07/03/2025
9 ปี อันยาวนานของคดีฟ้องร้อง ระหว่างบริษัท สยามสปอร์ต กับ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการที่ศาลฎีกาเมื่อวานนี้ หลังจากต่อสู้กันมาถึง 3 ศาล
บทสรุปคือ สมาคมฟุตบอลต้องจ่ายสยามสปอร์ต 360 ล้านบาท แต่ สยามสปอร์ตก็ต้องจ่ายให้บริษัท ซีนิแพล็กซ์ จำนวน 240 ล้านบาท เหมือนกัน
คดีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมสมาคมฟุตบอลถึงพ่ายแพ้ เราจะไปลำดับเหตุการณ์กันตั้งแต่แรกนะครับ
ย้อนกลับไป ในปี 2559 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และเขาประกาศจุดยืนไว้ว่า "ผมจะเข้ามาเก็บกวาดบ้าน ผมจะเข้ามาจับโจร"
สิ่งที่ พล.ต.อ.สมยศ ให้ความสำคัญอันดับแรก ไม่ใช่เรื่องของฟุตบอล แต่เป็นการเดินหน้าฟ้องร้อง ผู้ที่มีข้อพิพาทกับสมาคม จำนวนทั้งสิ้น 3 คดี
2 คดีแรก เกี่ยวกับวรวีร์ มะกูดี เรื่องการสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติที่หนองจอก และ เรื่องยักยอกทรัพย์ ส่วนคดีที่ 3 เกี่ยวข้องกับบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต จำกัด (มหาชน)
ก่อนที่เราจะไปเล่าคดี สมยศ vs สยามสปอร์ต เราจำเป็นต้องปูพื้นแบ็กกราวน์ของเรื่องก่อน เพื่อความเข้าใจในภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น
ฟุตบอลไทยลีก ก่อตั้งในปี 2539 ณ เวลานั้น คนดูในสนามแทบไม่มี ความนิยมตกต่ำมาก
ในช่วง 5 ปีแรก (2539-2544) สมาคมยุควิจิตร เกตุแก้ว พยายามจัดการด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไปไม่ไหว ขาดทุนยับ
นั่นทำให้ สุชาติ มุฑุกัณฑ์ ทีมผู้บริหารของสมาคมฟุตบอลขณะนั้น มาขอร้องให้ บริษัท สยามสปอร์ต ช่วยเป็นออร์กาไนเซอร์ จัดการแข่งขันลีกอาชีพขึ้นมา พร้อมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบ เพราะสยามสปอร์ตเป็นสื่อใหญ่ที่มีทรัพยากรในมือ น่าจะช่วยสร้างความนิยมให้ไทยลีกได้
สิ่งที่จะเอามาแลกเปลี่ยน ก็คือ ให้สยามสปอร์ตเป็น "ผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของไทยลีก"
สำหรับส่วนแบ่งของรายได้ในแต่ละปีนั้น มีรายงานว่า
- ถ้าได้กำไร สยามสปอร์ตจะได้ ส่วนแบ่งกำไร 95% สมาคมได้ 5%
- ถ้าขาดทุน สยามสปอร์ตต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด
ถ้าดูตัวเลขนี้ (95% - 5%) ดูเหมือนสยามสปอร์ตจะได้ส่วนแบ่งเยอะก็จริง แต่อย่าลืมว่าตอนนั้นฟุตบอลไทยยังไม่มีมูลค่า ถ้าสมาคมเอาไปทำเอง อย่าว่าแต่กำไร 5% เลย มีแต่จะเข้าเนื้อฟรีก็เท่านั้น
และต่อให้สยามสปอร์ตจะเอาไปทำ ก็ใช่ว่าจะได้กำไรมากมายอะไร สุดท้ายสัญญาก็เลยออกมาในรูปแบบนั้น
ดีลระหว่างสยามสปอร์ต กับ สมาคมในยุควิจิตร เกตุแก้ว ก็เลยเกิดขึ้น โดยสยามสปอร์ตมีหน้าที่ ต้องจัดการแข่งขันและโปรโมท ไทยลีก, ลีกรอง และ ลีกภูมิภาคทั้งหมด
ระวิ โหลทอง ผู้บริหารสูงสุดของสยามสปอร์ตกล่าวไว้ว่า "ถ้าผมทำฟุตบอลนอกอย่างเดียว ผมก็ไม่ขาดทุนแล้ว แต่เมื่อผมมาทำไทยลีก ก็ไม่อยากให้มีปัญหาต่อกัน ผมลงทุนทำทีมฟุตบอลเพื่อให้วงการสนุก ส่วนตัวแล้วเรื่องเงินทองไม่มีปัญหาสำหรับผม คนอาจจะมองว่าสยามสปอร์ตได้กำไร แต่มันไม่ใช่ หุ้นบริษัทก็ไม่เคยกระดิก"
นับจากปี 2544 สยามสปอร์ตเป็นผู้บริหารสิทธิประโยชน์ของไทยลีกมาเรื่อยๆ ซึ่งระหว่างนี้ นายกสมาคม เปลี่ยนคนจากวิจิตร เกตุแก้ว เป็นวรวีร์ มะกูดี แต่ก็ยังเซ็นสัญญากันต่อเนื่องกันไป ไม่มีปัญหาอะไร
รายงานจาก Thaipublica เปิดเผยว่าสยามสปอร์ตในฐานะผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ ได้กำไรน้อยมาก โดยเนื้อหาระบุว่า "แม้เม็ดเงินจากสปอนเซอร์ต่างๆ จะไหลผ่านสยามสปอร์ตปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ก็มีรายจ่ายที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์ไทยลีกที่ได้จากทรูวิชั่นส์ ต้องเอาไปแบ่งให้ทีมในไทยพรีเมียร์ลีก และดิวิชั่น 1 และเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการถ่ายทอดสด ที่มีข้อบังคับว่า ต้องถ่ายทอดสดปีละไม่ต่ำกว่า 500 แมตช์ คำนวณแล้ว แทบจะไม่เหลือกำไรเท่าไหร่"
ผู้บริหารระดับสูงของสยามสปอร์ตรายหนึ่งอธิบายว่า "สิ่งที่บริษัทได้รับ ไม่ใช่กำไรจากการเข้าไปดูแลสิทธิประโยชน์โดยตรง แต่เป็นผลประโยชน์ทางอ้อมมากกว่า เพราะยิ่งวงการฟุตบอลไทยเติบโตเท่าไหร่ ยอดขายสื่อในเครือ และเงินค่าโฆษณาก็ยิ่งเติบโตขึ้น"
ในปี 2556 สมาคมฟุตบอลยุควรวีร์ เซ็นสัญญาระยะยาวกับสยามสปอร์ต ให้เป็นผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ไทยลีก อีก 10 ปี (2556-2565)
โดยจุดนี้ มีรายงานไม่ตรงกัน บางแหล่งบอกว่า ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 95% - 5% ตามเดิม แต่บางแหล่งข่าวบอกว่า ถูกปรับเป็น 50% - 50% แล้ว
ตอนนั้นแม้จะต่อสัญญากันระยะยาว แต่ดราม่าไม่มี เพราะไทยลีกยังไม่บูม หลายคนมองว่าไทยลีก เป็นเผือกร้อนด้วยซ้ำ ที่โอกาสขาดทุน มากกว่ากำไร
อย่างไรก็ตาม จุดพลิกผันสำคัญก็เกิดขึ้น ในปี 2557 เมื่อเกิดปรากฏการณ์ "บอลไทยฟีเวอร์"
เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง รับตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติ แล้วพาทีมช้างศึกคว้าแชมป์ AFF เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี พร้อมทั้งทำผลงานมาสเตอร์พีซในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก จนทีมไทย เข้าถึงรอบ 12 ทีมสุดท้าย เป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี
ทีมชาติชุดใหญ่ มีสตาร์ขึ้นมาประดับวงการพร้อมกันหลายคนในช่วง AFF เช่น ชนาธิป สรงกระสินธิ์, สารัช อยู่เย็น, ชาริล ชัปปุยส์ จากนั้นก็เพิ่มเติมด้วยผู้เล่นซีเนียร์ ทั้งธีรศิลป์ แดงดา และ ธีราทร บุญมาทัน คือไม่ใช่แค่ชุดใหญ่เท่านั้น แต่บอลเยาวชน ไทยฟอร์มดีมาก คว้าชัยชนะได้ทุกรุ่น
ทุกอย่างมันส่งเสริมกัน ทำให้ทีมชาติไทย บูมขึ้นแบบพุ่งทะยาน อานิสงส์ก็กลับมาหาไทยลีก ที่มีคนเข้ามาดูอย่างคับคั่ง ทั้งขาจร-ขาประจำ ขณะที่ เรตติ้งถ่ายทอดสดพุ่งสูงมาก
นักกีฬากลายเป็นไอดอลของเด็กๆ แต่ละคนได้รับงานโฆษณา เป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากค่าจ้างในการเล่นฟุตบอลด้วย
ความนิยมของไทยลีก ทำให้ทรูวิชั่นส์ จ่ายเงินค่าถ่ายทอดสด สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ นั่นคือ สัญญา 4 ปี 4,200 ล้านบาท (เฉลี่ยฤดูกาลละ 1,050 ล้านบาท)
ไม่ใช่แค่ไทยลีก แต่ลิขสิทธิ์ของทีมชาติชุดใหญ่ ก็ขายได้ราคาดีมาก ในช่วงบอลไทยฟีเวอร์ สามารถขายลิขสิทธิ์ทีมชาติ กับทางไทยรัฐทีวี ได้เงินนัดละ 750,000 บาท
จากที่สยามสปอร์ต เคยเข้าเนื้อมาหลายปีติดต่อกัน ในที่สุด เมื่อบอลไทยบูมพร้อมกัน ทั้งสโมสรและทีมชาติ ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะเก็บเกี่ยวกำไรอย่างเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว
แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกผัน เริ่มจาก "ขั้วอำนาจเก่า" โดนล้างบาง วรวีร์ มะกูดี โดนฟีฟ่าสั่งแบน ห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอล จากข้อต้องสงสัยว่าทำการทุจริต
ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เมื่อสมาคมมีการเลือกตั้งนายกครั้งใหม่ วรวีร์ ลงชิงชัยไม่ได้ กลายเป็น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง สู้กับ ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน และปรากฏว่า พล.ต.อ.สมยศ เอาชนะเลือกตั้งอย่างขาดลอย เป็นการพลิกขั้วคนถืออำนาจของสมาคมเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ
สิ่งที่ยังกั๊กๆ กันอยู่ คือพล.ต.อ.สมยศเป็นนายกก็จริง แต่คนดูแลสิทธิประโยชน์ไทยลีก จนถึงปี 2565 ดันเป็นสยามสปอร์ต ซึ่งอยู่ฝั่งขั้วอำนาจเก่าของวรวีร์
ในมุมของพล.ต.อ.สมยศ จึงเป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะตัวเองเป็นนายกสมาคมแท้ๆ แต่ผลกำไรของบอลไทย กลับไปตกอยู่ในมือของอีกขั้วหนึ่ง
นอกจากนั้น ในมุมของสมยศ ก็มั่นใจว่าถ้าหาผู้ดูแลเจ้าอื่น สมาคมน่าจะได้ส่วนแบ่งมากกว่านี้
หลังจาก พล.ต.อ.สมยศ ชนะเลือกตั้งเพียงแค่เดือนเดียว มีนาคม 2559 เขาตัดสินใจประกาศ "ยกเลิกสัญญา" กับสยามสปอร์ต ในช่วง 7 ปีที่เหลือ (2559-2565)
พล.ต.อ.สมยศให้สัมภาษณ์ว่า "เราพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับสมาคม เป็นสัญญาผู้ขาดแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีการกำหนดค่าตอบแทนขั้นต่ำให้ ส่งผลให้สมาคม ไม่สามารถวางแผนงบประมาณดำเนินการได้ด้วยตัวเอง"
อธิบายคือ สัญญาฉบับเดิมที่เซ็นกัน สยามสปอร์ตจะเป็นฝ่ายแจ้งเองว่าปีนี้ได้กำไรเท่าไหร่ แล้วจะแบ่งจัดสรรให้สมาคมเอง แต่ถ้าขาดทุนก็ไม่ต้องจ่าย
วิธีการนี้ ไม่มีกำหนดว่า ต้องจ่าย "ขั้นต่ำ" เท่าไหร่ คือไม่มีตัวเลขระบุ ฝั่งสมาคมเอง ก็มองว่า แบบนี้จะตกแต่งเลขอย่างไรก็ได้น่ะสิ
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวปิดท้ายว่า "ผมไม่มีความขัดแย้งกับบริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท ผมเข้ามาทำหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่เป็นนายกฯ สมาคม และอาสาเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งเมื่อเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง ก็อยากทำให้ถูกต้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาคมฯ และประชาชนชาวไทย"
หลังจากยกเลิกสัญญากับสยามสปอร์ต 1 เดือนเท่านั้น เมษายน 2559 สมาคมเซ็นสัญญากับ แพลนบี มีเดีย เป็นผู้ดูแลสิทธิประโยชน์รายใหม่แทน
เซ็นฉบับแรก (4 ปี) ในปี 2559-2563 และเซ็นในฉบับที่สอง (8 ปี) ในช่วงปี 2564-2571
และคดีความที่เป็นข่าวใหญ่ ก็เริ่มต้นจากจุดนี้
เพราะฝั่งสยามสปอร์ตยอมไม่ได้ ที่โดนฉีกสัญญาที่เหลืออยู่ถึง 7 ปีทิ้งลงดื้อๆ
คือในมุมของสยามสปอร์ตนั้น สมาคมของพล.ต.อ.สมยศ จะคิดว่าสัญญาไม่เป็นธรรม หรือ ได้ส่วนแบ่งน้อย หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในเมื่อมันมีการเซ็นสัญญาอย่างถูกต้องแล้ว มาโดนฉีกทิ้งแบบนี้ เขาก็เสียหายทางธุรกิจเช่นกัน แล้วแผนงานที่เตรียมไว้หลายปีต่อจากนี้ ใครจะรับผิดชอบ
ที่ผ่านมา เขาลงทุนกับบอลไทยมาตั้งเยอะ แล้วพอวันที่มีโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ก็มาโดนฉีกสัญญาทิ้ง มันยุติธรรมกับเขาหรือไม่?
นั่นทำให้ สยามสปอร์ตจึงฟ้องสมาคมฟุตบอล ในคดีแพ่ง ข้อหาผิดสัญญา และเรียกค่าเสียหายจำนวน 1,400 ล้านบาท
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ รับฟ้องคดีนี้ โดยสยามสปอร์ตเป็นโจทก์ สมาคมฟุตบอลเป็นจำเลย
ในวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ศาลชั้นต้นตัดสินให้สยามสปอร์ตชนะคดี สมาคมฯ ต้องจ่ายเงินชดเชย 50 ล้านบาท โทษฐานบอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ
อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ฝ่ายไม่พอใจนักกับผลการตัดสิน โดยฝ่ายกฎหมายของสยามสปอร์ต ให้สัมภาษณ์ว่า "ขอขอบคุณผู้พิพากษาที่ให้ความเป็นธรรมกับเรา อย่างไรก็ตามสยามสปอร์ต จะใช้สิทธิ์อุทธรณ์ในประเด็นเงินค่าเสียหาย ซึ่งทางเรามองว่า มีความเสียหายมากกว่า 50 ล้านบาท"
แต่ฝั่งสมาคมฯ เองก็ไม่ยอมเช่นกัน โดยพล.ต.อ. สมยศ กล่าวว่า "ผมให้ความเคารพคำสั่งศาล แต่นี่เป็นเพียงศาลชั้นต้น สมาคมจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาอย่างแน่นอน"
การต่อสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ ดำเนินการมาถึง 2 ปี และในวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ศาลอุทธรณ์ได้ข้อสรุปว่า ตัวเลข 50 ล้านที่ศาลชั้นต้นสั่งให้สมาคม ชดใช้ มันน้อยเกินไป
และมีคำพิพากษาแก้ ให้สมาคมฯ จ่ายเงินให้สยามสปอร์ตเพิ่มเป็น 450 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี
จากศาลชั้นต้น 50 ล้านบาท สุดท้ายมาที่ศาลอุทธรณ์ ตัวเงินเด้งขึ้นไปที่ 450 ล้านบาท
คำวินิจฉัยจากศาล ระบุว่า
"แม้การบอกเลิกสัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์ จะทำเพื่อการพัฒนาระบบการบริหารให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้มีความชัดเจนด้านค่าตอบแทน จำนวนค่าตอบแทน รวมถึง คู่สัญญาที่ฝ่ายจำเลย อาจมองว่ามีความสามารถในการบริหารจัดการมากกว่าก็ตาม ทั้งหมด ก็มิได้เป็นเหตุที่จะบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์"
แปลว่า ศาลเข้าใจ พล.ต.อ.สมยศ ว่าทำไมฉีกสัญญา เขาอาจมองว่า สมาคมได้ส่วนแบ่งจากสยามสปอร์ตน้อยเกินไป ไปดึงคนอื่นเข้ามา อาจสร้างกำไรมากกว่านี้ คือคุณมีสิทธิ์จะคิด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะฉีกสัญญาที่เซ็นไว้แล้วได้
เมื่อจบศาลอุทธรณ์ สยามสปอร์ตเป็นฝ่ายชนะคดีอยู่ +450 ล้าน แต่ฝั่งพล.ต.อ.สมยศ ยังไม่ยอม และตัดสินใจยื่นไปที่ฎีกาเป็นศาลสุดท้าย
และเมื่อวานนี้ 6 มีนาคม 2568 จากศาลอุทธรณ์มาสู่ศาลฎีกา ใช้เวลาพิจารณา 3 ปีครึ่ง ผลการพิพากษาฎีกาก็ออกมาเรียบร้อยแล้ว มีการลดค่าปรับ จาก 450 ล้านบาท เหลือ 360 ล้านบาท
และนี่คือตัวเลขสุดท้ายแล้ว
ขณะที่อีกหนึ่งคดี ที่ตัดสินซ้อนกันไป คือฝั่งสยามสปอร์ตเป็นจำเลย ก็ต้องจ่ายเงินให้ บริษัท ซีนิแพล็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของทรูวิชั่นส์ จำนวน 240 ล้านบาท เช่นกัน ข้อหาไม่สามารถถ่ายทอดสดไทยลีกได้ตามที่ตกลงเซ็นสัญญากันไว้
ในเคสนี้ ทรูวิชั่นส์ จ่ายเงินก้อนแรกให้สยามสปอร์ตเพื่อถ่ายไทยลีก ในฤดูกาล 2559 ไปแล้ว จำนวน 240 ล้านบาท แต่สยามสปอร์ตถ่ายไม่ได้ เพราะโดนสมาคมยกเลิกสัญญา ศาลแจ้งว่า ให้เอาเงินก้อนนี้คืนทรูวิชั่นส์ไปด้วย
สรุปมหากาพย์ 9 ปี ตอนจบของเรื่องคือ
- คดีแพ่ง หมายเลขดำ ทป 79/2560 สยามสปอร์ตฟ้องร้องสมาคม 1,400 ล้านบาท โทษฐานฉีกสัญญาไม่เป็นธรรม สมาคมผิดจริง ต้องชดใช้ 360 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
- คดีแพ่ง หมายเลขดำ ทป 32/2560 ซีนิแพล็กซ์ เรียกร้องสยามสปอร์ตให้ชดใช้เงินค่าถ่ายทอดสด 240 ล้านบาทคืน ศาลเห็นชอบ สยามสปอร์ตต้องจ่าย 240 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
หักลบกันแล้ว สยามสปอร์ตจะได้กำไรอยู่ 120 ล้านบาท และ คดีฟ้องร้องอันยาวนานเกือบข้ามทศวรรษ ก็สิ้นสุดลงเพียงแค่นี้
ตัวเลข 360 ล้านบาทที่ได้รับ อาจจะดูห่างไกลจากที่สยามสปอร์ตฟ้องร้องในวันแรก แต่ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะแล้ว ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ การได้เงินระดับร้อยล้านเข้ามา ก็น่าจะช่วยสร้างสภาพคล่องให้องค์กรได้มากเลยทีเดียว
บทสรุปของเรื่องนี้ ชี้ให้เราเห็นว่า พล.ต.อ.สมยศ ในฐานะนายกสมาคมฟุตบอล จะไม่พอใจอย่างไรก็ได้
คุณไม่พอใจได้ ที่ยุควรวีร์เซ็นสัญญายาวถึง 10 ปี กับสยามสปอร์ต
คุณไม่พอใจได้ ที่มองว่าส่วนแบ่งน้อยเกินไปแค่ 5%
แต่การแก้ปัญหาไม่ใช่การหักดิบโดยฉีกสัญญาทิ้ง ทางที่ดีกว่านั้นคือการเจรจาหาข้อตกลงร่วมกัน แต่พอคุณไปยกเลิกดื้อๆ แบบนั้น อีกฝ่าย เขาก็ไปสู้ด้วยกฎหมายแน่นอนอยู่แล้ว และในมุมของศาล ท่านก็ต้องตัดสินตามหลักฐานที่มันเป็นจริง แค่นั้นเอง
------------------------
คนที่ซวยที่สุดในเรื่องทั้งหมดนี้ คือ มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ เธอเพิ่งเป็นนายกสมาคมได้แค่ 1 ปี ก็มีหนี้สินรอเธออยู่แล้ว 360 ล้านบาท
ความบ้าบิ่นมุทะลุ ของ พ.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ตัดสินใจอย่างดีเดือด ได้สร้างรอยแผล และโยนภาระ ให้คนที่เข้ามาสานงานต่ออย่างเจ็บแสบมากๆ
และจากนี้มาดามแป้ง ก็ต้องคิดแล้วว่า จะเอา 360 ล้านบาทจากไหน มาจ่ายสยามสปอร์ตดี
เงินสดเพียวๆ สมาคมคงไม่มีแน่ ถ้าจะจ่ายก็ต้องผ่อนชำระกันไป หรือไม่ก็ต้องทำการบาร์เตอร์ แลกเปลี่ยนอะไรสักอย่างกับสยามสปอร์ต เราก็ต้องติดตามกันต่อไป
สำหรับกรณีเรื่อง สมาคม vs สยามสปอร์ตครั้งนี้ เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญมาก ว่าความรู้สึกของคุณจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ จะชอบหรือไม่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อมันมีสัญญาผูกพันกันไว้ การไปฉีกสัญญาทิ้ง ในสไตล์ผู้มีอำนาจ มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นฝ่ายเจ็บตัวเอง
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า การเป็นนายกสมาคมฟุตบอล เป็นภารกิจที่ไม่ง่ายเลย แค่บู๊อย่างเดียวไม่พอ แต่คุณต้องฉลาด ต้องเข้าใจธุรกิจ และต้องเข้าใจเรื่องกฎหมายอีกด้วย
วันนี้ พล.ต.อ.สมยศ ลงจากตำแหน่งไปแล้ว ลอยตัวไปเรียบร้อยแล้ว แต่เผือกร้อนที่เขาทิ้งไว้ยังคงอยู่
และสมาคมฟุตบอลยุคปัจจุบัน ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องตามชดใช้กรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ