Sustainability News

Sustainability News Industrial community

https://www.facebook.com/share/p/1DAfC1wiaD/
22/07/2026

https://www.facebook.com/share/p/1DAfC1wiaD/

🚨 [ SAVE THE DATE 2-4 ก.ย.69]
🚨เตรียมพบกับ GCNT EXPO 2026 เร็ว ๆ นี้!
___________________
🌳⭐สหภาพยุโรป (EU) เตรียมบังคับใช้กฎระเบียบ EmpCo (Empowering Consumers for the Green Transition) อย่างเต็มรูปแบบภายใน กันยายน 2569 เพื่อขจัดปัญหาการโฆษณาเกินจริงหรือ "ฟอกเขียว" (Greenwashing) มุ่งเน้นการให้อำนาจผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง

🚫สิ่งที่ "ห้ามทำ" ในการกล่าวอ้างที่ไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์หรือการรับรองจากหน่วยงานอิสระที่น่าเชื่อถือ เช่น:

🚫ห้ามใช้คำนิยามกว้างๆ ที่ไร้หลักฐาน: เช่น คำว่า "รักษ์โลก" (Environmentally friendly) หรือ "เป็นมิตรต่อภูมิอากาศ" (Climate-friendly) หากไม่มีการอ้างอิงตามมาตรฐาน EU ยืนยัน

🚫ห้ามเคลมภาพรวมจากจุดเล็กๆ: เช่น อ้างว่าเป็น "ครีมรักษ์โลก" ทั้งที่ความจริงมีเพียงบรรจุภัณฑ์แค่ 30% เท่านั้นที่รีไซเคิลได้

🚫ห้ามเคลม "เป็นกลางทางคาร์บอน" (Carbon Neutral) จากการซื้อใบรับรอง: การซื้อ Carbon Offset เพื่อชดเชยจะนำมาเคลมว่าตัวสินค้าเป็นศูนย์ไม่ได้อีกต่อไป ต้องลดก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตจริงเท่านั้น

🚫ห้ามเคลมเรื่องที่เป็นกฎหมายอยู่แล้ว: การอ้างว่าสินค้าปราศจากสารพิษที่กฎหมายบังคับห้ามอยู่แล้ว ไม่ถือเป็นจุดเด่นทางการค้า

🚫ห้ามใช้ตราสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นเอง: ตราสัญลักษณ์ความยั่งยืนต้องมาจากการรับรองโดยหน่วยงานภายนอก หรือระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรม

⭐การปรับตัวสำหรับธุรกิจไทย
⚖Data-Driven Marketing: เปลี่ยนจากการใช้คำโฆษณาสวยหรู เป็นการสื่อสารด้วยตัวเลขและข้อมูลที่วัดผลได้อย่างน่าเชื่อถือ

⚖Third-party Verification: ตรวจสอบและขอใบรับรองมาตรฐานความยั่งยืนที่เป็นสากลและ EU ยอมรับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจ

⚖Supply Chain Transparency: ตรวจสอบและเก็บข้อมูลตลอดการผลิต เพราะการเคลมในอนาคตต้องลงลึกถึงระดับ Life Cycle ของสินค้า

ที่มา: European Commission, The Luxembourg Government, กรุงเทพธุรกิจ

ถอดรหัสสมการโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เมื่อ ‘เสถียรภาพพลังงานไทย’ ต้องเดินหน้าคู่ขนาน ‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’ท่ามกลางสถานการณ์ครึ่ง...
22/07/2026

ถอดรหัสสมการโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เมื่อ ‘เสถียรภาพพลังงานไทย’
ต้องเดินหน้าคู่ขนาน ‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’

ท่ามกลางสถานการณ์ครึ่งแรกของปี 2569 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่จากธรรมชาติ ข้อมูลจาก โคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส (Copernicus Marine Service) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีคลื่นความร้อนทางทะเลแผ่ปกคลุมมหาสมุทรไปแล้วกว่า 82% และมีแนวโน้มว่าปี 2569 จะกลายเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ วิกฤตความร้อนสะสมในมหาสมุทร ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ปะการังฟอกขาว หรือสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ยังโยนคำถามสำคัญกลับมายัง "ภาคอุตสาหกรรมพลังงาน" ในฐานะรากฐานความมั่นคงของประเทศว่า จะวางสมดุลอย่างไรระหว่างการรักษาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้า กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ที่ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐาน เดินเครื่องผลิตพลังงานตลอด 24 ชั่วโมงมานานกว่า 20 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในการแก้โจทย์ระดับโลกนี้ ผ่านการเปลี่ยน "พันธกิจ" ให้กลายเป็น "สมการความยั่งยืนที่จับต้องได้"

สูตรคำนวณความยั่งยืน มาตรฐานที่ ‘เข้ม’ กว่ากฎหมายกำหนด
จุดเด่นที่ทำให้โรงไฟฟ้า BLCP ได้รับการยอมรับในวงการอุตสาหกรรม คือการยึดมั่นในแนวคิด "ป้องกันล่วงหน้า ดีกว่าแก้ปัญหาภายหลัง" โดยได้กำหนดเกณฑ์การปล่อยมลสารทางอากาศในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้มีความเข้มงวดกว่ามาตรฐานของประเทศไทยในทุกตัวชี้วัด ซึ่งสามารถสรุปรายละเอียดได้ดังนี้
• ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2): BLCP กำหนดเกณฑ์การปล่อยไว้ที่ไม่เกิน 262 ppm ซึ่งมีความเข้มงวดกว่ามาตรฐานของรัฐที่อนุญาตให้ปล่อยได้ไม่เกิน 320 ppm
• ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx): BLCP กำหนดเกณฑ์การปล่อยไว้ที่ไม่เกิน 241 ppm ซึ่งเข้มงวดกว่ามาตรฐานของประเทศไทยที่กำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 350 ppm
• ฝุ่นละออง (Particulate Matter): BLCP กำหนดเกณฑ์การปล่อยไว้ที่ไม่เกิน 43 mg/m³ ซึ่งมีความเข้มงวดกว่ามาตรฐานของรัฐที่อนุญาตไว้ไม่เกิน 120 mg/m³ ถึงเกือบ 3 เท่า
การกำหนดเกณฑ์ที่เข้มงวดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BLCP ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพอากาศให้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐกำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรม

3 เทคโนโลยีหลัก ดักจับมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ BLCP ได้ผสาน 3 เทคโนโลยีระดับสากลเข้าด้วยกันในกระบวนการผลิต ได้แก่:
• Low NOx Burner ระบบควบคุมการเผาไหม้และการไหลของอากาศ เพื่อสกัดการเกิดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนตั้งแต่จุดเริ่มต้น
• ESP (Electrostatic Precipitator) ระบบดักจับฝุ่นด้วยไฟฟ้าสถิตที่มีประสิทธิภาพสูง ดักจับฝุ่นได้สูงสุดถึง 99.7%
• FGD (Flue Gas Desulfurization) ระบบใช้น้ำทะเลดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
มลสารทั้งหมดจะถูกตรวจสอบผ่านระบบอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (CEMS) ตลอด 24 ชั่วโมง จากปล่องระบายความสูง 200 เมตร พร้อมส่งข้อมูลตรงถึงหน่วยงานราชการทันที นอกจากนั้นยังติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ (AQMS) อีก 4 แห่งรอบโรงไฟฟ้า เพื่อเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านป้ายธรรมาภิบาลหน้าโรงไฟฟ้า เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียของบริษัท

คุมเข้ม "น้ำหล่อเย็น" 3 ด่านสกัด ก่อนคืนสู่ระบบนิเวศ
จากข้อกังวลเรื่องอุณหภูมิน้ำทะเล โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงใช้ระบบหล่อเย็นแบบท่อปิด (Once-through cooling system) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยน้ำทะเลจะทำหน้าที่เพียงแลกเปลี่ยนความร้อนกับไอน้ำเท่านั้น ไม่มีการสัมผัสกับก๊าซร้อนหรือสารเคมี และก่อนปล่อยน้ำกลับคืนสู่ธรรมชาติ จะต้องผ่าน 3 ด่านคัดกรองที่เข้มงวด
1. ด่านลดอุณหภูมิ ระบายน้ำผ่านคลองพักน้ำ (Outfall Canal) ยาวกว่า 600 เมตร เพื่อลดอุณหภูมิตามธรรมชาติก่อนออกสู่ทะเล
2. ด่านตรวจจับเรียลไทม์ ติดตั้งระบบวัดอุณหภูมิ ณ จุดระบายตลอด 24 ชั่วโมง ควบคุมไม่ให้เกิน 40 องศาเซลเซียสตามที่กฎหมายกำหนด
3. ด่านผู้เชี่ยวชาญอิสระ โดยมีบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก สุ่มตรวจวัดอุณหภูมิรอบจุดระบายในรัศมี 500 เมตร จำนวน 13 สถานี ซึ่งอุณหภูมิน้ำจะต้องเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับจุดอ้างอิงทางธรรมชาติ
โดยมาตรการขั้นเด็ดขาดหากพบสัญญาณว่าอุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มสูงใกล้เกณฑ์กำหนด โรงไฟฟ้าพร้อมที่จะ "ลดกำลังการผลิตทันที" เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่ง

สะท้อนความโปร่งใส ผ่านความไว้วางใจของชุมชน
เพราะความยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่ในรายงานโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงสร้างกลไกการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการ EIA ซึ่งเป็นตัวแทนชุมชนและภาครัฐทุก 2 เดือน พร้อมร่วมมือกับสมาคมเพื่อนชุมชนและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จังหวัดระยองดูแลสุขภาพเชิงรุก และขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
ความมุ่งมั่นตลอดสองทศวรรษส่งผลให้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี คว้าเชื่อมั่นและรางวัลการันตีระดับประเทศมากมาย อาทิ รางวัลโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (ECO Factory), อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4, รางวัลธงขาว-ดาวทอง ด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย, รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นประเภทความรับผิดชอบต่อสังคม (Prime Minister Award) และรางวัล CSR-DIW Continuous Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10

ก้าวต่อไปสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ
วันนี้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ไม่ได้หยุดอยู่แค่การควบคุมมลพิษ แต่กำลังเดินหน้าศึกษาแนวทางการใช้ "เชื้อเพลิงร่วม" เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว เป็นการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ กรณีศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี นับเป็นภาพสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "ความมั่นคงทางพลังงาน" และ "การดูแลสิ่งแวดล้อม" ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องแลกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่สามารถเติบโตพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การตรวจสอบที่เข้มงวด และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วน
โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี - BLCP Power Limited

Mars ฉลองครบรอบ 5 ปี โครงการ SWAP เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงใช้แล้วกว่า 1.2 ตัน เป็นอุปกรณ์เสริมสร้างพฤติกรรมสัตว...
24/06/2026

Mars ฉลองครบรอบ 5 ปี โครงการ SWAP เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงใช้แล้วกว่า 1.2 ตัน เป็นอุปกรณ์เสริมสร้างพฤติกรรมสัตว์ในศูนย์พักพิง เดินหน้าส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพสัตว์

มาร์ส ผู้นำระดับโลกด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง และเจ้าของแบรนด์ชั้นนำคนรักสัตว์และสัตว์เลี้ยงชื่นชอบอย่าง PEDIGREE®, WHISKAS®, CESAR®, BANFIELD™, BLUEPEARL™, VCA™ และ ANTECH® เดินหน้าสานต่อโครงการ SWAP เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวในการส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและยกระดับสวัสดิภาพสัตว์

ในปีนี้ โครงการ SWAP มุ่งเน้นการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่รวบรวมได้จากการบริจาคอาหารสัตว์เลี้ยงให้แก่ศูนย์พักพิงสัตว์เลี้ยงพันธมิตร 4 แห่ง รวมทั้งสิ้น 384,320 ซอง คิดเป็นน้ำหนักรวม 1,248 กิโลกรัม (1.2 ตัน) โดยนำซองบรรจุภัณฑ์เหล่านี้มาอัปไซเคิลเป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับสุนัขและเฟอร์นิเจอร์ ก่อนส่งมอบให้แก่ ศูนย์ควบคุมและพักพิงสุนัขกรุงเทพมหานคร (บ้านน้องหมาน้องแมว ประเวศ) ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อส่งเสริมทั้งคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงและสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นภายในศูนย์พักพิง

สัตวแพทย์หญิง ซูซาน วาน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “มาร์สมุ่งมั่นขับเคลื่อนความยั่งยืนควบคู่ไปกับ พันธกิจของเรา A BETTER WORLD FOR PETS นอกเหนือจากการส่งมอบอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและสมดุลแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการต่างๆ เช่น SWAP พร้อมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคและพันธมิตรให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา”

ในปี 2568 มาร์สได้ผสานโครงการ SWAP เข้ากับกิจกรรม Mars Global Adoption Weekend เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้างผลกระทบเชิงบวก โดยทุกการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของมาร์สผ่าน Shopee มีส่วนช่วยส่งมอบอาหารสัตว์เลี้ยงมากกว่า 58,200 มื้อ คิดเป็นมูลค่า 407,400 บาท ให้แก่ศูนย์พักพิงพันธมิตรทั้ง 4 แห่ง พร้อมทั้งรวบรวมและจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจากผลิตภัณฑ์ที่บริจาคอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยความร่วมมือจากมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา), มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog Foundation), มูลนิธิใจด็อก เรสคิว (Jai Dog Rescue Foundation) และศูนย์ควบคุมและพักพิงสุนัขกรุงเทพมหานคร (บ้านน้องหมาน้องแมว ประเวศ) ซองบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกว่า 384,000 ซอง ได้รับการแปรรูปเป็นอุปกรณ์เสริมสร้างพฤติกรรมและอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับสุนัขที่มีความแข็งแรงทนทาน ได้แก่ อุโมงค์ลอด เครื่องกีดขวางรูปสามเหลี่ยม ห่วงกระโดดจำนวน 2 ชุด และม้านั่งรูปกระดูกจำนวน 4 ตัว อุปกรณ์เหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมใหม่ภายในศูนย์พักพิง ซึ่งออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายกระตุ้นพฤติกรรมที่เหมาะสม และยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงในความดูแล

“โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือจากหลายภาคส่วนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยช่วยยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ ควบคู่กับการส่งเสริมแนวทางการจัดการและการนำซองบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น" สพ.ญ ซูซาน กล่าวเสริม

น.สพ.ศิษฏพล เอี่ยมวิสูตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ของสวนภายในศูนย์ควบคุมและพักพิงสุนัขกรุงเทพมหานคร(บ้านน้องหมาน้องแมว ประเวศ) เป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างกรุงเทพมหานครและมาร์ส โครงการนี้ช่วยส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของสุนัขภายในศูนย์พักพิง และสร้างพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ที่เอื้อให้ผู้สนใจรับเลี้ยงสามารถทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยกับสุนัขและแมวได้อย่างใกล้ชิด”

💦 Aquatech Asia 2025: เวทีสำคัญด้านการจัดการน้ำแห่งอนาคตของเอเชียท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้...
24/06/2026

💦 Aquatech Asia 2025: เวทีสำคัญด้านการจัดการน้ำแห่งอนาคตของเอเชีย

ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง น้ำท่วม และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น Aquatech Asia 2025 จะเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านน้ำจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันค้นหาแนวทางสร้าง “ความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านน้ำ” ให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในงานจะได้พบกับนวัตกรรมล่าสุดด้าน Smart Water Management, AI, การบำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การจัดการน้ำท่วม-ภัยแล้ง และโครงสร้างพื้นฐานน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมรับฟังกรณีศึกษาความสำเร็จจากนานาประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่สามารถต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงได้

สำหรับผู้ที่ทำงานด้านน้ำ สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน โครงสร้างพื้นฐาน หรือการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือโอกาสสำคัญในการอัปเดตองค์ความรู้ เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และพบพันธมิตรที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

Aquatech Asia ไม่ใช่เพียงงานแสดงเทคโนโลยี แต่คือพื้นที่ที่ไอเดีย ความรู้ และความร่วมมือ ถูกเปลี่ยนให้เป็นการลงมือทำจริงเพื่ออนาคตด้านน้ำที่ยั่งยืนของภูมิภาค

💦 งานแถลงข่าว Aquatech Asia 2026 ได้จัดขึ้นวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30-16.00 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจําประเทศไทย โดยประธานในพิธี ได้แก่ คุณคริสตีอาน เอ. เบิร์กเวิร์ฟ
เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจําประเทศไทย
และกล่าวต้อนรับโดยคณะผู้จัดงานได้แก่ คุณดวงเด็ด ย้วยความดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด และคุณเรเน่ บอส ผู้อํานวยการ ฝ่ายจัดนิทรรศการ Aquatech China and Asia บริษัท RAI Amsterdam

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "การขับเคลื่อนความพร้อมรับมือด้านทรัพยากรน้ําในประเทศไทยและภูมิภาค" โดยมีผู้ร่วมเสวนาดังนี้
• คุณชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (สทนช.)
• คุณภรณี กองอมรภิญโญ รองประธานสถาบันน้ํา สิ่งแวดล้อม และ Climate
Change และประธานคณะอนุกรรมการการจัดการน้ําเพื่อความยั่งยืน
• รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่ง
ประเทศไทย และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• ดร. ธนพล พิมาน นักวิจัยอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม - เอเชีย (SEI)

💦 งาน Aquatech Asia จะเกิดขึ้นวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ที่ https://aquatech-asia.com

Glasstec 2026 เปิดเวทีเทคโนโลยีแก้วโลก ชู AI-ลดคาร์บอน-เศรษฐกิจหมุนเวียน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคตอุตสาหกรรมแก้วและกร...
23/06/2026

Glasstec 2026 เปิดเวทีเทคโนโลยีแก้วโลก ชู AI-ลดคาร์บอน-เศรษฐกิจหมุนเวียน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคต

อุตสาหกรรมแก้วและกระจกทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยคาร์บอน การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิต พร้อมปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

งาน Glasstec 2026 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านแก้วและกระจกระดับโลก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2569 ณ เมืองดึสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี โดยรวบรวมผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม

นายปัญญา ตันติสิริวัฒนวงศ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมแก้วกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งด้านความยั่งยืน การผลิตคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้วนเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอาเซียน และอุตสาหกรรมแก้วมีบทบาทเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ตั้งแต่การก่อสร้าง ยานยนต์ พลังงานหมุนเวียน อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงอุตสาหกรรมยา” นายปัญญากล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และแนวคิดความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน (EPR)

“สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นเกณฑ์สำคัญในการจัดซื้อ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม” นายปัญญากล่าว พร้อมระบุว่า Glasstec 2026 จะเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและเครือข่ายระดับโลก โดยเฉพาะในด้าน AI ดิจิทัล พลังงาน และการลดคาร์บอน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ด้าน Daniel Faischer ผู้อำนวยการงาน Glasstec จาก Messe Düsseldorf กล่าวว่า งาน Glasstec จัดขึ้นทุก 2 ปี และถือเป็นเวทีนานาชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมแก้วและกระจก โดยในปี 2024 มีผู้แสดงสินค้ากว่า 1,257 ราย จาก 49 ประเทศ และมีผู้เข้าชมประมาณ 32,000 คน จาก 126 ประเทศทั่วโลก

“ทุก 2 ปี ดึสเซลดอร์ฟจะกลายเป็นจุดนัดพบของผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมอุตสาหกรรม และผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วโลก” Faischer กล่าว พร้อมระบุว่า งานนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและมองเห็นแนวโน้มของตลาดในอนาคต

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Glasstec คือการนำเสนอห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดของอุตสาหกรรม ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป การตกแต่งพื้นผิว งานสถาปัตยกรรม การก่อสร้าง ไปจนถึงการใช้งานเฉพาะทางในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยพื้นที่จัดแสดงในปี 2026 จะครอบคลุมฮอลล์ 10-17 พร้อมกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการพิเศษเพื่ออัปเดตเทรนด์ล่าสุดของอุตสาหกรรม

สำหรับหัวข้อหลักของงานในปีนี้ ผู้จัดงานชู 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล, การลดคาร์บอน (Decarbonization) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่กำลังกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมแก้วทั่วโลก

ในด้าน AI และดิจิทัล ผู้เข้าชมจะได้พบกับเทคโนโลยี Digital Twin หรือระบบจำลองกระบวนการผลิตในโลกเสมือนจริง รวมถึงโซลูชัน Smart Manufacturing ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดของเสีย และยกระดับการควบคุมคุณภาพในโรงงาน

ขณะที่การลดคาร์บอนถือเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมแก้วซึ่งใช้พลังงานเข้มข้น โดยเฉพาะในยุโรปที่กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ระดับสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ส่งผลให้เทคโนโลยีเตาหลอมประสิทธิภาพสูง ระบบใช้พลังงานทางเลือก และการผลิตคาร์บอนต่ำได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการทรัพยากรตลอดวงจรชีวิต โดยภายในงานจะมีเวทีเฉพาะทาง “CircuClarity” สำหรับนำเสนอกรณีศึกษาและแนวปฏิบัติด้าน Circular Economy ในอุตสาหกรรมแก้วโดยเฉพาะ

Dr. Christoph Hermanns กรรมการผู้จัดการ MDI Advanced Processing และตัวแทนจาก VDMA กล่าวว่า แก้วเป็นวัสดุที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ แม้หลายครั้งจะถูกมองข้าม

“แก้วเปรียบเสมือน Hidden Champion หรือฮีโร่ที่ซ่อนอยู่ เพราะมีบทบาทตั้งแต่หน้าต่างประหยัดพลังงาน บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเภสัชกรรม” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมแก้วยังคงเผชิญความท้าทายด้านพลังงาน เนื่องจากกระบวนการหลอมต้องใช้อุณหภูมิสูงถึง 1,400-1,500 องศาเซลเซียส ทำให้การลดการปล่อยคาร์บอนเป็นภารกิจสำคัญของอุตสาหกรรม โดยแนวทางสำคัญประกอบด้วยการเพิ่มการใช้เศษแก้วรีไซเคิล การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตใหม่ และการนำ AI ร่วมกับระบบเซนเซอร์และซอฟต์แวร์มาเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิด Retrofitting หรือการปรับปรุงเครื่องจักรเดิมให้ทันสมัยขึ้น รวมถึงระบบทำความร้อนแบบ Multi-fuel ที่รองรับเชื้อเพลิงหลากหลายประเภท เช่น ก๊าซ ไฮโดรเจน ไฟฟ้า และระบบไฮบริด เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านพลังงานและลดต้นทุนการดำเนินงาน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ Glass Technology Live นิทรรศการพิเศษที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำของยุโรป เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีต้นแบบ งานวิจัย และนวัตกรรมที่อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมในอนาคต

ด้วยการรวบรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ และเครือข่ายระดับโลกไว้ในที่เดียว Glasstec 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมแก้วและกระจกโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเรียนรู้ สร้างเครือข่าย และเตรียมพร้อมสู่ยุคการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ความยั่งยืน และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

VEOCEL™ Lyocell ขยายการผลิตสู่เอเชีย เดินหน้าสู่บทใหม่ของ Nonwoven ในภูมิภาคVEOCEL™ แบรนด์เส้นใย Nonwoven ภายใต้ Lenzing...
28/05/2026

VEOCEL™ Lyocell ขยายการผลิตสู่เอเชีย เดินหน้าสู่บทใหม่ของ Nonwoven ในภูมิภาค

VEOCEL™ แบรนด์เส้นใย Nonwoven ภายใต้ Lenzing ขยายการผลิตที่โรงงานในจังหวัดปราจีนบุรี โดยนับเป็นการเริ่มผลิตเส้นใย lyocell สำหรับ Nonwoven ครั้งแรกในเอเชีย โรงงานแห่งนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 มีกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี โดยก่อนหน้านี้มุ่งเน้นการผลิตเส้นใยสำหรับสิ่งทอ และปัจจุบันสามารถผลิตเส้นใย lyocell สำหรับ Nonwoven ภายใต้แบรนด์ VEOCEL™ ได้โดยตรง เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดเส้นใยดังกล่าวผลิตจากวัตถุดิบจากไม้และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ1 และเป็นองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ Nonwoven คุณภาพสูง ครอบคลุมตั้งแต่ผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับเด็ก แผ่นมาส์กหน้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน

📌ตอบโจทย์เอเชียด้วยการผลิตในภูมิภาค
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี Lenzing เป็นผู้นำด้านการผลิตเส้นใย lyocell โดยขับเคลื่อนความยั่งยืน พัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรฐานของเส้นใยเซลลูโลส การขยายการผลิตครั้งนี้ช่วยให้เส้นใยเข้าถึงลูกค้าและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม Nonwoven ทั่วเอเชียได้ใกล้ยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของ VEOCEL™ ที่มีต่อภูมิภาค ด้วยการผลิตในประเทศไทย ผู้ผลิตและแบรนด์พาร์ทเนอร์สามารถวางใจในความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่ดียิ่งขึ้น พร้อม lead time ที่สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ

การผลิตภายในภูมิภาคยังช่วยลดระยะทางในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจัดหาเส้นใยจากแหล่งผลิตในเอเชียแทนการนำเข้าจากโรงงาน lyocell ของ Lenzing ในออสเตรีย ช่วยลดความจำเป็นในการขนส่งข้ามทวีป สิ่งนี้มีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่ง และสนับสนุนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของทั้ง Lenzing และพันธมิตรในเอเชีย

“การขยายการผลิตครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ VEOCEL™ และอุตสาหกรรม Nonwoven ในเอเชีย” แพทริเซีย เอ. ซาร์เจนท์ Executive Vice President, Nonwovens ของ Lenzing AG กล่าวในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ จังหวัดปราจีนบุรี “ปัจจุบัน เรามีความพร้อมอย่างยิ่งในการสนับสนุนลูกค้าของเราด้วยความรวดเร็ว ความมั่นคง และความยั่งยืนที่ดียิ่งขึ้น เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความร่วมมือที่ได้สร้างขึ้นมา และเชื่อว่ายังมีโอกาสอีกมากในอนาคต เราเชื่อว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ด้วยการนำเสนอเส้นใย lyocell จากไม้ที่สามารถย่อยสลายได้ และมีแหล่งผลิตในภูมิภาค เราจึงสามารถสนับสนุนพันธมิตรในเอเชียในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดทำความสะอาด (wipes) และสินค้าด้านสุขอนามัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการขนส่งในระดับโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ”

📌ต่อยอดบนรากฐานแห่งความยั่งยืน
โรงงานในจังหวัดปราจีนบุรีสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Lenzing ในการผลิตเส้นใยอย่างมีความรับผิดชอบ โดยการผลิตเส้นใย VEOCEL™ Lyocell ใช้กระบวนการผลิตแบบปิด (closed-loop) ที่มีประสิทธิภาพด้านการใช้ทรัพยากร และช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศและน้ำในระดับต่ำ2 โรงงานแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของ Lenzing โดยตั้งเป้าใช้พลังงานชีวมวล 95% ภายในปี 2570 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนใน Scope 1 และ 2 ภายในปี 2573

“โรงงานในประเทศไทยของเราถูกออกแบบโดยคำนึงถึงการเติบโตในอนาคตและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ท้าทายของเรา” กฤษณะ มันดา Global Head of Sustainability ของ Lenzing Group กล่าว “การขยายขีดความสามารถของโรงงานสำหรับเส้นใย VEOCEL™ สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในนวัตกรรมที่ยั่งยืน เมื่อสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Nonwoven ในภูมิภาคให้เปลี่ยนผ่านจากเส้นใยสังเคราะห์จากฟอสซิลไปสู่ทางเลือกที่ย่อยสลายได้จากเซลลูโลส เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและก้าวไปข้างหน้าร่วมกันในบทใหม่ของการเติบโตนี้”

โรงงานแห่งนี้ใช้กระบวนการผลิตที่ได้รับการปรับให้เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ความสบายต่อผิวสัมผัส และคุณสมบัติด้านความยั่งยืนที่เป็นจุดเด่นของ VEOCEL™ โดยการเชื่อมโยงการผลิตในระดับท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล Lenzing เดินหน้าพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเส้นใยที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อ “ภาวะโลกเดือด” ไม่ใช่เรื่องเล่น ถอดรหัสการจัดการน้ำแบบไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เพื่อสมดุลพ...
27/05/2026

เมื่อ “ภาวะโลกเดือด” ไม่ใช่เรื่องเล่น ถอดรหัสการจัดการน้ำแบบไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เพื่อสมดุลพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ต้องเดินคู่กัน

ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) คือ วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงกว่าภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ไกลตัวอีกต่อไป สัญญาณเตือนจากมหาสมุทรเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลวันนี้มีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นต้นเหตุของก๊าซเรือนกระจก และ ยังถูกซ้ำเติมด้วยปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุ่นแรงขึ้น ความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์คลื่นความร้อนทางทะเล (Marine Heatwaves) เท่านั้น แต่กำลังสร้างความสั่นสะเทือนต่อระบบนิเวศชายฝั่งและเศรษฐกิจชุมชนอย่างรุนแรง ตั้งแต่ความเสี่ยงต่อการเกิดปะการังฟอกขาว ไปจนถึงภาวะออกซิเจนในน้ำลดลงจนทำให้สัตว์น้ำชายฝั่งลดจำนวนลงและอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ

เจาะมาตรการเข้ม โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ควบคุมคุณภาพและอุณหภูมิ ‘น้ำหล่อเย็น’ ก่อนคืนสู่ธรรมชาติ
ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าฐาน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศและประชาชน ควบคู่ไปกับการดำเนินพันธกิจในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างเป็นระบบผ่านกรอบแนวคิด ESG ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการและดูแลรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตไฟฟ้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ซึ่งการนำน้ำทะเลมาใช้ในกระบวนการหล่อเย็นเพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนของการผลิตไฟฟ้านั้น เป็นวิธีที่ยอมรับกันในมาตรฐานการผลิตไฟฟ้าสากลและเป็นแนวทางที่ใช้จริงในหลายประเทศ โดยกระบวนการดังกล่าวจะไม่เกิดเป็นน้ำเสียอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นการนำน้ำทะเลเข้ามาผ่านท่อปิด (Closed pipe) แบบไหลผ่านครั้งเดียว (Once ) เพื่อแลกเปลี่ยนเฉพาะความร้อนของไอน้ำเท่านั้น ไม่มีการสัมผัสกับก๊าซร้อนจากการเผาไหม้ รวมถึงยังมีการออกแบบให้มีการปรับอุณหภูมิน้ำก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2565 และมาตรการป้องกัน แก้ไข และการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน โดยมาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีนั้น มีถึง 3 ขั้นตอน ได้แก่
1.ลดอุณหภูมิผ่านคลองระบายน้ำ (Outfall Canal) โดยน้ำทะเลที่ผ่านกระบวนการหล่อเย็นแล้ว จะยังไม่ถูกระบายออกทันที แต่จะถูกส่งไปยังคลองระบายน้ำหล่อเย็นที่มีความยาวกว่า 600 เมตร เพื่อลดอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นก่อนระบายออก
2.เฝ้าระวังต่อเนื่อง (Real-time Monitoring) มีการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำทะเลที่ระบายออกอย่างต่อเนื่อง ณ จุดระบายน้ำ เพื่อควบคุมอุณหภูมิของน้ำไม่ให้เกิน 40 องศาเซลเซียส ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลทั้งหมดจะรายงานไปยังหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
3.การสุ่มตรวจวัดอุณหภูมิของน้ำทะเลในบริเวณที่มีการระบาย (Sampling Check) นอกจากการตรวจวัดอุณหภูมิที่จุดระบายแล้ว ยังมีการสุ่มตรวจวัดอุณหภูมิของน้ำทะเลในรัศมี 500 เมตร จากจุดระบายจำนวน 13 สถานีตรวจวัด เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับจุดอ้างอิงทางธรรมชาติ โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม (Third party) โดยอุณหภูมิทั้ง 13 สถานีตรวจวัด จะต้องเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับจุดอ้างอิง

มาตรฐาน การป้องกัน และการปฏิบัติจริง บทพิสูจน์ธุรกิจพลังงานที่เติบโตควบคู่การพัฒนา

หัวใจสำคัญที่ทำให้การควบคุมอุณหภูมิน้ำก่อนปล่อยลงสู่ธรรมชาติ คือ การดำเนินงานบนพื้นฐานของมาตรฐาน การป้องกันเชิงรุก และการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบตรวจวัดแบบ Real Time ควบคู่กับ การสุ่มตรวจ หากพบความผิดปกติ หรือ มีสัญญาณว่าอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณจุดตรวจวัดมีแนวโน้มจะสูงเข้าใกล้เกณฑ์มาตรฐานที่ 40 องศาเซลเซียส โรงไฟฟ้าฯ จะดำเนินมาตรการป้องกันทันที เพื่อควบคุมอุณหภูมิน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อมในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งโรงไฟฟ้าฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐาน และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด พร้อมผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมมลพิษ การบริหารจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตโดยมุ่งลดปริมาณของเสียให้เหลือน้อยที่สุด และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าฯ ยังศึกษาแนวทางการใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเชิงรุก ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น และชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว การดำเนินงานทั้งหมดนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ธุรกิจพลังงานสามารถเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนา ความมั่นคงด้านพลังงาน เคียงข้างกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี - BLCP Power Limited

ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง 🌿🔬English below.เราจะผสานรวมความแข็งแกร่งทางโครงสร้าง ความทนทาน...
26/05/2026

ยกระดับนวัตกรรมสีเขียวในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง 🌿🔬
English below.

เราจะผสานรวมความแข็งแกร่งทางโครงสร้าง ความทนทานต่อสารเคมีที่แม่นยำ และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% เข้าด้วยกันได้อย่างไร?
INNOLAB จะพาทุกท่านบุกไปดูเบื้องหลังที่ บริษัท ไทยฮูเวอร์อุตสาหกรรม จำกัด เพื่อร่วมชมการขับเคลื่อนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ยุคใหม่ ที่กำลังเข้ามาพลิกโฉมซัพพลายเชนของวงการบิวตี้ พบกับนวัตกรรมสุดล้ำที่พวกเขาพร้อมนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น:

- พลาสติกฐานชีวภาพและพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Bio-based & Biodegradable Plastics): ที่พัฒนามาจากข้าวโพด รวมถึงวัสดุธรรมชาติอย่างทัลคัมและแกลบ
- นวัตกรรมพลาสติกไซเคิล PCR (Post-Consumer Recycled): เพื่อตอบโจทย์แบรนด์ไทยยุคใหม่
- บรรจุภัณฑ์เนื้อเดียวแบบ 100% (Monomaterial Packaging): ไม่ว่าจะเป็นอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ หรือ PET ที่ออกแบบมาเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์และง่ายดายที่สุด

วิดีโอนี้จะพาคุณไปเจาะลึกกระบวนการทำงานแบบครบวงจรในที่เดียว (In-house process) ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบแม่พิมพ์ ไปจนถึงการประกอบชิ้นส่วนสุดท้ายในห้องคลีนรูมควบคุมแรงดันบวก (Positive-Pressure Clean Rooms) ที่ได้มาตรฐานสูง
👉 ร่วมเจาะลึกอนาคตของบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่งยืนได้ที่นี่: https://youtu.be/iEUhPoiMB98

---------------

Scaling Up Green Innovation in Cosmetics Packaging 🌿🔬

How do you mix structural integrity, precise chemical resistance, and 100% eco-friendly materials?

INNOLAB takes you inside Thai Hoover Industry Co., Ltd. to see how modern R&D is transforming the beauty supply chain. Watch as they showcase cutting-edge developments in:
- Bio-based & Biodegradable Plastics (derived from corn and natural materials like talcum and rice husks)
- Post-Consumer Recycled (PCR) innovations for local brands
- 100% Monomaterial packaging (pure aluminum or PET) designed for seamless recycling lifecycles

The video takes a look at their complete in-house process—from mold design to final assembly in high-standard positive-pressure clean rooms.

👉 Dive into the future of sustainable packaging: https://youtu.be/iEUhPoiMB98

Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.

แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ชูบทบาทการทำให้ AI เข้าถึงได้สำหรับทุกคนพร้อมเสริมสร้างความไว้วางใจในรายงานความยั่งยืนปี 2025 ปั...
14/05/2026

แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ชูบทบาทการทำให้ AI เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

พร้อมเสริมสร้างความไว้วางใจในรายงานความยั่งยืนปี 2025



ปัจจุบันบริษัทให้บริการบัญชีระดับโลกแก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็กกว่า 1.6 ล้านราย และช่วยให้ธุรกิจและบุคคลที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินกว่า 30 ล้านรายสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้

ด้วยการนำหลัก “การเข้าถึงอย่างทั่วถึง” (Inclusion) มาผสานอยู่ในโครงการนวัตกรรมหลักต่าง ๆ ปัจจุบัน แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล เชื่อมต่อบัญชีผู้ใช้กว่า 2 พันล้านบัญชีกับร้านค้ากว่า 150 ล้านแห่งผ่านเครือข่ายพันธมิตรหลายระดับ พร้อมให้บริการบัญชีระดับโลกแก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็กกว่า 1.6 ล้านราย และช่วยให้ธุรกิจและบุคคลที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินกว่า 30 ล้านรายเข้าถึงสินเชื่อคุณภาพได้
ในขณะที่บริการชำระเงินระดับโลก บริการบัญชีระดับโลก และบริการการเงินแบบฝังตัว ของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทก็เดินหน้าลงทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ตั้งแต่สนามบาสเกตบอลในนครนิวยอร์ก ไปจนถึงโครงการอนุรักษ์ทางทะเลบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย บริษัทได้สร้างความร่วมมือในวงกว้างเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น
สิงคโปร์, 12 พฤษภาคม 2026 – แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินดิจิทัล เทคโนโลยีดิจิทัล และฟินเทคระดับโลก เผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2025 ซึ่งนับเป็นฉบับที่ 2 นับตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินงานอย่างอิสระ

ปีนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล นำตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนมาเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการประเมินผลการดำเนินงานของผู้บริหาร โดยเอริค จิง ประธานของแอนท์ กรุ๊ป และแอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ความรับผิดชอบต้องอยู่ในโครงสร้างการดำเนินงานขององค์กร ไม่ใช่เป็นเพียงเป้าหมายในอุดมคติ เมื่อผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนมีความสำคัญเทียบเท่ากับการเติบโตของรายได้หรือประสิทธิภาพในการดำเนินงาน องค์กรก็จะสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ เช่นเดียวกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม”

ภายใต้กรอบความยั่งยืน 6Ts ของบริษัท ได้แก่ การเดินทาง (Travel) การค้า (Trade) ความมุ่งมั่น (Thrive) เทคโนโลยี (Tech) บุคลากร(Talent) และ ความไว้วางใจ (Trust) การเข้าถึงอย่างทั่วถึง ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดย เผิง หยาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และดักลาส ฟินนิแกน ประธานบริษัท กล่าวในงานเปิดตัวรายงานว่า “ความสำเร็จของเราขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและตลาดเกิดใหม่สามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี การสร้างคุณค่าทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคม คือจุดแตกต่างเชิงกลยุทธ์ของเรา”

Alipay+ และ Antom ซึ่งเป็นธุรกิจหลักด้านการชำระเงินระดับโลกของบริษัท ปัจจุบันเชื่อมต่อบัญชีผู้ใช้กว่า 2 พันล้านบัญชีกับร้านค้ากว่า 150 ล้านแห่งทั่วโลก ระบบนิเวศด้านการชำระเงินดังกล่าวเชื่อมต่อระบบ QR ระดับชาติกว่า 10 ระบบ และรองรับวิธีการชำระเงินมากกว่า 300 รูปแบบในกว่า 220 ตลาด ครอบคลุมทั้งเครือข่ายบัตรชำระเงินทุกประเภท กระเป๋าเงินดิจิทัล แอปธนาคาร และแอป BNPL กว่า 50 รายการ
นอกเหนือจากบริการชำระเงินแล้ว WorldFirst และ Bettr ซึ่งเป็นบริการบัญชีระดับโลกและบริการการเงินแบบฝังตัวของบริษัท ยังสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็กกว่า 1.6 ล้านราย และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ใช้ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินกว่า 30 ล้านรายเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยผสานเทคโนโลยี AI และบล็อกเชนเข้ามาใช้งาน
ตัวชี้วัดด้านการเข้าถึงอย่างทั่วถึงยังถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนวัตกรรมสำคัญต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เช่น เครื่องมือ AI Commerce และระบบชำระเงินอัจฉริยะที่ออกแบบให้เหมาะกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็กมากขึ้น แพลตฟอร์ม AI-as-a-Service สำหรับตลาดเกิดใหม่ และโซลูชัน EPOS SME AI สำหรับผู้ประกอบการ
“เราจะเดินหน้าลงทุนในนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง มั่งคั่ง และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น” เผิง กล่าว

ในปี 2025 การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของ แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญภายใต้กรอบ 6T ได้แก่

ทำให้เทคโนโลยี AI ด้านการเงินเข้าถึงได้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็กและตลาดเกิดใหม่
แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวเครื่องมือ AI หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ตลาดเกิดใหม่และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็กสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือบุคลากร

Payment AI & Agentic Commerce

Antom Copilot 2.0 ช่วยให้กระบวนการเชื่อมต่อระบบชำระเงิน การสมัครใช้งาน การบริหารความเสี่ยง และการจัดการกรณีเรียกคืนเงินเป็นไปอย่างอัตโนมัติและปลอดภัย
Antom Agentic Payment Solution ช่วยให้ AI Agent สามารถเริ่มต้นและดำเนินธุรกรรมผ่านบัตรและช่องทางการชำระเงินทางเลือก (APM) ได้อย่างปลอดภัย ภายใต้โมเดลการมอบอำนาจการชำระเงินรูปแบบใหม่
การพัฒนาศักยภาพเทคโนโลยี AI ด้านการเงิน

แพลตฟอร์ม FinAI-as-a-Service อย่าง GenAI Cockpit มอบชุดเครื่องมือให้แก่ฟินเทค เช่น TNG eWallet ของมาเลเซีย และ easypaisa ธนาคารดิจิทัลแห่งแรกของปากีสถาน เพื่อพัฒนาโซลูชัน AI Commerce ที่ยืดหยุ่นและทำงานได้อย่างอัตโนมัติ ตั้งแต่ผู้ช่วยบริการลูกค้าไปจนถึงการขาย
ผู้ช่วย AI แบบ Agentic ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะทาง เช่น Alipay+ Voyager ผู้ช่วยด้านการเดินทางอัจฉริยะที่ฝังอยู่ในซูเปอร์แอป
โซลูชัน AI สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนแบบโอเพนซอร์ส สามารถคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนได้แม่นยำสูงสุดถึง 93% ในตลาดค่าเงินที่ซับซ้อนและผันผวน
EPOS360 แพลตฟอร์มบริหารจัดการธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เริ่มเปิดให้บริการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เสริมสร้างรากฐานด้าน Compliance และเทคโนโลยีเพื่อความไว้วางใจ
ในปี 2025 บริษัทได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านเทคโนโลยีและความร่วมมือเพื่อป้องกันการฟอกเงิน (AML) และยกระดับความปลอดภัย

โมเดล SHIELD 3-in-1 Transformer ซึ่งรองรับพารามิเตอร์กว่า 7 พันล้านรายการ สามารถตรวจจับธุรกรรมความเสี่ยงสูงได้ด้วยความแม่นยำมากกว่า 95% พร้อมช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการชำระเงินได้สูงสุด 13.5%
Digital Wallet Guardian Partnership เปิดให้พันธมิตรกระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถแบ่งปันเทคโนโลยีด้านการบริหารความเสี่ยง ระบบป้องกันการฉ้อโกง และโซลูชันคุ้มครองเงินทุน เพื่อปกป้องทั้งผู้บริโภคและร้านค้า
โครงการ Privacy Enhancing Technology (PET) ของ Alipay+ ได้รับการอ้างอิงจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสิงคโปร์ ในแนวทางปฏิบัติด้านการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
ในขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้จำเป็นต้องควบคู่ไปกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เข้มงวด โดยในปี 2025 บริษัทได้ขยายการดำเนินงานเพิ่มเติมในด้านต่อไปนี้

กลไกคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งใช้กรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับองค์กรไปจนถึงระดับปฏิบัติการ
โครงการป้องกันการฟอกเงินแบบ 3 ชั้น ที่ยึดมาตรฐานควบคุมระดับโลก เพื่อสร้างความสอดคล้องและความโปร่งใสในทุกตลาด พร้อมใช้เครื่องมือ AI ในการตรวจจับความเสี่ยงและทบทวนความปลอดภัย เพื่อเพิ่มทั้งความแม่นยำและประสิทธิภาพ
บริษัทมีแผนเร่งลงทุนด้านศักยภาพการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบและความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ขับเคลื่อนผลกระทบทางสังคมผ่านการมีส่วนร่วมในรูปแบบดิจิทัล
ในปี 2025 ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรตั้งแต่ที่นครนิวยอร์กไปจนถึงชวาตะวันตก บุคลากรของบริษัทได้ริเริ่มโครงการระดับชุมชนใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนเยาวชน สิ่งแวดล้อม และชุมชน ผ่านความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล

ในฐานะพันธมิตรด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของ New York Liberty Alipay+ ได้เริ่มสนับสนุน New York Liberty ทีมแชมป์ WNBA ในโครงการต่าง ๆ ได้แก่ การบริจาครองเท้าผ้าใบ Liberty Sneaker Drives เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส โครงการ Math Hoops เพื่อพัฒนาทักษะเยาวชน และโครงการ Threes for Trees ในนครนิวยอร์กและบรูคลิน
AlipayHK เปิดตัวช่องทางดิจิทัลหลักสำหรับการระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ที่ไทโป โดยสามารถระดมทุนได้ 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงจากผู้ใช้ซูเปอร์แอปกว่า 450,000 รายภายใน 3 วันแรก
Ocean Buddy มินิโปรแกรมภายในแอปเพื่อการอนุรักษ์ฉลามวาฬในอินโดนีเซีย เปิดตัวร่วมกับ DANA และ Konservasi Indonesia โดยใช้แนวคิดเกมส์เชื่อมโยงกิจกรรมดิจิทัลในชีวิตประจำวันของผู้ใช้เข้ากับการอนุรักษ์ทะเล
10x1000 Tech for Inclusion ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือกับ International Finance Corporation (IFC) และพันธมิตรกว่า 50 องค์กรทั่วโลก ได้มอบใบรับรองให้ผู้เข้าร่วมแล้ว 9,504 คนตั้งแต่ปี 2018 โดย 55% เป็นผู้หญิง
เล่ยหมิง เฉิน ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืนของ แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า“ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อธุรกิจของเราขยายตัวในระดับโลก ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจะยังคงเปิดกว้าง วัดผลได้ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนที่เราให้บริการ”

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ www.ant-intl.com

ที่อยู่

19/135 Rama II Soi 28 Yak 12, Bangmok
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 17:30
อังคาร 09:30 - 17:30
พุธ 09:30 - 17:30
พฤหัสบดี 09:30 - 05:30
ศุกร์ 09:30 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sustainability Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Sustainability News:

ทางลัด

แชร์