กลุ่มดินสอสี dinsorsee creative group

ห่มสไบ เป่าแซกโซโฟน วัยรุ่นเราจะเท่ไปถึงไหน..นักดนตรีเก่งๆ หลายคนพัฒนามาจากวงโยธวาทิตในสมัยมัธยมฯโดยเฉพาะเครื่องลมซึ่งเป...
20/07/2026

ห่มสไบ เป่าแซกโซโฟน วัยรุ่นเราจะเท่ไปถึงไหน..
นักดนตรีเก่งๆ หลายคนพัฒนามาจากวงโยธวาทิตในสมัยมัธยมฯ
โดยเฉพาะเครื่องลมซึ่งเป็นกลุ่มหลักของมาร์ชชิ่งแบนด์ทั้งหลาย
ในเมืองไทยสมัยหนึ่ง วงโยฯ โด่งดังไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติ
ทำให้กระแสดนตรีในโรงเรียนคึกคักไปด้วย ทั้งชมรมดนตรี โฟล์คซอง
วงดุริยางค์ โยธวาทิต ก่อนจะมาเป็นแบนด์กรุ๊ปในแบบปัจจุบัน..
BACC Unplugged ประจำเดือนกรกฎาคมนี้ ขอชวนทุกท่านร่วมดื่มด่ำไปกับบทเพลงจาก NV Saxophone Quartet กลุ่มนักดนตรีเครื่องแซกโซโฟนจาก Narivooth Girls Wind Band โรงเรียนนารีวุฒิ วงโยธวาทิตเยาวชนเจ้าของรางวัลจากเวทีประกวดดนตรีระดับประเทศและระดับนานาชาติ ที่จะมาถ่ายทอดเสน่ห์ของเสียงแซกโซโฟนผ่านบทเพลงหลากหลายแนว ในบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 15.00-17.00 น.
ณ ระเบียงชั้น 2 หอศิลปวัฒนธรรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เข้าชมฟรี!

BACC Unplugged on Saturday, July 25, 2026. 3 PM-5 PM
for an afternoon of live music featuring NV Saxophone Quartet, a saxophone ensemble from Narivooth Girls Wind Band of Narivooth School. As part of an award-winning youth wind band, the quartet will bring the expressive sound of the saxophone to life through a diverse musical programme showcasing the warmth, versatility, and expressive beauty of the saxophone.
At 2nd Floor balcony,BACC.Free admission!

จัดโดย โครงการคีตนคร BACC ร่วมกับ กองการสังคีต สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร

โครงการ คีตนคร Music Metropolis
Contemporary Music Platform
คือเมือง คือผู้คน คือดนตรี คือชีวิต

มหานครแห่งการพบปะและสร้างสรรค์ศิลปะดนตรีเพื่อทุกคน
โครงการคีตนคร (Music Metropolis) เกิดจากความมุ่งมั่นของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนของกรุงเทพมหานคร ร่วมกับศิลปิน สถาบันการศึกษา องค์กร และกลุ่มอิสระต่าง ๆ ที่เล็งเห็นความสำคัญของการสถาปนาพื้นที่พิเศษสำหรับศิลปะการดนตรี เพื่อร่วมขับเคลื่อนวาระดนตรีร่วมสมัยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ได้ยินไหม
เมืองกำลังร้องเพลง บรรเลงดนตรี ให้ชีวิตได้เริงระบำ นำเสียงสมัยสู่ใจคน

08/07/2026

เสียงเพลงเปลี่ยนความหมายของพื้นที่
ดนตรีสร้างการเรียนรู้ที่จะแบ่งปันกับผู้คน

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 นิทรรศการ Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต นำเสนอรายการแสดงดนตรีประกอบการบรรยาย เสียงดนตรีที่ชวนให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ของการมีส่วนร่วม ไม่ว่าช่วงวัย ประสบการณ์ หรือจังหวะชีวิตของแต่ละคนจะแตกต่างกันเพียงใด

ภัทรพจน์ สว่างแจ้ง หรือ ครูหลุยส์ ผู้ริเริ่มและรวมวงทวีวัฒนา Thawi Wattana เกริ่นความเป็นมาว่าวงทวีวัฒนา เป็นการรวมตัวเพื่อความรักสามัคคีของชุมชนทวีวัฒนา ประกอบด้วยผู้สูงวัยในครอบครัวจากหมู่บ้านชัยพฤกษ์ เด็กนักเรียนมาจากโรงเรียนใกล้เคียง เป็นลูกหลานของคนในหมู่บ้านบ้าง

“ที่มาของวงเกิดจากรรวมตัวกันทำกิจกรรมแยกขยะในหมู่บ้าน เกิดเป็นกลุ่มขึ้น แล้วจึงทดลองเอาดนตรีเข้ามาต่อยอดจากการแยกขยะ พอดีทางสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา มีโครงการ Music make change ต่อยอดเพื่อสังคม จึงเข้าไปสอนดนตรีที่วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล ไม่ได้สอนเฉพาะเด็กปกติอย่างเดียว สอนเด็กพิการทางร่างกายสติปัญญา เพื่อนำดนตรีเข้าถึงทุกคน”

ช่วงแรกเป็นการแนะนำนักดนตรีรุ่นเยาว์ จากโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต โรงเรียนมัธยมวัดปุรณาวาส และจากมหาลัยกรุงเทพ-ธนบุรี พร้อมบรรเลงเพลงแนวสนุกสนานให้ฟังสองเพลงรวด จากนั้นถึงคราวแนะนำตัวรุ่นเยาว์ตัวจริง คือเหล่าผู้อาวุโสที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปจนถึง 70กว่า
เช่น ป้าเกียว จรัสศรี อายุ 80 ปี บอกว่าไม่เคยเล่นดนตรี ร้องเพลงไม่เป็น พอได้ร้องก็มีความสุข คุณแม่หน่อย สมบัติ ซึ่งเป็นแม่ของครูหลุยส์และเป็นผู้นำกรรมการหมู่บ้านชัยพฤกษ์ เล่าว่าอยากให้หมู่บ้าน ชุมชน สังคมโดยรอบ อยู่โดยมีความรัก สามัคคี และ มีความสุข ช่วยกันรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้เด็กของเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต ส่วนพี่กันเอง อายุ70 ปี แสดงความรู้สึกแฮปปี้มาก ได้ร่วมกิจกรรมกับน้องๆ ลูกๆ หลานๆ สมาชิกหมู่บ้านชัยพฤกษ์ที่ร่วมในวงทวีวัฒนาอีกท่านหนึ่ง ซึ่งยังทำงานประจำที่บริษัทบัญชี บอกว่า งานค่อนข้างเครียด ดนตรีทำให้ผ่อนคลาย ดูจากใบหน้าสดใสได้

จากนั้นเหล่ารุ่นอาวุโสได้โชว์ขับร้องเพลงภาษาจีนที่เราคุ้นเคย ต่อด้วยเพลง ใจรัก ที่วัยผู้ใหญ่แทบทุกคนรู้จักกันดี มาจนถึงช่วงดนตรีหรรษา
ที่วงทวีวัฒนาเตรียมเครื่องดนตรีรีไซเคิล DIY โดยสมาชิกวง ทั้งถังสี กระบอกน้ำ กระป๋องน้ำอัดลม มาให้ผู้ชมร่วมกันเขย่าตามจังหวะเพลงที่บรรเลงอย่างสนุกสนาน

ปิดท้ายการแสดงด้วยเพลง โลกสวยด้วยมือเรา ที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดของสมาชิกในวงได้เป็นอย่างดี ก่อนที่แม่หน่อย จะสรุปถึงผลแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชุมชนหลังจากนำดนตรีเข้ามาในหมู่บ้าน

“ตัวเองเข้ามาบริหารหมู่บ้าน เราอยากให้ทุกคนมีความรักสามัคคี หมู่บ้านเราเป็นสังคมผู้สูงอายุ หกสิบเปอร์เซ็นต์ต้องดูแลผู้สูงอายุ แล้วก็เด็กๆ ชวนกันมาคัดแยกขยะ ตามนโยบายของกทม. เราต้องรวมทั้งหมู่บ้านให้มีใจเดียวกัน เราจัดดนตรีในส่วน หนึ่งเดือนหนึ่งครั้ง ให้คนได้มารวมตัวกัน แล้วเราจะสอดแทรกให้ข้อมูลเกี่ยวกับคัดแยกขยะ เรายังมีแอโรบิคในน้ำ ร้องเพลง รำวง รำไทย ดึงเด็ก ผู้สูงอายุมาเล่นดนตรี ความสำเร็จในการแยกขยะจนเป็นหมู่บ้านต้นแบบ สามารถทำได้โดยกิจกรรมดนตรี”

ขณะที่ครูหลุยส์ ในภาพจำของคนที่สถาบันกัลยาณิวัฒนาและแวดวงดนตรีคลาสสิค จะเป็นนักวิโอลามือหนึ่ง เห็นครูหลุยส์กับวิโอลาคู่ใจ เราก็จะได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ จากการบรรเลงของครูหลุยส์ ครูหลุยส์บอกว่าการได้มาร่วมก่อร่างสร้างวงทวีวัฒนาทำให้เสียงวิโอลาของเขาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

“ไม่คิดว่าจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้น รวมกลุ่มกัน ทำความรูจักักนแต่ละคน เด้กเป็นไง นิสัยเป็นไงบ้าง กว่าจะรวมกันได้ใช้เวลาอยู่ ตัดภาพมาวันนี้ โอ้ ได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ อะเมซิ่งมาก การได้ทำงากนับผู้สูงอายุทุกท่านได้รับความอบอุ่นตลอดเวลา ทำให้รู้สึกได้ว่า ที่นี่คือบ้านของเรา แบบเวลาที่ได้คุยผู้ใหญ่ทุกท่าน ทุกคนให้กำลังใจ เฟรนด์ลี่ คุย แชร์ประสบการณ์ชีวิต ซึ่งสำหรับผม ผมได้เรียนรู้ทักษะของการแบ่งปัน การแชร์กัน เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับนักดนตรีคนหนึ่งมากเลยครับ"

#ได้ยินแล้วเปลี่ยน สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทั้งนวัตกรรมและนวัตรกรในการสร้างสรรค์เสียงดนตรีเพื่อการเปลี่ยนแปลง จากหมู่บ้านหนึ่งสู่พื้นที่อีกมากมายในสังคมที่จะเข้มแข็งด้วยความรักสามัคคีและปรารถนาดีต่อลูกหลาน รวมถึงโลกของเรา

Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต
📅 1–5 กรกฎาคม 2569
📍 ห้องสตูดิโอ ชั้น 4
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร BACC
รายละเอียดกิจกรรม
www.mas.pgvim.ac.th
จัดโดย
ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี MAS
สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
สนับสนุนโดย
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช.
ร่วมกับโครงการคีตนคร Music Metropolis
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จํากัด




#คีตนคร

บทสนทนา นักเดินทางด้วยเสียงดนตรี กับ ก้าวที่พลาดสู่ศิลปินส่งพลังกลับสู่ชีวิตดนตรี : เปลี่ยน : ชีวิตนิทรรศการ Music as So...
07/07/2026

บทสนทนา นักเดินทางด้วยเสียงดนตรี
กับ ก้าวที่พลาดสู่ศิลปินส่งพลังกลับสู่ชีวิต

ดนตรี : เปลี่ยน : ชีวิต

นิทรรศการ Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้จัดเสวนา “ดนตรีเปลี่ยนชีวิต” อันเป็นหัวข้อหลักของนิทรรศการ โดยมี เอ๋ ฆัสรา มุกดาวิจิตรร เป็นผู้ดำเนินการสนทนา ซึ่งทำการบ้านมาอย่างดี วางจังหวะการพูดคุยได้ลงตัว เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมวงซักถามกันเอง จนกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว เข้ากับพื้นที่ที่จัดวางให้ไม่มีเวทีแต่เป็นอิสระพอที่จะเรียบเรียงความคิดให้ไหลรื่นต่อเนื่องราวเสียงดนตรี

ผู้ร่วมสนทนาคนแรก สันต์ เกษมสันต์ พันธุมโกมล เด็กที่พ่อแม่บุญธรรมรับมาเลี้ยง เมื่อแรกเกิดได้ขาดอ๊อกซิเจนไประยะเวลาหนึ่ง ทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ขาซ้ายไม่แข็งแรง เดินต้องใช้ไม้เท้า สันต์เล่าถึงชีวิตที่มาพบกับเสียงดนตรีว่า ตั้งแต่เรียนประถมชั้นปีที่ 5 ครูได้เสนอกับคุณแม่ว่าให้หัดดนตรีเพื่อสร้างสมาธิ

“ผมก็เลยเข้าชมรมดนตรี เริ่มจากขลุ่ยรีคอร์เดอร์ก่อน ครั้งแรก ๆ เราก็เป่าได้แค่ตัวโน้ตห้าตัว ตัวซอลถึงตัวโดอะไรอย่างนี้ โอ้โห กว่าจะหัดได้ แต่เราก็ต้องสู้ต้องพิสูจน์ตัวเอง เสียงที่มันยังไม่ได้ เราก็ต้องทําให้ได้ พอทําได้ก็ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการแกะเพลง เรารู้สึกว่า เฮ้ย มันมีความหวังมันมีพลัง มันมีกําลังใจว่ามันทําได้ ประมาณนั้นครับ ถ้าให้นิยามก็คือ ผมเป็นคนที่เดินทางด้วยเสียงดนตรีครับ”

ด้วยสภาพร่างกายและความพิการทางสมอง สันต์ต้องเผชิญหน้ากับสภาพสังคมรอบข้างในโรงเรียน การถูกบุลลี่ ถูกรังแก หยิบเอาของไป การมาพบกับดนตรีมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตวัยเยาว์ของเขา

“พอขึ้นมัธยมเนี่ย เราเข้าไปวงโยธวาทิต เข้าไปในตำแหน่งของคลาริเน็ต เรามีเป้าของเราคืออยากเอาเพลงที่เราเรียนไปเป่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังที่บ้าน เราก็เลยต้องจำทำนองให้ได้ จำทุกอย่างให้ได้เพื่อที่เวลาเรากลับจากโรงเรียนเราก็ไปเป่าให้พ่อแม่ฟัง แล้วก็ใช้ตรงนั้นต่อยอด ต่อยอดมาตลอด จนถึงชีวิตช่วงมหาวิทยาลัย ถามว่าดนตรีช่วยอะไรผมบ้างนอกจากสมาธิ ดนตรีทำให้ผมโฟกัสแล้วก็ไม่ต้องใส่ใจเรื่องใครจะมองเรายังไง ใครจะพูดอะไร ผมโดนบุลลี่ว่าเรียนไปแล้วจะทำอะไร เด็กวงโยฯ แบบนี้จะมีอนาคตไปแบบไหน โตแบบไหนอะไรแบบนี้ครับ เวลาผมเจอเพื่อนก็ทักปกติ เวลากลางวันเราก็อยู่ห้องวงโยฯ เป็นชีวิตไปแล้วครับ”

จากวันนั้นที่คลุกตัวเองในห้องวงโยฯ สันต์ได้ผ่านจุดเปลี่ยนที่สำคัญจากการได้กำลังใจจากครอบครัว พบครูที่ดี ที่เป็นเสมือนผู้จุดกองไฟในตัวให้ลุกโชนจนสามารถดำเนินชีวิตโดยมีดนตรีเป็นเสียงหล่อเลี้ยงไฟในตัวให้ลุกโชน ทำให้ค้นพบแสงสว่างในตัวเอง ให้ความอบอุ่นแก่ครอบครัว ส่องสว่างสร้างโอกาสให้ผู้คนแวดล้อมและสังคม

“วิชากิจกรรมดนตรี ทําให้เราหัดไปดูนั่นดูนี่ ทําให้เกิดมุมานะว่า เอาล่ะ อยากเก่งดนตรีก็ต้องสู้ชีวิต รียน ซ้อม ดูคอนเสิร์ต แล้วก็อ่านหนังสือ แล้วก็ค่อย ๆ ถีบตัวเองขึ้นมา จุดเปลี่ยนที่หนึ่งคือเราได้มีโอกาส เจออาจารย์ ก็คืออาจารย์ป๊อก วิชัย อึ้งอัมพร เจออาจารย์ต๋อง เทวัญ ทรัพย์แสนยากร เจออาจารย์ภาธร ศรีกรานนท์ แล้วก็เจออาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ทั้งหมดห้าคน คนสุดท้ายคือ ครูวิชิต โห้ไทย จุดเปลี่ยนที่สองก็คือ ทําให้เราเจอสิ่งที่ชอบก็คือดนตรีแจ๊ส พี่รัก อนันต์ ลือประดิษฐ์ เป็นคนพาผมเข้าวงการ ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสไปงานดนตรี Java Jazz Festival ไปเจอศิลปินระดับโลกอย่าง Stevie Wonder, Pat Metheny, Herbie Hancock ตัวเป็น ๆ ทําให้เรารู้คําว่า “โลกนี้กว้างใหญ่” คือแบบนี้ มันก็เลยทําให้เหมือนกลับมาแล้วมันทําให้อยากทําอีก มีแรงบันดาลใจครับ นี่คือจุดเปลี่ยนทั้งหมดที่ดนตรีให้ผม ให้ผมเป็นแบบทุกวันนี้ครับ”

สันต์เป็นคนเดียวที่เรียกจบปริญญาตรีคลาริเน็ตแจ๊สของมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โลกดนตรีสำหรับเกษมสันต์เปิดกว้างขึ้นอีก เมื่อสันต์เลือกเรียนปริญญาโทวิชาดนตรีชาติพันธุ์ ได้ลงพื้นที่จริง ไปเก็บเสียง ไปรับฟังบทเพลง ดนตรีที่ไม่ใช่แค่ตัวโน๊ตหากเป็นวิถีของผู้คน “พอเรามาเรียนชาติพันธุ์ คำว่าแจ๊สมันไม่ได้เป็นเรื่องของดนตรีตะวันตก มันเป็นความหลากหลาย มันเป็นศัพท์แสลง มันเป็นอะไรก็ได้ ที่เอามารวม แล้วมันอยู่ในความหลากหลายนั้น ๆ ถึงเรียกว่าแจ๊ส”

ในท้ายสุด สันต์ นักเดินทางด้วยเสียงดนตรี สรุปความหมายของดนตรีสำหรับคนหนึ่งซึ่งเติบโตมาด้วยความไม่พร้อมทั้ร่างกายและสุขภาพว่า สิ่งสำคัญสำหรับดนตรีคือความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมๆ กับความเปิดกว้างต่อสิ่งที่แตกต่าง เพื่อช่วยกันโอบอุ้มให้โอกาสชีวิตนั้นๆ ได้เติบโตดังเสียงดนตรีที่เปลี่ยนชีวิต

“สำหรับผม สำหรับผม การสร้างโอกาสคือทำสิ่งที่เราทำได้และก็ส่งต่อ ทำให้เขามีกำลังใจ อย่างเวลาผมเล่นดนตรี กำไรของผมคือผม improvise ในสิ่งที่ผมอยากสื่อสารให้กับคนฟัง และเมื่อเราได้มาทำหน้าที่ เรารู้สึกว่าตรงนี้เราได้โอกาสแล้วก็เหมือนว่า...เล่าชีวิตเราให้เป็นตำนาน กับอยากจะให้มองว่าดนตรีไม่ได้มีแนวเดียว เพราะอย่างผมเล่นคลาริเน็ตเนี่ย หันไปทางไหนก็เจอคลาสสิก ๆๆ แต่ผมเป็นคนเดียวที่กล้าพูดได้ว่าเราเล่นแนวนี้จริง ๆ เล่นเพลงแบบนี้จริง ๆ เราก็อยากให้ยอมรับในความคิดต่าง อยากให้ทุกคนยอมรับในความเป็นตัวของตัวเองกันมากขึ้น ทุกอย่างมันไม่ได้มีแนวเดียวครับ มันมีความหลากหลายซ่อนอยู่ ขอให้เปิดใจครับ”

ส่วน ออฟ ศุภวัฒน์ ไชยโกศ หนึ่งในผู้ก้าวพลาดผ่านการเจียระไนจากบ้านกาญนาภิเษก ย้อนปูมหลังชีวิตเด็กต่างจังหวัดที่หลงใหลเสียงแตรวงตรงข้ามบ้านจนจับพลัดจับพลูเข้าไปตีฉาบ

“พอตีครั้งแรกก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราชอบ เรารู้สึกว่าเล่นแล้วมีความสุข มันไม่เครียดครับ ซึ่งครอบครัวของผม พ่อก็แบบว่ากินเหล้าแล้วก็ชอบทะเลาะกับแม่นะครับ พอไปอยู่กับดนตรีปุ๊บ รู้สึกว่าดนตรีมันบำบัดบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเราได้ จากเราเครียดกับครอบครัว พอมาอยู่ดนตรีปุ๊บ ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขมากขึ้นแล้วก็เหมือนดนตรีตอบโจทย์ชีวิตผมในช่วงนั้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะเลวร้ายแค่ไหน จะไปเจออะไรมา พอมาอยู่กับดนตรีปุ๊บ ดนตรีมันคือพลังอย่างหนึ่งที่สำคัญในชีวิตเรามาก เวลาเราเครียด เวลาเราเหนื่อย เราท้อ นดนตรีสามารถตอบโจทย์ตรงนั้นเราได้ เรารู้สึกว่าเราได้ประโยชน์จากตรงนั้น แล้วพัฒนาเราได้ตลอด”

ด้วยจังหวะชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ต้องการ ออฟ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกบ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญที่สุดของชีวิต เมื่อออฟ ได้ใช้พื้นที่ ห้องดนตรี ของบ้านกาญจนาฯ เป็นที่ฟื้นฟูจิตใจและค้นพบตัวเอง

“จุดพีคจริง ๆ คือตอนที่ผมอยู่บ้านกาญจนาภิเษก คือหนึ่ง ผมถูกปรับเปลี่ยนเรื่องระเบียบวินัย เมื่อก่อนผมอิสระเกิน ไม่มีวินัยในการฝึก แต่พอมาอยู่บ้านกาญจนาฯ ปุ๊บ เราได้ปรับเปลี่ยน mindset จากเรื่องอื่น ๆ แล้วปรับเปลี่ยนมาบําบัดตัวเองครับ เพื่อให้ตัวเองมีระเบียบวินัยมากขึ้น จากคนที่แบบว่าจับเครื่องดนตีครึ่งชั่วโมงเบื่อ แต่พอผมอยู่บ้านกาญจนาฯ ผมอยู่กับการฝึกซ้อมได้ประมาณ 5-6-7-8 ชั่วโมงต่อวัน”

“บางทีเหมือนว่าเอาตัวเองไปแข่งกับคนอื่นที่เก่งกว่า ผมเลิกคิดตรงนั้นเลย ผมรู้สึกว่าผมต้องแข่งกับตัวเอง แล้วถ้าวันไหนผมชนะตัวเอง ผมประสบความสำเร็จแน่ จนวันหนึ่ง ผมก็รู้สึกได้ว่า เออ เราก็เก่งเองโดยที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร มองคนอื่นแบบว่าเล่นไวเล่นเร็ว โคตรเท่ โคตรเก่ง แต่กับเรา ผมเล่นช้าได้ ผมเล่นไวได้ แล้วผมเล่นแล้วมีสำเนียง ผมก็รู้สึกว่าเออเนี่ยแหละดนตรีของจริง โดยที่ไม่ต้องไปแบ่งแยกว่าคุณจะเก่งแค่ไหน คุณต้องเป็นศิลปินหรือเปล่า แต่จริงๆ คำว่าศิลปินของผมคือชีวิตเราครับ คิดได้ กระทำได้ตามโจทย์ที่เราต้องการ ผมมองว่าเป็นศิลปินอิสระมากกว่า”

จนกระทั่ง ครูเล็ก ภัทราวดี ศรีไตรรัตน์ ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านกาญจนาฯ และ ริเริ่มโครงการทำละคร “เสน่ห์ในรอยร้าว” กับเหล่าวัยรุ่นบ้านกาญจนาฯ ซึ่งออฟ ศุภวัฒน์ ได้เข้าไปมีส่วนในภาคของดนตรี ทั้งเล่นกีตาร์และร้องนำ

“ถ้ามองรวมๆ ก็คือทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับชีวิต ชีวิตมนุษย์เราแล้วก็ดนตรี ต่างเดินไปพร้อมกัน สรุปเนื้อเรื่องของสังคมเราเกิดจากอะไร ทําไมเด็กคนหนึ่งถึงก้าวพลาดได้ แล้วก็ใครต้องเป็นคนรับผิดชอบ นอกจากพ่อแม่แล้วก็สังคม สุดท้ายมันก็ไม่พ้นกับตัวเราครับ ว่าบางทีครอบครัวอาจจะซัพพอร์ตเราดีเกิน หรือว่าไม่ซัพพอร์ตเรา แล้วก็โรงเรียนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตเด็กคนหนึ่ง”

ถึงตรงนี้ ออฟได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความเป็นครูที่ทำให้เห็นว่า ดนตรีได้เปลี่ยนทัศนคติดต่อ ผ่านมุมมองของเยาวชนที่เคยก้าวพลาด ได้อย่างลึกซึ้งมีความหมายน่าคิดติดตาม จนสามารถค้นพบสิ่งที่ตัวเองทำได้และอยากทำคือ เป็นครู ที่มีความหมายลึกซึ้ง น่าคิดติดตาม

“ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ชอบทําหน้าที่ครูนะครับ แต่พอวันหนึ่ง มีคําพูดจากครูเล็กว่า เธอต้องหาจุดที่ไม่เหมือนชาวบ้าน อืม ผมก็เลยนั่งวิเคราะห์ ผมจะทํายังไงดีนะ แล้วพอได้โอกาสไปทําละครให้ครูเล็กค เป็นทําเมโลดีในโชว์ของเด็กดาวน์ซินโดรมครับ เพื่อให้โชว์นั้นสมบูรณ์ที่สุด ผมก็เลยได้ไปแกะ แกะแล้วก็วิเคราะห์จุดนั้น เห็นว่า เออ ผมมีสิ่งที่ผมจะไปต่อแล้ว การทําหน้าที่เป็นครู”

“หลังจากที่จบละครเรื่องนั้น ผมเลยทําโปรเจกต์ของตัวเองขึ้นมา มีพ่อแม่ สนใจอยากให้สอนเบส กีตาร์ ผมก็เห็นว่า กล้ามเนื้อของเด็กดาวน์ซินโดรมจะไม่เหมือนเด็กทั่วไปอยู่แล้วครับ ผมก็เลยใช้จิตวิทยาเข้าไปบอกว่า ผมแนะนํานะครับว่า น้องเล่นกีตาร์ไม่ได้ก็จริง แต่อย่าเพิ่งหมดหนทาง เพราะเด็กรักในเสียงดนตรี ผมก็เลยให้น้องมาเล่นเบส แล้วก็ลองฝึกฝนกับผม ผมก็คอยสอน ผมใช้เวลาเดือนเดียวครับ น้องสามารถเล่นเพลงได้สองเพลงทั้ง ๆ ที่เป็นเด็กที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย อันนั้นคือก้าวแรกของผม”

จากอดีต เส้นทางดนตรีของเยาวชนคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสในการจุดไฟในใจตนเองให้สร้างสรรค์เสียงดนตรี เพื่อส่งต่อทั้ง Mind Set ทั้งความเป็นครู และการเปลี่ยนชีวิต สู่ปัจจุบันที่บรรจุความฝันความตั้งใจไว้ในการดำเนินชีวิตและกิจกรรมที่จะทำ

“ผมคุยกับพ่อแม่เด็กว่า เงินที่พ่อแม่เสียกับผมในชั่วโมง ผมแถมให้ด้วย แล้วผมจะติดตามตลอด ถึงจะไม่ใช่ชั่วโมงเรียนของผม ผมก็จะทําหน้าที่ครูตลอด แล้วก็อย่ามองว่าผมเป็นแค่ครู ผมทําหน้าที่แบบครูบ้านกาญจนาฯ เอาการทำหน้าที่ของครูที่นั่นมาใช้ในชีวิตของผม ผมรู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ ผมทําแล้วผมรู้สึกมีความสุข”

“ตอนนี้ผมก็มีลูกศิษย์ที่เป็นดาวน์ซินโดรมค ผมก็อยากหาโอกาสให้น้องได้โชว์ในสิ่งที่น้องกำลังอยากจะเป็น ก็คือเป็นนักดนตรีที่ดี อันนี้คือความสุขของผมแล้วครับ ถ้าวันหนึ่งน้องได้ยืนอยู่ในจุดที่คนบางคนอาจจะมองเขาว่าไร้ค่า หรือว่าเขาทำไม่ได้ แต่ผมปั้นเด็กคนนี้ขึ้นมาด้วยความตั้งใจของผม ผมก็อยากให้น้องมีพื้นที่โชว์ของเขา แค่นี้ครับ คือแค่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้พ่อแม่ของเขากับผมก็ภูมิใจแล้ว เพราะผมเป็นคนที่คุยกับพ่อแม่เยอะ ผมจะรู้เลยว่าเป้าหมายของเขา ของแต่ละคนจะเหมือนกันหมดว่าทำอะไรก็ได้ ให้ลูกได้เล่นแล้วมีความสุข แค่นั้นก็พอแล้วครับ”

ในตอนท้ายของการพูดคุย ผู้ดำเนินรายการได้ส่งคำถามถึงคำสำคัญที่ทั้งสองคนพูดถึงเสมอในการทำงานด้านดนตรีกับชีวิต คือว่า โอกาส เกษมสันต์ตอบว่า

“สำหรับผม การสร้างโอกาสคือทำสิ่งที่เราทำได้และก็ส่งต่อ ทำให้เขามีกำลังใจ อย่างเวลาผมเล่นดนตรี กำไรของผมคือผม improvise ในสิ่งที่ผมอยากสื่อสารให้กับคนฟัง และเมื่อเราได้มาทำหน้าที่ เรารู้สึกว่าตรงนี้เราได้โอกาสแล้วก็เหมือนว่า...เล่าชีวิตเราให้เป็นตำนาน กับอยากจะให้มองว่าดนตรีไม่ได้มีแนวเดียว เพราะอย่างผมเล่นคลาริเน็ตเนี่ย หันไปทางไหนก็เจอคลาสสิก ๆๆ แต่ผมเป็นคนเดียวที่กล้าพูดได้ว่าเราเล่นแนวนี้จริง ๆ เล่นเพลงแบบนี้จริง ๆ เราก็อยากให้ยอมรับในความคิดต่าง อยากให้ทุกคนยอมรับในความเป็นตัวของตัวเองกันมากขึ้น ทุกอย่างมันไม่ได้มีแนวเดียว มันมีความหลากหลายซ่อนอยู่ครับ ขอให้เปิดใจครับ”

ส่วนศุภวัฒน์ฝากถึงผู้นำรัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบาย พื้นที่ และ ศิลปะ สำหรับทุกคนว่า “เปิดโอกาสให้นักดนตรีหรือว่าศิลปินยุคใหม่ ๆ ได้มีพื้นที่เป็นของตัวเอง แล้วก็จงมองเห็นคุณค่าของคำว่านักดนตรี อย่าไปมองว่าดนตรีก็คือแค่กินรายวัน เพราะนักดนตรีเขาก็ต้องเลี้ยงครอบครัวใช่ไหมครับ ผมแค่อยากให้นักธุรกิจทุก ๆ คนที่อยู่ในประเทศเราให้คุณค่าคำว่าดนตรีมากกว่า อย่าไปมองว่าคุณต้องมีค่ายใหญ่โตเพื่อหากินหรือว่านักดนตรีกลางคืนต้องรับหลาย ๆ งาน จงมองคุณค่าว่าเขาก็คือคนทำงานคนหนึ่ง อย่าไปมองว่าเขาเป็นแค่สิ่งเล็ก ๆ และทำกำไรให้คุณ จงมองว่าเขาคือศิลปินและคือนักศิลปะคนหนึ่งที่กำลังพัฒนาประเทศ จงมอบโอกาสให้เขานะครับ”

เติมเต็มก่อนปิดวงสนทนาด้วย ป้ามล ทิชา ณ นคร ซึ่งทำงานกับเยาวชนก้าวพลาดจนสามารถส่งต่อคุณค่าที่ถูกเจียระไนให้เห็นถึงคุณค่า พลังและความหวัง กล่าวถ้อยความจากปฏิบัติการจริงได้อย่างกินใจว่า

“Key Message ที่สำคัญคือว่า คนบางคนยังสามารถเติบโตจากความแหลกสลายได้ เติบโตจากความล้มเหลวได้ เติบโตจากความผิดพลาดได้ แต่เราต้องเชื่อ ต้องเห็นโครงนั้นให้ได้ก่อน และนี่เป็นเหตุผลที่เด็กบ้านกาญจนาฯ ทุกคนต้องเขียน life line เส้นทางชีวิตของตัวเอง เพราะเขาเขียน life line เขาจะเห็นเส้นทางชีวิตตัวเองว่า เราเคยล้มเมื่อไหร่ เราเคยฆ่าคนเมื่อไหร่ เราออกมาได้เพราะอะไร และเราจะไปต่อแบบไหน การเห็นโครงสร้างเนี่ย มันทำให้คนเดินได้แม่นขึ้น เหมือนเรามีสายตา มีวิสัยทัศน์”

“เลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านจริง ๆ ป้าก็ยังชอบวิธีแบบนี้นะ ป้าก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ เราไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ แต่เราต้องการการมีส่วนร่วมของทุก ๆ คน ซึ่งตรงนั้นมันไม่ใช่แค่ตัวความมีส่วนร่วม แต่มันคือวิธีคิดบางอย่างที่เขาเริ่มมองเห็น ว่าเราต้องร่วมมือกันขนาดไหน เพื่อสร้างคนคนหนึ่ง เพื่อสร้างสังคม เพื่อสร้างโลกใบนี้”

เป็นวงสนทนาที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ทั้งความรู้สึก ที่บางคนแอบน่ำตารื้น และเป็นบทสำคัญหนึ่งของการ ได้ยินแล้วเปลี่ยน ที่ถูกเขียนและส่งเสียงจากผู้มีประสบการณ์โดยตรง ทั้งทุกข์สุขคลุกเคล้าเสียงดนตรี เพื่อจะบอกเราว่า ดนตรีเปลี่ยนชีวิต ได้ ถ้าเราเริ่มเปิดพื้นที่เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้ส่งเสียงออกมา-เสียงดนตรีแห่งชีวิต

Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต
📅 1–5 กรกฎาคม 2569
📍 ห้องสตูดิโอ ชั้น 4
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร BACC
รายละเอียดกิจกรรม
www.mas.pgvim.ac.th
จัดโดย
ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี MAS
สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
สนับสนุนโดย
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช.
ร่วมกับโครงการคีตนคร Music Metropolis
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จํากัด

#ได้ยินแล้วเปลี่ยน



#คีตนคร

วงเครื่องลมของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาบรรเลงเปิดช่วงเย็นเพื่อเตรียมปิดนิทรรศการMusic as Social Innovationดนตรีเปลี่ยนชีวิ...
05/07/2026

วงเครื่องลมของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
บรรเลงเปิดช่วงเย็น
เพื่อเตรียมปิดนิทรรศการ
Music as Social Innovation
ดนตรีเปลี่ยนชีวิต
…
จากหลากหลายพื้นที่
มารวมเป็นหนึ่งในพื้นที่ของเสียง
จากหนึ่งพื้นที่ของดนตรี
ที่ไม่จำกัดรูปแบบลีลา
ได้ปลดปล่อยเสียงดนตรีออกจากห้องสี่เหลี่ยม
ข้ามพรมแดนสู่ผู้คน ชุมชน
เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง
…
ได้ยินแล้วเปลี่ยน_
ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ไม่ใช่แค่ดนตรีธรรมดา
แต่เป็นดนตรีแห่งความรู้สึก
ความเป็นมนุษย์
และเพื่อโลกที่เรารัก
…

อีกกิจกรรมในงาน ดนตรีเปลี่ยนชีวิต Music as Social Innovation เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นอกจากเต็มไปด้วยคึกคัก...
05/07/2026

อีกกิจกรรมในงาน ดนตรีเปลี่ยนชีวิต Music as Social Innovation เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นอกจากเต็มไปด้วยคึกคักของจังหวะดนตรีและการเต้นรำ ยังมีแนวคิดเบื้องหลังที่น่าสนใจการข้ามศาสตร์และศิลป์ ของสายพยาบาล มาเจอกับ ครุศาสตร์ ดนตรีศึกษา

ผศ.ดร.ดนีญา อุทัยสุข สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นความเป็นมาของโครงการว่า เป็นโครงการเล็กๆ ที่จุฬาฯ มีโจทย์มาว่าถ้าหลายคณะร่วมมือกันได้ ก็จะได้รับทุนเพื่อทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน เราก็เลือกจับมือกับคณะพยาบาล เพื่อทำให้ดนตรีมีประโยชน์ต่อสังคม

“จากงานวิชาการไปสู่การลงมือปฏิบัติ การนำเอาไปลงชุมชน เราก็ต้องตีความให้ชัดก่อนว่าโจทย์คืออะไร เพราะการศึกษามีทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ส่วนมากในสมัยก่อนก็จะเน้นในระบบ แต่ปัจจุบันในระบบนั้นอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาแล้ว และจำนวนเด็กเกิดใหม่ก็น้อยลงมาก เราจึงตั้งโจทย์ว่า ทำไมเราไม่มาสนใจพวกพี่ๆ สูงวัยที่ยิ่งจะมีสัดส่วนมากขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ จึงคิดว่างั้นเรามาทำอะไรตามอัธยาศัยกันบ้าง สร้างการศึกษาที่ทำให้เล่นได้ทุกที่ ไม่ใช่มาเล่นดนตรีเพื่อจะไปแสดงโชว์ หรือมาเล่นเพื่อจะไปแข่ง โจทย์ของเราจึงเป็นการเล่นดนตรีเพื่อความสุข”

ทำให้โครงการได้มาพบกับกลุ่ม CU17 คณะศิษย์เก่าจุฬา รุ่นเข้าเรียนในพ.ศ. 2517 ผู้ไม่อยากให้เรียกพวกเขาว่า ผู้สูงวัย ดารณี เรียนศรีวิไล ตัวแทนกลุ่มเล่าว่า “พวกเราถูกเรียกว่า สว. บ้าง สูงวัยบ้าง เราก็คุยกันว่าไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ เรียกกันเองว่าวัยอิสระแล้วกัน พวกเราเริ่มต้นจากจุฬาฯ มีนโยบายว่าคนที่เรียนจบไปแล้ว นับจากปีที่เข้าศึกษาจนครบ 50 ปี ให้กลับมาเจอกัน เราก็ได้กลับมาพบกันและทำกิจกรรมต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือกิจกรรมร้องเพลงกับดนตรี เราก็ได้นำการร้องเพลงมาระดมชาว CU17 ให้มาเรียน มีน้องที่มีความรู้ดนตรีมาสอน นอกจากร้องก็ยังมีการสอนเต้นซุมบ้า เต้นกันที่ศูนย์กีฬาจุฬาฯ ซึ่งทั้งสองอย่างตรงกับที่เราต้องการ ที่อยากให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายมันเข้าที่ การร้องเพลงก็ทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น เราต้องการให้เป็น music for all คือ ใครก็ได้ ไม่ต้องรู้พื้นฐานก็ได้ แต่ให้มาเถอะ อยากให้มาสนุกด้วยกัน ใช้เวลาด้วยกัน มีความสุขร่วมกัน”

อาจารย์ดนีญา อุทัยสุข สรุปผลที่เกิดขึ้นของโครงการที่ ชวนคิด ชวน ชวนทำ ว่า “ตอนแรกที่เตรียมสอนก็กลัวว่าจะเครียด แต่พอได้ทำจริงๆ กลายเป็นว่าไม่มีเวลาจะเครียด และพอเริ่มคลาสจริงๆ ทั้งร้องเพลงทั้งซุมบ้า มีสารที่ส่งผลต่อความสุขส่งออกมาอย่างชัดเจน เอ็นโดรฟิน (Endorphins) เกิดขึ้นเยอะมาก นำไปสู่โดปามีน (Dopamine) ในระยะต่อไปที่เราได้ลงมือทำแล้ว และเริ่มขยับความสำเร็จไปทีละขั้น ที่เป็นผลที่เราเห็นอย่างชัดเจนว่าเกิดขึ้นกับผู้เรียน ออกซิโทซิน (Oxytocin) ที่ส่งผลต่อมุมมองเรื่องความรักกัน ซึ่งกลุ่มผู้เรียนก็รักกันมาก มีการเอาขนม เอาของกินมาแบ่งปันกัน และเซโรโทนิน (Serotonin) ทุกท่านก็ได้ทำสมาธิ ได้หายใจ ได้อยู่กับตัวเอง เตรียมพร้อมก่อนที่จะเข้ากิจกรรมดนตรี ถ้าทำให้ครบลูป ฟัง ร้อง เล่น อ่าน เขียน เคลื่อนไหว เราเชื่อว่าจะเหมือนการกินอาหารครบ 5 หมู่ ด้วยความหลากหลาย”

บรรยากาศในวันกิจกรรม ได้เปลี่ยนห้องนิทรรศการให้กลายเป็นพื้นที่ดนตรีที่เปลี่ยนชีวิต เมื่อทีมวัยอิสระ CU17+ ร่วมใช้เครื่องดนตรีบรรเลงเสียงด้วยกัน ชวนทุกคนร้องเพลงร่วมกัน ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สงบ อบอุ่น เมื่อจบเพลง จึงชวนให้ทีมวัยอิสระมาล้อมวงกันตรงกลางห้อง เปิดเพลง Turkey in the Straw และเต้นเข้าจังหวะร่วมกัน

เมื่อเพลงจบรอบแรก จึงชวนผู้ชมเข้ามาร่วมเต้นด้วยกัน บรรยากาศคึกคัก เสียงสนทนาครึกครื้น ดังสนุกสนานทั้งห้อง ผู้ชมบางส่วนยังเขินอายเล็กน้อย โดยเริ่มต้นจากการสอนร้องเพลงในเวอร์ชั่นภาษาไทย และสอบท่าเต้นไปด้วย เพื่อให้เข้าใจง่าย เมื่อได้ทดลองเต้น บรรยากาศก็ผ่อนคลายมากขึ้น จบลงที่ทั้งผู้บรรยาย ผู้เต้นรำ ผู้ร่วมกิจกรรม กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ่ายรูปร่วมกันราวกับเป็นคณะเต้นรำและดนตรีเดียวกัน

โปรแกรมสุดท้ายของนิทรรศการ บ่ายวันอาทิตย์นี้ 5 กรกฎาคม 2569 มีกำหนดการพูดคุยที่จะสรุปภาพรวมให้เห็นถึงแนวคิด ผลปฏิบัติการ และ เครือข่ายของ MAS
เชิญมาร่วมกันได้เลย

━━━━━━━━
🕜 13:30 – 14:30 น. บรรยาย “นวัตกรรมเครื่องดนตรี:
ทางเลือกในการเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย”
เมื่อเครื่องดนตรีไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับการบรรเลง
แต่สามารถเป็นเครื่องมือของสุขภาวะ การเรียนรู้ และการออกแบบคุณภาพชีวิต
กิจกรรมนี้ชวนมองนวัตกรรมดนตรีในมุมที่ใกล้กับชีวิตของผู้สูงวัยมากขึ้น
โดย
รศ. ดร.วิชญ์ บุญรอด | คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
━━━━━━━━━━━━
🕝 14:30 – 15:15 น.
บรรยายและการแสดงดนตรี
วงอาเนาะบุหลัน ลูกพระจันทร์บรรเลง
เสียงดนตรีจากโรงเรียนวัดสุวรรณากร จังหวัดปัตตานี
ที่พาเราไปฟังเรื่องราวของพื้นที่ เยาวชน และวัฒนธรรมท้องถิ่น
ในฐานะเสียงเล็ก ๆ ที่มีความหมายต่อชุมชนและสังคม
โดย
อ.วชิรพันธุ์ ภู่พงษ์ | โรงเรียนวัดสุวรรณากร จังหวัดปัตตานี
━━━━━━━━━━━━
🕒 15:15 – 15:30 น. เสวนาผลการวิเคราะห์วิจัย “ดนตรี สร้างคน” (Music Makes Humanity)
ช่วงสั้น ๆ ที่ชวนมองข้อมูล งานวิจัย และประสบการณ์จากการทำงานดนตรีเพื่อสังคม
ว่าดนตรีอาจมีส่วนในการสร้างการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และการเติบโตของผู้คนได้อย่างไร
โดย
ผศ. ดร.ดนีญา อุทัยสุข | สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.สุทธิศานติ์ ชุ่มวิจารณ์ | นักวิจัยอิสระ
ดร.อภิญญ์พร ชัยวานิชศิริ | สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
━━━━━━━━━━━━
🕞 15:30 – 16:30 น. เสวนา “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี” Hub of Talents : Music as Social Innovation
จากโครงการหนึ่ง สู่เครือข่ายของคนทำงานดนตรีเพื่อสังคม
เสวนานี้ชวนมองการรวมพลัง ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนดนตรีในฐานะนวัตกรรมทางสังคมให้เดินต่อได้จริง
โดย
คณะดำเนินงานโครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี
━━━━━━━━━━━━
🕟 16:30 – 17:00 น. เสวนา “ดนตรีสร้างการเปลี่ยนแปลง” เครือข่าย Music Makes Changes
บทสนทนาว่าด้วยเครือข่าย คนทำงาน และความเป็นไปได้ของดนตรี
ที่จะไม่หยุดอยู่แค่กิจกรรมหนึ่งครั้ง แต่ค่อย ๆ เชื่อมต่อไปสู่การทำงานร่วมกันในอนาคต
โดย
เครือข่าย Music Makes Changes
━━━━━━━━━━━━
🕔 17:00 – 18:00 น. การแสดงดนตรี PGWINDS
การแสดงโดยวงดุริยางค์เครื่องลมจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
ที่ชวนปิดช่วงเย็นด้วยพลังของเสียงลม จังหวะ และการบรรเลงร่วมกัน
โดย
Princess Galyani Vadhana Institute of Music Wind Symphony
━━━━━━━━━━━━
🕡 18:30 – 19:30 น. บรรยายและการแสดง PGVIM Singers
วงขับร้องประสานเสียงระหว่างวัย
เมื่อเสียงร้องของผู้คนต่างวัยมาอยู่ร่วมกัน
บทเพลงจึงไม่ใช่เพียงทำนอง แต่เป็นพื้นที่ของการฟัง การประสาน และการอยู่ร่วมกัน
ปิดท้ายวันสุดท้ายด้วยเสียงขับร้องที่ชวนให้เราได้ยินความสัมพันธ์ระหว่างวัยในอีกมิติหนึ่ง
โดย
ดร.อภิญญ์พร ชัยวานิชศิริ
และ PGVIM Singers

Final Day Programme | Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต📅 อาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569  #ได้ยินแล้วเปลี่ยนวันสุด...
04/07/2026

Final Day Programme | Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต
📅 อาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 #ได้ยินแล้วเปลี่ยน
วันสุดท้ายของนิทรรศการ ชวนมาฟังดนตรีในหลายความหมาย
ตั้งแต่คำถามว่าดนตรีเปลี่ยนอะไรได้บ้าง ไปจนถึงเสียงของผู้สูงวัย เยาวชน ชุมชน งานวิจัย เครือข่าย และการแสดงจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
ตลอดทั้งวัน พบกับเสวนา บรรยาย และการแสดง ที่ชวนมองดนตรีในฐานะพื้นที่ของการเรียนรู้ สุขภาวะ ความสัมพันธ์ระหว่างวัย และการทำงานร่วมกันของผู้คนในสังคม
━━━━━━━━━━━━
🕥 10:30 – 11:15 น.เสวนา “What changes? Whose lives? Why music?”
เริ่มต้นวันสุดท้ายของนิทรรศการด้วยคำถามสำคัญของงานนี้
อะไรคือความเปลี่ยนแปลง ชีวิตของใครที่ถูกพูดถึง และทำไมต้องเป็นดนตรี
เสวนานี้ชวนตั้งต้นจากคำถามง่าย ๆ แต่พาเราไปไกลถึงบทบาทของดนตรีในสังคมร่วมสมัย
โดย
Professor Jacques Moreau
Dr. Kee Yong Chong
และ Dr. Dorian Reunkrilerk | Faculty of Decorative Arts, Silpakorn University
━━━━━━━━━━━━
🕚 11:15 – 12:00 น. บรรยายและการแสดงดนตรี วง Thawi Wattana
เสียงดนตรีที่ชวนให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ของการมีส่วนร่วม
ไม่ว่าช่วงวัย ประสบการณ์ หรือจังหวะชีวิตของแต่ละคนจะแตกต่างกันเพียงใด
โดย
คุณภัทรพจน์ สว่างแจ้ง
และวง Thawi Wattana
━━━━━━━━━━━━
🕜 13:30 – 14:30 น. บรรยาย “นวัตกรรมเครื่องดนตรี:
ทางเลือกในการเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย”
เมื่อเครื่องดนตรีไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับการบรรเลง
แต่สามารถเป็นเครื่องมือของสุขภาวะ การเรียนรู้ และการออกแบบคุณภาพชีวิต
กิจกรรมนี้ชวนมองนวัตกรรมดนตรีในมุมที่ใกล้กับชีวิตของผู้สูงวัยมากขึ้น
โดย
รศ. ดร.วิชญ์ บุญรอด | คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
━━━━━━━━━━━━
🕝 14:30 – 15:15 น. บรรยายและการแสดงดนตรี
วงอาเนาะบุหลัน ลูกพระจันทร์บรรเลง
เสียงดนตรีจากโรงเรียนวัดสุวรรณากร จังหวัดปัตตานี
ที่พาเราไปฟังเรื่องราวของพื้นที่ เยาวชน และวัฒนธรรมท้องถิ่น
ในฐานะเสียงเล็ก ๆ ที่มีความหมายต่อชุมชนและสังคม
โดย
อ.วชิรพันธุ์ ภู่พงษ์ | โรงเรียนวัดสุวรรณากร จังหวัดปัตตานี
━━━━━━━━━━━━
🕒 15:15 – 15:30 น. เสวนาผลการวิเคราะห์วิจัย
“ดนตรี สร้างคน” (Music Makes Humanity)
ช่วงสั้น ๆ ที่ชวนมองข้อมูล งานวิจัย และประสบการณ์จากการทำงานดนตรีเพื่อสังคม
ว่าดนตรีอาจมีส่วนในการสร้างการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และการเติบโตของผู้คนได้อย่างไร
โดย
ผศ. ดร.ดนีญา อุทัยสุข | สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.สุทธิศานติ์ ชุ่มวิจารณ์ | นักวิจัยอิสระ
ดร.อภิญญ์พร ชัยวานิชศิริ | สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
━━━━━━━━━━━━
🕞 15:30 – 16:30 น. เสวนา “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี”
Hub of Talents : Music as Social Innovation
จากโครงการหนึ่ง สู่เครือข่ายของคนทำงานดนตรีเพื่อสังคม
เสวนานี้ชวนมองการรวมพลัง ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนดนตรีในฐานะนวัตกรรมทางสังคมให้เดินต่อได้จริง
โดย
คณะดำเนินงานโครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี
━━━━━━━━━━━━
🕟 16:30 – 17:00 น. เสวนา “ดนตรีสร้างการเปลี่ยนแปลง”
เครือข่าย Music Makes Changes
บทสนทนาว่าด้วยเครือข่าย คนทำงาน และความเป็นไปได้ของดนตรี
ที่จะไม่หยุดอยู่แค่กิจกรรมหนึ่งครั้ง แต่ค่อย ๆ เชื่อมต่อไปสู่การทำงานร่วมกันในอนาคต
โดย
เครือข่าย Music Makes Changes
━━━━━━━━━━━━
🕔 17:00 – 18:00 น. การแสดงดนตรี PGWINDS
การแสดงโดยวงดุริยางค์เครื่องลมจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
ที่ชวนปิดช่วงเย็นด้วยพลังของเสียงลม จังหวะ และการบรรเลงร่วมกัน
โดย
Princess Galyani Vadhana Institute of Music Wind Symphony
━━━━━━━━━━━━
🕡 18:30 – 19:30 น. บรรยายและการแสดง PGVIM Singers
วงขับร้องประสานเสียงระหว่างวัย
เมื่อเสียงร้องของผู้คนต่างวัยมาอยู่ร่วมกัน
บทเพลงจึงไม่ใช่เพียงทำนอง แต่เป็นพื้นที่ของการฟัง การประสาน และการอยู่ร่วมกัน
ปิดท้ายวันสุดท้ายด้วยเสียงขับร้องที่ชวนให้เราได้ยินความสัมพันธ์ระหว่างวัยในอีกมิติหนึ่ง
โดย
ดร.อภิญญ์พร ชัยวานิชศิริ
และ PGVIM Singers
━━━━━━━━━━━━
วันสุดท้ายแล้ว! ไม่ว่าคุณจะสนใจดนตรี ศิลปะ การศึกษา สุขภาวะ ชุมชน งานวิจัย หรือเครือข่ายการเปลี่ยนแปลง ขอชวนมาร่วมฟัง ร่วมชม และอยู่ในพื้นที่เดียวกันอีกครั้ง
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นิทรรศการนี้พาเราไปพบดนตรีในหลายรูปแบบ
สิ่งที่ไม่ควรพลาดจึงไม่ใช่เพียงการแสดงใดการแสดงหนึ่ง
แต่คือช่วงเวลาที่ดนตรีพาเราไปเห็นผู้คน ชีวิต และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ผ่านการฟังร่วมกัน
━━━━━━━━━━━━
Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต
📅 1–5 กรกฎาคม 2569
📍 ห้องสตูดิโอ ชั้น 4
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร BACC
🎟️ เข้าชมฟรี
ลงทะเบียนได้ที่
https://forms.gle/Qgju4G7TEcj7BrSi8
รายละเอียดกิจกรรม
www.mas.pgvim.ac.th
จัดโดย
ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี MAS
สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
สนับสนุนโดย
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช.
ร่วมกับโครงการคีตนคร Music Metropolis
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จํากัด

#ได้ยินแล้วเปลี่ยน



#คีตนคร

ติดตาม Live 🕜 13:30 – 15:00 น. วันนี้ (4 กรกฎาคม 2569)บรรยายและการแสดงเยาวชนดนตรีชุมชนคลองเตยวง Immanuel Orchestraเสียงข...
04/07/2026

ติดตาม Live
🕜 13:30 – 15:00 น. วันนี้ (4 กรกฎาคม 2569)
บรรยายและการแสดงเยาวชนดนตรีชุมชนคลองเตย
วง Immanuel Orchestra
เสียงของเยาวชนจากชุมชนคลองเตย ที่เติบโตผ่านการเรียนรู้ การฝึกฝน และการอยู่ร่วมกันในวงดนตรี
กิจกรรมนี้ชวนฟังดนตรีในฐานะพื้นที่ของโอกาส ความสัมพันธ์ และการมองเห็นศักยภาพของเยาวชนในชุมชน
โดย
ดร.กฤษฎ์ นิรมิตธรรม
และวง Immanuel Orchestra

ได้ที่เพจ MAS - Music as Social Innovation

as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต

จากผู้เรียนเป็นผู้เล่นสู่ผู้สอนกระบวนการดนตรีกับผู้สูงวัยวงขิมนวัตกรวัยเก๋าบ้านสมเด็จ"Music as Social Innovation: ดนตรีเ...
04/07/2026

จากผู้เรียนเป็นผู้เล่นสู่ผู้สอน
กระบวนการดนตรีกับผู้สูงวัย
วงขิมนวัตกรวัยเก๋าบ้านสมเด็จ"

Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องสตูดิโอชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในช่วงแรก เป็นเวลาที่เราได้ค้นพบเสียงอันอ่อนเยาว์จากโลกของผู้สูงวัย ผ่านการบรรยายและการแสดง "วงขิมนวัตกรวัยเก๋าบ้านสมเด็จ"

ผศ.ดร.ณัฐศรัณย์ ทฤษฎิคุณ วิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เล่าถึงจุดเริ่มต้นจากการสอนร้องเพลงกับกลุ่มผู้สูงอายุ เข้ามาสู่การเรียนดนตรีไทย ที่ทำให้เกิด วงขิมนัวตกรวัยเก๋าบ้านสมเด็จขึ้น

“จากขับร้องสากลเราเริ่มจากมีตัวเลือกให้เป็นดนตรีไทย เริ่มต้นจากอังกะลุง ขลุ่ยเพียงออ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ขิม ตอนแรกผู้สูงวัยก็มีความกังวลว่าเครื่องดนตรีไทยจบ้านสมเด็จบรรละยาก แต่เนื่องจากเรามีคณะอาจารย์ที่มีความสามารถ มีศักยภาพมาก จึงสามารถออกแบบกระบวนการสอนที่เป็นนวัตกรรมขิมสำหรับผู้สูงวัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะพื้นฐานมาก่อน ก็สามารถเข้ามาเรียนได้”

ทำไมต้องเป็น ขิม อาจารย์ณัฐศรันย์ ตอบแบบเห็นภาพว่า “รู้จักอังศุมาลินใช่ไหม ในหนังคู่กรรม เป็นหนังดังหลายยุคสมัย ทำให้ขิมกลายเป็นเครื่องดนตรีที่คนในวัยนี้รู้จักทั่วไป จึงได้รับแรงบันดาลใจมา”

ขณะที่ ดร.ณัทวีร์ สดคมขำ ผู้ฝึกสอนจากวิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เพิ่มเติมรายละเอียดว่า “การที่ขิมเป็นเครื่องสาย ไม่ได้เสียงดังมาก ไม่ได้ใช้แรงในการตีเยอะมาก เพียงแค่จับไม้แล้วตีลงไป วางไม้และสายให้ถูกตำแหน่งก็เล่นได้แล้ว จึงคิดว่าเหมาะสมกับผู้สูงวัย ในทั้งแง่ความสนใจ และแง่การใช้งาน”

“พอเริ่มสอนให้เล่นเป็นเพลง เราก็เลือกใช้เพลงช้างเริ่มก่อน เพราะทุกคนร้องได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะไม่เหมือนกันคือ ช้าง ตอนต้น จะมีการร้องซ้ำกี่ครั้ง จะมีทั้ง 3 ครั้ง “ช้าง ช้าง ช้าง” และ 4 ครั้ง “ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง” แต่ถ้ามันมีคำน้อยเกิน จังหวะมันก็จะช้าไปด้วย เลยปรับให้มีช้าง 5 ตัว คือ “ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง” และให้ขึ้นต้นเพลงท่อนแรกนี้ด้วยโน้ตเสียงโด เพื่อให้เขาได้ตีโน้ตโด และเรียนรู้เรื่องโน้ตไปตั้งแต่การเล่นเพลงฝึกหัด”

วงขิมนวัตกรวัยเก๋าจึงได้บรรเลงเพลงช้างเวอร์ชั่นผู้สูงวัยให้ฟังกันสนุกสนานทั้งผู้เล่น ผู้สอน และผู้ฟัง ในพื้นที่ของนิทรรศการที่ปราศจากเวทีแต่ให้เสียงดนตรีทำหน้าที่ของตัวเองอย่างอิสระต่อทุกเพศทุกวัย

ชั่วขณะนั้น ขิมไม่ได้เป็นเครื่องสายดนตรีไทยธรรมดาๆ เสียงดนตรี ช้าง ช้าง ช้าง ที่บรรเลงขึ้น ได้สลายวารวัย นำพาความอ่อนเยาว์สดใสกลับมาสู่หัวใจของผู้คนทุกรุ่น

นอกจากมาเรียน มาบรรเลงแล้ว วิทยาการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้นำพาเหล่าลุงป้าน้าอา ขยับไปสู่ การเป็นผู้สอน ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนสถานะที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ

ผศ.ดร.ณัฐศรัณย์ พูดถึงกระบวนการสร้างนวัตกรผู้สูงวัยว่า ต้องติดตามผลการเรียน หาเวทีให้ฝึกสอน หลังจากนี้อาจารย์ของวิทยาลัยอาจไม่ต้องสอนเองแล้ว แต่ให้นวัตกรสอนแทนแล้วช่วยดูภาพรวม หลังจากนี้เมื่อขยับขยายไปต่างจังหวัด ในชุมชน นวัตกรก็สามารถเอาไปเผยแพร่ต่อได้ สร้างเครือข่าย ชักชวนคนมารวมกลุ่มด้วยกัน ในช่วงแรกเราก็อาจจะเป็น lab ให้คำปรึกษาและสนับสนุนว่าจะนำองค์ความรู้นี้ไปสอนในชุมชนใดบ้าง จนเมื่อคุณเป็นนวัตกรที่สอนเองได้แล้ว สร้างเครือข่ายได้แล้ว คุณก็สามารถไปต่อยอดในชีวิตของคุณเองได้

ดร.ณัทวีร์ สรุปทิ้งท้าว่า “ดนตรี เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการเติมเต็มความฝันของเขา บางคนในช่วงวัยเด็กวัยรุ่น ก็อยากเรียนแต่ไม่มีโอกาสเข้าถึง เมื่อได้มาเรียนก็เป็นการเติมเต็มวัยเด็ก เมื่อมาเรียน เจอคนที่สนใจเหมือนกันมาเรียนด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน ก็เป็นการเติมเต็มคอมมูนิตี้ของเขา เช่นในกลุ่มไลน์ตอนนี้ก็คึกคัก มีการติดต่อกันต่อเนื่อง เราเองก็เหมือนมีญาติผู้ใหญ่เพิ่มอีกหลายๆ คน ถ้าเราอบรมเสร็จแล้วจบไป ก็คงไม่เกิดสิ่งนี้ขึ้น ไม่เกิดกิจกรรมนี้ขึ้น การติดตามผลจึงสำคัญ ที่นอกจากเขามีทักษะแล้ว ยังมีการประคับประคองให้เขาเข้าถึงโอกาสในการทดลองและพัฒนาต่อด้วย”

สุ้มเสียงดนตรีของ ขิมนวัตกรวัยเก๋าบ้านสมเด็จ จึงไม่ใช่เส้นสายลายโน๊ตหรือความสามารถทางเทคนิคกับเครื่องดนตรี หากเป็น ดนตรีเปลี่ยนชีวิต ที่ดูเรียบง่ายแต่อัศจรรย์ใจ

นิทรรศการยังมีกิจกรรมน่าสนใจมากมายในวันสุดสัปดาห์นี้ มาร่วมเป็นหนึ่งของการ #ได้ยินแล้วเปลี่ยน ร่วมกัน
Music as Social Innovation: ดนตรีเปลี่ยนชีวิต
📅 1–5 กรกฎาคม 2569
📍 ห้องสตูดิโอ ชั้น 4, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร BACC
🎟️ เข้าชมฟรี
ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/Qgju4G7TEcj7BrSi8
รายละเอียดกิจกรรม www.mas.pgvim.ac.th
จัดโดย
ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี MAS
สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
สนับสนุนโดย
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช.
ร่วมกับโครงการคีตนคร Music Metropolis
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จํากัด



#คีตนคร




ภาพจากเพจ MAS - Music as Social Innovation

ที่อยู่

Bang Rak

เบอร์โทรศัพท์

+66866232000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ กลุ่มดินสอสี dinsorsee creative group โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง กลุ่มดินสอสี dinsorsee creative group:

ทางลัด

แชร์