AQUADAPT-Thailand To assist inland freshwater aquaculture farms in Thailand adapt to climate change.

29 ธันวาคม​ 2568 อาจารย์​อมรรัตน์​ รังสิวิวัฒน์ นักวิจัย​โครงการ​อะควาแดปไทยแลนด์​ ลงพื้นที่สัมภาษณ์​แนวปฏิบัติ​ที่เป็นม...
03/01/2026

29 ธันวาคม​ 2568 อาจารย์​อมรรัตน์​ รังสิวิวัฒน์ นักวิจัย​โครงการ​อะควาแดปไทยแลนด์​ ลงพื้นที่สัมภาษณ์​แนวปฏิบัติ​ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการบริหารความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยงสัตว์​น้ำด้วยการจัดการฟาร์มแบบผสมผสาน ณ ศูนย์เรียนรู้​เศรษฐกิจ​พอเพียง ฟาร์มปลานิลพ่อทองนาค สีเคนา เกษตรกร​ต้นแบบ อำเภอน้ำพอง จังหวัด​ขอนแก่น โดยการทำฟาร์มด้วยแนวทางดังกล่าว สามารถหมุนเวียนรายได้ให้กับครอบครัว​ อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้​ด้านการประมงให้กับจังหวัด และเป็นศูนย์​จำหน่ายปลานิลรวมถึงผลผลิต​ทางการเกษตรอื่นๆ​ราคาย่อมเยา​สำหรับชุมชนอย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี

เปลี่ยนนามาเลี้ยงปลาช่อน 🐟🌾
26/12/2025

เปลี่ยนนามาเลี้ยงปลาช่อน 🐟🌾

เลี้ยงปลาช่อน สร้างรายได้สูงสุด 300,000 บาท/เดือน

จากชีวิตแรงงานโรงงานที่ทำงานแทบทุกวันแต่เงินไม่พอใช้ วันนี้คุณธนพนธ์พลิกชีวิตกลับบ้านเกิดสร้างอาชีพจากการเลี้ยงปลาช่อนจนกลายเป็นเจ้าของ “มงคลฟาร์ม 5 ม.” ฟาร์มปลาช่อนขนาดใหญ่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่เลี้ยงกว่า 27 ไร่ สร้างรายได้เฉลี่ยเดือนละ 200,000–300,000 บาท และยังเติบโตต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

---

#ความเป็นมา

คุณธนพนธ์ เล่าว่า ตนได้เรียนจบการศึกษา ปวช. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ แต่ขาดทุนทรัพย์ในการเรียนต่อ จึงออกไปทำงานโรงงานในหลายจังหวัดแม้ทำงานหนักทุกวันแต่รายได้ไม่พอใช้และต้องอยู่ไกลครอบครัว เมื่อยายป่วยจึงตัดสินใจลาออกจากงานกลับบ้านเกิดที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อมองหาอาชีพใหม่ที่มั่นคงและได้ดูแลพ่อแม่ไปพร้อมกัน

---

#จุดเริ่มต้น

จากการมองหาอาชีพที่ทำได้ระยะยาว ไม่เสี่ยงราคาตก และมีตลาดรองรับ คุณธนพนธ์จึงตัดสินใจเลือกที่จะเลี้ยง “ปลาช่อน” เพราะเป็นปลาพื้นบ้านที่เริ่มหายากแต่ความต้องการตลาดสูง แม้ช่วงแรกจะล้มเหลวขาดทุน และคำพูดดูถูกว่าเลี้ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้เลือกที่ค้นหาความรู้เพิ่มใน YouTube เพื่อศึกษาทดลองปรับระบบอาหาร การจัดการบ่อ และการเลี้ยงอย่างต่อเนื่องจนปลาช่อนสามารถกินอาหารเม็ด โตเร็ว และเลี้ยงได้จริงในเชิงธุรกิจ ปัจจุบันมีพื้นที่เลี้ยงรวมกว่า 27 ไร่

---

#รูปแบบการขาย

มงคลฟาร์มเริ่มจากการนำปลาช่อนไปขายเองที่ตลาดหมู่บ้าน ก่อนขยายสู่หลายช่องทาง ได้แก่

1. ขายปลาช่อนสดหน้าฟาร์ม
2. ขายส่งแม่ค้าในตลาด
3. ขายออนไลน์
4. ส่งตรงถึงตลาดต่างจังหวัด
5. ขายลูกพันธุ์ปลาและอาหารปลา
6. รับซื้อปลาคืนจากผู้เลี้ยงในระบบของฟาร์ม ทำให้มีตลาดรองรับตลอดทั้งปี ลดความเสี่ยงด้านการขาย

---

#รายได้จากการขาย

ช่วงแรกนำปลาช่อนไปนั่งขายเองในตลาดหมู่บ้าน ตั้งแต่ตี 4 ถึง 7 โมงเช้า ขายปลาวันละ 200–300 กิโลกรัม สร้างรายได้วันละกว่า 30,000–40,000 บาท ปัจจุบันฟาร์มมีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 200,000–300,000 บาท มีตลาดในประเทศรองรับเดือนละ 30–40 ตัน และตลาดส่งออกไปเวียดนามมากกว่า 100 ตันต่อเดือน

---

#ข้อดีของการเลี้ยงปลาช่อน

1. ตลาดต้องการสูง ขายได้ทั้งปี
2. สามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้
3. เลี้ยงเป็นอาชีพหลักระยะยาว
4. ขยายการผลิตได้ตามกำลัง
5. มีระบบตลาดรองรับ ลดความเสี่ยง
6. เหมาะสำหรับผู้ต้องการสร้างอาชีพจากศูนย์

---

#ฝากถึงเกษตรกร

คุณธนพนธ์ฝากถึงผู้สนใจว่า การเลี้ยงปลาเป็นธุรกิจที่ต้องยอมรับความเสี่ยง มีทั้งกำไร และขาดทุน หากตั้งใจจริงศึกษาให้เข้าใจ และมีตลาดรองรับก็สามารถสร้างเป็นอาชีพที่มั่นคงเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดชีวิต อีกทั้งสามารถต่อยอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ในอนาคต

---

ช่องทางติดต่อฟาร์ม
เจ้าของฟาร์ม : คุณธนพนธ์ ศรีพรรคดี (พี่มอส)
เบอร์โทร : 093-513-7934
สถานที่ถ่ายทำ : บ.โนนสว่าง ต.กมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

#ปลาช่อน #เลี้ยงปลาช่อน #แนวทางเกษตรเกร็ดความรู้

เลี้ยงปูนิ่มในภาคอีสาน สร้างรายได้ 1,000 บาท/วัน 🦀🦀
25/12/2025

เลี้ยงปูนิ่มในภาคอีสาน สร้างรายได้ 1,000 บาท/วัน 🦀🦀

เลี้ยงปูนิ่มในภาคอีสาน สร้างรายได้ 1,000 บาท/วัน

พื้นที่ดินเค็มที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า วันนี้กลับกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ของเกษตรกร อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น จากการนำ “ปูทะเล” มาเลี้ยงเป็นปูนิ่ม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและกลายเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนอีสาน

---

#ความเป็นมา

พื้นที่บางส่วนของจังหวัดขอนแก่นเป็นดินเค็มและน้ำเค็มตามธรรมชาติ ไม่เหมาะกับการทำนาเพราะข้าวให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ เจ้าของฟาร์มจึงเกิดแนวคิดทดลองนำสัตว์ทะเลอย่าง “ปูทะเล (ปูดำ)” มาเลี้ยงในพื้นที่อีสานแทนการปล่อยดินเค็มทิ้งไว้ โดยอาศัยความเค็มของดินและน้ำที่มีอยู่แล้ว จนประสบความสำเร็จและพัฒนาเป็นการเลี้ยงปูนิ่มเชิงพาณิชย์

---

#เริ่มต้นเลี้ยง

เริ่มจากการเตรียมบ่อ โดยขุดลอกเลนเดิมออกให้สะอาด ความลึกของน้ำประมาณ 1.30–1.50 เมตร เพื่อป้องกันน้ำร้อนเร็วในช่วงแดดจัด จากนั้นปรับคุณภาพน้ำให้ใกล้เคียงน้ำทะเลและเติมแร่ธาตุสำคัญ เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม

โดยการเลี้ยงจะใส่ปูในกล่องพลาสติก กล่องละ 1 ตัว วางบนแพที่ทำจากท่อพีวีซี หนึ่งแพมีประมาณ 20 กล่อง ปูที่นำมาเลี้ยงเป็นปูอายุราว 6 เดือน ซึ่งพร้อมลอกคราบได้เร็ว ส่วนอาหารหลักคือปลาสดหั่นเป็นชิ้นให้วันละ 3–4 มื้อ และต้องตรวจเช็กทุก 4 ชั่วโมงเพื่อดูการลอกคราบ

---

#รูปแบบการขาย

เมื่อปูลอกคราบจะได้ “ปูนิ่ม” ต้องรีบนำขึ้นจากบ่อภายใน 4 ชั่วโมง แล้วแช่น้ำจืดเพื่อไม่ให้กระดองแข็ง จากนั้นจำหน่ายทั้งแบบขายหน้าฟาร์ม ส่งร้านอาหาร และออกตลาดซีฟู้ดในห้างสรรพสินค้า ลูกค้าสามารถโทรมาสอบถามและจองสินค้าได้ล่วงหน้า เพื่อให้ได้ปูนิ่มสดใหม่จากฟาร์มโดยตรง

---

#รายได้จากการขาย

ปูนิ่มจำหน่ายในราคาประมาณ
1. ขนาด 5 ตัว/กิโลกรัม ราคา 500 บาท
2. ตัวเล็กกว่านั้น ราคาประมาณ 400 บาท/กิโลกรัม

ในหนึ่งวันสามารถเก็บปูนิ่มได้เฉลี่ย 10 ตัวขึ้นไป สร้างรายได้วันละ 1,000–2,000 บาท หรือมากกว่านั้นในวันที่ปูลอกคราบพร้อมกันหลายตัว ถือเป็นรายได้ที่มั่นคงจากพื้นที่ที่เคยทำการเกษตรไม่ได้

---

#ข้อดีของการเลี้ยงปูนิ่ม

1. ใช้พื้นที่ดินเค็มให้เกิดประโยชน์
2. ใช้พื้นที่ไม่มาก แต่สร้างมูลค่าสูง
3. ปูนิ่มราคาดี ความต้องการของตลาดสูง
4. เก็บขายได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องรอรอบยาว
5. เป็นสินค้าสดใหม่ ใกล้ผู้บริโภค ลดต้นทุนขนส่ง

---

#ฝากถึงเกษตรกร

พ่อพงษ์ฝากถึงพี่น้องเกษตรกรว่า สำหรับเกษตรกรผู้ที่มีพื้นที่ดินเค็มหรือดินที่ทำการเกษตรแบบเดิมไม่ได้ อย่าปล่อยทิ้งให้เสียเปล่า การเลี้ยงปูนิ่มเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ หากตั้งใจศึกษาเรียนรู้วิธีการเลี้ยงอย่างถูกต้องก็สามารถสร้างรายได้จริง และอาจพัฒนาเป็นอาชีพหลักในอนาคตได้

---

ช่องทางติดต่อฟาร์ม
เจ้าของฟาร์ม : ร.ต.สมพงษ์ ไชยสง (พ่อพงษ์)
เบอร์โทร : 081-545-7376
สถานที่ถ่ายทำ : บ.หนองนางขวัญ ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

#ปูนิ่ม #เลี้ยงปูนิ่ม #แนวทางเกษตรเกร็ดความรู้

22/12/2025

เพาะพันธุ์ลูกปลา ขายดีจนไม่พอขาย 🐟🐟🐟

ออสเตรเลียทุ่มทุนสร้างจนกลายเป็นต้นแบบฟื้นฟู "แนวหอยเปลือกแข็ง" เพื่อคืนชีพระบบนิเวศทางทะเล 🐚🪸
19/12/2025

ออสเตรเลียทุ่มทุนสร้างจนกลายเป็นต้นแบบฟื้นฟู "แนวหอยเปลือกแข็ง" เพื่อคืนชีพระบบนิเวศทางทะเล 🐚🪸

ออสเตรเลียทุ่มทุนสร้างจนกลายเป็นต้นแบบฟื้นฟู "แนวหอยเปลือกแข็ง" เพื่อคืนชีพระบบนิเวศทางทะเล
| Sustainability | เมื่อพูดถึงโครงสร้างตามธรรมชาติใต้ทะเล หลายคนมักจะนึกถึงแนวปะการัง (Coral reef) ที่มีปลาการ์ตูนสีสันสดใสแหวกว่ายอยู่ไปมา ขณะที่แทบไม่เคยได้ยินคำว่าแนวหอยเปลือกแข็ง (Shellfish reef) ทั้งที่แนวหอยเปลือกแข็งก็เป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญและตกอยู่ในภาวะถูกคุกคามอย่างรุนแรง
ในอดีตแนวหอยเปลือกแข็ง เคยแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตรตามแนวชายฝั่ง ทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำ ช่วยกรองน้ำให้ใสสะอาด และเป็นแนวป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะ แต่ปัจจุบันกลับสูญหายไปเพราะมลพิษและถูกมนุษย์เก็บกินมากเกินไป
ทุกวันนี้มีโครงการฟื้นฟูแนวหอยเปลือกแข็งขนาดใหญ่หลายแห่ง ที่กำลังดำเนินการอยู่ทั่วโลก แต่โครงการ “Reef Builder” ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูแนวหอยเปลือกแข็งที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย โดดเด่นขึ้นมาด้วยด้วยสถิติที่จับต้องได้ และเป็นตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นอยากเจริญรอยตาม
ติดตามอ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
ที่มาภาพ: scimex
รายงานโดย: สุนิสา กาญจนกุล
#แนวหอยเปลือกแข็ง #ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง #ไทยพับลิก้า

AQUADAPT-Nature Brief : พฤติกรรมของปลาที่เป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยง เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 🐟...
18/12/2025

AQUADAPT-Nature Brief : พฤติกรรมของปลาที่เป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยง เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 🐟⚠️

18/12/2025

"ขอนแก่น" เปลี่ยนดินเค็ม น้ำเค็ม มาใช้เลี้ยงปูทะเล ทำ"ปูนิ่ม" 🦀🦀

ปลาแปบ (Paralaubuca sp.) จากแม่น้ำยม จ.สุโขทัย 🐟
17/12/2025

ปลาแปบ (Paralaubuca sp.) จากแม่น้ำยม จ.สุโขทัย 🐟

5 ความจริงน่าทึ่งของ ‘จุลินทรีย์’ ในบ่อกุ้ง ที่นักเลี้ยงกุ้งอาจมองข้าม โลกสีเทาในบ่อกุ้งของคุณ 🦐โดย ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข ...
16/12/2025

5 ความจริงน่าทึ่งของ ‘จุลินทรีย์’ ในบ่อกุ้ง ที่นักเลี้ยงกุ้งอาจมองข้าม โลกสีเทาในบ่อกุ้งของคุณ 🦐

โดย ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข BIOTEC

5 ความจริงน่าทึ่งของ ‘จุลินทรีย์’ ในบ่อกุ้ง ที่นักเลี้ยงกุ้งอาจมองข้าม
โลกสีเทาในบ่อกุ้งของคุณ

โดย ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข BIOTEC
น้องรวบรวม การบรรยายไมโครไบโอม งาน ไบโอเทค 11-12-68

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ หรือการที่กุ้งป่วยและทยอยตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ถือเป็นเรื่องที่คุ้นเคยและน่ากังวลอยู่เสมอ เราต่างพยายามแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่บ่อยครั้งอาจมองข้ามต้นตอที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ในโลกที่เรามองไม่เห็น นั่นคือโลกของ "จุลินทรีย์"

คำตอบของปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว ดร.สรวิท ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาทางน้ำ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ความเข้าใจเรื่องจุลินทรีย์ของเรานั้นเป็นเหมือน "สีเทา" คือยังไม่ชัดเจน ไม่ขาวไม่ดำ และเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่รอการค้นพบ

5 ความจริงที่น่าประหลาดใจและสำคัญที่สุดเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในบ่อกุ้งจากมุมมองงานวิจัย เพื่อให้เราเข้าใจและสามารถจัดการระบบนิเวศในบ่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1."ผู้ร้าย" ที่มองไม่เห็นคือ "ไนไตรท์" และคุณอาจกำลังวัดค่ามันผิด

ชุดตรวจไนไตรท์ของคุณอาจกำลังโกหกคุณ ปัญหา "กุ้งหายตัวเป็นจุดๆ" หรือกุ้งทยอยตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญ แท้จริงแล้วมีต้นตอสำคัญมาจาก "ไนไตรท์" (Nitrite) สารพิษที่เกิดขึ้นในบ่อ แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ เราอาจกำลังวัดค่ามันผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว

นี่ไม่ใช่เพราะชุดตรวจผิดพลาด แต่เป็นเพราะค่าไนไตรท์จริงได้พุ่งสูงจน "เกินสเกล" ไปแล้ว เมื่อผลตรวจแสดงเป็นสีแดงเข้ม เราอาจเข้าใจว่ามีค่าไนไตรท์อยู่ที่ประมาณ 3 ppm ตามขีดสูงสุดของชุดตรวจ แต่ในความเป็นจริง ค่าที่แท้จริงอาจพุ่งไปถึง 10 หรือ 20 ppm ซึ่งเป็นระดับที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อกุ้ง

ที่สำคัญคือ การปล่อยให้ไนไตรท์ขึ้นสูงแล้วค่อยหาทางแก้ไขนั้นทำได้ยากมาก การถ่ายน้ำออก 50% จากบ่อที่มีไนไตรท์ 10 ppm จะยังคงเหลือไนไตรท์อยู่ถึง 5 ppm ซึ่งยังคงเป็นระดับที่เป็นพิษอยู่ดี ไนไตรท์จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่มักถูกมองข้าม และการตรวจวัดค่าที่แม่นยำคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการแก้ปัญหา แต่การจะป้องกันไม่ให้ไนไตรท์สูงตั้งแต่แรก เราต้องเข้าใจ 'ทีมพระเอก' ที่คอยจัดการมัน ซึ่งน่าประหลาดใจว่าพวกมันมีน้อยและเปราะบางกว่าที่เราคิดมาก

2.จุลินทรีย์ "ทีมพระเอก" มีน้อยกว่า 1% และเปราะบางกว่าที่คิด

ในโลกของจุลินทรีย์ทั้งหมดในบ่อ มีจุลินทรีย์อยู่ 2 ทีมหลักที่ช่วยกำจัดแอมโมเนีย ทีมแรกคือกลุ่มที่เปลี่ยนแอมโมเนียไปเป็นเซลล์ของตัวมันเองโดยตรง (Assimilation) นี่คือหลักการเบื้องหลังของระบบที่หลายคนรู้จักอย่าง 'ไบโอฟลอค' (Biofloc) นั่นเอง ส่วนอีกทีมคือ "ทีมพระเอก" ที่เรากำลังจะพูดถึง พวกมันคือกลุ่มแบคทีเรียบำบัดของเสีย (Nitrifying bacteria) ที่เปลี่ยนแอมโมเนียและไนไตรท์ให้อยู่ในรูปที่เป็นพิษน้อยลง แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ จุลินทรีย์ทีมพระเอกนี้มีจำนวนน้อยมาก คือน้อยกว่า 1% ของแบคทีเรียทั้งหมดในบ่อ

ความเปราะบางของพวกมันคือปัญหาสำคัญ การที่เกษตรกรพยายามป้องกันโรคโดยการใช้ยาฆ่าเชื้อต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ แม้จะช่วยควบคุมเชื้อก่อโรคได้ แต่ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจุลินทรีย์ "ทีมพระเอก" เหล่านี้ ทำให้พวกมันตายไปและที่สำคัญคือพวกมันเติบโตกลับมาได้ช้ามาก อาจต้องใช้เวลานานเป็นเดือน

บริบทนี้สำคัญอย่างยิ่งกับการเลี้ยงกุ้งความหนาแน่นสูงของไทย ในการเลี้ยงแบบความหนาแน่นต่ำ (เช่น 1 ตันต่อเฮกตาร์ในเอกวาดอร์) ธรรมชาติยังพอรับมือไหว แต่ในระบบของไทยที่อาจสูงถึง 4-8 ตันต่อเฮกตาร์ ปริมาณของเสียนั้นมหาศาล ทำให้ "ทีมพระเอก" ที่มีเพียงหยิบมือนี้ถูกใช้งานอย่างหนักและล่มสลายได้ง่าย การเลี้ยงที่เน้นการฆ่าเชื้อมากเกินไป จึงอาจเป็นการทำลาย "ระบบบำบัดตามธรรมชาติ" ที่ดีที่สุดในบ่อของเราไปโดยไม่ตั้งใจ

3.จุลินทรีย์ชุดเดียวกัน แต่ทำงานต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับ "สภาพแวดล้อม"

หนึ่งในแนวคิดที่น่าทึ่งที่สุดคือ จุลินทรีย์ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ตายตัว จากเชื้อจุลินทรีย์เริ่มต้นชุดเดียวกัน โปรไฟล์ของแบคทีเรียสามารถเปลี่ยนแปลงและทำงานแตกต่างกันไปได้อย่างสิ้นเชิง เพียงแค่เราเปลี่ยน "สภาพแวดล้อม" ให้กับพวกมัน

งานวิจัยได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน โดยนำดินชุดเดียวกันใส่ในถังทดลอง 2 ใบ ใบหนึ่งมีการให้อากาศ (Aerobic) ส่วนอีกใบไม่มีการให้อากาศ (Anaerobic) ผลปรากฏว่าโปรไฟล์ของแบคทีเรียที่เกิดขึ้นในถังทั้งสองใบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่มีจุดเริ่มต้นเดียวกัน การทดลองกับวัสดุตัวกลางชีวภาพอย่าง Biocord ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน โดยวัสดุชิ้นเดียวสามารถทำหน้าที่บำบัดแอมโมเนีย (Nitrification) ได้ในสภาวะที่มีออกซิเจน แต่เมื่อนำไปอยู่ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน มันจะเปลี่ยนไปทำหน้าที่บำบัดไนเตรต (Denitrification) แทน

นี่หมายความว่าในบ่อของเราเอง บริเวณผิววัสดุหรือโซนที่มีการตีน้ำ (มีออกซิเจนสูง) อาจกำลังเกิดกระบวนการหนึ่ง (Nitrification) ในขณะที่บริเวณก้นบ่อหรือในเลน (มีออกซิเจนต่ำ) อาจกำลังเกิดอีกกระบวนการหนึ่ง (Denitrification) ไปพร้อมๆ กัน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราไม่สามารถจัดการจุลินทรีย์ได้โดยตรง แต่เราสามารถ "จัดการสภาพแวดล้อม" เพื่อส่งเสริมให้จุลินทรีย์กลุ่มที่เราต้องการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.การเติมจุลินทรีย์ อาจทำให้ออกซิเจน "ลดลง" ในตอนแรก

เกษตรกรจำนวนมากมีความเชื่อว่าการเติมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ (เช่น EM) ลงในบ่อจะช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำได้ทันที แต่งานวิจัยกลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ผลการทดลองจริงที่ตรวจวัดค่าอย่างต่อเนื่องพบว่า หลังจากเติมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ลงในน้ำ ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) และค่าศักยภาพรีดอกซ์ (ORP) (ซึ่งเป็นค่าที่บ่งชี้ความสะอาดหรือความสกปรกของน้ำในเชิงเคมีไฟฟ้า) จะ "ลดลงอย่างรวดเร็ว" ในช่วงแรก อาจเปรียบได้ว่า การเติมจุลินทรีย์ก็เหมือนกับการจัดงานเลี้ยงใหญ่ในบ่อ แขก (แบคทีเรีย) ที่กรูเข้ามาจะกินอาหาร (สารอินทรีย์) และใช้พลังงาน (ออกซิเจน) อย่างมหาศาลในตอนแรก ก่อนที่ระบบจะเข้าที่

ส่วนออกซิเจนที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในภายหลังนั้น ไม่ได้มาจากจุลินทรีย์ที่เราเติมลงไปโดยตรง แต่มาจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช (เช่น ไดอะตอม) ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในบ่อ ดังนั้น ความเข้าใจที่ถูกต้องคือการเติมจุลินทรีย์เป็นการให้อาหารระบบ และอาจทำให้ออกซิเจนลดลงได้ในระยะสั้น

5.วิธีเตรียมบ่อที่ดีที่สุด อาจคือการ "ไม่ทำอะไรเลย"

แนวคิดนี้อาจสวนทางกับความรู้สึกของเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ต้องการรีบฆ่าเชื้อและลงกุ้งให้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่เรียกว่า "การบ่มบ่อ" (Pond Curing) อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว

กระบวนการบ่มบ่อ คือการทิ้งบ่อไว้เฉยๆ ประมาณ 2-4 สัปดาห์ หลังจากผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและเติมน้ำเข้าบ่อเรียบร้อยแล้ว โดยที่เรายังไม่ปล่อยกุ้งลงไป ในช่วงเวลานี้อาจมีการเติมอากาศเบาๆ หรือเติมสารเพิ่มค่าอัลคาไลน์ เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต

เหตุผลสำคัญคือ ช่วงเวลาแห่งการรอคอยนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มแบคทีเรียตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ได้ตั้งตัวและเจริญเติบโตจนแข็งแรง เมื่อพวกมันพร้อมทำงานแล้ว เราจึงค่อยปล่อยกุ้งลงไป ระบบนิเวศในบ่อจะเข้าสู่สมดุลได้ดีขึ้น และกระบวนการบำบัดของเสียจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้น การ 'บ่มบ่อ' คือการลงทุนด้วย 'เวลา' เพียงเล็กน้อยในตอนเริ่มต้น เพื่อซื้อ 'ความเสถียร' ของระบบนิเวศตลอดการเลี้ยง ซึ่งมีค่ามากกว่าการรีบลงกุ้งหนึ่งสัปดาห์หลายเท่านัก

🔴รู้จักจุลินทรีย์ให้มากขึ้น

ความจริงทั้ง 5 ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการบ่อกุ้งไม่ใช่เพียงการจัดการน้ำหรือการเลี้ยงสัตว์ แต่คือการจัดการ "ระบบนิเวศ" ทั้งระบบที่มีชีวิตและมีความซับซ้อนเกินกว่าที่เราคิด เทคโนโลยีและวิธีการจัดการไม่สามารถลอกเลียนกันได้ทั้งหมด รูปแบบของบ่อที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบ่อยาง PE บ่อดิน หรือบ่อในโรงเรือน ย่อมต้องการแนวทางการจัดการที่เหมาะสมและแตกต่างกันไป

ดังที่ ดร.สรวิท ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ ซึ่งเป็นข้อคิดที่สำคัญสำหรับพวกเราทุกคน

คุณรู้จักจุลินทรีย์น้อยเกินไป ผมก็ด้วย

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะเปลี่ยนจากการ 'ต่อสู้' กับปัญหาในบ่อ มาเป็นการ 'สร้างสมดุล' ให้กับระบบนิเวศของจุลินทรีย์?

#น้องกุ้งไทย #กุ้งไทย ุ้งไทย

กรมประมงพร้อมเยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านประมง 🐟🦐
16/12/2025

กรมประมงพร้อมเยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านประมง 🐟🦐

🤝 กรมประมงพร้อมเยียวยา! เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านประมง
🐟 โดยมีขั้นตอนและอัตราการช่วยเหลือที่กำหนดไว้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกร
📝 โดยเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดได้เลยค่ะ!

#เยียวยาเกษตรกร
#กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์
#กรมประมง

16/12/2025

แซนด์วิชปลาจากฟางก้อน ลดค่าอาหาร ช่วยปรับสภาพน้ำ 🐟🌾

ที่อยู่

Faculty Of Agriculture, Ubon Ratchathani University
Amphoe Warinjamrap
34190

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

092 442 8128

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AQUADAPT-Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์