22/12/2025
เลวร้าย
เปิดงบฯ “อาชิโมริ” แฉความจริงคนละม้วน! อ้างยอดตกแต่ “กำไรพุ่ง 124 %” “เงินสดล้น 379 ล้าน” “ปันผลผู้ถือหุ้นฉ่ำ” แต่กลับบอกพนักงาน “ไม่มีเงิน” พร้อมเดินหน้าตัดสวัสดิการ
จากข้อมูลทางการเงินล่าสุดของ บริษัท อาชิโมริ (ประเทศไทย) จำกัด คำถามต่อความจริงใจในการเจรจาข้อเรียกร้อง หลังบริษัทฯ อ้างภาวะเศรษฐกิจเพื่อขอลดสวัสดิการและเตรียมปิดงาน แต่ข้อมูลจากงบการเงินปีล่าสุดกลับชี้ชัดว่าสถานะทางการเงินของบริษัท "แข็งแกร่งที่สุดในรอบปี"
จากการตรวจสอบงบการเงินปี 2567 ที่บริษัทนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบตัวเลขที่ขัดแย้งกับข้ออ้างของฝ่ายบริหารอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
1. อ้างยอดตก แต่ “กำไรสุทธิ” พุ่งกระฉูด 124 %
แม้บริษัทจะอ้างว่ายอดขายลดลง แต่ประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการร่วมมือของพนักงานในการลดต้นทุน ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 21.79 ล้านบาท ในปี 2566 พุ่งขึ้นเป็น 48.90 ล้านบาท ในปี 2567 1 หรือคิดเป็นการเติบโตกว่า 124 %
2. “ถังแตก” หรือ “ถังล้น” เงินสดในมือกว่า 379 ล้านบาท
ข้ออ้างเรื่องสภาพคล่องทางการเงินฟังไม่ขึ้น เมื่อพบว่าบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สูงถึง 379.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี 257 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีกระแสเงินสดเหลือเฟือ ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตอย่างที่กล่าวอ้าง
3. ตัดสวัสดิการพนักงาน แต่ “จ่ายปันผล” ผู้ถือหุ้นกว่า 21 ล้าน
ในขณะที่พนักงานถูกขู่ตัดสวัสดิการพื้นฐาน เช่น เงินช่วยเหลือเกษียณอายุและค่ารักษาพยาบาล โดยอ้างความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แต่ในเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมา บริษัทกลับมีการอนุมัติ จ่ายเงินปันผล ให้แก่ผู้ถือหุ้นสูงถึง 21.06 ล้านบาท
"คำถามคือ ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน? ในปีที่บริษัทกำไรโต 124 % และมีเงินสดเกือบ 400 ล้าน บริษัทกลับเลือกที่จะปันผลกำไรออกไปให้ผู้ถือหุ้น แล้วหันมาขูดรีดเอาสวัสดิการคืนจากพนักงานที่ช่วยกันทำงานหนักจนบริษัทมีกำไรขนาดนี้
นี่คือพฤติกรรมของบริษัทธรรมาภิบาล หรือเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อทำลายสหภาพแรงงานตามใบสั่ง?"
จับพิรุธ "เจรจาไม่สุจริตใจ"
เมื่อพนักงานยินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับบริษัทหากวิกฤตจริง แต่ตัวเลขทางบัญชีเหล่านี้เป็นหลักฐานประจักษ์ว่า บริษัทมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลพนักงานได้ แต่กลับเลือกใช้ "กลยุทธ์แกล้งจน" เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กฎหมายปิดงานและล้างบางสวัสดิการเดิม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตใจในการเจรจาต่อรอง
สหภาพแรงงานฯ จึงขอเรียกร้องให้สังคมและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงเหล่านี้ และยุติการใช้ข้ออ้างทางเศรษฐกิจบังหน้าเพื่อกลั่นแกล้งผู้ใช้แรงงาน
19-12-68