STAY IN SAMPENG YAOWARAT

STAY  IN  SAMPENG  YAOWARAT 𝗦𝗧𝗔𝗬 𝗜𝗡 𝗦𝗔𝗠𝗣𝗘𝗡𝗚 𝗬𝗔𝗢𝗪𝗔𝗥𝗔𝗧

ลูกจ้างร้านหมึกย่าง ร้านกระเป๋า กิ๊บช็อปขายส่งในสำเพ็งเยาวราช ลูกจ้างร้านกาแฟ คนปั้นซาลาเปาในทรงวาดคนส่งน้ำเเข็ง ลูกจ้าง...
19/02/2026

ลูกจ้างร้านหมึกย่าง ร้านกระเป๋า กิ๊บช็อปขายส่งในสำเพ็งเยาวราช
ลูกจ้างร้านกาแฟ คนปั้นซาลาเปาในทรงวาด
คนส่งน้ำเเข็ง ลูกจ้างขายขนมปัง ร้านก๋วยเตี๋ยว ในตลาดน้อย
เขาเหล่านี้เป็นใคร อยู่ยังไง กินยังไง ?
25 กุมภาพันธ์ นี้ มาทำความรู้จักกันได้ที่งานนี้เลย

เวทีคืนข้อมูลการสำรวจ จำนวนห้องเช่า
และความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติในเขตสัมพันธวงศ์

พบกันที่ ห้องประชุมเยาวราช สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์
เวลา 13.00 -16.00 น. (เปิดห้องประชุมตั้งแต่ 12.00 น.)

ลงทะเบียนโดยแสกน QR Code หรือสมัครผ่านลิงค์
https://forms.gle/sb5GVgq9zoYJ8JPD
แล้วพบกันฮะ :)

11/09/2025

🍛 สัมผัสรสชาติ แชร์วัฒนธรรม
ร่วมตอบแบบสอบถามสั้น ๆ กับเรา!
คุณชอบอาหารเมียนมาไหม? เคยไปร้านอาหารเมียนมาในไทยบ้างหรือเปล่า?
อาหารไม่ใช่แค่มื้ออร่อย แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและผู้คนจากหลากหลายที่มา
โครงการนี้โดย Boonmee Lab x Hittine x We!Rise ขอชวนทั้งชาวไทยและชาวเมียนมามาร่วมแชร์ประสบการณ์
เพื่อเข้าใจว่าคนไทยและคนเมียนมามองเห็นวัฒนธรรมผ่าน “อาหาร” อย่างไร
แบบสอบถามนี้จะช่วยเราพัฒนาไอเดียกิจกรรมดี ๆ ที่เชื่อมโยงผู้คน ทั้งงานอาหาร งานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และกิจกรรมร่วมกันในอนาคต
📣 ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที
เสียงของคุณมีความหมายมากกว่าที่คิด!
https://ee-survey-prod.hittine.org/single/9ff3621d21118ecdee5d2e0a36393146

26/07/2025

‘เกวน’ คือเด็กสาวกัมพูชาวัย 19 ปีที่เราได้รู้จักจากพื้นที่ทางการอ่านแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เธอคือหนึ่งในเด็กเจนซีที่เต็มไปด้วยความฝันที่จะได้เติบโตอย่างงดงามและมีเสรีภาพ เธอเป็นอีกคนที่อยากหนีจากการกดทับบางประการที่บ้านของตัวเอง และเธอก็เลือกพาตัวเองมาเติบโตที่ไทยด้วยการสอบชิงทุนเข้าเรียนที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง เธอเลือกทำงานพิเศษเพื่อเก็บเงินเช่าห้องเล็กๆ ที่เธอจะสามารถเรียกว่า ‘บ้าน’ และทำห้องครัวจิ๋วๆ ไว้เพื่อทำอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอชอบ
เกวนติดตามข่าวความขัดแย้งที่ส่อเค้าความรุนแรงมาตั้งแต่คืนวันที่ 23 และไม่สามารถนอนหลับได้จนถึงเช้าวันที่ 24 จนกระทั่งในที่สุด แม้จะไม่อยากกลับไปแค่ไหน แต่เธอก็ตัดสินใจจองตั๋วเที่ยวเดียวกลับกัมพูชาเพราะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเธอจะสามารถกลับมาได้อีกเมื่อไหร่
สิ่งที่เธอกลัวที่สุด ณ เวลานี้ก็คือ “กลัวจะไม่ได้กลับมาเติบโตที่ไทย” เพราะที่นี่เปรียบเหมือนพื้นที่แห่งโอกาสและเสรีภาพสำหรับเธอ คนไทยที่เธอได้พบเจอก็เต็มไปด้วยมิตรภาพ ทุกอย่างทำให้เธอรู้สึกว่าสามารถกลายเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ชอบได้ที่นี่ เธอยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำ แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจทำให้เธอต้องละทิ้งความฝันทุกอย่างในประเทศไทย
ตอนคุยกันในค่ำวันที่ 24 เกวนแพ็คกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เตรียมบินกลับในวันที่ 25 เธอฝากกุญแจห้องเช่าไว้กับเพื่อนคนไทยที่สนิทกันและยังเลือกเช่าห้องต่อเผื่อวันหนึ่งเธออาจจะได้กลับมา เธออยากกลับมา เธอไม่เคยเกลียดประเทศไทย และในเวลาเดียวกันเธอก็อยากยืนยันว่าคนกัมพูชาอีกจำนวนมากก็ไม่เคยอยากให้เกิดสงคราม เพราะที่สุดแล้วมันสร้างความเจ็บปวดให้คนมากมาย เธอที่เป็นเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งจากบ้านมาเพียงลำพัง ก็เป็นหนึ่งในนั้น
และนี่คือถ้อยคำของเธอ
“ตอนนี้หนูเหมือนกำลังหลงทางและรู้สึกกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เยอะมากๆ ความรู้สึกที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ‘ทำไม’ ทำไมสิ่งนี้ถึงต้องเกิดขึ้น”
“ย้อนไปตอนเรียนเกรด 10 หนูอยากหนีจากประเทศของตัวเอง หนูอยากหนีจากบ้าน หนูก็เลยเลือกเรียนภาษาไทยเพราะภาษาเราไม่ได้ต่างกันมาก คำศัพท์บางคำเราก็ใช้คล้ายๆ กัน และมันก็ไม่ได้ไกลจากบ้านเกิดของหนูเกินไปนัก เหมือนหนูอยากหนี แต่ก็ไม่ได้อยากหนีไปไกลขนาดนั้น สุดท้ายก็โชคดีที่สอบชิงทุนมาเรียนที่นี่ได้”
“จากประสบการณ์ของหนูที่นี่ หนูรักคนไทยนะ เพราะคนส่วนใหญ่ที่ได้เจอมักจะเป็นศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์ ทุกคนใจดีกับหนูมาก รวมถึงคนที่ทำงานด้านอื่นๆ ที่ได้เจอก็ใจดีเหมือนกัน ทุกคนช่วยหนูเอาไว้ให้สามารถใช้ชีวิตที่นี่ได้ หนูมาที่นี่ตัวคนเดียวกับพวกเอกสารต่างๆ โดยที่พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าจะให้คำแนะนำหนูยังไง ก็ได้คนไทยนี่แหละที่ช่วยหนู มีพี่คนนึงที่เขาเป็นหมอที่รู้จักกันก็ช่วยให้หนูผ่านช่วงโควิดมาได้ หรือตอนมาถึงนี่แรกๆ หนูยังเป็นนักเรียน ก็ไม่รู้ว่าจะหางานยังไง แต่สุดท้ายก็ได้คนไทยช่วยแนะนำ ตอนนี้หนูเลยทำงานมาได้ 6 เดือนแล้ว”
“ห้องที่หนูอยู่มันไม่ได้แพงมาก แต่มันประเมินค่าไม่ได้เลยสำหรับหนู ทุกอย่างในนี้มันสำคัญกับหนูทั้งหมด ตลอด 6 เดือนที่ทำงานมา หนูพยายามเก็บเงินสุดชีวิตเพื่อจะสามารถเช่าห้องนี้ หนูชอบทำอาหารมากก็เลยเก็บเงินเพื่อซื้อเครื่องครัว ทำครัวเล็กๆ ในห้อง จะได้ทำอาหารกินเองได้ ต่อให้ห้องมันจะเล็กมากๆ แต่หนูรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านค่ะ หนูทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ที่นี่ และตอนนี้หนูก็กลัวว่าจะต้องเสียมันไป”
“สิ่งที่กลัวที่สุดตอนนี้คือ หนูกลัวจะไม่ได้กลับมาและเดินในเส้นทางของตัวเองต่อ”
“ตอนที่กดจองตั๋วเพื่อกลับกัมพูชา ความรู้สึกก็คือหนูไม่อยากกลับไปเลย หนูดื้อที่จะอยู่ที่นี่มาตลอด เพราะการได้อยู่ที่นี่มันดีมากๆ หนูยังไม่เคยมีประสบการณ์แย่ๆ จากใครที่นี่เลย ดังนั้นพอต้องจากที่นี่ไป หนูเลยเศร้า เพราะมาถึงตอนนี้ หนูไม่รู้เลยว่าจะกลับมาไทยได้ตอนไหน”
“ตอนนี้สถานการณ์มันคาดเดาไม่ได้เลย มันอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ หนูเลยจำเป็นต้องกลับไป ถึงใจและความรู้สึกจะยังไม่พร้อมก็ตาม แม้แต่ตอนแพ็คกระเป๋าหนูก็ยังถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม ว่าควรกลับไปจริงๆ ไหม เผื่อสถานการณ์มันดีขึ้นล่ะ? แต่จนถึงตอนนี้คำตอบก็คือ พรุ่งนี้หนูต้องกลับบ้าน”
“อีก 3 เดือนหลังจากนี้ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น หนูก็คงต้องปรึกษากับทางวิทยาลัยว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง พอมีทางแก้ปัญหามั้ย และหนูควรทำยังไงต่อดี”
“หนูมีคำถามเกิดขึ้นในหัวเต็มไปหมด ถ้ามีการปิดชายแดนระหว่างประเทศล่ะ? ถ้าสองประเทศไม่สามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกล่ะ? หนูจะต้องไปเรียนที่ไหน? หนูไม่มีเงินที่จะไปเรียนที่อื่น ก่อนหน้านี้หนูใช้เงินเก็บทั้งหมดที่มีเพื่อเดินทางมาไทย พ่อแม่ก็ไม่สามารถช่วยซัพพอร์ตหนูเรื่องนี้ได้ หรือสุดท้ายหนูอาจต้องหาทุนใหม่เพื่อจะได้ไปเรียนที่อื่น?”
“ตอนนี้หนูก็ยังเกิดคำถามว่าความขัดแย้งมันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง ในฐานะเด็กอายุ 19 คนหนึ่ง หนูมองไม่เห็นว่าทำไมเราถึงไม่สามารถเจรจากันได้เลยที่ผ่านมา สุดท้ายคนที่เจ็บปวดก็คือคนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ หนูอ่านข่าวจากทั้งสองฝั่งและพบว่ามันมีความเข้าใจกันและกันผิดอยู่หลายเรื่อง แต่เหมือนไม่ค่อยมีใครอยากฟังกันเท่าไหร่ หนูเองก็ไม่มีคอมเมนต์สำหรับเรื่องนี้เลยค่ะ หนูแค่อยากให้มันจบลงให้เร็วที่สุด”
“ที่น่าเศร้าก็คือมีคนจำนวนมากในทั้งสองประเทศที่ไม่อยากให้สงครามเกิดขึ้น คนจำนวนมากยังต้องการสันติภาพ และไม่อยากให้มีใครต้องเจ็บหรือตายจากสงคราม คนกัมพูชาส่วนใหญ่ก็ไม่เคยต้องการสงคราม หนูยืนยันได้เลย เราเจ็บปวดมามากพอแล้ว และที่น่าเศร้าที่สุดก็คือมีคนที่ต้องเสียชีวิต มีทหารของทั้งสองฝั่งที่ต้องบอกลาครอบครัวเพื่อไปรบ และอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลย”

09/07/2025
07/06/2025

โฮปสเปช (โภชนา)
ชวนชิม นานจิต๊ก (Nan Gyi Thoke) อีกหนึ่งอาหารในซีรีย์ "รสชาติของคนย้ายถิ่น"

Nan Gyi Thoke หรือที่หลายคนชอบเรียก ยำเส้นสปาเก็ตตี้สไตล์เมียนมา ซึ่งที่จริงแล้ว เส้นที่คล้ายสปาเก็ตตี้นี้คือ เส้น Nan Gyi หรือขนมจีนเส้นใหญ่ซึ่งเป็นอีกสไตล์หนึ่งของเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบพม่า โดยเป็นเส้นลักษณะเรียวยาวหนาคล้ายเส้นอุด้งและเส้นขนมจีนไหหลำ โดยจะใช้วิธีการนำเส้นมายำกับแกงไก่ขลุกขลิก ซึ่งการยำในภาษาพม่าก็คือคำว่า Thoke นั่นเอง

ครั้งนี้มีความพิเศษที่นอกจากจะได้ชิมรสชาติตามแบบวัตถุดิบดั้งเดิมแล้ว ยังจะได้ลองแบบใหม่ๆ ที่ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบไปตามพื้นที่อีกด้วย

สนใจติดต่อสอบถามสำรองที่นั่งเป็นค่าอาหาร จำนวนคนละ 100 บาท ได้ที่กล่องข้อความ (รับจำนวนจำกัด)

วันที่อาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน นี้ เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป
พบกับการทำสดๆ ให้ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสลองฝึก ลองทำ ลองชิม
(เตรียมกล่องมาลองนำกลับไปให้คนที่บ้านชิมด้วย)

โฮปสเปช
BTS วงเวียนใหญ่ ทางออก 4 (เดินประมาณ 200 เมตร)
ถ.กรุงธนบุรี ซอย4 แยก4

25/04/2025

🎤✨ พลาดไม่ได้จริงๆ ค่ะ!
HRDF ขอชวนทุกคนมาร่วมงาน
“เสียงที่ไม่เคยได้ยิน Unheard Voices”

พื้นที่ที่เราจะได้ฟัง…
เสียงจริง เรื่องจริง จากแรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัย
คนที่อยู่ใกล้ตัวเรา…แต่หลายครั้งกลับไม่มีใครได้ยิน

งานนี้ไม่ได้มีแค่เสวนา —
แต่คือ พื้นที่ปลอดภัย ที่เราจะมาเรียนรู้ เข้าใจ และส่งต่อพลังใจให้กัน

ไฮไลต์แน่นๆ ทั้ง —
🖼️ นิทรรศการสื่อสร้างสรรค์
🗣️ เสวนาแลกเปลี่ยนเรื่องจริง
🍰 ขนมไทยร่วมสมัย
🎨 เวิร์กชอปสนุกๆ จากพาร์ทเนอร์

📅 เสาร์ที่ 26 เมษายน 2568
🕣 เวลา 8:30 - 16:30 น.
📍 ห้องประชุมริมน้ำ (107) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

🔸 Key Highlights 🔸
🗣️ 09:00 - 10:30 | เสวนา
“แรงงานข้ามชาติ : ความหวัง ความเป็นอยู่ และชีวิตจริง”

🖼️ 10:45 - 12:00 | เปิดนิทรรศการ
“สื่อข้ามพรมแดน เสียงจากแรงงานข้ามชาติ”

ลงทะเบียนเลยที่ 👉 https://shorturl.at/MSNOU

อย่าปล่อยให้ “เสียงสำคัญ” ผ่านไปเฉยๆ มาฟัง มาคุย และมาเข้าใจกันให้มากขึ้นนะคะ 🌈

#แรงงานข้ามชาติ #สิทธิมนุษยชน #นิทรรศการสร้างสรรค์

17/04/2025

“ฉันอยู่เมืองไทยได้หนึ่งปีแล้ว ทำงานอยู่ร้านขายกิ๊บหนีบผมที่สำเพ็ง เทศกาลอื่นๆ ส่วนใหญ่ฉันมักจะไม่ได้หยุดงาน แต่วันสงกรานต์เจ้านายกลับบ้าน เลยได้หยุดตั้ง 11 วัน ถึงแม้จะขาดรายได้ แต่วันนี้ก็มีความสุขที่ได้มาเที่ยวสงกรานต์ที่พัทยา เพราะที่พม่าไม่มีเล่นน้ำกันตั้งแต่หลังเกิดรัฐประหารปี 2021 แต่จริงๆ ถ้าเลือกได้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ฉันอยากกลับบ้านไปหาแม่”

คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างเดินทางไปพัทยาในวันที่ 14 เมษายน 2568 ของ กะยิน มา แรงงานข้ามชาติชาวพม่า

ในวันปกติธรรมดา กะยิน มา ก็เหมือนใครหลายคนที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ พอถึงช่วงสงกรานต์ที่คนไทยวงวันหยุดบนปฏิทินไว้ว่าเป็นเป้าหมายเดินทางกลับบ้าน แต่แรงงานพม่าอย่าง กะยิน มา และเพื่อนๆ สงครามทำให้บ้านของเธอไม่ใช่สถานที่ควรกลับไป

วันหยุดที่ทุกคนควรมีโอกาสได้ใช้เวลาว่างกับความสุข แรงงานพม่าก็เช่นกัน โดยอาศัยเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าภาคตะวันออก เป้าหมายของเขาและเธอบนรถตู้สองคันคือ พัทยา

แต่การเดินทางในประเทศไทยก็มีอุปสรรคไม่น้อย เช่น แรงงานข้ามชาติถูกจำกัดการเดินทางด้วยใบอนุญาตทำงาน และค่าใช้จ่ายในบางสถานที่ก็ต้องจ่ายในราคาชาวต่างชาติ

เป็นความจริงที่ว่า แรงงานข้ามชาติคือคนกลุ่มสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทย เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในระบบเศรษฐกิจ แต่กลับมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต เช่นเดียวกันกับกลุ่มคนชายขอบอื่นๆ ที่ส่วนหนึ่งมาในรูปแบบของกฎหมายที่บางครั้งก็มีความไม่สมเหตุสมผลในตัวเอง

อ่านเรื่องวันสงกรานต์ของแรงงานข้ามชาติ กับการเดินทางพักผ่อนธรรมดาๆ แต่มีอุปสรรคซ่อนอยู่เบื้องหลังมากมายกว่าที่คิด

https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/105346

#ไทยรัฐพลัส #แรงงานข้ามชาติ #สงกรานต์

27/03/2025

ส่วนหนึ่งหรือส่วนเกิน?
แรงงานข้ามชาติ กับเศรษฐกิจและสังคมไทย
ปลายทางของการเดินทางวันนี้ อยู่ที่ย่านสัมพันธวงศ์ เมื่อลงจากสถานีรถไฟฟ้าบริเวณสะพานตากสิน หากเดินเลียบถนนเจริญกรุงขึ้นมา ย่านบางรักจะเต็มไปด้วยคริสตจักร และอาสนวิหารของชาวคริสเตียน ถัดไปไม่ไกลกัน จะพบกับมัสยิดฮารูน, มัสยิดกรุงเทพฯ, และชุมชนของชาวมุสลิมไทยและปากีสถานตั้งอยู่
ขยับมาอีกนิดถึงย่านตลาดน้อย อันเป็นถิ่นที่ตั้งของชาวจีน ที่มาตั้งรกรากกันอยู่หลายชั่วอายุคน เรื่อยจนไปถึงย่านพาหุรัด ที่ถือเป็นชุมชนชาวอินเดียขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ
ไม่ไกลกันบริเวณถนนทรงวาด ยังมีอีกหนึ่งชุมชนของผู้โยกย้ายถิ่นฐาน นั่นคือ แรงงานเมียนมา ที่มักอาศัยกันอยู่ตามห้องเช่าบริเวณนี้ เลี้ยงชีพด้วยการทำงานรับจ้างให้กับสถานประกอบการในพื้นที่ ตั้งแต่ งานกรรมกร คนเสิร์ฟอาหาร พนักงานหน้าร้าน และอื่นๆ ตามแต่ทักษะของแต่ละคน
เช่นเดียวกับคนอื่น พวกเขาไม่ได้ต้องการมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อทำงานไร้ฝีมือไปวันๆ แต่แรงงานบางส่วนมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อคว้าโอกาสในการทำงาน และเพิ่มทางเลือกในการใช้ชีวิตในประเทศไทย
“ในโลกออนไลน์ใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ในโลกความเป็นจริง บางคนก็ไม่ได้ต่อ
ต้านเราขนาดนั้น แค่พวกเขาไม่ยอมรับการมีอยู่ของพวกเรา”
เก๋ หรือชื่อภาษาพม่าคือ แนน ดี โม แคน เป็นชาวพม่าเชื้อสายมอญ ที่เข้ามาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่อายุ 14 ปี ด้วยความที่สื่อสารภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เก๋จึงมาช่วยทำงานเป็นล่ามให้กับกลุ่ม STAY IN SAMPENG YAOWARAT ในการสอนภาษาไทยให้กับแรงงานชาวเมียนมา
โดยในวันที่มีโอกาสคุยกับ เก๋ ทางกลุ่มได้จัดกิจกรรม “ล้อมวงกินข้าวเข้าครัวมัณฑะเลย์​” อันเป็นส่วนหนึ่งของงาน ‘ตะลักเกี้ยะ Friendly Market x bangkok design week 2025’พอดี
เราถึงได้เห็น แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา สลัดคราบคนสู้ทำงานสู้ชีวิต มาอยู่ในชุดท้องถิ่นของพวกเขา
[ล้อมวงกินข้าวเข้าครัวมัณฑะเลย์-เคล้าบทเพลงใจสั่งมา]
“รู้สึกดีใจที่ได้โอกาสนำเสนออาหารพื้นบ้าน และผลตอบรับกลับมาดี คนร่วมงานกินได้ อาหารไม่ได้แบ่งแยกพวกเราจากคนไทย”

เก๋เล่าในขณะที่การแสดงฟ้อนรำของนักเรียนหญิงกำลังดำเนินไป เธอเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี ภายในร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ หนึ่งปีแรกของการทำงานร้านขายเสื้อผ้าทำให้เธอได้หัดพูดภาษาไทยจนพอสื่อสารได้เบื้องต้น
จากนั้นจึงเปลี่ยนงานมาเป็นแม่บ้าน และพี่เลี้ยงเด็กเล็กอยู่ 5-6 ปี ถึงเกิดความคิดอยากเรียนภาษาไทยขึ้นมา
“อยากเรียนภาษาไทย เพราะอยากอ่านภาษาไทย ชอบอ่านนิยาย อยากรู้เรื่องราวของประเทศไทย”
เก๋ เล่าว่า แรงงานข้ามชาติหลายคน ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย อยากซึมซับวัฒนธรรม เหมือนการแสดงวันนี้ ที่เหล่านักเรียนชายของกลุ่ม STAY IN SAMPENG YAOWARAT เลือกเพลงใจสั่งมา ของ เสก โลโซ มาใช้ในการแสดง
เก๋ได้เข้าเรียนที่ DEAR Burma Academy โรงเรียนสำหรับแรงงานข้ามชาติในไทย หลังเรียนจบหลักสูตร ครูใหญ่ทาบทามให้สอนหนังสือที่โรงเรียน เพราะเธอสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาพม่า หลังจากทำงานที่นั่นได้ 2 ปี เก๋ตัดสินใจเรียนต่อ กศน. จนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
“เราอยากทำอาชีพล่าม” เก๋เล่าความฝัน “อยากสื่อสารให้กับทั้งคนไทย และเมียนมาเข้าใจกัน และอยากช่วยคนเมียนมาให้ได้รับรู้สิทธิของพวกเขา”
ความตั้งใจนี้ ตรงกับเป้าหมายของโครงการ STAY IN SAMPENG YAOWARAT ที่อภิญญา จารุวัฒนชัยกุล หรือ ฟ้า เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการ ที่อยู่ภายใต้ของบริษัท ปั้นเมือง จำกัด ที่ให้บริการงานวิจัยชุมชนเมือง และงานออกแบบสถาปัตยกรรม
[เป็นแรงงานข้ามชาติวัน จ.-ส. เป็นนักเรียนภาษาไทยวันอาทิตย์]
ฟ้าได้เล่าจุดเริ่มต้นของโครงการ STAY IN SAMPENG YAOWARAT ว่าเกิดขึ้นในช่วงโควิด ที่คนในห้องเช่าย่านสัมพันธวงศ์ ไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยไม่ได้ตั้งเป้ามาก่อน ว่าจะต้องทำงานกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติตั้งแต่ต้น
“เราต้องการทำงานกับคนที่อยู่ในห้องเช่า ซึ่งมันกลายเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติ”
ดังนั้นฟ้าและทีมงาน จึงเริ่มลงพื้นที่เก็บข้อมูล ก่อนจะพบว่า การที่กลุ่มแรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ ไม่ใช่เพราะไม่มีความรู้อย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องความหวาดกลัว ข้อจำกัดต่างๆ ในชีวิต รวมทั้งอุปสรรคทางด้านภาษา
นั่นถึงทำให้กลุ่ม STAY IN SAMPENG YAOWARAT เริ่มต้นสอนภาษาไทยให้กับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ
“ก่อนหน้านี้เวลาเขาป่วย ทำอย่างไรก็ไม่กล้าไปหาหมอ แต่พอสื่อสารภาษาไทยพื้นฐานได้ สุดท้ายพวกเขายอมพาตัวเองไปหาหมอมากขึ้น”
ภาษาเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลุ่มแรงงานข้ามชาติในย่านสัมพันธวงศ์ กล้าที่จะเชื่อมต่อกับชุมชนมากขึ้น โดยมีกลุ่ม STAY IN SAMPENG YAOWARAT เป็นตัวกลาง พาพวกเขาไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดทำนิทรรศการภาพ การจัดงานวันเด็ก การจัดงานนิทรรศการอาหาร เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ฟ้ากล่าวว่าทัศนคติของคนในพื้นที่ที่มีต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ยังคงผันแปรไปตามสถานการณ์
“เหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อปีที่แล้ว คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ฟ้าเล่า “เพราะมันเป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานข้ามชาติในชุมชนนั้น ทำให้คนคิดว่าเพราะแรงงานข้ามชาติทำให้ไฟไหม้”
แต่คงไม่มีอะไรเอาชนะความตั้งใจได้ เมื่อเกิดปฏิสัมพันธ์กันบ่อยครั้งขึ้น ผ่าน STAY IN SAMPENG YAOWARAT ผู้คนในพื้นที่ ก็ยอมรับพวกเขาอีกครั้ง
“เกิดบทสนทนาที่ชื่นชมแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้น เริ่มมีคนในพื้นที่ชวนไปร่วมงาน ชักชวนให้แรงงานข้ามชาติไปทำงานกับพวกเขา”
ฟ้ากล่าวว่านักเรียนที่มาเรียนกับเธอ ส่วนใหญ่ยังอยู่ช่วงวัยรุ่น ไปจนถึงไม่เกิน 30 ปี ต้นทุนที่พวกเขามี คือความตั้งใจและอยากพัฒนาตนเอง หลายคนที่มาเรียนและร่วมทำกิจกรรม ใช้เวลาหลังเลิกงาน ตอน 8 โมงเช้า มาเรียนภาษาไทยต่อ
“พวกเขากล้าที่จะออกมาใช้ชีวิตกันมากขึ้น” ฟ้าตอบคำถามถึงความเปลี่ยนแปลงที่เธอเห็นตลอดหนึ่งปี ที่กลุ่มของเธอทำโครงการสอนภาษาไทย “โลกของพวกเขาก่อนหน้านี้มีแค่ห้องพัก ที่ทำงาน ตลาด ไปไกลสุดคือซูเปอร์มาเก็ต บนถนนเยาวราช”
วันนี้นักเรียนภาษาไทยเหล่านั้น รู้ว่าตัวเองมีสิทธิแค่ไหนในการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งนี้ รู้ว่าถ้าป่วยแล้วต้องไปหาใคร และรู้ว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง นอกเหนือจากการเป็นแรงงานข้ามชาติเพียงอย่างเดียว
ถัดจากกิจกรรม “ล้อมวงกินข้าวเข้าครัวมัณฑะเลย์​” ในวันนั้น กลุ่ม STAY IN SAMPENG YAOWARAT ยังพากลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่เป็นนักเรียนของพวกเขา เข้าร่วมฝึกอบรมการดับเพลิงกับกลุ่มคนไทย โดยมีเก๋คอยเป็นล่ามช่วยแปลภาษาไทย-พม่า
“กระแสการต่อต้านที่เกิดขึ้น ทำให้เราใช้ชีวิตในเมืองไทยยากขึ้น แต่เราอยู่ในสังคมที่เขายอมรับเรา การได้อ่านความคิดเห็นเชิงลบในโลกออนไลน์ก็รู้สึกน้อยใจ ที่ทำไมเขาไม่ยอมรับพวกเราเลย”
[ธุรกิจขนาดใหญ่ คิดอย่างไรกับแรงงานข้ามชาติ?]
“วันนี้แรงงานข้ามชาติยังเป็นฟันเฟืองสำคัญของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น คำถามที่สำคัญต่อภาคธุรกิจคือ เราได้ขับเคลื่อนหรือดำเนินการใดๆ เพื่อรับรอง และเคารพสิทธิมนุษยชนของแรงงานทุกคน รวมทั้งแรงงานข้ามชาติเพียงพอแล้วหรือยัง”
คือบทสนทนาแรกที่เปิดขึ้น โดย ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร เลขาธิการและกรรมการบริหารสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (United Nations Global Compact - UNGC) ซึ่งเป็นเครือข่ายของภาคธุรกิจในประเทศไทย ที่มีสมาชิกจำนวน 125 องค์กรธุรกิจ ครอบคลุมพนักงานในธุรกิจประมาณ 1.2 ล้านคน ทั้งนี้ไม่นับรวมพนักงานในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทแต่ละราย
ดร. เนติธร เห็นว่าประเทศไทยยังต้องการกำลังแรงงานจากต่างประเทศ ทั้งในทักษะระดับสูง และทักษะขั้นต้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ในวันนี้หลายคนอาจมองว่าแรงงานข้ามชาติเข้ามาแย่งงานแรงงานไทย แต่ ดร. เนติธร มีคำถามที่ใหญ่กว่านั้น
“เรามีความพร้อมเพื่อจัดการ ข้อท้าทายเกี่ยวกับโครงสร้างประชากร และความไม่สอดคล้องระหว่าง ทักษะแรงงาน กับ ความต้องการของประเทศแล้วหรือยัง? เพื่อเป็นการการันตีว่าแรงงานไทย มีความพร้อม และสามารถยกระดับทักษะของตนเองได้”
สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลอยู่ตอนนี้คือ สังคมไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตแรงงานในทุกระดับ ตั้งแต่ทักษะขั้นต้นจนถึงทักษะขั้นสูง รวมทั้งหากในอนาคตกลุ่มแรงงานข้ามชาติมีทางเลือกมากยิ่งขึ้น อาจโยกย้ายถิ่นฐานกลับบ้าน หรือไปทำงานในประเทศอื่นๆ
“เราเข้าใจในเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน เราจะหาแรงงานจากไหน ในวันที่คนแก่ลง และเด็กเกิดน้อยลงไปพร้อมๆ กัน”
ปัจจุบันในแวดวงธุรกิจ เริ่มให้ความสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยมีหลักการสากล 10 ประการ ของ United Nations Global Compact ครอบคลุมเนื้อหา 4 ด้าน ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต
“ภายใต้หลักการสากล ทุกคนในสถานประกอบการ มีสิทธิขั้นพื้นฐานเท่าเทียมกัน เราไม่สามารถเลือกว่าแรงงานเมียนมา เราฝึกอบรมให้แค่ 50% ส่วนคนไทยให้ 100% มันไม่ควรมีเส้นกั้นว่าใครควรจะได้รับ หรือไม่ได้รับ การพัฒนาทักษะ” ดร.เนติธร กล่าวย้ำ
นอกจากนี้ ดร. เนติธร กล่าวว่า สมาคมฯ สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกฯ นำหลักการนายจ้างรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน หรือ Employer Pays Principle มาใช้ในการสรรหา และจ้างงานแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้เกิดกระบวนการจ้างงานอย่างมีจริยธรรม
โดยทำงานกับบริษัทนำเข้าแรงงานข้ามชาติ เน้นการอบรมให้ความรู้บริษัทจัดหางาน รวมถึงการประเมินความเสี่ยง เกี่ยวกับกระบวนการจัดหางานแรงงาน ว่าถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีการเอาเปรียบและบังคับใช้แรงงาน
“คือชีวิตของผู้ประกอบการไม่ได้ง่าย นายจ้างไม่ได้ต้องการที่จะเอาเปรียบลูกจ้าง แต่ทั้งกฎหมายและมาตรฐานใหม่ๆ ที่เข้ามา ทำให้ธุรกิจโดยเฉพาะขนาดเล็กอยู่ยากขึ้น”
ดร. เนติธร มองว่าการเคารพสิทธิมนุษยชน คือการก้าวนำหน้ากฎหมาย แต่การดำเนินการต่างๆ ตามหลักการสิทธิมนุษยชน มีเรื่องต้นทุนที่เพิ่มเข้ามา ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถบริหารต้นทุน เพื่อนำมาใช้ในการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน แต่ธุรกิจขนาดเล็กกลับต้องเผชิญกับการเอาตัวรอด
ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะทำให้นายจ้างทุกคน ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิแรงงานข้ามชาติ ในสถานประกอบการของตนเอง
“หากเราจะพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ประเด็นสำคัญคือกำลังแรงงานที่เพียงพอ ทั้งในเชิงจำนวนและทักษะแรงงาน ตอบสนองความต้องการของธุรกิจ รวมถึงเรื่องของการเคารพสิทธิมนุษยชน”
ดร. เนติธรกล่าวสรุปว่า สถานประกอบการต้องให้ความสำคัญ กับกระบวนการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนรอบด้าน ทั้งในสถานประกอบการและตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองมีหน้าที่ในการส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมดังกล่าว ผ่านสิทธิประโยชน์ และมาตรการจูงใจต่างๆ เพื่อให้เป้าหมายปลายทางในการปกป้องสิทธิมนุษยชนแรงงานประสบความสำเร็จ
[ภาคการเมืองคิดอย่างไรกับแรงงานข้ามชาติ?]
“ในพื้นที่ชลบุรีมีแรงงานข้ามชาติค่อนข้างเยอะมาก และอยู่ร่วมกับคนไทยในพื้นที่กันมานานแล้ว” สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน กล่าวในฐานะผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์แรงงานข้ามชาติใน จ.ชลบุรี
เขายอมรับว่า เริ่มเห็นการจับกลุ่มอยู่อาศัยกันเป็นชุมชนของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ห้องเช่าราคาถูกตึกหนึ่งๆ มีแรงงานข้ามชาติอยู่อาศัยหลักพันคน นำมาซึ่งปัญหาร้องเรียนในพื้นที่ “ได้รับการร้องเรียนการดื่มสุรา ส่งเสียงดัง การเคี้ยวหมากและบ้วนตามพื้น รวมทั้งการทำอาชีพสงวนต่างๆ”
สหัสวัตมองว่า เรื่องของอาชีพสงวน ตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 นั้นมีความล้าสมัย และต้องมีการพูดคุยเพื่อปรับแก้ให้เหมาะสม เพื่อป้องกันความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มคนไทยต่อแรงงานข้ามชาติ
“แรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ ว่าพวกเขาสำคัญในมิติเศรษฐกิจ นโยบายของพรรคประชาชนชัดเจนว่า กระบวนการจัดการแรงงานข้ามชาติ ต้องนำพวกเขาทั้งหมดเข้ามาสู่ในระบบ”
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น สหัสวัต กล่าวว่า รัฐต้องรู้ว่าตอนนี้แรงงานข้ามชาติเข้ามาทำอาชีพอะไรบ้าง เพื่อจัดสัดส่วนว่า ภาคส่วนใดต้องการใช้แรงงานข้ามชาติ และอาชีพใดที่ควรสงวนไว้สำหรับคนไทย
“ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน ถ้าแรงงานข้ามชาติหายไป หลายอุตสาหกรรมแทบจะพังทลายได้เลย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประมง และงานก่อสร้าง”
ดังนั้น ในระดับนโยบาย ภาครัฐต้องดูแลแรงงานข้ามชาติ ในฐานะฟันเฟืองหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเรื่องของการให้สิทธิแรงงาน สหัสวัตมองว่า แรงงานข้ามชาติควรได้เหมือนแรงงานไทย โดยเฉพาะหากพวกเขามีสิทธิอยู่ในกองทุนประกันสังคม ที่ร่วมจ่ายตั้งแต่ต้น ยิ่งต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน
“ต้องแยกระหว่างสิทธิแรงงาน กับสิทธิในฐานะพลเมืองไทยออกมาก่อน” สหัสวัตเน้นย้ำ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่า แรงงานข้ามชาติต้องได้รับสิทธิเหมือนคนไทยทุกประการ
สหัสวัตชวนคิดช่วงท้ายว่า สิ่งที่ต้องยอมรับ ไม่เพียงแรงงานข้ามชาติเมียนมา หนีภัยสงครามและภัยเศรษฐกิจ เพื่อหาทางรอดทั้งเรื่องเงินและชีวิตในประเทศไทย แต่เราเองก็ต้องยอมรับ เศรษฐกิจไทยพึ่งพาแรงงานข้ามชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้
ย้อนไปตอนท้ายของการพูดคุยกับ เก๋ เธอเล่าชีวิตส่วนตัวเพิ่มเติมว่า สมัยเด็กๆ เธอเคยมาอยู่อาศัยที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จึงทำให้เวลาในชีวิตของเธออยู่ในประเทศไทย มากกว่าที่เมียนมาเสียอีก วันนี้เก๋มีลูกที่กำลังเติบโตขึ้นมาในสังคมไทย เธอกล่าวว่าถ้าวันหนึ่งลูกเธอมีโอกาสก็อยากให้ไปใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในประเทศที่สาม
“เมื่อลูกเราโตขึ้น เราไม่เห็นภาพอนาคตในประเทศเมียนมา และการที่เขาอยู่ประเทศไทยยังคงมีเรื่องการไม่ถูกยอมรับและโอกาสบางอย่างที่หายไป”
แต่คำปรารถนานี้จะต่างออกไปสิ้นเชิง หากสถานการณ์ดีขึ้น ลูกๆ ของเธอเติบโตโดยได้รับโอกาส และการยอมรับเพิ่มขึ้นในประเทศไทย “เราอยากให้เขาอยู่เมืองไทย เราโตมาในประเทศนี้ที่นี่ เหมือนบ้านหลังที่สอง เราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จนคุ้นชินกับคนไทย ภาษา วัฒนธรรม เราคล่องตัวในการใช้ชีวิตที่ประเทศไทย ที่เมียนมาเรากลับไม่คุ้นชินด้วยซ้ำ”
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
#สำนักข่าวทูเดย์

16/02/2025

ที่อยู่

Bang Rak

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ STAY IN SAMPENG YAOWARATผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์