัจจัยฉุดรั้งต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคนไร้บ้าน
2.มีที่พักทั้งระยะเปลี่ยนผ่านแบบบ้านอิ่มใจ แต่ควรมีการออกแบบและมีโครงสร้างที่ตอบโจทย์ต่อ อายุ ความพิการ ความเจ็บป่วย มีการสนับสนุนให้เข้าถึงที่พักอาศัยในราคาถูกให้กับกลุ่มคนไร้บ้านที่เริ่มต้นทำงาน มีที่พักอาศัยในระยะยาวให้กับกลุ่มคนไร้บ้านที่สูงอายุมาก ๆ มีความพิการ หรือ อยู่ในสภาวะไม่สามารถจะดูแลชีวิตตัวเองได้โดยลำพังอีกแล้ว
หมดคำแนะนำแล้วครับ…
ลงท้ายแบบหนังสือราชการที่ว่า…ขอให้ท่านโปรดพิจารณา…
โครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา

เฮียเจียว…ใครต่อใครเรียกแกแบบนั้น ก่อนเข้ามาเป็นช่างชราในช้าการช่าง“ผมเป็นช่างตั้งแต่อายุ 17 ปี เริ่มจากช่างสีบ้าน ช่างส...
26/08/2026

เฮียเจียว…
ใครต่อใครเรียกแกแบบนั้น ก่อนเข้ามาเป็นช่างชราในช้าการช่าง
“ผมเป็นช่างตั้งแต่อายุ 17 ปี เริ่มจากช่างสีบ้าน ช่างสีไม้ เฟอร์นิเจอร์ เป็นงานถนัด เวลาหลังเลิกเรียนระหว่างเดินกลับบ้านผมจะเห็นช่างกำลังทำบ้าน ทำอาคาร อยู่เรียงเป็นแถวริมถนนก็ยืนดูเพลินดี เข้าไปคุยกับช่างบ้าง ดูทุกวันจนคิดว่าผมน่าจะทำได้ ผมได้ลองทำตู้โชว์เหล้าให้กับเจ้าของคาเฟ่คนนึงที่รู้จักกัน ตอนเขาเอาเหล้ามาวางเรียงมันสวยจริงๆ จากนั้นก็รับทำไปเรื่อยๆ”
“ผมเข้าเรียนรามคำแหงก็มีแฟนแต่งงานตอนเรียนปี 2 ก็เลยเรียนไม่จบ ออกมาทำธุรกิจรับเหมา ตอนนั้นพอมีเงินทุนประมาณ 30,000 บาท จากการรับงานทำเฟอร์นิเจอร์ งานรับเหมาแรกทำอพาร์ทเม้นท์ ธุรกิจไปได้ดี ตอนนั้นคู่แข่งน้อย มีลูกน้องเป็นร้อยคน ทำอาชีพนี้อยู่ 19 ปี ชีวิตดีมาตลอดจนภรรยามาเสียชีวิต ผมท้อใจไม่มีกำลังใจทำอะไรเลย งานที่มีก็ไม่ทำปล่อยให้ลูกน้องทำจนธุรกิจเจ๊ง จากที่มีเงินก็กลายเป็นคนไม่มี”
“อายุ 66 ปี เข้ามาทำงานกับช้าการช่าง ผมเหมือนได้กลับมาจับต้องสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้วคือทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผมยังได้ซ่อมจิตใจ ซ่อมชีวิต อายุขนาดนี้แล้วจะไปทำที่ไหนได้ ผมก็จะอยู่กับที่นี่ไปจนวันตายช้าการช่างดีที่สุด ผมมีความสุขมากๆ เที่ยงก็มีข้าวให้กิน เราไม่สบายก็ดูแลไปนอนห้องพยาบาล”
“ตั้งแต่ทำช้าการช่าง มีเฟอร์นิเจอร์นึงที่ผมได้ซ่อมแล้วประทับใจที่สุดคือโซฟาไม้ เพราะเป็นงานที่ดูแล้วไม่มีอะไรมาก แต่การที่จะซ่อมให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมมันยากมันต้องใช้ทักษะสูง เรียกง่าย ๆ ว่างานหิน ซ่อมเสร็จมีคนจองซื้อเลยนะ“
ช่างเจียว…
ใครต่อใครเรียกแกแบบนั้น หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกช้าการช่าง แผนกเฟอร์นิเจอร์
แกชื่นชอบคำนำหน้านามนี้ เพราะมันแสดงได้ว่า แกทำได้ถึงและซ่อมมันได้ดีจริง ๆ ถ้านั้นคนเขาไม่ติดยศให้แกอย่างแน่นอน
____________

“ของมีซ่อม งานมีทำ เงินมีใช้ ชีวิตก็ดีขึ้น”

พอเราเอาเครื่องมือช่างชุดใหม่ขึ้นไปโชว์ให้ลุง ๆ ในแผนกช้าการช่าง ลุง ๆ ช่างชราต่างร้องโอวโหว!!!! ด้วยความสะอกสะใจ และตาม...
25/08/2026

พอเราเอาเครื่องมือช่างชุดใหม่ขึ้นไปโชว์ให้ลุง ๆ ในแผนกช้าการช่าง ลุง ๆ ช่างชราต่างร้องโอวโหว!!!! ด้วยความสะอกสะใจ และตามด้วยเสียงเซ็งแซ่คุยกัน
แต่พอจับความได้ว่า “สว่านแบตแบบนี้เลยที่ต้องการ หัวกระแทกอีกด้วย“ และเสียงชื่นชมของลุง ๆ กับเครื่องมือช่างอื่น ๆ อีกนับ 20 รายการ
ตัวแทนจาก บริษัท Masaru เจ้าของเครื่องมือช่างที่บริจาคให้กับช้าการช่าง รีบตอบคำถามลุง ๆ ทันที
“พอดีทางบริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือช่าง และปกติเราก็ให้การสนับสนุนกิจกรรมด้านงานช่าง รวมถึงร่วมเป็นสปอนเซอร์ให้กับหลาย ๆ โครงการอยู่แล้วค่ะ”
“พอเห็นกิจกรรมช้าการช่างของทางมูลนิธิ รู้สึกว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และสอดคล้องกับแนวทางของแบรนด์ จึงอยากมีส่วนร่วมในการสนับสนุนในครั้งนี้ค่ะ”
“หวังว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานและสนับสนุนกิจกรรมดี ๆ ของทางมูลนิธิในโอกาสต่อ ๆ ไปนะคะ”
เสียงตบมือของลุง ๆ พร้อมกับคำขอบคุณก็ออกมาเร็วทันใจไม่แพ้กัน

___________

ช้าการช่าง…คือส่วนงานหนึ่งที่แตกแขนงออกไปจากงานจ้างวานข้า เนื่องจากเราพบว่ามีจ้าง
วานข้าส่วนหนึ่งที่มีทักษะงานช่าง และ เรามีของบริจาคที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องซ่อม ทั้ง 2 อย่างบรรจบกันพอดี จึงเป็น ช้าการช่างอย่างทุกวันนี้….

เมื่อก่อนมูลนิธิกระจกเงา ได้รับบริจาคเครื่องใช้ไฟฟ้ามาหลากหลายประเภท โดยเฉพาะพัดลมพัดลมถูกบริจาคมาพอสมควร หลายตัวเช็คแล้...
21/08/2026

เมื่อก่อนมูลนิธิกระจกเงา ได้รับบริจาคเครื่องใช้ไฟฟ้ามาหลากหลายประเภท โดยเฉพาะพัดลม
พัดลมถูกบริจาคมาพอสมควร หลายตัวเช็คแล้วยังใช้ได้ ก็นำมาจำหน่าย แต่หลายตัวมันเปิดไม่ได้ คอไม่ส่าย ฯลฯ มูลนิธิฯก็จะทำการจำหน่ายไปตามสภาพของมัน
เสียดายของ !!! เป็นสิ่งที่เราคิดกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
เมื่อทำโครงการจ้างวานข้าขึ้นมา เรามีสมาชิกจ้างวานข้าหลายคนที่มีทักษะในงานช่าง พวกเขาหลายคนตกงานจากงานช่างที่เคยได้ทำมาตลอดชีวิต
เมื่อมาเป็นสมาชิกจ้างวานข้า เราอยากมีงานให้พวกเขาได้ทำ พวกเขายังเก๋า พวกเขายังเก่ง แต่ถูกทำให้เป็นสิ่งชำรุดใช้งานไม่ได้เสียอย่างนั้น
เสียดายคน !!! เป็นสิ่งที่เราคิดกัน แต่ก็พอจะทำอะไรขึ้นมาได้
ของต้องซ่อม มีคนซ่อมได้ ช้าการช่างจึงเริ่มถือกำเนิดขึ้น จากเรื่องราวแบบนี้
ลุงณรงค์ คือ ช่างชราคนแรกที่เข้าโครงการ
”เจ้าหน้าที่กระจกเงาไปเยี่ยมบ้านผม ตอนนั้นที่สัมภาษณ์ ผมก็เอาเครื่องมือช่างออกมาให้ดู รีบแสดงให้เห็นว่าเป็นช่างจริงๆ ทีนี้เขาก็ให้มาทำงานคัดแยก เช็คเครื่องใช้ไฟฟ้า ตอนนั้นอยู่ร้าน outlet(ร้านขายของมูลนิธิกระจกเงา)เพิ่งเปิดได้ 3 วันเอง ลุงเช็คอยู่หลายเดือนจนเจ้าหน้าที่ให้ลองซ่อมดูก็นั่งซ่อมคนเดียวกับโคมไฟ 1 ตัว ตอนนั้นซ่อมพัดลมเป็นหลัก ตอนนั้นมันขายดีมาก “
แกเล่าถึงการกลายเป็นคนชำรุดที่แทบไม่มีใครต้องการใช้สอย
“ตอนลุงอายุ 50 ปี รวมเงินกันกับเพื่อนเปิดร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดที่ตรอกโรงไม้ลาดพร้าว71 ชีวิตดีมาตลอดจนถึงช่วงโควิด งานเริ่มน้อยมาก ไม่มีคนเอามาให้ซ่อม เพื่อนสนิทมากรักที่สุดมา 40 ปี ที่เปิดร้านด้วยกันมาตายเพราะโควิด ลุงทำใจไม่ได้เลยไม่ทำต่อมันเหมือนหมดทุกอย่าง ก็เลยตัดสินใจเลิกกิจการไปอยู่กับน้องสาวกับหลานแถวเคหะบางกะปิ”
วันนี้เป็นเหมือนครูใหญ่ พี่ใหญ่ ที่ปรึกษาของเพื่อนวัยชราในช้าการช่าง
”ของก็เข้ามาเยอะเลยไปชวนลุงพี่ชายเมียเก่ามาทำด้วย เพราะแกก็ไม่มีงาน จากนั้นเจ้าหน้าที่กระจกเงาก็เปิดรับสมัครเพื่อนใหม่มาช่วยเต็มเลย เริ่มมีเพื่อนเยอะได้คุยกัน สนุกกับงานไปด้วยกันไม่เหงาสานต่ออาชีพเดิมที่ทำมาตั้งแต่หนุ่ม ทำให้เพื่อนที่ตายไปตอนโควิดได้เห็นว่า ‘กูยังซ่อมเหมือนเดิมเป็นช่างซ่อมเหมือนเดิมนะมึง’ ”
“ตอนนี้ผมทำหน้าที่มากกว่างานซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ ช่วยดูแลเพื่อนๆพี่ๆน้องๆในช้าการช่าง เพิ่มทักษะให้เพื่อนๆที่เข้ามาใหม่ด้วย”
วันนี้พัดลมที่ลุงณรงค์และเพื่อนช้าการช่างได้ซ่อมแล้วเสร็จ มันถูกเปิดทดสอบจนมั่นใจว่าใช้งานได้ต่ออย่างมีคุณภาพ ใบพัดพัดลมหมุนพัดลมไม่อ่อนแรง แรงลมมันคลับคล้ายกำลังพัดทุกข์โศกปลิวหายไป มันบอกว่าฉันไม่ใช่สิ่งชำรุดอีกต่อไป
คนที่ซ่อมพวกเราก็เช่นกัน…
__________
สนับสนุนช้าการช่าง ได้ที่…
โครงการผู้ป่วยข้างถนน โดยมูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 202-2-58289-4 SCB
และ สามารถสนับสนุนช้าการช่างผ่านการบริจาค เครื่องใช้ไฟฟ้ามาได้ที่ มูลนิธิกระจกเงา
“ของมีซ่อม งานมีทำ เงินมีใช้ ชีวิตก็ดีขึ้น”

ที่อยู่

191 ซอยวิภาวดีรังสิต 62 แยก 4-7 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 18:00
อังคาร 09:30 - 18:00
พุธ 09:30 - 18:00
พฤหัสบดี 09:30 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66910468598

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ จ้างวานข้า โดยมูลนิธิกระจกเงา โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์