Sustainability News

Sustainability News Industrial community

โคเวสโตร ประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ได้รับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร มุ่งสู่ Net Zero· ได้รับการรับรอง “คาร์บอน...
22/04/2026

โคเวสโตร ประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ได้รับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร มุ่งสู่ Net Zero

· ได้รับการรับรอง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” ประจำปี 2568 จาก อบก. พร้อมมาตรฐาน ISO 14064-1
· เตรียมพร้อมตอบโจทย์เทรนด์ธุรกิจและเส้นทางสู่ Net Zero

บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างความพร้อมสู่อนาคตธุรกิจ ด้วยการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ล่าสุดได้รับการรับรอง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” (Carbon Footprint for Organization: ) ประจำปี 2568 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14064-1 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร และถือเป็นประเทศแรกในเครือข่ายโคเวสโตรทั่วโลกที่ได้มาตรฐานนี้

โคเวสโตร ได้ริเริ่มโครงการดังกล่าวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 และได้รับการรับรองในช่วงปลายปี 2568 โดยผู้บริหารของบริษัทได้เข้ารับมอบประกาศนียบัตรอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ สามารถผ่านการรับรองครบทั้ง 3 Scope ได้แก่ Scope 1 (การปล่อยโดยตรง) Scope 2 (การปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมา) และ Scope 3 (การปล่อยทางอ้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน) โดยเฉพาะ Scope 3 ซึ่งยังเป็นภาคสมัครใจ และมีเพียงไม่กี่องค์กรในประเทศไทยที่สามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลคาร์บอนครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้อย่างครบถ้วน
การดำเนินโครงการในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเป็นก้าวสำคัญด้านความยั่งยืน ซึ่งเส้นทางสู่ความสำเร็จนี้ต้องผ่านความท้าทายหลายด้านในกระบวนการดำเนินงาน เช่น เป็นการจัดเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นครั้งแรก ทำให้รูปแบบข้อมูลและรายงานเดิมไม่รองรับการคำนวณก๊าซเรือนกระจกโดยตรง นอกจากนี้ การประเมิน Scope 3 ยังมีความซับซ้อนสูง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกจำนวนมาก รวมถึงต้องมีการทำงานกับหลากหลายหน่วยงานภายในองค์กร เป็นต้น

นางสาวนิศา สุทธิพรไพศาลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทโคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามมาตรฐาน แต่เป็นการวางรากฐานด้านข้อมูลและระบบบริหารจัดการที่สำคัญสำหรับอนาคตของธุรกิจ เราให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความพร้อมต่อการรองรับทั้งความคาดหวังของลูกค้า คู่ค้า และทิศทางของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล”

“การที่บริษัทสามารถดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่ Scope 1 และ 2 ไปจนถึง Scope 3 ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการได้รับการรับรองทั้ง CFO และ ISO 14064-1 นี้ สะท้อนถึงการวางระบบที่สอดคล้องทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจในอนาคต” นางสาวนิศา กล่าวเพิ่ม
ในระยะถัดไป บริษัทได้วางแผนสู่เป้าหมาย Road to Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2569 จะดำเนินโครงการ Solar Roof ระยะที่ 2 ควบคู่กับมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแผนระดับโลกของโคเวสโตร และยังตั้งเป้าดำเนินการรับรอง CFO กับ อบก. อย่างต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ในปีนี้ ศูนย์การผลิตโคเวสโตร มาบตาพุด ใน จ.ระยอง ยังได้รับเกียรติบัตรจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( #กนอ.) ในการเป็น “โรงงานเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน” ภายใต้ “โครงการยกระดับโรงงานเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทขององค์กรในการขับเคลื่อนความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

ถอดรหัสโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี สะท้อนบทบาทโรงไฟฟ้าฐานในวิกฤตพลังงาน ตรึงต้นทุนผลิตไฟต่ำกว่า 2 บาท สร้างเสถียรภาพและความมั่นคง...
22/04/2026

ถอดรหัสโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี สะท้อนบทบาทโรงไฟฟ้าฐานในวิกฤตพลังงาน
ตรึงต้นทุนผลิตไฟต่ำกว่า 2 บาท สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานไทย

ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ผันผวนอย่างหนักจนโลกต้องเผชิญกับภาวะ Energy Shock ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2568-2569 จากการหลั่งไหลเข้ามาของธุรกิจและการลงทุนด้าน Data Center และ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งทะลุสถิติใหม่ที่ระดับ 37,000 เมกะวัตต์ ในช่วงฤดูร้อนปี 2569

คำถามสำคัญ คือ ประเทศไทยจะรับมือกับความต้องการไฟฟ้า ท่ามกลางต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นได้อย่างไร?

“โรงไฟฟ้าฐาน” เสาเข็มทางพลังงานที่ตรึงต้นทุนต่ำกว่า 2 บาท
ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ทำให้บทบาทของ "โรงไฟฟ้าฐาน" (Base Load Power Plant) ทวีความสำคัญขึ้น โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ (IPP) กำลังการผลิต 1,434 เมกะวัตต์ และ เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าฐานที่สำคัญของไทย ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านราคา ด้วยการรักษาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้อยู่ในระดับต่ำและคงที่ ไม่เกิน 2 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศในยุโรป ที่ค่าไฟฟ้าทะยานไปถึง 8-15 บาทต่อหน่วย ดังนั้นการที่ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอในต้นทุนที่ควบคุมได้ ถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการดึงดูดการลงทุนระดับโลก และช่วยลดภาระค่าเอฟที (Ft) ของประชาชนไม่ให้พุ่งสูงตามภาวะสงคราม

เจาะเคล็ดลับบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างรัดกุม ไร้ผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบ
การวางกลยุทธ์ด้านเชื้อเพลิงที่รัดกุม คือ หัวใจสำคัญที่ทำให้โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็น
เส้นทางขนส่งเชื้อเพลิงที่ปลอดภัย: เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี คือ ถ่านหินบิทูมินัสคุณภาพสูง ซึ่งนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ทำให้เส้นทางเดินเรือปลอดภัยและไม่ได้พาดผ่านพื้นที่ความขัดแย้ง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการขนส่งชะงักงัน �
สัญญาระยะยาว: โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี มีการจัดทำสัญญาซื้อขายถ่านหินล่วงหน้าแบบระยะยาว (Long-term Contract) ทำให้ช่วยตรึงต้นทุนไม่ให้ก้าวกระโดด แตกต่างจากการซื้อขายเชื้อเพลิงประเภทอื่นที่ต้องอิงราคา Spot Market ที่มีความผันผวนสูง

สต๊อกเชื้อเพลิงพร้อม ทีมวิศวกรพร้อม เครื่องจักรพร้อม เดินผลิตไฟฟ้าได้อย่างไม่มีการสะดุด
นอกจากการบริหารจัดการด้านเชื้อเพลิงแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่ทั้งภาคเศรษฐกิจและประชาชน โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ยังได้วางมาตรการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไว้อย่างรอบด้าน ได้แก่
การสำรองเชื้อเพลิง: มีการสำรองถ่านหินในสภาพพร้อมใช้สูงถึง 60 วัน ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัยและเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง �
ความพร้อมด้านวิศวกรรม: ด้วยทีมวิศวกรและช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ซึ่งประจำการตลอด 24 ชั่วโมง และแผนสำรองที่พร้อมปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน�
การสำรองอะไหล่: มีการสำรองอะไหล่เครื่องจักรสำคัญไว้ในคลังสินค้า พร้อมสำหรับการซ่อมแซมและสับเปลี่ยนได้ทันที เพื่อรักษาค่าความพร้อมจ่ายให้อยู่ในระดับสูงสุด ��ประสิทธิภาพเครื่องจักร: แม้โรงไฟฟ้าจะเดินเครื่องมาแล้วกว่า 17 ปี แต่ด้วยการออกแบบที่รองรับอายุการใช้งาน 30-40 ปี รวมถึงได้รับการตรวจเช็คและการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ายังมีประสิทธิภาพสูง พร้อมเดินเครื่องเต็มกำลังโดยไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงนอกแผน

รักษาเสถียรภาพพลังงาน ร่วมก้าวต่อไปสู่ความยั่งยืน
สถานการณ์ในวันนี้จึงเป็นบทเรียนที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของ "การกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน" โดยการมีโรงไฟฟ้าฐานที่มั่นคงอย่างโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ทำให้สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพและสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Energy Transition) ในอนาคต นอกจากนั้นโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ยังมุ่นมั่นในการเดินหน้าดำเนินงานตามหลัก ESG ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างยั่งยืนต่อไป

โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี - BLCP Power Limited
………………………………………………

ในช่วงเวลาที่ กติกาโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการแข่งขันระดับนานาชาติคำถามสำคัญไม่ใช่เพ...
12/04/2026

ในช่วงเวลาที่ กติกาโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการแข่งขันระดับนานาชาติ

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “จะเปลี่ยนหรือไม่” แต่คือ เราจะปรับตัวได้เร็วและแม่นยำแค่ไหน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ขอเชิญท่านเข้าร่วม การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"

🗓 24–28 เมษายน 2569
📍 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

นอกจากนี้ เพื่อให้ท่านสามารถต่อยอดจากภาพรวมของ NAC2026 สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. ขอเชิญท่านเข้าร่วมสัมมนา

🎯เมื่อ "Net Zero" ไม่ใช่แค่เป้าหมาย หรือนโยบายอีกต่อไป
ถึงเวลาต้องลงมือทำ ! เพื่อเปลี่ยนข้อมูล ให้กลายเป็นเครื่องมือจัดการคาร์บอนในสถานประกอบการ/องค์กร
NAC2026 โดย เนคเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ขอเชิญชวนทุกท่านเตรียมก้าวสู่ Green Industry x Industry 4.0 ไปกับผู้บริหาร วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ นำเสนอรูปแบบการนำองค์กร “เดินให้ครบเส้นทาง” ตั้งแต่ทำความเข้าใจทิศทาง ภาพรวมกติกา วางแผน ลงมือทำ และนำกลับไปใช้ได้ทันที

✨ ในหัวข้อ "เครื่องมือดิจิทัลสู่ Net Zero: จากนโยบายสู่การจัดการคาร์บอนในสถานประกอบการ"
ไฮไลท์ที่น่าสนใจ
✅ยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรม ด้วยแนวทาง Smart & Green Industry 4.0
✅เจาะลึกมาตรฐานคาร์บอนต่ำ: ข้อมูลแบบไหนที่ TGO รับรอง? เตรียมความพร้อม Data ตั้งแต่ต้นทางเพื่อการรับรองธุรกิจสีเขียว
✅กะเทาะเปลือก Pain Points ภาคโรงงาน: เช็กความพร้อมและโจทย์เชิงปฏิบัติจากสภาอุตฯ เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Net Zero อย่างถูกทิศทาง
✅นำเสนอ Solutions เจาะลึกเครื่องมือเชื่อมข้อมูลในองค์กร ด้วยแพลตฟอร์มการจัดการคาร์บอนที่วัดผลและขยายผลได้จริง
✅เสวนา Use cases จากผู้ให้บริการ ผู้ใช้งาน และหน่วยงานรัฐ มาร่วมถอดรหัสความสำเร็จ: เปลี่ยนโจทย์ยาก Green Industry ให้เป็นแผนลงมือทำที่ใช้ได้จริง
📌28 เมษายน 2569
⏱️9.00 - 12.00 น.
ห้อง SD-601 (ชั้น 6) อาคารสราญวิทย์ ตึก 12
สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
(เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 8.30 น.)

สัมมนานี้จะพาท่านเชื่อมโยงจาก นโยบายสู่การปฏิบัติจริง ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและกรณีใช้งานในภาคอุตสาหกรรม

พร้อมรับฟังมุมมองจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ใช้งานจริง อาทิ
• หน่วยงานวิจัยและพัฒนา: ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), และกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช.
• หน่วยงานนโยบายและกำกับ: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO), กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE), และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI)
• ภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), AIS และ AWS
• ภาคอุตสาหกรรมผู้ใช้งานจริง: บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด (น้ำมันพืช กุ๊ก) และบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด

👉ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/seminar/nac-22/

หรือ scan QR Code ตามภาพ

31/03/2026

จาก Gene & Cell Therapy ในห้องปฏิบัติการ สู่ “โรงงานยาที่มีชีวิต”

มหาวิทยาลัยมหิดลจับมือกับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดตั้งโครงการ ATMU เพื่อนำความสำเร็จของนักวิจัยในห้องปฏิบัติการขยายผลไปสู่การขึ้นทะเบียน จนถึงการผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร

กราบขอบพระคุณศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาบัยมหิดล ที่ให้เกียรติถ่ายทอดข้อมูลที่น่าสนใจมา ณ ที่นี้ค่ะ

โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ชูโมเดลจัดการขยะ Zero Waste ปั้นโครงการ "หนอนแม่โจ้ ลดขยะ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์" หนุนเกษตรกรลดต้นทุน กู้วิ...
31/03/2026

โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ชูโมเดลจัดการขยะ Zero Waste
ปั้นโครงการ "หนอนแม่โจ้ ลดขยะ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์" หนุนเกษตรกรลดต้นทุน กู้วิกฤตปุ๋ยแพง

วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงต้นทุนของภาคเกษตรอย่างรุนแรงโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับสูงขึ้น ทางรอดของเกษตรกรจึงต้องปรับตัวและหันมาพึ่งตนเองมากขึ้น ทั้งการวางแผนการเพาะปลูก การเดินหน้าสู่แนวทางความยั่งยืนอย่างการผลิตปุ๋ยจากวัตถุอินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตร อย่างเศษซากพืชและมูลสัตว์ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด ทะลายปาล์ม กากอ้อย ใบไม้กิ่งไม้ หรือมูลสัตว์ แม้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) จะดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าในฐานะโรงไฟฟ้าฐานที่สำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ แต่อีกบทบาทสำคัญที่เดินควบคู่กัน คือ แนวทางการดำเนินงานที่ตอบโจทย์นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และบรรษัทภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ด้วยแนวคิด “แปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” จึงได้จัดทำโครงการนำร่องต่างๆ ในด้านการกำจัดขยะและแปลงของเสียเป็นมูลค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้มีความเข้มแข็งด้วยการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง พร้อมเผยแพร่องค์ความรู้ของโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่าง "นวัตกรรมดินพร้อมปลูกและโปรตีนทางเลือก" ที่ไม่เพียงช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังต่อยอดให้เป็นทางรอดแก่เกษตรกรไทยได้

จากนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในการจัดการของเสียอย่างครบวงจรโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เริ่มต้นจัดการของเสียและขยะเหลือใช้ตั้งแต่ต้นทางด้วยการคัดแยกขยะ โดยแบ่งของเสียและสิ่งเหลือใช้ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และสิ่งเหลือใช้ที่เกิดขึ้นจากการผลิต อย่างเถ้าลอยและเถ้าหนัก ซึ่งถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการขายส่งต่อไปเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และ การทำกระถางต้นไม้ รวมแล้วกว่า 600,000 ตันต่อปี ส่วนน้ำที่เหลือใช้จากกระบวนการผลิตจะผ่านระบบบำบัดที่เข้มงวด และนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้บริเวณโรงไฟฟ้าและฉีดพรมกองถ่านหินเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายอย่าง 100% โดยไม่ปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ต่อยอด "ศาสตร์พระราชา" สู่ "โครงการหนอนแม่โจ้"
จากพื้นที่สีเขียวภายในโรงไฟฟ้าฯ กว่า 120 ไร่ ทำให้มีขยะใบไม้มากถึง 3-4 ตันต่อเดือน โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี จึงริเริ่มโครงการปุ๋ยใบไม้ขึ้นในปี 2565 โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือ "ศาสตร์พระราชา" มาประยุกต์ใช้ร่วมกับชุมชน ทำให้ร่นระยะเวลาการหมักใบไม้ให้กลายเป็นปุ๋ยได้ในระยะเวลา 45 วัน พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้และวิธีการแก่หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และประชาชน จนประสบความสำเร็จในการช่วยลดการเผาและการแปลงสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นดินพร้อมปลูกที่นำกลับมาใช้ได้ ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนไปได้อย่างมากและยังปลอดภัยแก่ตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ล่าสุดเทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายของ โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ได้คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 "เทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืน" ระดับประเทศ ประจำปี 2568 จากการนำองค์ความรู้จากโครงการการจัดการขยะใบไม้มาใช้ในการเปลี่ยนขยะใบไม้ในพื้นที่ได้มากขึ้น 35.49 ตัน ในระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายทั้งหมดอยู่ที่ 360 ตัน ความสำเร็จของโครงการการจัดการขยะใบไม้ ได้ถูกนำมาต่อยอดอีกครั้งในปี 2567 ภายใต้แนวคิดการจัดการขยะอินทรีย์จากเศษอาหารของโรงอาหารภายในโรงไฟฟ้า ด้วยโครงการหนอนแม่โจ้ หรือ หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly - BSF) โดยได้รับการสนับสนุนจาก นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร ดำเนินงานโครงการฯ โดย นางมะลิ สงขวัญ เจ้าหน้าที่บริหารสำนักงาน บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งจากการวิจัยพบว่าหนอนแม่โจ้มีประสิทธิภาพในการกินอาหารเร็วกว่าไส้เดือนถึง 5 เท่า สามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้มากถึง 3 กิโลกรัม ภายในเวลาเพียง 1 วัน และสามารถย่อยสลายเบื้องต้นได้ถึง 70% ของขยะอินทรีย์ทั้งหมดภายใน 12 ชั่วโมง โดยไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดโรคผลสัมฤทธิ์เชิงโครงการฯ ลดขยะฝังกลบเป็นศูนย์การดำเนินการทั้ง 2 โครงการควบคู่กัน ส่งผลให้ปัจจุบันโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี กำจัดขยะใบไม้และขยะอินทรีย์ภายในโรงไฟฟ้าได้ 100% โดยไม่มีของเสียเหลือทิ้ง ซึ่งโครงการปุ๋ยใบไม้ ช่วยลดขยะใบไม้ได้กว่า 130 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 111.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq) นับตั้งแต่ปี 2565 ส่วนโครงการหนอนแม่โจ้ สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องนำไปฝังกลบได้ถึง 20 ตันต่อปี และ ตัวหนอนแม่โจ้ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโครงการฯ ยังนำมาเป็นอาหารสัตว์อย่าง ไก่ ปลา กบ ฯลฯ และ แปรรูปเป็นขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง (ไขมัน 30%, โปรตีน 40%) มีโอเมก้า 3, 6, 9 และกรดลอริกที่ช่วยยับยั้งเชื้อก่อโรคได้

ทางรอดเกษตรกรไทยยุคปุ๋ยแพง เปลี่ยน "มูลหนอน" เป็น "ปุ๋ยอินทรีย์" ประเด็นที่น่าสนใจและสอดรับกับสถานการณ์โลกวันนี้ คือ การนำมูลของหนอนแม่โจ้มาใช้บำรุงดิน มูลของหนอนแม่โจ้ ที่ไม่ใช่แค่ปุ๋ยอินทรีย์ แต่คือดินที่มีชีวิต (Living Soil) ที่เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ดีที่มีประโยชน์ต่อการย่อยสลายธาตุอาหารในดิน ทำให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย มีสารอาหารที่จำเป็นต่อพืชครบถ้วน ช่วยบำรุงพืชผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับให้เจริญเติบโตได้ดี ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ป้องกันดินแน่นแข็ง ที่สำคัญคือมีความปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี เหมาะสำหรับการทำเกษตรแบบพึ่งตัวเอง ในภาวะวิกฤตความขัดแย้งและการสู้รบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของปุ๋ยเคมีทำให้ราคาสูงขึ้นการส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากโครงการหนอนแม่โจ้และปุ๋ยใบไม้ จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง ในการทดแทนปุ๋ยเคมีด้วยปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการฟื้นฟูสภาพดิน ป้องกันสารเคมีตกค้าง ยกระดับ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในระยะยาว ซึ่งการดำเนินโครงการต่างๆ ของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ประโยชน์ต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้จากโครงการเหล่านี้สู่หน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index

VEOCEL™ Lyocell ขยายการผลิตสู่เอเชีย เดินหน้าสู่บทใหม่ของ Nonwoven ในภูมิภาค• โรงงานของ Lenzing ในประเทศไทยเริ่มผลิตเส้น...
31/03/2026

VEOCEL™ Lyocell ขยายการผลิตสู่เอเชีย เดินหน้าสู่บทใหม่ของ Nonwoven ในภูมิภาค

• โรงงานของ Lenzing ในประเทศไทยเริ่มผลิตเส้นใย lyocell สำหรับวัสุดไม่ถักทอ (Nonwoven) สะท้อนอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัท
• โรงงานแห่งนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการในเอเชียโดยการผลิตภายในภูมิภาค ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของอุปทานเส้นใย lyocell ในเอเชีย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขนส่ง ด้วย lead time ที่สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ
• การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Lenzing ในการสนับสนุนการใช้เส้นใยที่มีความรับผิดชอบและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในภูมิภาค

ปราจีนบุรี (ประเทศไทย), 31 มีนาคม 2569 – VEOCEL™ แบรนด์เส้นใย Nonwoven ภายใต้ Lenzing ขยายการผลิตที่โรงงานในจังหวัดปราจีนบุรี โดยนับเป็นการเริ่มผลิตเส้นใย lyocell สำหรับ Nonwoven ครั้งแรกในเอเชีย โรงงานแห่งนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 มีกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี โดยก่อนหน้านี้มุ่งเน้นการผลิตเส้นใยสำหรับสิ่งทอ และปัจจุบันสามารถผลิตเส้นใย lyocell สำหรับ Nonwoven ภายใต้แบรนด์ VEOCEL™ ได้โดยตรง เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดเส้นใยดังกล่าวผลิตจากวัตถุดิบจากไม้และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ1 และเป็นองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ Nonwoven คุณภาพสูง ครอบคลุมตั้งแต่ผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับเด็ก แผ่นมาส์กหน้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน

ตอบโจทย์เอเชียด้วยการผลิตในภูมิภาค
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี Lenzing เป็นผู้นำด้านการผลิตเส้นใย lyocell โดยขับเคลื่อนความยั่งยืน พัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรฐานของเส้นใยเซลลูโลส การขยายการผลิตครั้งนี้ช่วยให้เส้นใยเข้าถึงลูกค้าและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม Nonwoven ทั่วเอเชียได้ใกล้ยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของ VEOCEL™ ที่มีต่อภูมิภาค ด้วยการผลิตในประเทศไทย ผู้ผลิตและแบรนด์พาร์ทเนอร์สามารถวางใจในความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่ดียิ่งขึ้น พร้อม lead time ที่สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ

การผลิตภายในภูมิภาคยังช่วยลดระยะทางในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจัดหาเส้นใยจากแหล่งผลิตในเอเชียแทนการนำเข้าจากโรงงาน lyocell ของ Lenzing ในออสเตรีย ช่วยลดความจำเป็นในการขนส่งข้ามทวีป
สิ่งนี้มีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่ง และสนับสนุนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของทั้ง Lenzing และพันธมิตรในเอเชีย

“การขยายการผลิตครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ VEOCEL™ และอุตสาหกรรม Nonwoven ในเอเชีย” แพทริเซีย เอ. ซาร์เจนท์ Executive Vice President, Nonwovens ของ Lenzing AG กล่าวในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ จังหวัดปราจีนบุรี “ปัจจุบัน เรามีความพร้อมอย่างยิ่งในการสนับสนุนลูกค้าของเราด้วยความรวดเร็ว ความมั่นคง และความยั่งยืนที่ดียิ่งขึ้น เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความร่วมมือที่ได้สร้างขึ้นมา และเชื่อว่ายังมีโอกาสอีกมากในอนาคต เราเชื่อว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ด้วยการนำเสนอเส้นใย lyocell จากไม้ที่สามารถย่อยสลายได้ และมีแหล่งผลิตในภูมิภาค เราจึงสามารถสนับสนุนพันธมิตรในเอเชียในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดทำความสะอาด (wipes) และสินค้าด้านสุขอนามัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการขนส่งในระดับโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ต่อยอดบนรากฐานแห่งความยั่งยืน
โรงงานในจังหวัดปราจีนบุรีสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Lenzing ในการผลิตเส้นใยอย่างมีความรับผิดชอบ โดยการผลิตเส้นใย VEOCEL™ Lyocell ใช้กระบวนการผลิตแบบปิด (closed-loop) ที่มีประสิทธิภาพด้านการใช้ทรัพยากร และช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศและน้ำในระดับต่ำ2 โรงงานแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของ Lenzing โดยตั้งเป้าใช้พลังงานชีวมวล 95% ภายในปี 2570 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนใน Scope 1 และ 2 ภายในปี 25733

“โรงงานในประเทศไทยของเราถูกออกแบบโดยคำนึงถึงการเติบโตในอนาคตและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ท้าทายของเรา” กฤษณะ มันดา Global Head of Sustainability ของ Lenzing Group กล่าว “การขยายขีดความสามารถของโรงงานสำหรับเส้นใย VEOCEL™ สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในนวัตกรรมที่ยั่งยืน เมื่อสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Nonwoven ในภูมิภาคให้เปลี่ยนผ่านจากเส้นใยสังเคราะห์จากฟอสซิลไปสู่ทางเลือกที่ย่อยสลายได้จากเซลลูโลส เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและก้าวไปข้างหน้าร่วมกันในบทใหม่ของการเติบโตนี้”

โรงงานแห่งนี้ใช้กระบวนการผลิตที่ได้รับการปรับให้เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ความสบายต่อผิวสัมผัส และคุณสมบัติด้านความยั่งยืนที่เป็นจุดเด่นของ VEOCEL™ โดยการเชื่อมโยงการผลิตในระดับท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล Lenzing เดินหน้าพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเส้นใยที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลเกี่ยวกับ กลุ่มบริษัทเลนซิง
กลุ่มบริษัทเลนซิงเป็นผู้นำในการผลิตเส้นใยพิเศษและเส้นใยพรีเมียมจากเซลลูโลสที่สร้างขึ้นใหม่ ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม เลนซิงเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตสิ่งทอและวัสดุไม่ถักทอทั่วโลก และขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย เส้นใยคุณภาพสูงของกลุ่มบริษัทเลนซิงเป็นวัตถุดิบสำหรับการใช้งานสิ่งทอที่หลากหลาย ตั้งแต่เสื้อผ้าที่ใช้งานได้ดี สวมใส่สบาย และทันสมัย ไปจนถึงสิ่งทอสำหรับของใช้ในบ้านที่ทนทานและยั่งยืน เส้นใยเลนซิงที่ได้รับการรับรองจาก TÜV ว่าย่อยสลายได้ทางชีวภาพและสามารถนำไปทำปุ๋ยหมักได้ ยังเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพสูงในผลิตภัณฑ์สุขอนามัยในชีวิตประจำวัน

รูปแบบธุรกิจของกลุ่มบริษัทเลนซิงขยายขอบเขตไปไกลกว่าการเป็นผู้ผลิตเส้นใยแบบดั้งเดิม ด้วยความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร เลนซิงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพิ่มมูลค่าให้กับผู้บริโภค กลุ่มบริษัทเลนซิงมุ่งมั่นในการใช้และแปรรูปวัตถุดิบทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ และนำเสนอโซลูชันสำหรับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสิ่งทอจากระบบเศรษฐกิจเชิงเส้นตรงในปัจจุบันไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการจำกัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ตามเป้าหมายของข้อตกลงปารีส เลนซิงมีแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนและอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำหนดให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1, 2 และ 3) อย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2573 และมีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593

ข้อมูลสำคัญและตัวเลขของกลุ่มบริษัทเลนซิง ปี 2568

• รายได้: 2.60 พันล้านยูโร
• กำลังการผลิต (เส้นใย): 1,110,000 ตัน
• พนักงาน (ทำงานเต็มเวลา): 7,738 คน

เทนเซล™ เลนซิง™ อีโคเวโร่™ วีโอเซล และ รีไฟบรา™ เป็นเครื่องหมายการค้าของ เลนซิง เอจี

18/03/2026

เปลี่ยนไปด้วยกัน เพื่อโลกที่กรีนกว่า กับเทคโนโลยีพลาสติกย่อยสลาย

ขอขอบคุณ คุณจรัสพร นิ่มกิตติกุล
Advanced Know-How Co.,Ltd.
Kiftikul Bldg., No1 Naknivas 47, Ladprao 71, Bangkok 10230, THAILAND Phone. +66 2 538 0799
Advance BIO แอดวานซ์ไบโอ พลาสติกย่อยสลายได้
📨[email protected]
🌐www.advancebio11.com

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เผยโครงการบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยจุลสาหร่ายประสบผลสำเร็จ ล่าสุด เจโทร และ เจร่า ร่วมนำบริษัทชั้น...
21/12/2025

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เผยโครงการบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยจุลสาหร่ายประสบผลสำเร็จ ล่าสุด เจโทร และ เจร่า ร่วมนำบริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่น เยี่ยมชมโครงการฯ พร้อมต่อยอดนวัตกรรม สร้างความร่วมมือเชิงพาณิชย์

นายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) กล่าวถึงเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า และ ความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศว่า โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีนอกจากจะมีภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วย ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ดังนั้นโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงได้ดำเนินการศึกษาการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และแอมโมเนียคาร์บอนต่ำเป็นเชื้อเพลิงร่วม โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) รวมถึงโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อดักจับและบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า

โดยโครงการวิจัยจุลสาหร่ายเป็นความร่วมมือระหว่างโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และ บริษัท อัลกัล ไบโอ จำกัด (Algal Bio) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่มีความเชี่ยวชาญด้านจุลสาหร่ายระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยการสนับสนุนจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO : เจโทร) และ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry : METI) เพื่อศึกษาการนำจุลสาหร่ายที่เพาะเลี้ยงในระบบปิดมาดักจับและเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นชีวมวลที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยข้อดีของการนำจุลสาหร่ายมาใช้ดักจับและบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น มีข้อได้เปรียบหลายประการ อาทิ ดูดซับก๊าซได้โดยตรงจากแหล่งกำเนิดไม่ต้องผ่านกระบวนการดักจับแบบซับซ้อน มีศักยภาพด้านต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น เช่น DAC (Direct Air Capture) หรือการผลิตทางชีวเคมี สามารถนำชีวมวลที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product) สามารถพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคธุรกิจและชุมชนเพื่อสร้างเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียวในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดทางเจโทร กรุงเทพฯ (JETRO, Bangkok) และ บริษัท เจร่า จำกัด (JERA) ได้นำคณะผู้บริหารจากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ อาทิ อาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง อาหารสัตว์ ยานยนต์ ฯลฯ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและโครงการทดลองเพาะเลี้ยงจุลสาหร่าย พร้อมรับทราบถึงข้อมูลรายละเอียดความสำเร็จของโครงการฯ แนวทางการพัฒนาและการนำจุลสาหร่ายไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
สำหรับผลตอบรับที่ได้รับจากผู้เข้าเยี่ยมชมนั้น มีแนวโน้มที่ดีหลายบริษัทเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของโครงการฯ พร้อมให้ความสนใจสอบถามข้อมูลและพูดคุยเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือพัฒนาต่อยอดไปสู่หลายอุตสาหกรรม ทั้งในแง่การใช้ประโยชน์จากจุลสาหร่ายในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต รวมถึงการพัฒนาขยายผลในการนำจุลสาหร่ายไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

นอกจากนั้น นายยุทธนา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการสร้างความร่วมมือในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนว่า แม้การเริ่มต้นของโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะยังช่วยลดปริมาณก๊าซได้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นการเริ่มต้นของการลงมือทำ เพื่อสร้างนวัตกรรม โดยโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี พร้อมจะร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่พันธมิตร ภาครัฐ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคประชาชน ในการขยายความร่วมมือการลดและใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นต่อไป

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”
ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี - BLCP Power Limited
………………………………………………

ป้าจงกลและเครื่องบีบอัดขวดพลาสติก รวมถึงโกดังเก็บวุสดุรีไซเคิล ในโครงการ “เก็บ”ไทยให้สวยงาม โดยความร่วมมือของมูลนิธิโคคา...
04/12/2025

ป้าจงกลและเครื่องบีบอัดขวดพลาสติก รวมถึงโกดังเก็บวุสดุรีไซเคิล ในโครงการ “เก็บ”ไทยให้สวยงาม โดยความร่วมมือของมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย และศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้แผนงาน "เก็บ" ไทยให้สวยงาม (Keep Thalland Beautiful)

ลุงเฉลยกับบริเวณคัดแยกวัสดุรีไซเคิล ในโครงการ “เก็บ”ไทยให้สวยงาม
04/12/2025

ลุงเฉลยกับบริเวณคัดแยกวัสดุรีไซเคิล ในโครงการ “เก็บ”ไทยให้สวยงาม

“เก็บ”ไทยให้สวยงาม กับภาพบรรยากาศเพิ่มเติมจ้าาาาาาจากการเล็งเห็นปัญหาขยะบนเกาะท่องเที่ยวที่ขาดการจัดการที่เหมาะสมและมีปร...
04/12/2025

“เก็บ”ไทยให้สวยงาม กับภาพบรรยากาศเพิ่มเติมจ้าาาาาา

จากการเล็งเห็นปัญหาขยะบนเกาะท่องเที่ยวที่ขาดการจัดการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จึงเกิดเป็นโครงการจัดการขยะและวัสดุรีไซเคิลบนพื้นที่เกาะอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือของมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย และศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้แผนงาน "เก็บ" ไทยให้สวยงาม (Keep Thalland Beautiful)

“เก็บ”ไทยให้สวยงามจากการเล็งเห็นปัญหาขยะบนเกาะท่องเที่ยวที่ขาดการจัดการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จึงเกิดเป็นโครงการจัดก...
28/11/2025

“เก็บ”ไทยให้สวยงาม

จากการเล็งเห็นปัญหาขยะบนเกาะท่องเที่ยวที่ขาดการจัดการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จึงเกิดเป็นโครงการจัดการขยะและวัสดุรีไซเคิลบนพื้นที่เกาะอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือของมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย และศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้แผนงาน "เก็บ" ไทยให้สวยงาม (Keep Thalland Beautiful)

เราได้รับเกียรติพูดคุยกับ ดร.เขมชาติ เขมาวุฒานนท์ หัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัย CEWT และ คุณศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด ทำให้ทราบว่า โครงการเริ่มต้นจากพื้นที่นำร่อง เช่น เกาะช้าง เกาะสีชัง เกาะหมาก (เกาะสีชังออกจากโครงการในระยะต่อมา) ก่อนจะขยายไปสู่เกาะอื่น ๆ ในภาคตะวันออก คือ เกาะกูด เกาะล้าน เกาะเสม็ด
จากการศึกษาพบว่าค่าใช้จ่ายในการขนส่งวัสดุรีใซเคิลออกจากเกาะ เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้การจัดการขยะหยุดชะงัก ทางโครงการจึงเข้ามาสนับสนุนต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อจูงใจให้มีการเก็บรวบรวมและขนส่งวัสดุรีไซเคิลออกจากเกาะ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมกระบวนการรีไซเคิลให้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังส่งผลให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนบนเกาะ

ตลอดระยะเวลาโครงการกว่า 4 ปี ได้นำวัสดุรีไซเคิลออกจากเกาะไปแล้วทั้งหมดกว่า 7,725 ตัน คิดเป็นแก้ว 58.8% โลหะ 11.7% กระดาษ 8.8% และพลาสติก 8.7% ตามลำดับ ขณะที่เกาะช้าง เกาะเดียวขนย้ายวัสดุรีไซเคิลออกจากเกาะแล้ว 5,372.28 ตัน

ทีมงานยังได้ไปเยี่ยมชมสถานที่รับซื้อวัสดุรีไซเคิลของป้าจงกล และลุงเฉลย สองผู้ประกอบการจัดการขยะที่เข้าร่วมโครงการ โดยทั้งสองท่านกล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี สามารถพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตได้ จากเดิมที่มีต้นทุนจำกัด เมื่อราคารับซื้อวัสดุรีไซเคิลต่ำลง ก็จำเป็นต้องเก็บไว้เพื่อรอให้ราคาขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเก็บไว้ได้มากด้วยความจำกัดของพื้นที่ เมื่อมีโครงการเข้ามาสนับสนุนค่าขนส่งออกจากเกาะ ทำให้ระบบหมุนเวียนได้ดีขึ้น รับซื้อและระบายได้อย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้ให้ตัวเอง กระจายรายได้สู่ชุมชน และลดจำนวนขยะบนเกาะได้มากจริงๆ

โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งจากปกติ 700-900 บาท/ตัน เหลือเพียง 209-436 บาท/ตัน ช่วยเพิ่มรายได้ให้ร้านรับซื้อของเก่าและชุมชน รวมถึงช่วยจัดการให้วัสดุรีไซเคิลทั้งหมดเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างถูกต้อง

ในการนี้ เรายังได้ลงมือเก็บขยะบริเวณชายหาดเพื่อนำเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้องอีกด้วย

ที่อยู่

19/135 Rama II Soi 28 Yak 12, Bangmok
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 17:30
อังคาร 09:30 - 17:30
พุธ 09:30 - 17:30
พฤหัสบดี 09:30 - 05:30
ศุกร์ 09:30 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sustainability Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Sustainability News:

แชร์